Blog

  • เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก! ‘สรรเพชญ’ เดินหน้าดันรถไฟสายใหม่ ‘ชุมพร-ท่าเรือระนอง’ ปิดจุดโหว่โครงข่ายการขนส่ง เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ระบบราง ปูทางสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ควบคู่การดึงประชาชนร่วมตัดสินใจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก! ‘สรรเพชญ’ เดินหน้าดันรถไฟสายใหม่ ‘ชุมพร-ท่าเรือระนอง’ ปิดจุดโหว่โครงข่ายการขนส่ง เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ระบบราง ปูทางสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ควบคู่การดึงประชาชนร่วมตัดสินใจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aYt7hJKbJGbOHX-3lhPFi

  • ครม. เตรียมถอดนกกรงหัวจุกพ้นสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    ครม. เตรียมถอดนกกรงหัวจุกพ้นสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงให้ “นกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก)” พ้นจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ร่างกฎกระทรวงยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณา และจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและพ้นกำหนด 30 วันแล้ว

    นกกรงหัวจุก

    ทั้งนี้ แม้จะมีการถอดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่นกที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การจับ ล่า หรือนำออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ยังมีความผิดเช่นเดิม โดยภาครัฐจะกำหนดมาตรการควบคุมนกเลี้ยง เช่น การขึ้นทะเบียน การทำเครื่องหมายประจำตัวนก การควบคุมการเคลื่อนย้าย และหากในอนาคตพบการลักลอบจับนกป่าจนกระทบประชากรในธรรมชาติ กรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมเสนอให้นำกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง

    ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.antifakenewscenter.com/news/activity/protected-wildlife&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bwJIAsWWM2uD2SvpG2i9I

  • ‘ขัตติยา’ ห่วงปิดโรงงานแซงเปิดใหม่ เตือนธุรกิจใช้ ‘ท่าเดิม’ เสี่ยง ‘ล้ม’ สูง

    ‘ขัตติยา’ ห่วงปิดโรงงานแซงเปิดใหม่ เตือนธุรกิจใช้ ‘ท่าเดิม’ เสี่ยง ‘ล้ม’ สูง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน สัญญาณจากภาคอุตสาหกรรมเริ่มสะท้อนภาพที่น่ากังวลมากขึ้น ทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภายในประเทศ ความเปราะบางของครัวเรือน ความสามารถชำระหนี้ที่ลดลง จากรายได้ธุรกิจและประชาชนที่ลดลงจากผลพวงของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า เมื่อมองถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันพบว่าน่าห่วงหลายมิติ หนึ่งในนั้นมาจากการเปิดปิดโรงงานอุตสาหกรรม ที่สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยได้บางส่วน

    โดยจากสถิติ ในอดีตประเทศไทยมักมีจำนวนโรงงานที่เปิดใหม่สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวลงอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันตัวเลขเริ่มขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น และเมื่อมองเป็นรายไตรมาสกลับเห็นแนวโน้มการปิดโรงงานที่เริ่มมากกว่าการเปิดใหม่

    “เทรนด์เริ่มน่ากังวล เพราะโรงงานปิดมากกว่าโรงงานเปิด ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่ากลุ่มผู้ผลิตและภาคอุตสาหกรรมกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และเชื่อว่าภาคธุรกิจอื่นก็ได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกันด้วยไม่มากก็น้อย”

    ภาพดังกล่าวทำให้โจทย์ของภาคธุรกิจในระยะข้างหน้าไม่ใช่เพียงการประคองธุรกิจให้อยู่รอด แต่เป็นเรื่องของการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะโลกธุรกิจกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเทคโนโลยี ต้นทุน ค่าครองชีพ สิ่งแวดล้อม โครงสร้างแรงงาน เศรษฐกิจที่เติบโตช้า และการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    • การปรับตัวสำคัญกว่าเศรษฐกิจ-ต้นทุน

    ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าในช่วงปี 2025-2030 โลกและธุรกิจจะต้องเผชิญกับ 6 Megatrends สำคัญ ได้แก่ Digitalization, Economic Pressure, Decarbonization, Labor & Society, Slow Economic Growth และ Aging Society

    ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ โดยจะสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน

    ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่เพียงแค่สถานการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตช้าหรือแรงกดดันด้านต้นทุน แต่คือการที่ธุรกิจไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะหากยังคงดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิม หรือที่เรียกว่า “ยังใช้ท่าเดิม” ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้น

    ในทางกลับกัน ธุรกิจที่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้เร็ว จะมีโอกาสเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสใหม่ได้ แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงก็ตาม

    “สิ่งที่ธุรกิจต้องทำจึงไม่ใช่เพียงการรอให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเดิม เพราะโลกธุรกิจอาจไม่ได้กลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกต่อไป แต่ต้องประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละด้านจะส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร และต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยง เพราะการมาของ Megatrends เป็นทั้ง “ความน่ากังวล” และ “โอกาส” หากธุรกิจสามารถตีโจทย์ได้ถูกต้องและปรับตัวได้ทัน ก็สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้”

    ซึ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาที่ การสนับสนุนของภาคการเงินที่ต้องมองไปถึงความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ และต้องพิจารณาจากข้อมูลและสมมติฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงดูว่าธุรกิจมีงบการเงินอย่างไรในปัจจุบันเท่านั้น

    • CFO ต้องเป็น Strategic Partner

    ในมุมของการบริหารธุรกิจ มองว่า CFO ยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดูแลตัวเลขทางการเงินมาเป็น Strategic Partner ของ CEO และองค์กร CFO ต้องสามารถเชื่อมโยงตัวเลขทางการเงินเข้ากับ Supply Chain และมองเห็นโอกาสในการ Transform องค์กร ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขในงบการเงินเท่านั้น

    ในระยะสั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือโครงสร้างต้นทุน โดยใช้หลัก 80/20 จัดการกับต้นทุนก้อนใหญ่ที่มีผลต่อธุรกิจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ พลังงาน สาธารณูปโภค หรือต้นทุนทางการเงิน

    ขณะเดียวกัน ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics เพราะความผันผวนที่เกิดขึ้นสามารถส่งผลต่อทั้งแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบและตลาดปลายทาง

    CFO จึงต้องวางแผนกระจายแหล่งซื้อวัตถุดิบ รวมถึงมองหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาเพียง 3-6 เดือน

    หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ “Predict & Prepare” หรือการคาดการณ์และเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

    • ถอดบทเรียน “ต้มยำกุ้ง”

    “ขัตติยา” กล่าวต่อว่า หากมองย้อนกลับไปถึงวิกฤตในอดีต เช่นวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 เป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับภาคธนาคาร โดยในเวลานั้น NPL หรือหนี้เสียพุ่งขึ้นไปถึง 45% ของพอร์ตโฟลิโอ สูงกว่าระดับปัจจุบันที่อยู่ราว 2-3% ถึง 15 เท่า

    บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนั้นคือ การสร้างความเชื่อมั่น หรือ Trust ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ผ่านการเปิดเผยตัวเลขทางการเงินอย่างชัดเจน และการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

    บทบาทของธนาคารในช่วงวิกฤตจึงมีความสำคัญอย่างมาก มากกว่ามองเพียงผลประกอบการของธนาคาร เพราะในยามวิกฤติหากระบบการเงินสะดุด ธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้

    ดังนั้น ความสามารถในการสร้าง Operational Resilience จึงเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
    บริหาร NPL ไม่ใช่แค่ลดหนี้เสีย

    ทั้งนี้ ในมุมของการบริหารหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการตั้งรับเพื่อควบคุมตัวเลขหนี้เสียเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจและลูกค้าในระดับโครงสร้าง

    การพิจารณาสินเชื่อหรือการปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องมองไปข้างหน้า โดยพิจารณาว่าธุรกิจมีความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันโลกได้ ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินจะสามารถร่วมกันหาทางออกและผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยฝีมือและการวางแผนร่วมกัน

    • กสิกรไทยตั้งรับความท้าทายครึ่งหลัง

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มองว่าจะมีความท้าทายมากกว่าช่วงครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อธนาคารบางส่วน เช่น มาตรการลดค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย 19 รายการ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์

    แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ไว้เช่นเดิม แต่จะปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่หายไป โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาผลประกอบการ ควบคู่กับการแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนผลประกอบการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

    สำหรับเป้าหมายด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) ธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายระยะกลางถึงระยะยาวในการรักษา ROE ให้อยู่ในระดับตัวเลขสองหลักเช่นเดิม ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้ การบริหารต้นทุน และการควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้านแนวโน้มอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มองว่า ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา จะสะท้อนต่อผลการดำเนินงานของธนาคารเต็มปี แตกต่างจากปีก่อนที่ได้รับผลกระทบเพียงบางไตรมาส

    “ในมุมของแบงก์ เราได้รวมปัจจัยดังกล่าวไว้ในประมาณการและแผนธุรกิจตั้งแต่ต้นปีแล้ว หากธปท.ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เชื่อว่า NIM จะยังสามารถเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้” นางสาวขัตติยากล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1245157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10ZLIhYNT_MqHKfkjMRm5X

  • จาก“แลนด์บริดจ์” สู่ “Missing Link” ดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

    จาก“แลนด์บริดจ์” สู่ “Missing Link” ดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

    จาก“แลนด์บริดจ์” สู่ “Missing Link” ดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ

    การประกาศพับแผน “แลนด์บริดจ์” โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยเหตุผลว่า ไม่คุ้มค่าทางการเงินและส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรง พร้อมเบนเข็มสู่ยุทธศาสตร์ “Missing Link” เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมเดิมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ ถูกจับตาว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่

    การตัดสินใจยุติอย่างเป็นทางการ รัฐบาลยํ้าว่า ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์บนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

    ผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ชัดว่า โครงการนี้เผชิญกับ “ความไม่คุ้มค่าทางการเงินอย่างรุนแรง” เห็นได้จาก อัตราผลตอบแทนทางการเงินลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบมหาศาลตั้งแต่ 1 หมื่นล้านบาทไปจนถึงกว่า 1.8 แสนล้านบาท หากรัฐดำเนินการเองทั้งหมด

    อีกความเสี่ยงที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่โครงการพาดผ่านป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและแหล่งปะการังระดับโลก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกระงับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

    หากมองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการยกเลิกโครงการยักษ์นี้คือ ช่วยให้ประเทศไทยหลีกเลี่ยงภาระหนี้สาธารณะมหาศาล ที่อาจกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคต รัฐบาลจึงเปลี่ยนเข็มทิศไปสู่การลงทุนในโครงการ “Missing Link” หรือ การเติมเต็มจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปในระบบขนส่งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมและหอการค้ามองว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า

    การพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประตูการค้า” (Gateway) อย่างแท้จริง ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ความต่อเนื่องของการเชื่อมโยงทางรถไฟจากเชียงของไปยังจีน และการพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อรองรับกลุ่มประเทศเอเชียใต้ (BIMSTEC) จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มแข็ง

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางอย่างอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าทางราง (ICD) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างระบบราง ถนน และ ท่าเรืออย่างเป็นระบบ การมุ่งพัฒนาพื้นที่เพื่ออุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แทนที่จะพึ่งพาเพียงค่าธรรมเนียมผ่านทาง จะเป็นเครื่องยนต์หลักที่สร้างรายได้เข้าสู่พื้นที่ภาคใต้อย่างมั่นคง

    ดังนั้น การยุติโครงการแลนด์บริดจ์และเร่งลงทุนใน Missing Link คือ การเลือกเส้นทางที่หลายฝ่ายมองว่า “เจ็บน้อยแต่ได้จริง” เป็นการบริหารภาษีประชาชนอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์การแข่งขันในโลกยุคใหม่ พร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,222 วันที่ 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/665132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PEKA7Qm0_vAc5RrRE6wAH

  • ฝนถล่มขอนแก่น 3 ชั่วโมง น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ-ขยะเพียบ!

    ฝนถล่มขอนแก่น 3 ชั่วโมง น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ-ขยะเพียบ!

    (29 ก.ค. 69) กลางดึกที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องข้ามเข้าสู่วันใหม่เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจเมืองขอนแก่น เนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน โดยเฉพาะบริเวณ ถนนมิตรภาพ ปากซอยสวัสดี เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งมีน้ำท่วมถนนมิตรภาพขาล่องกินพื้นที่ถึง 4 ช่องทางจราจร เป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร เนื่องจากระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ ประกอบกับโครงการระบบระบายน้ำยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้การระบายน้ำเป็นไปด้วยความล่าช้า รวมทั้งถนนบ้านกอก ซึ่งเป็นจุดท่วมซ้ำซากเนื่องจากเป็นเส้นทางของรอระบายลงสู่แหล่งน้ำ การจราจรรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ รถยนต์ฝ่ามวลน้ำดับหลายคัน น้ำทะลักเข้าบ้านเรือนประชาชน

    .

    ขณะที่บริเวณ ถนนหน้าเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น ตั้งแต่ด้านหลังห้างสรรพสินค้าชื่อดังไปจนถึงด้านหลังโรงเรียนเทศบาลสวนสนุก เป็นระยะทางกว่า 400 เมตร มีน้ำท่วมผิวการจราจรสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่งผลให้รถยนต์ขนาดเล็กสัญจรผ่านไปมาด้วยความยากลำบาก และยังมีรถยนต์รวมทั้งรถจักรยานยนต์หลายคันเกิดเครื่องยนต์ดับ เนื่องจากน้ำไหลเข้าระบบเครื่องยนต์

    .

    นอกจากนี้ บริเวณ แยกถนนมิตรภาพตัดถนนเหล่านาดี หรือสี่แยกเจริญศรี เขตเทศบาลนครขอนแก่น มีระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 20–40 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ที่ขับลุยน้ำหลายคันเครื่องยนต์ดับ ต้องจอดรอความช่วยเหลือ ท่ามกลางฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

    .

    ภายหลังระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลง พบเศษขยะจำนวนมาก โดยเฉพาะถุงพลาสติกที่ลอยมาตามกระแสน้ำและมาติดอยู่บริเวณตะแกรงเหล็กระบายน้ำจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำระบายได้ช้ากว่าปกติ

    .

    ด้าน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NabMszptr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20SaeGk8zQ2rH245sixvCG

  • รัฐบาล ชี้โครงการ Missing Link ยกระดับโลจิสติกส์ ปั้นภาคใต้เชื่อมการค้าโลก

    รัฐบาล ชี้โครงการ Missing Link ยกระดับโลจิสติกส์ ปั้นภาคใต้เชื่อมการค้าโลก


    โฆษกรัฐบาล ชี้โครงการ Missing Link เชื่อมรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนอง ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์ ยันรับฟังข้อเสนอทุกฝ่าย  ยึดความคุ้มค่า-ประโยชน์ประเทศ 

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย จากข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่ รัฐบาลขอยืนยันว่าโครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน และมาเลเซีย–สิงคโปร์

    นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ 1.เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก และ 2.เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่  และนอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” นางสาวรัชดา กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-YWak4EeC1qJtluL_aKHz

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 29/07/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 29/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dJ7NRwdigbknyVYD1dpQj

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ก.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw107BfdoilCo5uduhyA5bNs

  • ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ขยายฐานรายได้ เสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

    ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ขยายฐานรายได้ เสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

    ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ขยายฐานรายได้ เสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

    ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ขยายฐานรายได้ เสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

    ภาษีถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นแหล่งรายได้หลักที่ภาครัฐนำไปใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม และสวัสดิการต่างๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญความท้าทายด้านรายได้ภาครัฐจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิจิทัล

    ในขณะที่ความต้องการใช้งบประมาณของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนรายได้ภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ด้วยเหตุนี้ การปรับโครงสร้างภาษีจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายฐานภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    เหตุใดประเทศไทยจึงต้องปรับโครงสร้างภาษี

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รายได้ภาษีของไทยพึ่งพาการจัดเก็บจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหลัก ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ธุรกรรมจำนวนมากเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การค้าข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรูปแบบรายได้ใหม่ๆ ที่แตกต่างจากอดีต ทำให้ระบบภาษีจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จำนวนแรงงานในระบบมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ภาครัฐต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้น หากไม่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต 

    ขยายฐานภาษี มากกว่าการขึ้นภาษี

    เมื่อพูดถึงการปฏิรูปภาษี หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นการเพิ่มภาระภาษีให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริง แนวคิดสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีคือ “การขยายฐานภาษี” มากกว่าการเพิ่มอัตราภาษี

    การขยายฐานภาษีหมายถึง การทำให้ผู้ที่มีรายได้หรือประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ลดช่องว่างการหลีกเลี่ยงภาษี และปรับกฎหมายให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจใหม่

    ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามรายได้จากการค้าออนไลน์ หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางภาษี ล้วนเป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐโดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษีของประชาชนส่วนใหญ่

    แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้เสียภาษีในระบบและนอกระบบ อีกทั้งยังลดภาระของผู้เสียภาษีที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องมาโดยตลอด

    ภาษีที่ทันสมัย ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขัน

    ระบบภาษีที่ดีไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม ภาษีควรเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และนวัตกรรม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการปรับปรุงมาตรการภาษีหลายด้าน

    เช่น การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจเทคโนโลยี และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

    การออกแบบโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและบุคลากรทักษะสูง

    เมื่อมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อการสร้างงาน การเพิ่มรายได้ของประชาชน และการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

    เทคโนโลยีกับการยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

    ปัจจุบันกรมสรรพากรได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบ เช่น การยื่นภาษีออนไลน์ ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเพิ่มความถูกต้องและลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี

    ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ภาครัฐสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ลดการหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระแก่ผู้เสียภาษีที่ปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว

    ขณะเดียวกันประชาชนและผู้ประกอบการก็ได้รับความสะดวกมากขึ้นจากการลดขั้นตอนเอกสารและสามารถดำเนินการทางภาษีผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว

    สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

    หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีคือ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพควรทำให้ผู้ที่มีรายได้สูงหรือได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจมากกว่ามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศตามศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลไม่ให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบเกินสมควร

    รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นยังสามารถนำไปใช้พัฒนาบริการสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ เมื่อประชาชนได้รับการศึกษา การสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    สรุป การปรับโครงสร้างภาษีไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นการวางรากฐานทางการคลังเพื่อรองรับอนาคตของประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร

    แนวทางสำคัญของการปฏิรูปภาษีในปัจจุบันคือการขยายฐานภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บด้วยเทคโนโลยี ลดช่องว่างการหลีกเลี่ยงภาษี และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วน โดยหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระต่อประชาชนเกินความจำเป็น

    หากดำเนินการได้อย่างสมดุลและต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐ สร้างเสถียรภาพทางการคลัง สนับสนุนการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/746112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-x9kedSAXtAhW_K9MOMs

  • สองล้อชิงแชมป์ประเทศไทย สนามสุดท้ายเดือด คาดเงินสะพัดกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวตาก

    สองล้อชิงแชมป์ประเทศไทย สนามสุดท้ายเดือด คาดเงินสะพัดกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวตาก

    ศึกสองล้อประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 5 (สนามสุดท้าย) ที่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค.นี้ จะเป็นศึกตัดสินตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยประจำปี 2569 และผู้ครองถ้วยพระราชทานฯ ในแต่ละรุ่น ขณะที่ “พลเอกเดชา เหมกระศรี” นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ คาดว่าจะมีนักกีฬาและผู้ติดตามเดินทางร่วมงานกว่า 2,000 คน ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตากอย่างคึกคัก พร้อมฝากถึงนักปั่นให้รีบจองที่พักก่อนจะเต็มหมดทุกแห่ง ส่วนแฟนกีฬาจักรยานติดตามชมการถ่ายทอดสดของ “ไทยพีบีเอส” ในวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. เวลา 14.10-16.00 น.

    “เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับจังหวัดตาก และเขื่อนภูมิพล จัดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ภูมิพล” และจักรยานประเภทเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2569 สนามที่ 5 (สนามสุดท้าย) ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569 ที่เขื่อนภูมิพล โดยประเภทถนนจะใช้เส้นทางแข่งขันภายในเขื่อนภูมิพล และเส้นทางบางส่วนในอำเภอสามเงา ส่วนประเภทเสือภูเขาจะใช้เส้นทางในเขื่อนภูมิพลทั้งหมด

    พลเอกเดชา กล่าวว่า การแข่งขันสนามที่ 5 นี้ เป็นสนามสุดท้ายที่จะตัดสินว่านักปั่นคนใดจะได้เป็นแชมป์ประเทศไทย พร้อมได้ครองถ้วยพระราชทานฯ นอกจากนั้นก็จะมีการมอบรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมให้แก่นักกีฬาชาย-หญิงที่ทำผลงานโดดเด่นทั้งประเภทถนนและเสือภูเขา โดยนักกีฬายอดเยี่ยมจะได้รับถ้วยเกียรติยศ ปรีดา จุลละมณฑล ส่วนรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม จะได้รับถ้วยเกียรติยศ เสรี ไตรรัตน์ บิดาแห่งวงการจักรยานไทย สิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือนักกีฬาจักรยานเสือภูเขาที่ชนะเลิศในแต่ละรุ่นจะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ พร้อมกับคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และผู้แทนจังหวัดที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ทั้ง 5 สนาม จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ในโอกาสต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

    “สำหรับเส้นทางการแข่งขันในปีนี้ สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้มอบให้ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท รองประธานฝ่ายเทคนิค ไปสำรวจเส้นทางพร้อมกับเจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพล รับรองว่าเป็นเส้นทางที่ปั่นสนุกและท้าทายความสามารถของนักปั่นเป็นอย่างยิ่ง คาดว่าจะมีนักปั่นและผู้ติดตามจากทั่วทุกสารทิศต่างมุ่งหน้าสู่เขื่อนภูมิพลมากว่า 2,000 คน เพราะบรรดานักปั่นต่างหวังแย่งชิงตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยมาครอง ซึ่งมีหลายรุ่นที่คะแนนสะสมสูสีกันมาก การที่นักปั่นจะไปรวมตัวกันที่จังหวัดตากเป็นจำนวนมากก็จะทำให้ที่พักในจังหวัดตากมีผู้ไปใช้บริการมากขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอย สินค้า OTOP ก็ขายดี พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี” พลเอกเดชา กล่าว

    “เสธ.หมึก” กล่าวอีกว่า ฝากถึงนักปั่นที่ยังไม่ได้จองโรงแรมที่พักขอให้รีบดำเนินการจองโดยด่วน ก่อนที่โรงแรมที่พักจะเต็มหมดทุกแห่ง ซึ่งมีให้เลือกทั้งที่พักภายในเขื่อนภูมิพล และที่พักรอบนอกในอำเภอสามเงา หากนักปั่นท่านใดตัดสินใจช้าอาจจะต้องไปหาโรงแรมที่พักที่อยู่ไกลออกไป ส่วนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศสามารถติดตามชมการแข่งขันได้จากการถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งจะถ่ายทอดสดประเภทถนน รายการโรดเรซ รุ่นประชาชนชาย ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม เวลา 14.10-16.00 น. นอกจากนี้ยังสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และยูทูบ TCA Channel ในวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ถ่ายทอดสดจักรยานประเภทถนน รายการไทม์ไทรอัล เริ่มเวลา 09.00 น., วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม ถ่ายทอดสดกิจกรรมขี่จักรยาน “ปั่นเพื่อสุขภาพ Bike for Life-TCA GREEN CYCLING” เวลา 15.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม ถ่ายทอดสดจักรยานประเภทถนน รายการโรดเรซ รุ่นเยาวชนชาย เวลา 09.30 น.

    พลเอกเดชา กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การจัดการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางสมาคมกีฬาจักรยานฯ จึงได้มอบให้ นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาจักรยานฯ และ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท ไปประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของจังหวัดตาก โดยได้รับเกียรติจาก นางสุนีย์ บุษพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานการประชุม ที่ศาลากลางจังหวัดตาก เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้มอบนโยบายมาว่าให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความปลอดภัย และสร้างความประทับใจให้แก่นักปั่นที่เข้าร่วมแข่งขันทุกคน

    ด้าน นางสุนีย์ บุษพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยว่า จังหวัดตากมีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อนรับนักกีฬาจักรยานทุกท่านที่จะเดินทางมาแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามที่ 5 ที่เขื่อนภูมิพล ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม ซึ่งอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว เส้นทางแข่งขันที่กำหนดไว้ก็มีความสวยงาม และได้สัมผัสกับธรรมชาติ นักปั่นจะเกิดความประทับใจอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันจังหวัดตากมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย รวมถึงมีสินค้าและอาหารที่มีความหลากหลาย รสชาติอร่อย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยตากอบน้ำผึ้งรสหวานธรรมชาติ เมี่ยงคำและไส้เมี่ยงโบราณ ถั่วแปจ่อจากอำเภอแม่สอด ขอเชิญนักปั่นจากทั่วประเทศมาสัมผัสกับความงามของเขื่อนภูมิพล “เขื่อนของพ่อ” และมาร่วมกิจกรรมดี ๆ ด้วยกัน

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันจักรยานประเภทถนนและเสือภูเขาชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 5 สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ www.thaicycling.or.th ถึงวันที่ 5 สิงหาคม ภายในเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน ณ ศาลาศิชล หน้าที่ทำการเขื่อนภูมิพล ในวันที่ 6 สิงหาคม เวลา 13.00-17.00 โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand Cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/1040077/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mYBKusM9s4qheWVuIGZmH