Blog

  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทย สู่ “เศรษฐกิจเอไอ”

    เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทย สู่ “เศรษฐกิจเอไอ”

    เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Technology) คือคานงัดสร้างจุดหักเห (Turning Point) สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ. (AI Economy) ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆ เช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอร์รัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำ โตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง พร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง


    AI ในองค์กร
    เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบบอัตโนมัติ (Automation) เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วน เช่น รัฐบาลเอไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์ (AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและการพัฒนานโยบายสาธารณะ
    หลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน (Transformation) ศักยภาพประเทศใหม่ โดยใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิตอล เช่น ประเทศเดนมาร์ก จัดตั้ง Agency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลก ในด้านรัฐบาลดิจิตอล ประเทศเกาหลีใต้ สร้างโครงสร้างเครือข่าย Government Superhighway Network (GSN) บริการภาครัฐอย่างทั่วถึง ประเทศเอสโตเนีย เปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99% ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์ อัพเกรด 70% ระบบราชการบนคลาวด์ และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า “Smart Nation” สหราชอาณาจักร จัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ “Digital Skills Partnership“
    สำหรับประเทศไทย ต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนา AI และเทคโนโลยีดิจิตอล ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจาก AI สู่ Generative AI, Agentic AI และปีนี้ AGI (Artificial General Intelligence) มาแล้ว หากเราตื่นรู้ ตื่นตัว สามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วย

    AI มือขวาผู้บริหาร

    AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือทรงพลัง

    คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวา ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Trip เป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3) Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Power โดยระบุว่า “AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
    AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในทุกมิติ ทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ เป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

    ลงทุนใน AI เพิ่ม Productivity 32-40%

    รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย แสดงความคิดเห็นว่า ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ “Being Digital” ไปสู่ “Being Digital-Driven” โดยต้องคำนึงถึง “Human Loop” ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็น Controller เสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%

    ตลาดเอไอเติบโต 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวว่า ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริงๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย โดยเน้นย้ำว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่ๆ” และงานใหม่ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น “อธิปไตยข้อมูล” (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา

    AI-Augmented Software

    4 ด้านเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนด้วยเอไอ

    คุณอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ คุณคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่
    1) Smart Design : AI ช่วยในการออกแบบ ลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ
    2) Digital Manufacturing : การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
    3) Intelligent Equipment : การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
    4) Safety & Security : ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่างๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น

    นโยบาย A.I.

    จากยุค E-commerce สู่ AI Commerce

    คุณพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd. นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce ว่า ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย

    3 ปัจจัยที่ควรใช้ประโยชน์จากเอไอ

    คุณสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officer บริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
    1) ลดต้นทุน : โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
    2) ทำงานได้เร็วขึ้น : AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
    3) เพิ่มยอดขาย : การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน โดยได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

    ข้อมูล : งานสัมมนา FKII National Forum หัวข้อ “AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย” โดย สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation : FKI Thailand)


    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์


    Post Views: 96

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/08/26/thailand-ai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EjmIUZwNshpOOFiW4AdUR

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D98678401%26symbol%3DKGEN&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xlP3NAyV_KiMiJGbNbWfz

  • L

    L

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษารายวิชา LSM499 สหกิจศึกษา รุ่นที่ 46 เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่การทำงานจริงในสถานประกอบการ โดยมุ่งเน้นการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ หลักเกณฑ์การจัดทำรายงานสหกิจศึกษา และระบบการประเมินผล พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยกับคณาจารย์อย่างใกล้ชิด

    กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงพันธกิจของ SPU ในการสนับสนุน SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการพัฒนาทักษะตลอดชีวิต (4.3.3, 4.3.4) อีกทั้งยังตอบโจทย์ SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการส่งนักศึกษาออกไปฝึกงานในสถานประกอบการจริง (8.4.1) และเชื่อมโยงสู่ SDG9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการประยุกต์องค์ความรู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม (9.4.1) นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ SDG10 ลดความไม่เสมอภาค ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนเข้าถึงประสบการณ์สหกิจศึกษา (10.6.1) และผลักดัน SDG17 หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ (17.2.1)

    SPU มุ่งมั่นพัฒนานักศึกษาให้พร้อมสู่โลกการทำงานอย่างมั่นใจ เสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศ ตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างสรรค์สังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/08/26/logistics-spu-cwie46/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X7raErd9DHV-MmIo5SCgn

  • ธนาคารกรุงเทพ เข้มงวดบัญชีนักท่องเที่ยว หลังคดีฉ้อโกงจีน 2,200 ล้าน

    ธนาคารกรุงเทพ เข้มงวดบัญชีนักท่องเที่ยว หลังคดีฉ้อโกงจีน 2,200 ล้าน

    การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกรุงเทพ ในการจำกัดบัญชีสำหรับผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวต่างชาติ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของประเทศไทย หลังจากคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนใช้บัญชีม้าก่อความเสียหาย 2,200 ล้านบาท ทำให้ธนาคารต้องปรับมาตรการเข้มงวดอย่างฉับพลัน

    นโยบายใหม่ส่งผลกระทบวงกว้าง

    เมื่อเดือนมกราคม 2025 ธนาคารกรุงเทพ เริ่มหยุดเปิดบัญชีใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก่อนจะบังคับใช้มาตรการเข้มงวดกับบัญชีเดิมในเดือนพฤษภาคม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวหลายชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่มีบัญชีจำนวนมากถูกระงับทำธุรกรรม

    การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ในพัทยา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2025 ตำรวจจับกุมบุคคลทั้งหมด 11 คน รวมถึงพนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขาพัทยา 4 คน ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับแก๊งอาชญากรจีนในการเปิดบัญชีเพื่อใช้ในกิจกรรมฉ้อโกง

    คดีพัทยา เปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

    เหตุการณ์ในพัทยากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อคนจีน 15 คนเดินทางเข้าไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2025 และเปิดบัญชีที่สาขาพัทยาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ก่อนจะออกจากประเทศในวันที่ 15 มีนาคม ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ บัญชีดังกล่าวถูกใช้ทำธุรกรรมเงินกว่า 118 ล้านบาท และถอนเงินออกไป 91 ล้านบาท

    การสืบสวนเผยให้เห็นว่าพนักงานธนาคารได้รับเงินตอบแทนในการเปิดบัญชีแต่ละบัญชี สร้างแรงจูงใจให้พวกเขาข้ามขั้นตอนการตรวจสอบปกติ การกระทำนี้เป็นการประสานกันอย่างเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารและเร่งกระบวนการเปิดบัญชี

    ผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวรัสเซียและชาติอื่น

    ชาวรัสเซียได้รับผลกระทบมากที่สุดจากนโยบายใหม่ มีบัญชีหลายพันบัญชีถูกระงับ สถานทูตรัสเซียในไทยรับทราบปัญหานี้ โดยระบุว่ามีชาวรัสเซีย 40,000-50,000 คนที่พำนักอยู่ในไทยอย่างถาวรหรือระยะยาว หลายคนใช้ธนาคารกรุงเทพเป็นสถาบันการเงินหลัก

    นอกจากชาวรัสเซียแล้ว นักท่องเที่ยวชาวยุโรป รวมทั้งเยอรมัน อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ก็ประสบปัญหาการระงับบัญชีเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้นักท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถเข้าถึงเงินของตัวเองได้

    เกณฑ์วีซ่าใหม่และข้อกำหนดเอกสาร

    ภายใต้นโยบายใหม่ วีซ่าท่องเที่ยวทุกประเภท รวมถึง Destination Thailand Visa (DTV) ที่อนุญาตให้พำนักได้ถึง 180 วัน ไม่สามารถเปิดหรือรักษาบัญชีธนาคาร เกณฑ์การมีสิทธิ์จำกัดให้เฉพาะผู้ถือวีซ่าประเภทนอน-อิมมิแกรนต์ วีซ่าเกษียณ หรือการแต่งงานกับคนไทย

    ผู้ถือบัญชีเดิมจะต้องแสดงเอกสารวีซ่าที่ปัจจุบัน หลักฐานสถานะทางกฎหมายในไทย และเอกสารตรวจสอบตัวตนเพิ่มเติม การไม่สามารถแสดงเอกสารสถานะวีซ่าในปัจจุบันจะส่งผลให้บัญชีถูกระงับจนกว่าจะสามารถจัดหาเอกสารที่เหมาะสมได้

    มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน

    การดำเนินการของธนาคารกรุงเทพสะท้อนถึงความพยายามของไทยในการปรับปรุงมาตรฐานการป้องกันการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบการเงินที่อาชญากรข้ามชาติใช้ประโยชน์

    แก๊งอาชญากรใช้ความง่ายในการขอวีซ่าท่องเที่ยว และการเปิดบัญชีธนาคารเป็นจุดแข็งในการดำเนินงาน พวกเขาสามารถสร้างบัญชีหลายบัญชีอย่างรวดเร็ว ทำธุรกรรมการเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ถอนเงิน และออกจากประเทศก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในยุคที่ความปลอดภัยทางการเงินกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความสมดุลระหว่างการป้องกันอาชญากรรมกับการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ถูกต้องจะอยู่ที่จุดใด และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างไรในระยะยาว?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bangkok-bank-restricts-tourist-accounts-fraud-prevention&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IudnPPXodg9t5tnLntPIl

  • ครม.รับทราบโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นล้าน เสริมงบกลางกรณีฉุกเฉิน

    ครม.รับทราบโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นล้าน เสริมงบกลางกรณีฉุกเฉิน

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานความคืบหน้าการขอรับและผลการอนุมัติจัดสรรข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความคืบหน้าการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในส่วนที่เหลือ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. รายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรงบประมาณโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 
       

    ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำนักงบประมาณได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้หน่วยรับงบประมาณแล้วทั้งสิ้นจำนวน 49 หน่วยรับงบประมาณ 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.1741 ล้านบาท โดยพิจารณาตามหลักฐานและข้อเท็จจริงที่หน่วยรับงบประมาณจัดส่งให้ รวมทั้งหลักเกณฑ์ อัตราค่าใช้จ่าย ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

    2. รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบให้ใช้ระบบ DASHBOARD “แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท” เป็นเครื่องมือหลักในการกำกับและติดตามความก้าวหน้าของแผนฯ พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณใช้ DASHBOARD ดังกล่าวในการติดตาม เร่งรัด และควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

    3. การใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลือ

    3.1 พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กำหนดวงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จำนวน 187,700.0000 ล้านบาท โดยมีโครงการที่ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ได้แก่

    •  โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 30,434 ล้านบาท และนำเงินจัดสรรส่งคืนเงินแล้ว จำนวน 531 ล้านบาท
    • ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ รวม 8,939 รายการ วงเงิน 115,375.2715 ล้านบาท
    • ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2 วงเงินไม่เกิน 18,488.3679 ล้านบาท 

    ดังนั้น เมื่อพิจารณางบประมาณคงเหลือจากการดำเนินการและอนุมัติเงินจัดสรรข้างต้น คาดว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จะคงเหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท

    3.2 เนื่องจากยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณการจัดทำโครงการโดยใช้จ่ายจากงบกลาง รายการดังกล่าว มีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ที่เหลืออยู่พับไปโดยผลของกฎหมาย 

    3.3 ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการดังกล่าวที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการงบประมาณสามารถโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 

    ” การโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จำนวน 26,000 ล้านบาท ไปสมทบงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จะทำให้งบดังกล่าวเพิ่มจาก 96,556.7103 ล้านบาท คิดเป็น 2.57% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2568 เป็น 122,556.7103 ล้านบาท คิดเป็น 3.27% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2568 เพื่อให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729371&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIjCYWJ-T1zTX3wFVI8YB

  • พอช. อัดฉีด 29.6 ล้าน ‘กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก’ สร้างอาชีพควบคู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง

    พอช. อัดฉีด 29.6 ล้าน ‘กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก’ สร้างอาชีพควบคู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง

    โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก

    พอช. เดินหน้าพลิกโฉมการพัฒนาชุมชนด้วยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก อัดฉีดงบประมาณ 29.6 ล้านบาท สนับสนุน 270 องค์กรทั่วประเทศ หวังเสริมความเข้มแข็งให้ชาวบ้าน ชี้การพัฒนาชุมชนเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเติมพลังเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เปิดเผยถึงการขับเคลื่อน “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่มีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง โดยจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 29.6 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนองค์กรชุมชน 270 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนกว่า 13,500 คน

    นายกฤษดาเน้นย้ำถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการนี้คือ 1.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท ให้มีรายได้มั่นคงควบคู่ไปกับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง  2.สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือนและชุมชน ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชุมชนกำหนดเอง

    กลุ่มเป้าหมายคือองค์กรชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับ พอช. เช่น สภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการ หรือเครือข่ายพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยจะคัดเลือกพื้นที่ที่มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแล้ว และพร้อมต่อยอดสู่การทำกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ

    กลไกการสนับสนุน: อัดฉีดงบประมาณ 27 ล้านสู่ชุมชนโดยตรง

    นายกฤษดากล่าวต่อไปอีกว่างบประมาณรวม 29.6 ล้านบาท จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

    • งบสนับสนุนตรงแก่ชุมชน: 27 ล้านบาท จะถูกจัดสรรให้แก่องค์กรชุมชน 270 แห่ง โดยพิจารณาตามจำนวนสมาชิก (เฉลี่ย 50,000-80,000 บาทต่อองค์กร) เพื่อให้เงินทุนเข้าถึงผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็ว
    • งบขับเคลื่อนโครงการ: 2.1 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการบริหารจัดการและการประสานงานในระดับพื้นที่และส่วนกลาง
    • งบติดตามประเมินผล: 500,000 บาท เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลลัพธ์ของโครงการอย่างเป็นระบบ

    พอช. ตั้งเป้าหมายว่าสมาชิกองค์กรชุมชนกว่าร้อยละ 80 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน และครัวเรือนสามารถลดรายจ่ายได้จากกิจกรรมที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง

    เงื่อนไขและขั้นตอน: ‘ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา’

    ในการเข้าร่วมโครงการ องค์กรชุมชนจะต้องจัดทำแผนพัฒนาอาชีพหรือเศรษฐกิจเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุน จากนั้นกลไกของขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดจะทำหน้าที่กลั่นกรองก่อนส่งให้ พอช. พิจารณาอนุมัติ

    นายกฤษดาทิ้งท้ายว่า “ประชาชนต้องเป็นเจ้าของการพัฒนาเอง” โดย พอช. จะทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนและประสานงาน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากพลังและความร่วมมือของคนในชุมชนเอง

    โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนถึงแนวคิดการพัฒนาของ พอช. ที่มองว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต้องเริ่มต้นจากฐานราก ทั้งการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และการมีแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/850388/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VK-dG956ft7DPwjYNz-mZ

  • ครม.รับทราบ คืบหน้าตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน

    ครม.รับทราบ คืบหน้าตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน

    ครม.รับทราบคืบหน้าตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท และการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ

    นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท และการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ โดยมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าดังนี้

    รายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรโครงการ/ รายงานกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการพิจารณาอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานได้รับงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 49 หน่วยรับงบประมาณ รวม 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.17 ล้านบาท โดยพิจารณาตามหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่หน่วยงานรับงบประมาณจัดส่งให้ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตาม ผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศษฐกิจ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ใช้ระบบ DASHBOARD แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท

    การใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลือ ประมาณ 26,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สามารถโอนงบกลางรายการดังกล่าว ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัตินายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561

    การจัดสรรงบดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนรายได้น้อย และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการที่อยู่ในโครงการให้ได้รับการช่วยเหลือต่อเนื่องตลอดปีงบประมาณ 2568

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_924523/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mdUa3-yg_PZKvkUz6uFGg

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    26 สิงหาคม 2568 17:09 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    -นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยถึงข้อกังวลถึงนโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชา โดยจะมีการนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วน และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา

    -นางสาวมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าสุด อยู่ที่รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ,ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และร่างพระราชบัญญัติตั๋วร่วม ว่า สำหรับกฎหมายทั้งสามฉบับไม่ได้กังวล เพราอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา

    -นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกข้าว ได้ในปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.74 ล้านตัน และมีมูลค่า 86,412 ล้านบาท (ประมาณ 2,592 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ลดลง 35.35% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 133,663 ล้านบาท (ประมาณ 3,739 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/646850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kWPOynC9B4M9NUKuRkFnB

  • เศรษฐกิจเช็กฟื้นตัว: โอกาสของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดยุโรป

    เศรษฐกิจเช็กฟื้นตัว: โอกาสของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดยุโรป

    กระทรวงการคลังเช็กได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเช็กในปี 2025 โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสาธารณรัฐเช็กจะเติบโตขึ้นร้อยละ 2.1 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากการคาดการณ์ในเดือนเมษายน 2025 ที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2 สำหรับปี 2026 เศรษฐกิจเช็กคาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 2 ทั้งนี้ การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจฉบับใหม่นี้ นำเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Zbynek Stanjura เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2025 ที่ได้พิจารณาถึงภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรปที่สหรัฐฯ กำหนด โดยอุปสรรคทางการค้าเหล่านี้จะทำให้การเติบโตของสาธารณรัฐเช็กชะลอตัวลงร้อยละ 0.3 ในปีนี้ และร้อยละ 0.4 ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 เศรษฐกิจสาธารณรัฐเช็กอาจได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งอาจช่วยเร่งการเติบโตได้ร้อยละ 0.2-0.3 เนื่องจากการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้าคาดว่าจะมาจากการบริโภคของภาคครัวเรือนและการใช้จ่ายภาครัฐ คาดการณ์ว่าการบริโภคภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ในปีนี้ และร้อยละ 2.9 ในปีหน้า ขณะที่รายจ่ายภาครัฐจะเติบโตร้อยละ 1.9 ในปีนี้ และร้อยละ 1.4 ในปีหน้า ในปี 2026 คาดว่าการลงทุนจะกลับมาฟื้นตัวและส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 หลังจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในปีนี้ ในส่วนของค่าจ้าง คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยที่ร้อยละ 6.6 ในปีนี้ และจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 5.4 ในปีหน้า โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 2.4 ในปีนี้ และร้อยละ 2.3 ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างที่แท้จริงเติบโตขึ้น“ตัวเลขปัจจุบันยืนยันแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเช็กกำลังค่อยๆ กลับสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาต่อไป” รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเช็กกล่าว “เป็นผลมาจากทั้งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ ซึ่งน่าจะลดลงอีกในปีหน้า และค่าจ้างที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น”การคาดการณ์ของกระทรวงการคลังสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่เผยแพร่โดยสมาคมธนาคารเช็ก (Czech Banking Association: ČBA) ที่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น ร้อยละ 2.1 เช่นกัน จากที่เคยคาดไว้เพียงร้อยละ 1.7 ในเดือนพฤษภาคม 2025 โดยการปรับเพิ่มคาดการณ์นี้เป็นผลมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น และผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีต่อสหภาพยุโรปที่ลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก แม้ว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเช็กทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่ผลกระทบกลับไม่รุนแรงเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ผลกระทบที่ลดลงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งชาติสาธารณรัฐเช็ก มีมุมมองเชิงบวกมากกว่า โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตร้อยละ 2.6 ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะสูงขึ้นที่ร้อยละ 2.6 ได้รับแรงหนุนจากราคาอาหารและบริการที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น คาดว่าค่าจ้างที่แท้จริงจะเติบโตที่ร้อยละ 3.6 แม้ว่าค่าจ้างรวมเฉลี่ยเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้วจะไม่ถึงระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยคาดว่าอัตราค่าจ้างรวมเฉลี่ยจะกลับไปสู่ระดับสูงสุดในปี 2027 และคาดว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.8 ในปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเลิกจ้างพนักงานในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มขาขึ้นนี้คาดว่าจะทรงตัวในปีหน้า อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของธนาคารแห่งชาติสาธารณรัฐเช็กน่าจะยังคงอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ในช่วงที่เหลือของปี และอาจลดลงเหลือร้อยละ 3.25 ในไตรมาสแรกของปีหน้า

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดของสาธารณรัฐเช็กที่ทั้งกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารเช็ก ต่างปรับเพิ่มตัวเลข สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของเศรษฐกิจสาธารณรัฐเช็ก โดยเฉพาะจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง เนื่องจากค่าจ้างเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคเช็ก รวมถึงการส่งออกของเช็กที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ เช็กเป็นประเทศที่มีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางทวีปยุโรป และเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง รวมถึงความมั่นคงทางนโยบาย แสดงให้เห็นว่าเช็กเป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายการส่งออกมายังทวีปยุโรปเพิ่มเติม โดยสินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากการที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเช็กสูงขึ้นจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้พวกเขามองหาสินค้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีจุดเด่น เช่น สินค้าอาหารแปรรูปที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ หรือสินค้าตกแต่งบ้านที่สะท้อนงานฝีมือไทย โดยการส่งออกสินค้าไปสาธารณรัฐเช็กหมายถึงการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีประชากรกว่า 450 ล้านคน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อตกลงการค้า กฎระเบียบ และมาตรฐานของ EU อย่างละเอียด เพื่อให้สินค้าสามารถส่งออกได้อย่างราบรื่นและลดอุปสรรคทางการค้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์การค้าโลกอย่างใกล้ชิด เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการภาษีนำเข้าจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและยุโรปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lkz4y8co8ataeg1pvogr8od5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GPbyAOMPFxRxdrDhc1SCj

  • ครม.คุมเข้มรถใช้แล้ว เปิดทางเฉพาะ ‘รถโบราณ’

    ครม.คุมเข้มรถใช้แล้ว เปิดทางเฉพาะ ‘รถโบราณ’

    ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ ‘รถยนต์ใช้แล้ว’ เป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตนำเข้าในประเทศไทย โดยร่างฉบับใหม่นี้เป็นการปรับปรุงจากกฎปี 2562

    จุดสำคัญคือ เปิดทางให้นำเข้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars)อายุเกิน 100 ปี และรถแข่ง ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตกำหนด เพื่อสอดคล้องกับมติ ครม. เดิม ที่ต้องการส่งเสริมศิลปะและการอนุรักษ์ยานยนต์โบราณ

    ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ พบว่ามีประชาชนแสดงความคิดเห็น 433 ราย โดยกว่า 87% เห็นด้วย

    ผลทางเศรษฐกิจ – การอนุญาตให้นำเข้ารถโบราณจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการจัดกิจกรรม Classic Car กระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงหนุนธุรกิจรีสโตร์และอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้อง

    ผลทางสังคม – ถือเป็นการปลูกฝังค่านิยมการอนุรักษ์ มองรถโบราณเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ และดึงดูดให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Classic Car ของภูมิภาค

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังย้ำ ร่างประกาศฉบับนี้จะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-classic-cars-tourism-restore-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gRISZagCfX3Wx4cbJ3038