Blog

  • สะเดา | ผู้ประกอบการร้องแก้ปัญหาคิวข้ามด่านไทย-มาเลเซีย หลังนักท่องเที่ยวรอนาน 3-4 ชั่วโมง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    สะเดา | ผู้ประกอบการร้องแก้ปัญหาคิวข้ามด่านไทย-มาเลเซีย หลังนักท่องเที่ยวรอนาน 3-4 ชั่วโมง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    วันนี้ 3 พ.ค. 69 ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา ได้สะท้อนปัญหารอข้ามด่านไทย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไทยแลนด์ ออนลี่ผมได้รับร้องเรียนตลอดทั้งวันนี้ ทั้งจากผู้ประกอบการทัวร์ ร้านค้า และนักท่องเที่ยวว่านักท่องเที่ยวมาเลเซีย หลายคนใช้เวลาทำเรื่องข้ามด่าน นานกว่า 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงก็มี

    เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานเราก็สะท้อนตลอดแต่ยังไม่มีการแก้ไข ระบบพังๆแบบนี้จะค่อยๆกัดกินทำลายการท่องเที่ยวสงขลาให้พังในระยะยาวปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มันเรื้อรังมานานแล้ว

    ถ้าไม่แก้ไข เป็นระบบยื่นเอกสารถยนต์ออนไลน์ปัญหานี้จะอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไปและไม่นานการท่องเที่ยวสงขลา คงจะเจ็งจากระบบแบบนี้ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านทั้งตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ที่ทุ่มเทเปิดช่องตรวจทุกช่องเต็มที่แล้ว

    (แฟ้มภาพ)

    เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ไม่ผิด แต่ผิดที่ระบบที่ต้องปรับให้ทันยุตสมัย และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ทั้งหากยังปล่อยให้ยื่นเอกสารหน้าเคาเตอร์อยู่แบบนี้อนาคตคงเจอรอสี่ชั่วโมงห้าชั่วโมง หรือไม่มีเลยเพราะนักท่องเที่ยวหายหมดแล้ว

    (แฟ้มภาพ)

    เรื่องนีอภาครัฐควรปรับรูปแบบให้สามารถยื่นเอกสานออนไลน์ล่วงหน้าได้ จะช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนหน้าด่านจาก สามชั่วโมงจะเหลือสามนาที การท่องเที่ยวสงขลาจะสดใสแน่นอน เรื่องนี้คงต้องฝากรัฐบาลหรือผู้แทนในเขต หวังว่าท่านคงจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ไปถึงรุ่นลูหรุ่นหลาน ปัญหานี้จะต้องสะท้อนและได้รับการแก้ไขให้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30845/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ITGc6vj3dpFglHjGCDHU

  • ชวนดู นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล สำรวจวิกฤตโลกใต้ทะเลผ่านงานศิลป์

    ชวนดู นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล สำรวจวิกฤตโลกใต้ทะเลผ่านงานศิลป์

    พาดำดิ่งสำรวจโลกใต้ทะเลที่ “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล” (The SEA-NEMA Experience) ณ พิพิธภัณฑ์จุฬาฯ นิทรรศการศิลปะสุดอาร์ตสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม เข้าชมฟรีถึง 12 พ.ค. 2569 ดูวิธีเดินทางที่นี่

    ชวนเที่ยวนิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล (The SEA-NEMA) ณ พิพิธภัณฑ์จุฬาฯ สัมผัสวิกฤตสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะร่วมสมัย ชมนิทรรศการภาพยนตร์ใต้ทะเลสุดอาร์ต เข้าชมฟรี ถึง 12 พ.ค. 2569 นี้

    ทำความรู้จัก “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล”

    “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล” หรือ The SEA-NEMA Experience เป็นนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวของทรัพยากรทางทะเลและวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ข้อมูลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า นิทรรศการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะร่วมสมัย โดยเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ใต้ทะเล เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโลกร้อน มลพิษจากขยะพลาสติก และปัญหาความเปราะบางของแนวปะการัง ซึ่งในมิติทางประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา (Historical Context) ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของมนุษย์โดยตรง

    ไฮไลต์น่าสนใจใน The SEA-NEMA Experience มีอะไรบ้าง?

    การจัดแสดงภายในนิทรรศการดึงดูดผู้ชมด้วยการใช้สื่อเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Media) และมุมถ่ายรูปที่เต็มไปด้วยความหมาย โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้

    สำรวจวิกฤตปะการังฟอกขาวและอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป

    ผู้ชมจะได้เห็นภาพจำลองของระบบนิเวศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น พร้อมทั้งได้สัมผัสตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทางทะเลและทรัพยากรของจริงอย่างใกล้ชิด เช่น ปะการัง กัลปังหา หอยมือเสือ ปลาดาว ปลากระเบน ปลิงทะเล และหอยเม่น ซึ่งช่วยให้ผู้ชมโดยเฉพาะเยาวชนเข้าใจถึงความสมดุลของธรรมชาติได้ง่ายขึ้น

    ภารกิจกู้คืนทะเล เสียงสะท้อนผ่านงานศิลป์

    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University
    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University

    นิทรรศการไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความสูญเสีย แต่ยังถ่ายทอด “ภารกิจฟื้นฟูทะเล” โดยนำเสนอบทบาทของนักวิจัยและนักอนุรักษ์ที่พยายามเยียวยาทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจและมอบรหัสสัญญาณเตือนให้ผู้เข้าชมตระหนักว่า อนาคตของมหาสมุทรขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ทุกคนในวันนี้

    นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เก่าแก่และรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตหายากไว้มากมาย ผู้ที่สนใจสามารถเดินเชื่อมโยงความรู้และท่องเที่ยวเชิงสาระในบริเวณใกล้เคียงกันได้อย่างคุ้มค่า

    ข้อมูลการเข้าชม นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล

    • สถานที่จัดแสดง: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Museum)
    • ระยะเวลาจัดแสดง: ตั้งแต่วันนี้ – 12 พฤษภาคม 2569
    • เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.30 น. (ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
    • อัตราค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

    วิธีการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University
    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University
    • รถไฟฟ้า BTS: ลงสถานีสยาม หรือ สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ จากนั้นต่อรถ Shuttle Bus ของจุฬาฯ (MuvMi / ป๊อบ) หรือเดินเท้าเข้ามาในบริเวณมหาวิทยาลัย
    • รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT: ลงสถานีสามย่าน (ทางออก 2) แล้วต่อรถ Shuttle Bus ของจุฬาฯ
    • รถยนต์ส่วนตัว: สามารถจอดรถได้ที่อาคารจอดรถภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือบริเวณรอบสยามสแควร์ (มีค่าบริการจอดรถตามปกติ)

    “นิทรรศการโรงหนังแห่งท้องทะเล” (The SEA-NEMA Experience) ไม่เพียงแต่เป็นจุดเช็กอินและนิทรรศการศิลปะที่ถ่ายรูปสวยสำหรับสายคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อมหาสมุทร ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์ทั้งความเพลิดเพลินและปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกได้อย่างลงตัว

    ภาพจากเพจ Chulalongkorn University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2930431&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AY87kSdeuxbrAfuZv7nok

  • กัมพูชาผุดแคมเปญ “ฤดูสีเขียว” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวช่วงหน้าฝน | เดลินิวส์

    กัมพูชาผุดแคมเปญ “ฤดูสีเขียว” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวช่วงหน้าฝน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ว่านายฮวด ฮัก รมว.การท่องเที่ยวกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ในงานเปิดตัวแคมเปญ “เที่ยวกัมพูชาในฤดูสีเขียวปี 2026” (Visit Cambodia in the Green Season Campaign 2026) ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าโครงการริเริ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ต.ค. ให้กลายเป็นฤดูท่องเที่ยวที่คึกคัก

    แคมเปญนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนฤดูฝน ให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวา ทรงคุณค่า และยั่งยืน

    รัฐบาลกัมพูชายังขอให้โรงแรม ร้านอาหาร ตลอดจนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริษัททัวร์ต่าง ๆ ร่วมมือกันจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวในราคาโปรโมชัน และจัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้น

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยประเทศแห่งนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 5.57 ล้านคน เมื่อปี 2568.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832699/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tzqhb_SsQOyzc0I7xDfjJ

  • เอกชนสงขลาจี้แก้ไขระบบ นักท่องเที่ยวมาเลย์เสียเวลารอข้ามด่าน 3 ชั่วโมง

    เอกชนสงขลาจี้แก้ไขระบบ นักท่องเที่ยวมาเลย์เสียเวลารอข้ามด่าน 3 ชั่วโมง

    ภาคการท่องเที่ยวสงขลา”โวย” รอข้ามด่านมาเที่ยวไทย ใช้เวลา ชั่วโมง นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียความรู้สึก ผู้ประกอบการไทยเสียหาย “วอน”ภาครัฐก้ไขจากเอกสารเป็นยื่นออนไลน์ ลดเวลาที่ด่านได้หลายชั่วโมง เสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    3 พฤษภาคม 2569 รายงานว่าหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวได้รับร้องเรียนจากผู้ประกอบการทัวร์ ร้านค้า และนักท่องเที่ยวว่านักท่องเที่ยวมาเลเซีย หลายคนใช้เวลาทำเรื่องข้ามด่าน นานกว่า 3 -4 ชั่วโมง   เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไข ระบบพังๆแบบนี้จะค่อยๆกัดกินทำลายการท่องเที่ยวสงขลาให้พังในระยะยาว 

    รายงานว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด  แต่มันเรื้อรังมานานแล้ว   วิธีการแก้ไข คือ รัฐจะปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำรถยนต์เข้าไทยจากรูปแบบเอกสาร เป็นระบบยื่นออนไลน์ล่วงหน้าได้ถ้าหากไม่ปรับแก้ปัญหานี้จะอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป และไม่นานการท่องเที่ยวสงขลา คงจะเจ็งจากระบบแบบนี้

    “การปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องรอถึง สามชั่วโมงเพื่อเข้ามาเที่ยวประเทศไทย ส่งผลต่อความรู้สึกแย่ๆกับนักท่องเที่ยว ขณะที่บางรายตัดสินใจเดินทางกลับประเทศมาเลเซียทันที  ขณะเดียวกัน การใช้เวลาข้ามประเทศนานเช่นนี้ ส่งผลต่อการใช้จ่ายในพื้นที่อีกด้วย แทนที่นักท่องเที่ยวจะสามารถเข้าประเทศไทยได้ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ไปกินข้าวท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ต้องถูกยกเลิกไป ผู้ประกอบการก็ขาดรายได้”

    คงต้องแก้ที่ระบบ เพราะเจ้าหน้าที่เองก็ปฎิบัติตามกฎหมาย ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านทั้งตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ที่ทุ่มเทเปิดช่องตรวจทุกช่องเต็มที่แล้ว   เจ้าหน้าที่ไม่ผิด แต่ผิดที่ระบบที่ต้องปรับให้ทันยุคสมัย และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ทั้งหากยังปล่อยให้ยื่นเอกสารหน้าเคาเตอร์อยู่แบบนี้ อนาคตคงเจอรอ 4-5 ชั่วโมง หรือไม่มีเลยเพราะนักท่องเที่ยวหายหมดแล้ว

    นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา  นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา กล่าวว่า ภาครัฐควรปรับรูปแบบให้สามารถยื่นเอกสารออนไลน์ล่วงหน้าได้ จะช่วยลดระยะเวลาขั้นตอนหน้าด่านจาก สามชั่วโมงจะเหลือ 3 นาทีการท่องเที่ยวสงขลาจะสดใสแน่นอน เรื่องนี้คงต้องฝากรัฐบาลหรือผู้แทนในเขต หวังว่าคงจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ปัญหานี้จะต้องสะท้อนและได้รับการแก้ไขให้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ จ.สงขลา

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/989726/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eSGtpwfqSWTJ_w-eBsUgs

  • เริ่มแล้ว! งานเทศกาลท่องเที่ยวชื่อดัง “เสม็ดนางชี ชมวิถีอ่าวพังงา” 20256

    เริ่มแล้ว! งานเทศกาลท่องเที่ยวชื่อดัง “เสม็ดนางชี ชมวิถีอ่าวพังงา” 20256

    ภูมิภาค

    เริ่มแล้ว! งานเทศกาลท่องเที่ยวชื่อดัง “เสม็ดนางชี ชมวิถีอ่าวพังงา” 20256

    วันอาทิตย์ ที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.39 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าเทียบเรือบ้านคลองเคียน ต.คลองเคียน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา นายบัญชา ธนูอินทร์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ป็นประธานในพิธีเปิดงาน ‘เทศกาลท่องเที่ยวเสม็ดนางชี ชมวิถีอ่าวพังงา 2026’ ครั้งที่ 14 โดยมี นายอรรถพล ไตรศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา เขต 1  สมาชิกสภา นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผอ.ททท.พังงา นายจุมพล ทองตัน ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพังงา นายอำเภอตะกั่วทุ่ง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ผู้นำท้องที่ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วม 
            
    นายอุทิศ มัจฉาเวช นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองเคียน กล่าวว่า งานเทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3  พฤษภาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว วิถีชีวิตชุมชน และส่งเสริมจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นเวทีในการพบปะและสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยว ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายและสะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ การนำคณะสื่อมวลชนร่วมสำรวจแหล่งท่องเที่ยว การแข่งขันทอดแหปลากระบอก  แข่งขันพายเรือกระบะปูน การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนจากเยาวชนในพื้นที่
             
    สำหรับงานนี้ อบต.คลองเคียน ได้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยใช้ชื่อว่า ‘งานเทศกาลหอยและอาหารทะเล’ ก่อนจะปรับเปลี่ยนชื่อ ‘งานชิมกุ้งแชบ๊วยลองแลอาหารเล’ จนกระทั่งปัจจุบันได้มีสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลคลองเคียนเกิดขึ้นแห่งใหม่ คือ เสม็ดนางชี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวประเทศไทยและดังไปถึงทั่วโลกรู้จัก ส่งผลให้ตำบลคลองเคียนเปลี่ยนแปลง ไปในลักษณะการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการมหาชน ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีงานประจำจาก ผู้ประกอบการและรายได้จากนักท่องเที่ยว เป็นการสะท้อนถึงการเติบโตของแหล่งท่องเที่ยว ‘เสม็ดนางชี’ ที่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมระดับโลก จึงได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น ‘เทศกาลท่องเที่ยวเสม็ดนางชี ชมวิถีอ่าวพังงา ตั้งแต่ปี 2024 จนถึงปัจจุบัน’

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37mddd6czyWtdscR0MFtUc

  • ชุมพรคว้า ‘Sports Tourism’ โกยเงินเข้าท้องถิ่น

    ชุมพรคว้า ‘Sports Tourism’ โกยเงินเข้าท้องถิ่น

    ชุมพรคึกคักรับศึกใหญ่  Hard Enduro 2026 บุกปะทิว  งัดกลยุทธ์ “Sports Tourism” หรือการท่องเที่ยวกีฬา มาเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของจังหวัดชุมพรดันเม็ดเงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท

    3 พ.ค.2569 – ที่บริเวณชายหาดสะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร มีการแข่งขัน Hard Enduro 2026 เป็นไปอย่างเข้มข้นและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดงานการแข่งขันที่รวบรวมยอดฝีมือเอ็กซ์ตรีมระดับโลกมาไว้ในที่เดียว ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและท้าทาย ซึ่งถือเป็นบททดสอบสมรรถภาพของทั้งคนและรถที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่ง

    ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธาน สภา อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวชุมพร ในฐานะตัวแทนฝ่ายจัดการแข่งขันและผู้เกี่ยวข้องในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ได้ให้ข้อมูลยืนยันถึงความสำเร็จของงานในครั้งนี้ว่า การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักแข่งระดับมืออาชีพจากหลากหลายประเทศ ทั้งจากยูเครน ญี่ปุ่น รัสเซีย และทั่วภูมิภาคเอเชียให้ตบเท้าเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง ส่งผลให้ขณะนี้ที่พักและโรงแรมในพื้นที่อำเภอปะทิวและใกล้เคียงถูกจองเต็มทุกห้อง มีผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวรวมกว่าหมื่นชีวิต ทำให้เศรษฐกิจฐานรากตื่นตัวอย่างมาก คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

    “การแข่งขันในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสนามประลองความสามารถของนักกีฬา แต่ยังเป็นการใช้กลยุทธ์ “Sports Tourism” หรือการท่องเที่ยวกีฬา มาเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของจังหวัดชุมพรให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล นับเป็นการกระจายรายได้และสร้างความสุขให้กับพี่น้องชาวชุมพรอย่างแท้จริง” ดร.สุรินทร์ กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/989808/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wu0oqz6sjeyK5-DNiXl9e

  • ททท. ผนึก กฟภ. – ซีพี แอ็กซ์ตร้า  เปิดแคมเปญ

    ททท. ผนึก กฟภ. – ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และโลตัส ห้างค้าปลีกชั้นนำของไทย ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เปิดตัวแคมเปญ “Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี” ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน ควบคู่การสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมให้ผู้บริโภคหันมาใช้ชีวิตและท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันประเทศไทยให้เป็น Green Tourism Hub ระดับโลก

    แคมเปญดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์และสวยงามที่สุด เอื้อต่อการสร้างประสบการณ์ประทับใจในการเดินทาง พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักที่เข้าร่วมโครงการ พบความสะดวกจากการเดินทางสีเขียวกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า PEA VOLTA ของ กฟภ. และยังสนุกกับการจับจ่าย พร้อมรับสิทธิประโยชน์และรางวัลจากการสะสม Green Points ที่โลตัสทั่วประเทศ ปรับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย สู่ “คุณภาพและความยั่งยืน”

    แคมเปญ Amazing Green Journey เที่ยวไทยสายกรีน แลกพอยท์ฟิน กินเที่ยวฟรี เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากเน้น “ปริมาณ” เป็น “คุณภาพและมูลค่าสูง” (Value over Volume) ภายในปี 2569-2570 เพื่อความยั่งยืน รวมถึงขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) ตามมาตรฐานสากล โดยแคมเปญนี้ถูกออกแบบให้การท่องเที่ยวและการรักษ์โลกเป็นเรื่องเดียวกัน นักท่องเที่ยวสามารถ “เที่ยวอย่างมีคุณค่า” พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและธรรมชาติ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “แคมเปญนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Green Tourism Hub เราไม่ได้มองแค่การดึงนักท่องเที่ยว แต่ต้องการสร้าง ‘ระบบนิเวศการท่องเที่ยวสีเขียว’ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักท่องเที่ยวเอง เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างสมดุลในระยะยาว”

    ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน EV สู่การท่องเที่ยวสีเขียว

    การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ร่วมสนับสนุนแคมเปญนี้ ด้วยการส่งเสริมการเดินทางด้วยพลังงานสะอาด ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า PEA VOLTA ทั่วประเทศ โดยนักท่องเที่ยวที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเข้ามาใช้บริการชาร์จไฟ จะสามารถสะสมคะแนนเพื่อร่วมแคมเปญได้

    นายยงยุทธ โพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด (ลูกค้าและการตลาด) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า “ความร่วมมือและสนับสนุนแคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของ กฟภ. ในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน และหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้เป็นรูปธรรม”

    กระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคสีเขียว ผ่านการช้อปของนักเดินทางสายเขียว

    โลตัส ได้ร่วมส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการมอบ Green Points ให้กับลูกค้าที่แวะมาที่โลตัสเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้ในขณะเดินทางท่องเที่ยว บริการเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างการเดินทาง หรือชาร์จรถที่จุดชาร์จ Altervim ในโลตัสสาขาใหญ่ทั่วประเทศ โดยสามารถสะสมได้สูงสุด 100 คะแนนต่อวันและนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิ ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ส่วนลดการจองที่พักจาก ascendtravel.com หรือแลกเป็นโลตัสคอยน์เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าต่อไป

    นางสาววรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรานฟอร์เมชั่น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยวแต่เป็นเรื่องของการสร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยเครือข่ายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เราสามารถเป็น Meaningful Pit Stop หรือจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างนักท่องเที่ยว กับประสบการณ์สายกรีน ที่ช่วยทำให้ การรักษ์โลกกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายในทุกวัน และปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโลตัสกับผู้บริโภคอีกด้วย”

    “วิน เมธวิน” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมภารกิจเที่ยวกรีน

    วิน เมธวิน ในฐานะ Friend Of Amazing Thailand 2026 ได้ร่วมสนับสนุนแคมเปญ Amazing Green Journey และถ่ายทอดมุมมองคนรุ่นใหม่ว่า แคมเปญนี้สร้างแรงจูงใจโดยท้าทายให้ผู้บริโภคอยากออกไปใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ ในทุกวัน และการสะสม Green Points เปรียบเสมือนภารกิจ (Quest) ที่มีรางวัลตอบแทน ทั้งในรูปแบบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์กินเที่ยวที่คุ้มค่า

    ผสานความร่วมมือ สร้างผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กร สะท้อนการบูรณาการระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ต้นทางการเดินทาง ระหว่างทาง (พฤติกรรมการจับจ่ายและใช้ชีวิต) จนถึงปลายทาง (ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/962135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NVUtWjF_GX7xbJuDkts6y

  • “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการลงพื้นที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย ตำบลป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ว่า การยกระดับ ศพก. สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะ

    “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การแปรรูปสินค้า และการสร้างอัตลักษณ์ชุมชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในระดับพื้นที่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม “เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์” ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรและเครือข่ายในชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และผลักดันให้ ศพก. เป็นต้นแบบของการพัฒนาในระดับพื้นที่ ที่สามารถเชื่อมโยงภาคการผลิต ภาคการแปรรูป และภาคการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    “ศพก.กงไกรลาศ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาจากฐานชุมชน ที่สามารถยกระดับจากแหล่งผลิต สู่แหล่งเรียนรู้ และต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ ที่ต้องการเห็นเกษตรกรไทยมีรายได้หลากหลาย มีความมั่นคงในอาชีพ และเติบโตอย่างยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าว

    ด้านนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอกงไกรลาศนี้ ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมีการบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการจากคนในชุมชน ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อร่วมกันวางแผน พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรผสมผสานและเกษตรปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

    “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    ที่สำคัญ ศพก.แห่งนี้ได้ต่อยอดสู่ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ นั่งรถไถชมสวนไผ่ ชิมน้ำไผ่สด เรียนรู้การเลี้ยงกบ การทำปุ๋ยอินทรีย์ และการแปรรูปสมุนไพร ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ตรง และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ให้เกิดอาชีพและรายได้เพิ่มเติม

    “รมช.เกษตรฯ” ลุยสุโขทัย ดัน “ศพก.กงไกรลาศ” สู่ต้นแบบเกษตรปลอดภัย-ท่องเที่ยว

    เช่น การเปิดร้านจำหน่ายอาหาร ร้านนวดเพื่อสุขภาพ การให้บริการเปิดเป็นที่พักนักท่องเที่ยว (home lodge) การจัดกิจกรรมค่ายฝึกอบรมสำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป สำหรับกิจกรรมการเกษตร มีการดำเนินกิจกรรมอย่างครบวงจร อาทิ การเลี้ยงแพะเนื้อ การปลูกเมล่อนในโรงเรือน การรวบรวมสายพันธุ์บัวทั้งบัวสายและบัวหลวง การปลูกไผ่และพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไผ่ เช่น ชาไผ่ หน่อไม้ดอง การปลูกมะนาวในเข่ง รวมถึงเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด เช่น หมูแคระ และไก่สายพันธุ์ต่าง ๆ

    พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำบทบาทของ ศพก. ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มุ่งพัฒนา ศพก. ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ แหล่งสร้างอาชีพ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เชื่อมโยงภาคการเกษตรกับภาคบริการอย่างเป็นรูปธรรม และอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมีแผนขยายกิจกรรมการท่องเที่ยวให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานในอนาคต สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/658142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sOl_wwQqYELcgjUMZ9DZy

  • นักวิชาการ มธ. หนุนเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” สกัด “นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ-ทุนเทา” แย่งอาชีพคนไทย คัด

    นักวิชาการ มธ. หนุนเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” สกัด “นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ-ทุนเทา” แย่งอาชีพคนไทย คัด

    นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม 

    นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ 

    ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

    อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

    นักวิชาการ มธ. หนุนเลิก

    #ยกเลิกฟรีวีซ่า #ท่องเที่ยวไทย #นักท่องเที่ยวคุณภาพ #ค่าเหยียบแผ่นดิน #การเมืองเศรษฐกิจ #มธ #ชำแหละงบการท่องเที่ยว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uqZYJOzUSFxPVm-FW0Q5u

  • รมช.มหาดไทย ชมการจุดบั้งไฟขอฝน ในงานบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี​ จังหวัด​สุรินทร์​

    รมช.มหาดไทย ชมการจุดบั้งไฟขอฝน ในงานบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี​ จังหวัด​สุรินทร์​

    รมช.มหาดไทย ชมการจุดบั้งไฟขอฝน ในงานบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี​ จังหวัด​สุรินทร์​


    3/05/2569 | 13 |

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ณ สวนนครเตาท้าวเธอ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี ประจำปี 2569 โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ทั้งนี้ งานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอรัตนบุรี ได้จัดพิธีเปิดไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โดยนายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อพระศรีนครเตาท้าวเธอ เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมการขอฝนของชาวอีสาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

    สำหรับอำเภอรัตนบุรี เป็นพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ ยางพารา รวมถึงการผลิตสินค้าโอทอป ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    งานบุญบั้งไฟถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ ล้ำค่าของชาวอีสานเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและการแสดงความกตัญญูต่อแถน (เทวดา) เพื่อขอฟ้าขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งการลงพื้นที่​ของ​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาด​ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคณะผู้จัดงานและพี่น้องเกษตรกร แต่ยังเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์วัฒนธรรม ท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์ สู่สายตาประชาชนทั่วไปอีกด้วย

    ตลอดจนเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในจังหวัดสุรินทร์อย่างยั่งยืน… 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/499862&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g4i3hNR4UI84jNfiKa8GR