Blog

  • นักวิชาการ มธ. หนุนเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” สกัด “นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ-ทุนเทา” แย่งอาชีพคนไทย คัด

    นักวิชาการ มธ. หนุนเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” สกัด “นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ-ทุนเทา” แย่งอาชีพคนไทย คัด

    นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม 

    นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ 

    ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

    อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

    นักวิชาการ มธ. หนุนเลิก

    #ยกเลิกฟรีวีซ่า #ท่องเที่ยวไทย #นักท่องเที่ยวคุณภาพ #ค่าเหยียบแผ่นดิน #การเมืองเศรษฐกิจ #มธ #ชำแหละงบการท่องเที่ยว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uqZYJOzUSFxPVm-FW0Q5u

  • รมช.มหาดไทย ชมการจุดบั้งไฟขอฝน ในงานบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี​ จังหวัด​สุรินทร์​

    รมช.มหาดไทย ชมการจุดบั้งไฟขอฝน ในงานบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี​ จังหวัด​สุรินทร์​

    รมช.มหาดไทย ชมการจุดบั้งไฟขอฝน ในงานบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี​ จังหวัด​สุรินทร์​


    3/05/2569 | 13 |

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ณ สวนนครเตาท้าวเธอ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี ประจำปี 2569 โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ทั้งนี้ งานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี ได้จัดพิธีเปิดไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โดยนายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อพระศรีนครเตาท้าวเธอ เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมการขอฝนของชาวอีสาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

    สำหรับอำเภอรัตนบุรี เป็นพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ ยางพารา รวมถึงการผลิตสินค้าโอทอป ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    งานบุญบั้งไฟถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ ล้ำค่าของชาวอีสานเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและการแสดงความกตัญญูต่อแถน (เทวดา) เพื่อขอฟ้าขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งการลงพื้นที่​ของ​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาด​ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคณะผู้จัดงานและพี่น้องเกษตรกร แต่ยังเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์วัฒนธรรม ท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์ สู่สายตาประชาชนทั่วไปอีกด้วย

    ตลอดจนเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในจังหวัดสุรินทร์อย่างยั่งยืน… 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/499862&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g4i3hNR4UI84jNfiKa8GR

  • เชียงใหม่-เปิดฉากยิ่งใหญ่ “เชียงใหม่ กอล์ฟ เฟสติวัล 2026” ดันกอล์ฟท่องเที่ยวภาคเหนือ คึกคักรับกรีนซีซั่น | TOPNEWS

    เชียงใหม่-เปิดฉากยิ่งใหญ่ “เชียงใหม่ กอล์ฟ เฟสติวัล 2026” ดันกอล์ฟท่องเที่ยวภาคเหนือ คึกคักรับกรีนซีซั่น | TOPNEWS

    สมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือ คิกออฟ “Chiang Mai Golf Festival 2026” ปีที่ 17 อย่างยิ่งใหญ่ ผนึกกำลัง 7 สนามกอล์ฟชั้นนำจัดแข่งขัน 10 แมตช์รวดพฤษภาคม-กันยายนนี้ หวังดึงนักกอล์ฟทั่วไทยกว่า 3 หมื่นชีวิตเข้าพื้นที่

    สมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือ ร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เปิดตัวโครงการ “Chiang Mai Golf Festival 2026” อย่างเป็นทางการ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงกีฬากอล์ฟในพื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2569 พร้อมตอกย้ำศักยภาพการเป็นจุดหมายปลายทางด้านกอล์ฟในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Green Season)

    โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากสนามกอล์ฟสมาชิกจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ North Hill Golf Club Chiang Mai, Mae Jo Golf Resort & Spa, Gassan Khuntan Golf & Resort, Chiang Mai Highlands Golf & Spa Resort, Gassan Panorama Golf Club, Gassan Legacy Golf Club และ Chiang Mai Inthanon Golf and Natural Resort โดยกำหนดจัดการแข่งขันรวม 10 แมตช์ ใน 6 สนาม ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน 2569 เพื่อค้นหาสุดยอดนักกอล์ฟของภาคเหนือ

    ทั้งนี้ โครงการ “Chiang Mai Golf Festival 2026” ถือเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬากอล์ฟเพื่อสุขภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด สายการบิน EVA Air และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อประชาสัมพันธ์และดึงดูดนักกอล์ฟ รวมถึงนักท่องเที่ยวสายสุขภาพให้เดินทางเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนในช่วงกรีนซีซั่น อันจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับงานแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ณ สนามเชียงใหม่ไฮแลนด์ กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท โดยมี ผู้ให้เกียรติร่วมงานแถลงข่าวได้แก่ คุณอานันต์ เผือกพิบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมกีฬา บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, Ms. Hsu Chiao-Hsin ผู้บริหารจากสายการบิน EVA Airways, คุณเฉลิมพล ชูชาติ นายกสมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือ, คุณสาธิต เริงโพธิ์ กรรมการสมาคมฝ่ายจัดการแข่งขัน, คุณสุพชฌาย์ เสวตไอยาราม อุปนายกสมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือ และคุณ วราพร อากาศวิภาต เลขาธิการสมาคมกอล์ฟ รีสอร์ทภาคเหนือ พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

    นายเฉลิมพล ชูชาติ นายกสมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือเปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้นับเป็นปีที่ 17 ของโครงการ มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวควบคู่กันในช่วงกรีนซีซั่น โดยคาดว่าจะมีนักกอล์ฟเข้าร่วมกิจกรรมและเดินทางมาใช้บริการสนามแข่งขันทั้งในและนอกวันแข่งขันไม่น้อยกว่า 30,000 คน และสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 5 เดือนของโครงการ

    ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “The Final Match & Champ of the Champ 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 ณ สนามกัซซัน เลกาซี่ กอล์ฟ คลับ โดยจะนำผู้ชนะจาก 9 แมตช์ก่อนหน้า มาประชันฝีมือเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักกอล์ฟแห่งภาคเหนือประจำปี 2026 อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Dsf7XISlqaCrSTVea8U1

  • พังงาเปิดงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวเสม็ดนางชี 2026’ ชูวิถีคลองเคียนยั่งยืน

    พังงาเปิดงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวเสม็ดนางชี 2026’ ชูวิถีคลองเคียนยั่งยืน

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

    พังงาเปิดงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวเสม็ดนางชี 2026’ ชูวิถีคลองเคียนยั่งยืน พลิกฟื้นเศรษฐกิจจากประมงสู่แหล่งท่องเที่ยวโลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ท่าเทียบเรือบ้านคลองเคียน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวเสม็ดนางชี ชมวิถีอ่าวพังงา 2026’ ครั้งที่ 14 โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานการท่องเที่ยว ผู้นำท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    นายอุทิศ มัจฉาเวช นายก อบต.คลองเคียน เปิดเผยว่า งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 พฤษภาคม 2569 เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนและสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ การแข่งขันพายเรือกระบะปูน: กิจกรรมสุดสนุกที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชาวบ้าน แข่งทอดแหปลากระบอก: บทพิสูจน์ทักษะประมงพื้นบ้าน และ ประกวดลูกทุ่งและศิลปวัฒนธรรม: การแสดงจากเยาวชนในพื้นที่เพื่อสืบสานรากเหง้า

    ประวัติการจัดงานนี้ เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2553 ในชื่อ ‘งานเทศกาลหอยและอาหารทะเล’ ก่อนจะปรับเปลี่ยนตามความโด่งดังของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่อย่าง “เสม็ดนางชี” ซึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักตำบลคลองเคียน

    จากการเติบโตของเสม็ดนางชี ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงขึ้นจากการท่องเที่ยวและบริการ งานเทศกาลนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการกับนักท่องเที่ยว และย้ำเตือนถึงความสำคัญของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอ่าวพังงา เพื่อให้เสม็ดนางชีคงความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกต่อไปอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VZ5W6B0_zQoGHahaXnqyc

  • รามายณะ รัน 2026 ฉลองครบรอบ 10 ปี สุดคึกคัก นักวิ่งกว่า 2,100 คน ตบเท้าร่วมชิงชัยกลางสวนน้ำ ชูวิ่งสุขภาพ ท่องเที่ยวครบจบในงานเดียว | TOPNEWS

    รามายณะ รัน 2026 ฉลองครบรอบ 10 ปี สุดคึกคัก นักวิ่งกว่า 2,100 คน ตบเท้าร่วมชิงชัยกลางสวนน้ำ ชูวิ่งสุขภาพ ท่องเที่ยวครบจบในงานเดียว | TOPNEWS

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่สวนน้ำรามายณะ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บรรยากาศงาน “Ramayana Run 2026” วิ่งฉลองครบรอบ 10 ปี ของสวนน้ำรามายณะ เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้ามืด มีนักวิ่งและครอบครัวตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,100 คน ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก โดยได้รับเกียรติจาก นายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา, นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติและผู้สนับสนุนร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปี ของสวนน้ำรามายณะ พร้อมส่งเสริมการออกกำลังกาย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสร้างกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ 10 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 06.00 น. ระยะ 6 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 06.15 น. และระยะ 3 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 06.30 น.

    นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันประเภททีมครอบครัว ระยะ 3 กิโลเมตร เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้ร่วมสร้างประสบการณ์วิ่งไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิดกิจกรรมที่เน้นความอบอุ่น สนุกสนาน และการใช้เวลาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ขณะที่ทุกประเภทการแข่งขันยังมีถ้วยรางวัลเพื่อสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้เข้าร่วม ทั้งในกลุ่มนักวิ่งสายสุขภาพและการแข่งขันแบบครอบครัว

    อย่างไรก็ตามการจัดงาน Ramayana Run 2026 นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เตรียมสร้างความคึกคักให้พื้นที่อำเภอสัตหีบและจังหวัดชลบุรีในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยไม่เพียงเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ยังช่วยเติมสีสันด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักวิ่งและครอบครัวจากหลายพื้นที่ สู่บรรยากาศแห่งความสนุกภายในสวนน้ำรามายณะ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่

    ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cyky5Y_KTqYjA7ZD3YjJQ

  • “บูม-อีฟ” สองนักหวดไทย อกหักพลาดแชมป์ ศึกเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ | เดลินิวส์

    “บูม-อีฟ” สองนักหวดไทย อกหักพลาดแชมป์ ศึกเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ | เดลินิวส์

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ ชายและหญิง สัปดาห์แรก ณ สนามเทนนิส ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 ในรอบชิงชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว ปรากฏว่า “บูม” กษิดิศ สำเร็จ วัย 25 ปี มือวาง 1 และมือ 416 ของโลก พลาดท่าแพ้ให้กับ ชุง ฮยอน หนุ่มเกาหลีใต้ วัย 29 ปี อดีตมือ 19 ของโลก 0-2 เซต 4-6 และ 2-6 ได้รองแชมป์ รับเงินรางวัลราว 87,836 บาท

    ทางด้านประเภทหญิงเดี่ยว “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 และมือ 452 ของโลก แพ้ให้กับ อี คยอง ซอ จากเกาหลีใต้ มือ 583 ของโลก 1-2 เซต 5-7, 7-6 (7-4) และ 2-6 คว้ารองแชมป์ พร้อมเงินรางวัลประมาณ 47,804 บาท ส่วน อี คยอง ซอ ครองประเภทหญิงเดี่ยวที่ไทยเป็นรายการแรก รับเงินรางวัลประมาณ 76,487 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832716/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29J01T7Wbp6h81xiIKgIWD

  • ทีมยช.ชายไทยU14 ต้อน อินโดนีเซีย 2-0 คู่ ซิวอันดับ 3 เอเชีย ตีตั๋วหวดรอบโลกในรอบ 5 ปี

    ทีมยช.ชายไทยU14 ต้อน อินโดนีเซีย 2-0 คู่ ซิวอันดับ 3 เอเชีย ตีตั๋วหวดรอบโลกในรอบ 5 ปี

    เทนนิสเยาวชนชายไทย ยู-14 ผลงานกระหึ่ม! ทุบ อินโดนีเซีย ขาดลอย คว้าอันดับ 3 ศึก ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส พร้อมสิทธิ์ลุยรอบ 16 ทีมสุดท้ายของโลกสำเร็จ

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี รอบคัดเลือกตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย รายการ 2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส, เอเชีย/โอเชียเนีย ไฟนอลส์ ควอลิฟายอิ้ง อีเวนท์ ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2569 เป็นการแข่งขันวันสุดท้ายในรอบจัดอันดับ 3-4 ระหว่าง ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย

    คู่แรกประเภทเดี่ยวมือสอง “เดนิส” เดนิส เขียวรักษา โชว์ฟอร์มแกร่งเก็บแต้มแรกให้ไทยขึ้นนำก่อน หลังเอาชนะ อาหมัด ซุลฟาน ซาเดวา ดวี 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-3 และ 6-3 จากนั้นในประเภทเดี่ยวมือหนึ่ง “อันปัน” ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล ลงสนามพบกับ โกมัง บากัส วาห์ยู ปุรุตามะ โดยในเซตแรกขณะที่ ปัณณพรรธน์ นำอยู่ 4-1 นักหวดอินโดนีเซียมีอาการบาดเจ็บข้อเท้าจนต้องขอยอมแพ้ ส่งผลให้ไทยชนะไปด้วยสกอร์ 4-1 Ret.

    สรุปผลการแข่งขัน ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติอินโดนีเซีย 2-0 คู่ คว้าอันดับ 3 ของเอเชียไปครอง พร้อมคว้าสิทธิ์เป็น 1 ใน 4 ตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย (ร่วมกับ ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และ อินโดนีเซีย) เข้าสู่การแข่งขันรอบ ไฟนอลส์ (16 ทีมสุดท้ายของโลก) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของทีมเยาวชนไทยในรอบ 5 ปี

    นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวแสดงความยินดีกับนักกีฬาและทีมงานทุกคนที่ร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ พร้อมขอบพระคุณ ท่านลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ให้การต้อนรับและดูแลคณะนักกีฬาเป็นอย่างดีตลอดทัวร์นาเมนต์

    ทางด้าน “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน ผู้ฝึกสอนทีมชายเผยว่า ภูมิใจกับนักกีฬาที่สู้เต็มที่จนทำผลงานได้เกินเป้าหมาย โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของ เดนิส เขียวรักษา ที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการอาหารเป็นพิษแต่ยังลงมาช่วยทีมได้ รวมถึงสปิริตของ ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล และ วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ ที่ช่วยกันพาทีมกลับสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของโลกได้อีกครั้ง

    สำหรับคณะเทนนิสชายทีมชาติไทยชุดนี้ประกอบด้วย : นายพชรพล คำสมาน (ผู้ฝึกสอน)

    นายพันธุ์ทิวา ชาวอุทัย (เทรนเนอร์)

    ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล (นักกีฬา)

    วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ (นักกีฬา)

    เดนิส เขียวรักษา (นักกีฬา)

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103267/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qC6d_P4-MfOo1lB32MfKe

  • “ไทย” ชนะ “อินโดฯ” จบที่ 3 ซิวตั๋วลุย 16 ทีมโลก ศึกไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส 2026 – INN News

    “ไทย” ชนะ “อินโดฯ” จบที่ 3 ซิวตั๋วลุย 16 ทีมโลก ศึกไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส 2026 – INN News

    ทีมเยาวชนชายไทย รุ่น 14 ปี ได้อันดับ 3 ศึกไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส 2026 ของเอเชีย “สุชัย” ชมผลงานดี ซิวตั๋วลุย 16 ทีมโลก ในรอบ 5 ปี

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี รอบคัดเลือกตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย รายการ “2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส, เอเชีย/โอเชียเนีย ไฟนอลส์ ควอลิฟายอิ้ง อีเวนท์” ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2569 เป็นวันสุดท้าย รอบจัดอันดับ 3-4 ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย

    คู่แรก เดี่ยวมือสอง “เดนิส” เดนิส เขียวรักษา เก็บแต้มแรกให้ทีมไทยขึ้นนำได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะ อาหมัด ซุลฟาน ซาเดวา ดวี ด้วยสกอร์ 6-3 ทั้งสองเซต ต่อด้วยเดี่ยวมือหนึ่ง “อันปัน” ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล พบ โกมัง บากัส วาห์ยู ปุรุตามะ ซึ่งหลังจาก ปัณณพรรธน์ นำ 4-1 ทางอินโดนีเซียได้ขอยอมแพ้ เนื่องจากเจ็บข้อเท้า ส่งผลให้ ปัณณพรรธน์ ชนะด้วยสกอร์ 4-1 Ret.

    จากผลดังกล่าว ทำให้ ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติอินโดนีเซีย 2-0 คู่ ได้อันดับ 3 มาครอง ในขณะที่อินโดนีเซียได้อันดับ 4 ทั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำชัยชนะอีกครั้ง หลังจากไทยเอาชนะอินโดนีเซียในรอบแบ่งกลุ่มพบกันหมดมาแล้ว 2-1 คู่ ส่วนผลรอบจัดอันดับ 1-2 หรือรอบชิงชนะเลิศ ญี่ปุ่น ชนะ ออสเตรเลีย 2-1 คู่

    สรุป ทีมที่ได้อันดับ 1-4 ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไทย และอินโดนีเซีย ต่างได้เป็นตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย ไปแข่งขัน รายการ “2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส” รอบไฟนอลส์ หรือรอบ 16 ทีมสุดท้ายของโลก โดยนับเป็นการได้ไปของทีมไทยในรอบ 5 ปี

    นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ขอกราบขอบพระคุณ ท่านลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่กรุณาให้การต้อนรับ และเลี้ยงอาหารแก่คณะเทนนิสทีมชาติไทย ทั้งทีมชายและทีมหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ที่เดินทางไปแข่งขัน ณ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 21 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569 ทำให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ต่างมีขวัญและกำลังใจที่ดีมาก

    จากผลงานของทีมชายที่ได้อันดับ 3 และยังได้โควตาไปแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายของโลกด้วย นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมในรอบ 5 ปีที่ทำได้ ส่วนทีมหญิงไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ได้อันดับ 7 ของเอเชีย ทุกคนได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าคู่แข่งขันแข็งแกร่งจริง ๆ อย่างไรก็ตาม สมาคมขอชื่นชมนักกีฬาทุกคนทั้งทีมชายและทีมหญิง รวมทั้งขอบคุณทีมงานผู้ฝึกสอน ที่พยายามช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย

    “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน ผู้ฝึกสอนทีมชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี กล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณ ท่านลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่กรุณาดูแลคณะเทนนิสไทยเป็นอย่างดี ทำให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดีมาก นอกจากนี้ ท่านลดา ยังได้กรุณามอบหมายให้ นางขวัญหล้า จุง เจ้าของร้าน Pandan Thai Delight (Thai Select Award) ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย และยังเป็น หัวหน้าอาสาสมัครไทยประจำรัฐซาราวัก มาเลเซียตะวันออก ประเทศมาเลเซีย มาช่วยดูแลทีมไทยเป็นอย่างดีด้วย ก็ขอขอบคุณ นางขวัญหล้า จุง ด้วย

    ในส่วนความสำเร็จครั้งนี้ ที่จะลืมไม่ได้คือ ต้องขอขอบคุณ นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม นายกสมาคมฯ นายไทยทนุ วรรณสุข เลขาธิการสมาคมฯ และคณะกรรมการอำนวยการสมาคมฯ ทุกคน ที่สนับสนุนทีมไทยเป็นอย่างดี ตลอดจนผู้ปกครองที่สนับสนุนเต็มที่เช่นกัน รวมทั้งกำลังใจดี ๆ จากกองเชียร์ชาวไทย ที่ส่งกำลังใจให้อย่างต่อเนื่อง

    “ดีใจมากครับ ที่ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่รอบ 8 ทีม ไม่คิดว่าจะมาถึงรอบชิงอันดับ 3 ต้องชมนักกีฬาและทีมงานทุกคน แม้จะเหนื่อยและล้า แต่ก็สู้เต็มที่ โดย เดนิส เขียวรักษา ที่ก่อนหน้านี้มีอาการป่วยเพราะอาหารเป็นพิษ แต่หลังจากฟื้นตัวก็มาช่วยทีมไทย นักกีฬาทุกคนมีความรักและสามัคคีกันมาก ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของ ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล, วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ และ เดนิส เขียวรักษา ที่ทำให้ทีมไทยได้ไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกครั้ง ในรอบ 5 ปีครับ” นายพชรพล กล่าว

    สำหรับ “โค้ชเอ็กซ์” นั้น ก่อนหน้านี้รับบทเป็นกัปตันทีม ที่เพิ่งพาทีมหญิงทีมชาติไทยชุดใหญ่คว้าแชมป์เทนนิสชิงแชมป์โลก ประเภททีมหญิง รายการ “2026 บิลลี่ จีน คิง คัพ” พร้อมคว้าสิทธิ์ไปแข่งขันรอบเพลย์ออฟ เวิลด์กรุ๊ป เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

    อนึ่ง คณะเทนนิสชายทีมชาติไทยชุดนี้ ประกอบด้วย “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย, นายพันธุ์ทิวา ชาวอุทัย เทรนเนอร์ และ 3 นักกีฬาเทนนิสเยาวชนชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ได้แก่ “น้องอันปัน” ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล, “น้องเเทน” วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ และ “น้องเดนิส” เดนิส เขียวรักษา จากชลบุรี

     

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1027521/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2znbdMUJ8tMwBaWkRAU0tR

  • เปิดธีม ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ สู้วิกฤตพลังงาน หนุนกลุ่มพานิชย์-ไฟแนนซ์ได้ประโยชน์

    เปิดธีม ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ สู้วิกฤตพลังงาน หนุนกลุ่มพานิชย์-ไฟแนนซ์ได้ประโยชน์

    “บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” เปิดธีมหุ้นรับอานิสงส์มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ จ่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1.36 แสนล้านบาทท่ามกลางวิกฤตพลังงาน มองกลุ่มพานิชย์สินค้าอุปโภคบริโภคได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็น ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ได้ประโยชน์จากคุณภาพสินเชื่อดีขึ้น

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ และนายณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 136,000 ล้านบาท

    แม้ในภาพรวมจะช่วยหนุนจีดีพีได้เพียง 0.2% และอาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ จึงยังคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิงพีอีล่วงหน้า 16 เท่า และอีพีเอสที่ 94.1 บาท

    ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น มองว่า มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกต่อ กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, และ OSP ซึ่งได้ประโยชน์จากการมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภครายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการ อย่างร้านโชห่วยและร้านอาหาร ซึ่งสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครี่งพลัส

    กลุ่มสินเชื่อ เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR, และ AEONTS  คาดว่าได้รับอานิสงส์เชิงบวกด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยกระแสเงินสดที่เติมเข้าสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ลดแรงกดดันต่อการตั้งสำรอง และชะลอการเกิดหนี้เสีย (NPL) ใหม่

    ผลกระตุ้น ‘ระยะสั้น’ จับตาราคาดีเซลสะเทือนทั้งห่วงโซ่

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลที่ได้จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีข้อจำกัดจากแนวโน้มการนำเข้าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายผ่านแอปเป๋าตังไม่ใช่เงินใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงการ “โยกย้าย” เงินที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาใช้ผ่านโครงการแทน อีกทั้งผลที่ได้ยังกระจุกตัวอยู่แค่ไตรมาส 2-3 โดยไม่มีนัยยะต่อปี 2570

    อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน

    ในกรณีฐานหากสงครามยืดเยื้อ 2–3 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลปล่อยลอยตัวสู่ 40-50 บาทต่อลิตร จะทำให้ จีดีพีถูกกดดันลง 0.27% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงถึง 2.9% เพิ่มจากกรณีฐานก่อนหน้าที่ 0.8%

    ทั้งนี้ ราคาดีเซลที่ 40-50 บาทต่อลิตร เป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งไทยซึ่งครอบคลุมรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร ผลกระทบจึงส่งผ่านลูกโซ่ต่อไปยังต้นทุนอาหาร วัตถุดิบ และกำไรของธุรกิจเอสเอ็มอีพร้อมกัน

    ‘ธปท.’ คงดอกเบี้ย ‘คลัง’ จ่อขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    ภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้คาดส่งผลต่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าจะฉุดรั้งอุปสงค์ ทำให้การรับมือทำได้ยากกว่า เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนที่แบกหนี้สูงอยู่แล้ว ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อขึ้นอีกเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับมาตรการการดูแลค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลเป็นหลัก

    สำหรับนโยบายการเงินและการคลัง มองว่า ธปท. จะเลือกใช้มาตรการผ่อนคลายแบบเจาะจง อย่างการปล่อยซอฟต์โลนแทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9–4.4% การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อก็จะกระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน

    ดังนั้น มองว่า ธปท. จะเลือกมองข้ามเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2569 ที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน

    ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะใกล้แตะระดับ 70% ของจีดีพี ทำให้พื้นที่สำหรับมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคล่องตัวมากขึ้น โดยคาดว่ารัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1232240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw318YkZ61pwTdWZvF7vsR8x

  • ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนี ‘เศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก’ ตามหลังไต้หวันและสิงคโปร์ ผลจากเงินเฟ้อต่ำ, ว่างงานต่ำ และราคาสินค้านิ่ง

    ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนี ‘เศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก’ ตามหลังไต้หวันและสิงคโปร์ ผลจากเงินเฟ้อต่ำ, ว่างงานต่ำ และราคาสินค้านิ่ง

    สิงคโปร์และไทยติดอันดับเศรษฐกิจที่มี ‘ความทุกข์ยากน้อยที่สุด’ (Least Miserable) ของโลก จากการจัดอันดับประจำปีโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ พร้อมระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดของโลก

    ดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ปี 2025 จัดทำโดย สตีฟ แฮงคี (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีจุดประสงค์เพื่อวัด ‘อุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ของแต่ละประเทศ และประเมินว่าประชาชนทั่วไปรับรู้สภาพเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันอย่างไร

    รายงานปีนี้ระบุว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ, การจ้างงานมั่นคง, ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับที่จัดการได้ และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง

    “ลองนึกภาพว่า HAMI เป็นเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วัดร่างกายของระบบเศรษฐกิจ” แฮงคีกล่าว

    ดัชนีนี้พิจารณา 4 องค์ประกอบ คือ การนำอัตราว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร มารวมกัน แล้วลบด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง

    คะแนน HAMI ยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศนั้นยิ่ง ‘แข็งแรง’ มากเท่านั้น หมายถึงตลาดงานสมบูรณ์, ราคาสินค้ามั่นคง, สินเชื่อจ่ายไหว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน “คะแนน HAMI ที่สูงหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ และผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน” แฮงคีระบุ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของประเทศ, น้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายได้ต่อหัว

    ไต้หวันครองแชมป์ ส่วนเวเนซุเอลารั้งท้าย ไทยขึ้นอันดับ 3 ของโลก

    ปีนี้มีเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศ โดยเวเนซุเอลาขึ้นนำที่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 556.5 ซึ่งแฮงคีอธิบายว่าเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลัง นิโคลัส มาดูโร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง

    ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในโลกที่ 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35%

    ในทางกลับกัน อันดับ 178 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ตกเป็นของไต้หวัน ด้วยคะแนน 2.1 จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก ที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตถึง 9.2% ควบคู่กับอัตราว่างงาน, เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำ

    สิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานเพียง 2.0%, อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่ 1.2% และ GDP เติบโตแข็งแกร่งที่ 4.3% ต่อหัว

    ส่วนไทยอยู่อันดับ 3 ด้วยคะแนน 3.1 ซึ่งเป็นผลจากการรักษาระดับเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานที่มั่นคงมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ โดยราคาสินค้าผู้บริโภคลดลง 0.3%, อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.8% และ GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโต 2.5%

    ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำคะแนนดีกว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยมาเลเซีย (อันดับ 167), กัมพูชา (163) และเวียดนาม (156) ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 5 ที่มีคะแนนต่ำสุด ขณะที่ฟิลิปปินส์ (131), ลาว (129) และอินโดนีเซีย (123) ก็ทำผลงานได้ดี ส่วนเมียนมาที่ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองเป็นข้อยกเว้น โดยอยู่ที่อันดับ 14 ด้วยคะแนน 66

    ‘ภูมิภาคเศรษฐกิจสุขภาพดี’ กับโจทย์ที่ยังต้องจับตา

    “แต่ละประเทศเหล่านี้ทำผลงานได้น่าพอใจในทั้ง 4 ตัวแปร นั่นคือเหตุผลที่พวกเขายืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส” แฮงคีกล่าว ขณะที่ทั้ง 3 ประเทศนี้อยู่อันดับ 119, 103 และ 115 ตามลำดับ

    แฮงคี ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต (Suharto) ของอินโดนีเซีย ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการแนะนำรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่ให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินกับฮ่องกงในปี 2020 เรียกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็น “ภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

    เขาระบุว่า การบริหารจัดการปริมาณเงินในระบบอย่างรอบคอบ ช่วยให้สิงคโปร์และไทยรักษาระดับเงินเฟ้อให้มั่นคง พร้อมต้นทุนการกู้ยืมที่ค่อนข้างต่ำ

    แม้ GDP ของไทยจะเติบโตช้า แต่ราคาสินค้าผู้บริโภคที่ลดลงและอัตราว่างงานที่ต่ำ บ่งชี้ว่า “คนไทยไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจที่ซบเซา ในมุมที่สัมผัสได้กับชีวิตประจำวัน” แฮงคีกล่าว

    “การที่ค่าเงินมีเสถียรภาพ ส่งผลให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพ เมื่อราคาสินค้ามีเสถียรภาพ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ก็จะนำไปสู่เศรษฐกิจที่มีอัตราว่างงานต่ำและเติบโตในระดับพอประมาณ ซึ่งคือสิ่งที่ไทยทำได้มากว่า 1 ทศวรรษ” แฮงคีกล่าวเสริม

    ไมเคิล ริคาฟอร์ต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Rizal Commercial Banking Corporation มองสอดคล้องว่า นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาค ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าหากบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวขึ้นในเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น

    รายงานของ Institute of International Finance เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่า ไทยและฟิลิปปินส์ ร่วมกับอินเดีย เป็นกลุ่มประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานสุทธิจากตะวันออกกลางในระดับสูง

    ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้ภูมิภาคร้อนและแห้งขึ้น อาจส่งผลให้ราคาข้าวและอาหารสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-least-miserable-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOR_KX9GfR8O8_qjtYcgu