Blog

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดเวทีประกวดกลิ่น “ว่านสาวหลง” ชูสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสระดับสากล

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดเวทีประกวดกลิ่น “ว่านสาวหลง” ชูสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสระดับสากล

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดเวทีประกวดกลิ่น “ว่านสาวหลง” ชูสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสระดับสากล

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเวทีประกวดสร้างสรรค์กลิ่นจากวัตถุดิบไทย ครั้งแรกของปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “ว่านสาวหลง” กับโจทย์ “Create The Signature Wellness Scent of WAN SAO LONG” มุ่งต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสและตลาดเศรษฐกิจสุขภาพ เปิดรับสมัครผู้สนใจ เข้าร่วมประกวดฟรีถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยเฟ้นหาผลงานที่โดดเด่นทั้งด้านอัตลักษณ์ไทย คุณค่าด้านสุขภาวะ และศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่การผลิตและจำหน่ายจริง

    ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะและการเติบโตของอุตสาหกรรม Wellness จึงมุ่งผลักดันจุดเด่นของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพการประกวดสร้างสรรค์กลิ่นจากวัตถุดิบไทย ภายใต้หัวข้อ “ว่านสาวหลง” กับโจทย์ “Create The Signature Wellness Scent of WAN SAO LONG” ในครั้งนี้เน้นนำเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของ “ว่านสาวหลง” มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อสร้างสรรค์ เป็นกลิ่นอัตลักษณ์ใหม่ที่ทรงคุณค่า มุ่งต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เวลเนสและตลาดเศรษฐกิจสุขภาพ

    สำหรับรายละเอียดการส่งผลงาน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ผลงานต้นแบบ ประกอบด้วยผลงานต้นแบบกลิ่นอัตลักษณ์ และผลงานต้นแบบผลิตภัณฑ์น้ำมันนวด 2.อินโฟกราฟิก (Infographic) นำเสนอแนวคิดและแรงบันดาลใจ (Concept), การถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling), ภาพรวมอารมณ์ความรู้สึก (Mood Board), การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและโอกาสทางธุรกิจ (Target Market & Business Opportunity) รวมถึงข้อมูลวัตถุดิบส่วนผสม (Ingredient Information)

    ดร.นพ.พงศธร เน้นย้ำว่า การประเมินผลจะจัดขึ้นในรูปแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Blind Evaluation) เพื่อประกันความยุติธรรมและโปร่งใสสูงสุด โดยพิจารณาผ่าน 3 มิติหลัก คือ ด้านอัตลักษณ์ (Identity) ความสามารถ ในการสะท้อนเอกลักษณ์ว่านสาวหลงและคุณค่าไทย, ด้านสุขภาวะและเวลเนส (Wellness) ความเหมาะสมในการนำไปใช้ในธุรกิจสปาและสุขภาพ และด้านศักยภาพเชิงพาณิชย์ (Commercial Feasibility) ความเป็นไปได้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรมและการจัดจำหน่ายจริง

    ด้าน ภญ.พันธ์วิรา เวยสาร ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนส่งผลงานพร้อมอินโฟกราฟิกภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 โดยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 17 สิงหาคม และตัดสินรอบสุดท้ายในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ชนะ 3 อันดับแรกจะได้รับโอกาสนำผลงานไปจัดแสดงและนำเสนอในงานมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมถึงได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันนวด “ว่านสาวหลง” ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมสมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หากสนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QR Code หรือหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทร 0 2591 7007 ต่อ 3411 หรืออีเมล hpss.dtam@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1041683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CgyQixWVrcLBSBpARnPe4

  • ญี่ปุ่นกำลังมองหาเมืองหลวงแห่งที่สองเผื่อกรณีกรุงโตเกียวเกิดภัยพิบัติ

    ญี่ปุ่นกำลังมองหาเมืองหลวงแห่งที่สองเผื่อกรณีกรุงโตเกียวเกิดภัยพิบัติ

    ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า มีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ที่ร่องลึกนันไก (Nankai Trough) นอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น  ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่กว้างในเขตมหานครโตเกียวภายใน 30 ปีข้างหน้า

    รัฐบาลจัดการกับความเสี่ยงนี้ด้วยการเริ่มมองหาเมืองหลวงแห่งที่สองเผื่อไว้ในกรณีที่ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินอื่นก่อให้เกิดความเสียหายกับกรุงโตเกียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสำนักงานนายกรัฐมนตรี รัฐสภา กระทรวงกลาง และสถาบันการเงินในเมืองหลวง หากเกิดภัยพิบัติประเภทนี้ขึ้น เขตพื้นที่ที่กำหนดไว้จะเข้ามารับหน้าที่ทางการเมือง การบริหาร และเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นการชั่วคราว หากจำเป็น เพื่อให้รัฐบาลยังสามารถบริหารงานต่อไปได้ไม่ติดขัด

    นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นเมืองสำรองฉุกเฉินแล้ว เป้าหมายอีกประการหนึ่งคือ การทำให้ภูมิภาคเหล่านี้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น เพื่อแก้ไข “การกระจุกตัวมากเกินไป” ของกรุงโตเกียว ทั้งในแง่เศรษฐกิจและประชากรของญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ กรุงโตเกียวสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ เป็นที่ตั้งของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรประมาณ 30% ของประเทศ

    เงื่อนไขสำคัญของเมืองหลวงแห่งที่สองคือ ภูมิภาคดังกล่าวต้องมีโอกาสน้อยกว่าที่จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเขตมหานครโตเกียว นอกจากนี้ ยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ขนาดเศรษฐกิจ จำนวนประชากร และศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่เพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงสำรองสำหรับเมืองหลวงปัจจุบันด้วย

    ฮิโรฟุมิ โยชิมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากาPhoto by STR / JIJI PRESS / AFP

    ฮิโรฟุมิ โยชิมูระ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากาPhoto by STR / JIJI PRESS / AFP

    หลังสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกรอบกฎหมายการสรรหาเมืองหลวงแห่งที่สองก็มีจังหวัดต่างๆ เสนอตัวมากมาย อาทิ ฟุกุโอกะ ฮอกไกโด มิยางิ อาอิจิ

    ฟุกุโอกะเสนอจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศและตั้งอยู่บนทะเลญี่ปุ่นแทนที่จะอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่เสี่ยงสึนามิ ฮอกไกโดชูข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวซึ่งหมายความว่า มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดภัยพิบัติพร้อมกัน (เช่น แผ่นดินไหวและสึนามิ) และความคุ้นชินกับการบริหารราชการส่วนกลาง

    จังหวัดอาอิจิยกเรื่องเศรษฐกิจขึ้นมาโดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดมีมูลค่ามากกว่า 46 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงกว่าจังหวัดโอซากา และมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่ามากกว่า 58 ล้านล้านเยน ครองอันดับหนึ่งของประเทศ และเติบโตขึ้น 60% ในช่วง 13 ปีนับตั้งแต่ปี 2011 และฮิโรชิมายกเรื่องเศรษฐกิจ ฐานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่พัฒนาอย่างดี รวมถึงความสามารถในการดำเนินงานต่อไปได้แม้ในกรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่โตเกียว

    แต่ที่ดูจะมาวินคือ โอซากา ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดจากพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ และการตั้งเมืองหลวงก็เป็นนโยบายหลักของพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นในโอซากามายาวนาน โทอุ ฮาชิโมโตะ อดีตผู้ว่าราชการโอซากาและผู้ก่อตั้งพรรค เสนอให้โอซากาเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของญี่ปุ่นเมื่อประมาณปี 2010 และทาคาอิจิก็ชวนพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นร่วมรัฐบาลด้วยนโยบายเมืองหลวงแห่งที่สองนี้

    อย่างไรก็ดี นโยบายเมืองหลวงแห่งที่สองอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีเสียงวิจารณ์ว่า การให้งบประมาณสนับสนุน การยกเว้นภาษี และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปยังโอซากาหรือภูมิภาคอื่นที่ได้รับเลือกไม่กี่แห่ง เป็นการเบียดบังงบประมาณของภูมิภาคอื่นๆ ที่เหลือ

     Photo by STR / JIJI PRESS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/japan-searching-second-capital-backup-tokyo-incapacitated-by-disaster&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DNaLQmhTNJPyd_qvkh18l

  • โต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน :

    โต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน :

    ปักกิ่ง, 29 ก.ค. ซินหัว รายงานว่า — คณะวิทยากรรับเชิญซึ่งเข้าร่วมรายการโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว กล่าวว่าการบริโภคยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน โดยหวงฮั่นเฉวียน หัวหน้าสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคจีน สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เผยว่าในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2026 ตลาดผู้บริโภคโดยรวมยังคงทรงตัว การบริโภคภาคบริการขยายตัวค่อนข้างเร็ว โครงสร้างการบริโภคยกระดับดีขึ้น และปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ในภาคส่วนนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคขั้นสุดท้ายมีส่วนหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการรวบรวมทุนและการส่งออกสุทธิ ซึ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของตลาดขนาดใหญ่ของจีน

    หวังกวนหัว เจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน กล่าวว่าการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจากสัดส่วนการใช้จ่ายด้านบริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกภาคการบริการในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบปีต่อปี สูงกว่ายอดค้าปลีกสินค้า 4.2 จุด ขณะที่ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว การให้คำปรึกษา การให้เช่า ตลอดจนกิจกรรมด้านวัฒนธรรม กีฬา และความบันเทิงยังคงขยายตัวในระดับเลขสองหลัก

    หวังระบุว่าการบริโภคสินค้าตามอารมณ์ (Emotional consumption) และการบริโภคสินค้าตามประสบการณ์ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนการท่องเที่ยวและการเดินทางยังคงคึกคัก โดยบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต การแสดงสด และการแข่งขันกีฬารายการสำคัญมักจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของการปลดล็อกศักยภาพการบริโภคด้านบริการของภาคครัวเรือนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uEGZnXCTOIqel9khMH3HA

  • รัฐบาล ยัน Missing Link ช่วยเปิดประตูการค้าสู่ฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์ ยกระดับโลจิสติกส์สู่ศูนย์กลางอาเซียน : อินโฟเควสท์

    รัฐบาล ยัน Missing Link ช่วยเปิดประตูการค้าสู่ฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์ ยกระดับโลจิสติกส์สู่ศูนย์กลางอาเซียน : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลยืนยันโครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    น.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่นั้นว่า การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย-ลาว-จีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์

    ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ

    1) เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก

    2)เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

    นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” น.ส.รัชดา กล่าว

    โดย รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/622860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zCZfCeNhq7OZDYDPu9xO1

  • ตลาดอาจแตก 70:30? Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? Bitcoin จะรอดหรือไม่ต้องรอลุ้น

    ตลาดอาจแตก 70:30? Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? Bitcoin จะรอดหรือไม่ต้องรอลุ้น

    Siam Blockchain

    By

    กรกฎาคม 29, 2026

    ตลาดอาจแตก 70:30? Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? Bitcoin จะรอดหรือไม่ต้องรอลุ้น

    สรุปข่าว
    • นักวิเคราะห์มองว่าหาก Fed ส่งสัญญาณ “dovish” แม้เพียงเล็กน้อยในการประชุมวันพุธนี้ อาจเป็นปัจจัยบวกต่อราคา Bitcoin ขณะที่ตลาดยังแบ่งเป็นสองฝ่ายว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือคงอัตราไว้เท่าเดิม
    • ข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนัก 70.6% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม และ 29.4% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ 25 basis point ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประชุมที่ตลาดแตกแยกความเห็นมากที่สุดในรอบหลายปี ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh
    • Bitcoin เริ่มแสดงสัญญาณแยกตัว (decoupling) จากหุ้นเทคโนโลยีสาย AI โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา BTC บวกไปแล้วราว 6% ขณะที่ S&P 500 แทบไม่ขยับ และกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงเกือบ 20%

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

    เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าสัญญาณ dovish จาก Fed แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจหนุนให้ Bitcoin แข็งแกร่งกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่อไปได้ ประกอบกับอารมณ์ตลาดต่อคริปโตที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องแม้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน อีกทั้งสัญญาณการแยกตัวจากหุ้นสาย AI ยังทำให้ BTC มีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของตลาดหุ้นมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงเอียงไปทางบวกสำหรับราคา Bitcoin ในระยะสั้น

    ตลาดกำลังแบ่งเป็นสองฝ่ายว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือคงอัตราไว้เท่าเดิมในการประชุมวันพุธนี้ แต่นักวิเคราะห์มองว่า Bitcoin (BTC ~2.04 ล้านบาท) อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พึ่งพาธีม AI โดย Bitcoin ฟื้นตัวจากการร่วงลงระหว่างวันกลับมาซื้อขายทรงตัวใกล้ระดับ 64,000 ดอลลาร์ (~2.05 ล้านบาท) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องก่อนเข้าสู่หนึ่งในการประชุม Fed ที่มีความไม่แน่นอนสูงที่สุดในรอบหลายปี

    ตลาดแตกความเห็นสุดขั้ว 70% ต่อ 30% ก่อนวันตัดสินใจ

    ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่าปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักความน่าจะเป็นที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันพุธที่ 70% และให้น้ำหนักการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ 25 basis point ที่ 30% ซึ่งความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้สะท้อนถึงการที่ Kevin Warsh ประธาน Fed ใช้แนวทาง forward guidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าน้อยลง ทำให้นักลงทุนมีความชัดเจนต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางน้อยกว่าที่ผ่านมา ตามรายงานของบริษัทวิเคราะห์ตราสารอนุพันธ์ Block Scholes

    Thahbib Rahman นักวิเคราะห์วิจัยจาก Block Scholes ระบุว่าการประชุม FOMC ครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่สองในตำแหน่งประธานของ Kevin Warsh ถือเป็นหนึ่งในการประชุมที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุดในรอบหลายปี โดยเมื่อพิจารณาการประชุม Fed ทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2015 พบว่ามีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ตลาดแตกความเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์มากกว่าครั้งนี้ ทั้งนี้ ผลการประชุมมีกำหนดประกาศในวันพุธที่ 29 กรกฎาคม ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งหากอ้างอิงตามเวลาไทยแล้ว คาดว่าผลการประชุมจะประกาศออกมาในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย

    สัญญาณการแยกตัวจากหุ้นสาย AI เริ่มชัดเจนขึ้น

    แม้ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ปกคลุมตลาด แต่ Bitcoin กลับสามารถยืนราคาได้ค่อนข้างดีตลอดเดือนกรกฎาคม ในขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและหุ้นเด่นสาย AI ตัวอื่น ๆ กลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก สะท้อนความเป็นไปได้ว่าคริปโตกำลังเริ่มแยกตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมอย่างน้อยก็ในระดับหนึ่งแล้ว Vetle Lunde หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K33 Research เขียนในรายงานเมื่อวันอังคารว่า ดัชนี Nasdaq เข้าสู่เดือนกรกฎาคมด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่งและมีการถือครองสถานะที่ตึงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ BTC ยังคงแกว่งตัวอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองอ่อนแอลงตามที่คาดการณ์ไว้ และอาจทำให้การประชุม FOMC สัปดาห์นี้ส่งผลกระทบต่อ BTC น้อยกว่าช่วงที่ความไม่แน่นอนของนโยบายสูงในอดีต

    Block Scholes ระบุเสริมว่าความแตกต่างระหว่างหุ้นและ Bitcoin เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในเดือนนี้ โดย Bitcoin ปรับตัวขึ้นแล้วราว 6% นับตั้งแต่ต้นเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 แทบไม่ขยับ และกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงไปแล้วเกือบ 20% ด้าน Rahman อธิบายว่าความคาดหวังของตลาดแกว่งไปมาอย่างรุนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงต้องแข่งกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า แต่ถึงกระนั้น อารมณ์ตลาดต่อคริปโตก็ยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Rahman ทิ้งท้ายว่าหาก Warsh ส่งสัญญาณ dovish ออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ BTC ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอื่นต่อไป

    ที่มา: coindesk.com


    มุมมองส่วนตัวมองว่าสัญญาณการแยกตัวของ Bitcoin จากหุ้นสาย AI เป็นเรื่องที่น่าจับตามากในตอนนี้ เพราะถ้าเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป Bitcoin อาจเริ่มถูกมองในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่แท้จริงมากขึ้น แทนที่จะเคลื่อนไหวตามหุ้นเทคฯ เหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าตลาดยังแตกความเห็นกันสุดขั้วเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่คาดเดายากอยู่ดี หากผลออกมาคงอัตราตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาด BTC ก็มีโอกาสรักษาโมเมนตัมบวกต่อได้ไม่ยาก แต่ถ้า Fed เซอร์ไพรส์ขึ้นดอกเบี้ยจริง ก็อาจเห็นแรงเทขายทั้งตลาดหุ้นและคริปโตพร้อมกันได้เช่นกัน คืนวันพุธถึงเช้าวันพฤหัสตามเวลาไทยนี้จึงเป็นช่วงที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

    ที่มา: coindesk.com

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/07/29/fed-dovish-bitcoin-fomc-july-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h4RWbuPfNr-kEadfqrC26

  • บิ๊กดาต้า”อุตสาหกรรมอ้อย”ต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    บิ๊กดาต้า”อุตสาหกรรมอ้อย”ต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    ระบบโลจิสติกส์คือกลไกสำคัญของอตุสาหกรรมอ้อย ส่งผลต่อคุณภาพวัตถุดิบ ประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงต้นทุนและผลกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพราะทุกชั่วโมงหลังจากอ้อยถูกตัดจะเกิดการสูญเสียค่าน้ำหนักและค่าความหวานของอ้อยกระทบถึงรายได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและผลผลิตน้ำตาลของโรงงานอุตสาหกรรม

    ความท้าทายนี้จึงก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEX) เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์อ้อยขาเข้า ให้กับโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ในปี 2556 และขยายผลไปสู่โรงงานน้ำตาลในเครือมิตรผลทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ ก่อนต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEX) มจธ. กล่าวว่า การพัฒนาโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการรถขนส่ง แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร คนขับรถตัด คนขับรถบรรทุก และเจ้าหน้าที่มิตรผล สามารถทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้วัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ลดการสูญเสียที่เคยเกิดขึ้นระหว่างทาง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่ต้องเพิ่มเติมทรัพยากรทั้งเงินและเวลาให้มากขึ้น

    หนึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด คือ การลดระยะเวลา Cut to Crush หรือช่วงเวลาตั้งแต่การตัดอ้อยจนถึงกระบวนการหีบ จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน ให้เหลือเพียง 8 ชั่วโมง ส่งผลให้สามารถรักษาคุณภาพอ้อยไว้ได้นานขึ้น ทั้งในด้านน้ำหนักและค่าความหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนของเกษตรกรและปริมาณน้ำตาลที่โรงงานสามารถผลิตได้สูงขึ้น

    “เราไม่ได้ทำให้ความหวานในอ้อยเพิ่มขึ้น แต่เราทำให้ความหวานที่มีอยู่ไม่สูญเสียไประหว่างการขนส่ง ยิ่งลดเวลา Cut to Crush ได้มากเท่าไร ก็ยิ่งรักษามูลค่าของวัตถุดิบไว้ได้มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นประโยชน์ให้กับทั้งเกษตรกรและโรงงานในเวลาเดียวกัน“ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าว

    หัวใจของระบบคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบติดตามรถตัดอ้อย Cane Logistics and HTT ที่ทำงานร่วมกันระหว่างข้อมูล GPS และระบบเซนเซอร์ ผ่านการเชื่อมโยงด้วยระบบเครือข่ายสื่อสาร ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นสถานะของรถตัด รถบรรทุก และปริมาณอ้อยที่กำลังเดินทางเข้าสู่โรงงานได้ล่วงหน้า จากเดิมที่ต้องรอจนกว่ารถบรรทุกอ้อยมาถึงหน้าโรงงานก่อน แล้วจึงจะทราบปริมาณวัตถุดิบที่จะเข้ามาในแต่ละวัน

    ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้โรงงานสามารถบริหารคิวรถ วางแผนกำลังการหีบ และกระจายการรับอ้อยได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหารถขนอ้อยที่ต้องจอดรอเป็นเวลานาน ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และลดความเสี่ยงที่สายการผลิตจะต้องหยุดชะงักเพราะวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานไม่สม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มรอบการขนส่งของรถบรรทุกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถตัดอ้อยได้ดีกว่าเดิม

    “ข้อมูลคือหัวใจของการตัดสินใจในภาคอุตสาหกรรม เมื่อเรามองเห็นข้อมูลตั้งแต่ไร่อ้อยจนถึงโรงงาน เมื่อเราเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะรู้ว่าความสูญเสียหรือปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน และสามารถจัดการได้ก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของธุรกิจ” ผศ.ดร.พงษ์ชัย กล่าว

    ปัจจุบัน มจธ. กำลังต่อยอดและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานระบบให้ตรงกับบริบทการทำงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยพัฒนาระบบให้มีความสามารถมากขึ้น สามารถใช้งานผ่านแพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้เกษตรกร คนขับรถบรรทุก คนขับรถตัด และเจ้าหน้าที่มิตรผลที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมพัฒนาแนวทางการนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งการประเมินคุณภาพอ้อย ประสิทธิภาพของรถตัด และการวางแผนการผลิตในอนาคต

    “การนำ Big Data และ AI มาใช้ ทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่เพียงติดตามสถานการณ์ แต่ช่วยแนะนำ วางแผนและตัดสินใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งห่วงโซ่อุปทาน”

    นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากระบบโลจิสติกส์ยังได้นำไปต่อยอดสู่การบริหารเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมอ้อย (ฺBCG) และน้ำตาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกากน้ำตาล การขนส่งวีแนส (Vinasses: น้ำเหลือทิ้งจากกระบวนการกลั่นเอทานอล) เพื่อใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพปรับปรุงคุณภาพดินให้กับเกษตรกร หรือการนำกากอ้อยและใบอ้อยกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ดังนั้น การบริหารจัดการข้อมูลไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกระบวนการผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ธุรกิจพลังงานและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในโรงงานอีกด้วย

    นอกจากการบริหารการขนส่งแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาระบบควบคุมสำหรับรถตัดอ้อยที่สามารถติดตั้งกับรถตัดอ้อยรุ่นพื้นฐานได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง ช่วยลดต้นทุนในการซื้อรถตัดอ้อยได้ประมาณ 6 ล้านบาทต่อคัน จากปกติที่มีราคาสูงถึง 18 ล้านบาท พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลการทำงานของรถตัดเข้ากับระบบบริหารจัดการของโรงงาน ทำให้ผู้บริหารสามารถติดตามประสิทธิภาพของรถตัด วิเคราะห์เวลาทำงาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด

    เมื่อทุกภาคส่วนสามารถมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันทุกชั่วโมงที่เคยเกิดการสูญเสียระหว่างการเดินทางจากไร่อ้อยไปสู่โรงงาน ก็สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมและประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6064797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xFsF2DNt2Rmxog8Ke9Sru

  • รัฐดัน “Missing Link” รถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ยกระดับโลจิสติกส์ภาคใต้

    รัฐดัน “Missing Link” รถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ยกระดับโลจิสติกส์ภาคใต้

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงข้อซักถามของฝ่ายค้าน กรณีรัฐบาลปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาเป็นการเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดหาย หรือ Missing Link ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะไม่ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ลดลง แต่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป

    รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ Missing Link ช่วงรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนอง ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในด้านอื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมจะครอบคลุมทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย การพัฒนาท่าเรือระนอง การขุดลอกร่องน้ำ การพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ การเชื่อมต่อระบบถนน และการก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง

    โครงการดังกล่าวจะสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway ให้เชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมถึงเส้นทางไทย-ลาว-จีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าและเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า การยกระดับท่าเรือระนองจะช่วยเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันไปยังประเทศในกลุ่มความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และศรีลังกา พร้อมต่อยอดเส้นทางการค้าไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป

    การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าจากพื้นที่ภาคใต้ มีความสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่ง เพิ่มทางเลือกในการส่งออกสินค้าผ่านฝั่งอันดามัน และเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    สำหรับโครงการรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ปัจจุบันได้ดำเนินการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือขั้นตอนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

    หากโครงการได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี สะท้อนว่าโครงการมีผลการศึกษาและแบบก่อสร้างรองรับแล้ว สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นศึกษาใหม่

    นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนจะตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link จะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

    พร้อมระบุว่า โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขจุดติดขัดของระบบขนส่ง และใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/850082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gQJ6VuU_haPcwW41G50KL

  • อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมไม้จากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ Wood Economy หรือเศรษฐกิจไม้ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยอาศัยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering) และเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) เป็นฐานการพัฒนา

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ได้เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง “ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัส Wood Economy ซูเฉียนโมเดล” โดยเสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยให้เป็นฐานการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียวของภูมิภาค

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand)

    ถอดบทเรียน “ซูเฉียนโมเดล”

    รายงานระบุว่า เมืองซูเฉียน มณฑลเจียงซู ประเทศจีน สามารถพลิกจากเมืองเกษตรกรรมสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก มีมูลค่าการผลิตกว่า 60,000 ล้านหยวนต่อปี จากการพัฒนา 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การบริหารป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาผลิตภัณฑ์วิศวกรรมไม้ขั้นสูง เช่น LVL, Wood I-Beam และ CLT รวมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 300,000 คน และช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 2-3 เท่า

    ไทยมีฐานวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดมูลค่าเพิ่ม

    รายงานประเมินว่า ไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และไม้โตเร็ว ซึ่งปัจจุบันรองรับทั้งอุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ เยื่อและกระดาษ พลังงานชีวมวล การส่งออกชิ้นไม้สับ รวมถึงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง

    ปัจจุบันอุตสาหกรรมไม้ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000-250,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้วิศวกรรมและวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบ

    ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley)

    ชู 3 เสาหลัก ขับเคลื่อน Wood Economy

    รายงานเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อผลักดัน Wood Economy ได้แก่

    • ปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานการก่อสร้าง รองรับการใช้ไม้วิศวกรรม เช่น CLT, LVL และ Glulam รวมถึงเปิดทางให้ไม้เศรษฐกิจใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
    • ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้มูลค่าสูง โดยสนับสนุนการวิจัย การทดสอบมาตรฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียว
    • พัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต เปิดโอกาสให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มจากการปลูกป่าเศรษฐกิจและการกักเก็บคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ไม้

    ปักหมุดไทยสู่ฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

    รายงานระบุว่า หากยุทธศาสตร์ Wood Economy เดินหน้าอย่างจริงจัง จะสร้างผลลัพธ์สำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจมากกว่า 10 ล้านไร่ สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ยกระดับอุตสาหกรรมไม้และวัสดุก่อสร้างสีเขียวของไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครัวเรือนผ่านการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไม้

    ไทย-ซูเฉียน จับมือยกระดับอุตสาหกรรมไม้

    ภายหลังการเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนไทย นำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ได้หารือกับผู้บริหารเมืองซูเฉียน และบรรลุความตกลงสร้างความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมไม้ขั้นสูง และผลักดันประเทศไทยสู่ ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐาน Wood Economy และ BioEconomy ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/665148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ku2mtF9ALoBqlQ091KcuW

  • สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน

    สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน

    สมศักดิ์ ย้ำชัดเจน ‘เค้าโครงการเศรษฐกิจ’ ของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ เลียนแบบ’นารวม’

    วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

    วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ได้แชร์โพสต์ของ สถาบันปรีดี พนงยงค์ ที่ระบุว่า “กว่า 90 ปีมาแล้ว ปรีดี พนมยงค์ เคยเสนอหลักการสำคัญว่า รัฐควรมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเผชิญความเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ หรือชราภาพ แนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าก้าวหน้าเกินยุคสมัย กำลังหวนกลับมาเป็นคำถามสำคัญอีกครั้งในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด

    บทความตอนแรกของชุด “ ปฐมบทแห่งสวัสดิการ จาก เค้าโครงเศรษฐกิจปรีดีสู่ บำนาญพื้นฐาน ” ในฐานะตาข่ายรองรับชั้นล่างสุดของสังคม พร้อมเปรียบเทียบบทเรียนจากเนเธอร์แลนด์และนิวซีแลนด์ เพื่อค้นหาคำตอบว่า ประเทศไทยจะออกแบบหลักประกันรายได้ยามชราให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้อย่างไร

    เมื่อโจทย์ที่ปรีดีตั้งไว้เมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษก่อน ประเทศไทยกลับมาเผชิญโจทย์เดิมอีกครั้งในบริบทที่หนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เร็วกว่าประเทศรายได้สูงส่วนใหญ่ในโลก ขณะที่ระบบบำนาญที่มีอยู่ยังกระจัดกระจายและครอบคลุมประชากรเพียงบางส่วน”

    ซึ่งโพสต์ดังกล่าวของ เพจสถาบันปรีดีฯ ได้แนบลิงค์บทความ ปฐมบทแห่งสวัสดิการ จาก “เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี” สู่ “บำนาญพื้นฐาน”
    เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครคณะกรรมการประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตน https://pridi.or.th/th/content/2026/07/2917

    โดยนายสมศักดิ์ ได้โพสต์แสดงความเห็นว่า “เมื่อไรนักวิชาการที่เชียร์ปรีดี จะเลิกเชื่อมโยงรัฐสวัสดิการของยุโรปที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กับ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ”ของปรีดี ที่เกิดจากการเลียนแบบ”นารวม” (collective farm) เสียที

    อะไรที่ไม่ใช่ ตามข้อเท็จจริงก็มีให้อ่านอยู่ ก็ควรยอมรับกันว่าไม่ใช่ แล้วหันไปพูดเรื่องอื่นเสีย

    เมื่อไรที่เราจะยอมรับว่า ปรีดีก็ทำผิดได้ บางครั้งอย่างมหาศาลด้วย

    อะไรที่ควรดีเฟนด์ ก็ดีเฟนด์ อะไรที่ควรวิพากษ์ ก็วิพากษ์”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/980164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18X53DXzbErAKB5zKeg0i1

  • ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? ‘Missing Link’ ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? ‘Missing Link’ ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? 'Missing Link' ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? ‘Missing Link’ ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    วันที่ 29 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่

    “รัฐบาลขอยืนยันว่า โครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”

    การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน และมาเลเซีย–สิงคโปร์

    ภาคใต้ได้อะไรบ้าง? 'Missing Link' ชุมพร-ระนอง เพิ่มมูลค่า-บูสต์ท่องเที่ยว

    นางสาวรัชดากล่าวว่า ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ

    1) เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก

    2)เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

    ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

    นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    “รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/620530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10sSmoKXZkbfFqE2gLsxIS