Blog

  • บวรศักดิ์ตอบรับรองนายกฯ ครม.หนู1” โควตาคนนอก ช่วยงานกฎหมาย

    บวรศักดิ์ตอบรับรองนายกฯ ครม.หนู1” โควตาคนนอก ช่วยงานกฎหมาย

    เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดแรกของรัฐบาล “หนู 1” ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เริ่มชัดเจน โดยหนึ่งในรายชื่อสำคัญคือ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ตอบรับเข้าดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีในโควตาคนนอก เพื่อกำกับดูแลงานด้านกฎหมายให้รัฐบาล

    ดร.บวรศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2497 ที่จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของวิภัทรและอารีย์ อุวรรณโณ และเป็นญาติกับดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย สำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง และเป็นเนติบัณฑิตไทยรุ่นที่ 29 ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโท–เอก ด้านกฎหมายมหาชนที่มหาวิทยาลัยปารีส

    เส้นทางการทำงานของบวรศักดิ์ครอบคลุมทั้งภาควิชาการและงานราชการ เคยเป็นอาจารย์และคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระหว่างปี 2546–2549 นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารภาครัฐ

    ดร.บวรศักดิ์ มีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นศาสตราจารย์ (พิเศษ) ถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนและเป็นบุคคลสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” และได้วางรากฐานองค์กรอิสระสำคัญ อาทิ

    • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
    • ศาลรัฐธรรมนูญ
    • ศาลปกครอง
    • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
    • ผู้ตรวจการแผ่นดิน
    • คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
    • รวมถึงระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

     ด้วยความรู้ลึกซึ้งและเหตุผลที่หนักแน่น ดร.บวรศักดิ์ สามารถอธิบายต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ชัดเจนทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นขององค์กรอิสระ หรือกลไกใหม่อย่างระบบปาร์ตี้ลิสต์ จนได้รับความไว้วางใจและเสียงสนับสนุนจาก สสร.

    ก่อนหน้าที่จะมี สส.ระบบบัญชีรายชื่อ นักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารมักต้องพะวงกับพื้นที่เลือกตั้ง จนไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ระบบปาร์ตี้ลิสต์ที่บรรจุในรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงช่วยคลี่คลายปัญหา และถือเป็นคุณูปการสำคัญต่อการพัฒนาระบบการเมืองไทย

    ในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 ดร.บวรศักดิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558 สะท้อนบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองไทย ล่าสุดการเข้าร่วม ครม.อนุทิน ครั้งนี้ ถือเป็นการกลับมารับตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงอีกครั้ง เพื่อขับเคลื่อนงานกฎหมายและการปฏิรูปในรัฐบาลใหม่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730043&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JVcD6YiIvXi7iNG8Lp7Un

  • ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

    ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

    ศธ.ติดตามงานการศึกษาที่จ.ราชบุรี

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

    “พิเชฐ โพธิภักดี” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการชื่นชม “รร.ดรุณาราชบุรี” ต้นแบบจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps “ทึ่ง” นวัตกรรมนักเรียนสุดว้าว เล็งเห็นก้าวต่อไป สพฐ.เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน

    วันนี้ (8 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.พิเชฐ โพธิภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนดรุณาราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อติดตามการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมี พระสังฆราช ซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ผู้บริหาร ครู นักเรียน โรงเรียนดรุณาราชบุรี ให้การต้อนรับ     

    ดร.พิเชฐ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมห้องเรียนระดับอนุบาล และเข้าชมนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ว่า จากการเยี่ยมชมการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล ทางโรงเรียนให้เด็กเรียนว่ายน้ำทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active  Learning ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ทฤษฎี มีการฝึกปฏิบัติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่น้อยต้องเสียชีวิตในช่วงปิดภาคเรียนเพราะไปเล่นน้ำโดยไม่มีทักษะว่ายน้ำ แต่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้สอนให้เด็กทุกคนของโรงเรียนนี้ว่ายน้ำเป็นช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งต้องขอชื่นชมผู้บริหารโรงเรียนที่ได้จัดกิจกรรมเตรียมเด็กไทยให้มีทักษะชีวิตที่ดี

    รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า จากนั้นได้เยี่ยมชมห้องเรียนมอนเตสเซอรี่ซึ่งเป็นการฝึกเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้เข้าใจและฝึกปฏิบัติให้มีทักษะชีวิต ทั้งทักษะการฟัง ปฏิบัติ และร่วมกันประเมินผล โดยจะเห็นว่าครูมีการเอาใจใส่นักเรียนเป็นอย่างดี รวมถึงห้องเรียนภาษาอังกฤษที่มีครูต่างชาติมาสอนด้วย ทำให้เด็กกล้าพูดภาษาอังกฤษกล้าแสดงออก การสอนของโรงเรียนก็มีความชัดเจน มีแบบฝึกหัดให้เด็กฝึกการนำเสนอ ซึ่งทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของโรงเรียน

    ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ดูห้องเรียนของเด็ก ม. 6 ที่มีนวัตกรรมโครงงานที่เด็กได้คิดร่วมกัน โดยมีครูเป็นโค้ชช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็กแล้วให้เด็กรวมกลุ่มกันคิดวิเคราะห์ว่าควรจะทำโครงงานอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งหลายกลุ่มทำให้เรารู้สึกทึ่งในความคิด เช่น กลุ่มที่ทำเรื่องวิเคราะห์ความเครียด เด็กๆ สามารถทำให้เรารู้ลักษณะท่าทางว่า แบบไหนเป็นลักษณะของความเครียด ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าลักษณะนี้เครียดมากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีวิธีแก้ปัญหาเพื่อลดความเครียดนั้นอย่างไร เช่นเครียดขนาดนี้ให้ไปออกกำลังกาย เครียดขนาดนี้ให้ไปอาบน้ำ หรือ ต้องไปปรึกษาครูหรืออาจต้องไปหาจิตแพทย์เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่เกิดจากการระดมสมองของเด็กที่คิดเองโดยมีครูเป็นที่ปรึกษาจนเกิดเป็นภาพความสำเร็จออกมา และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดนวัตกรรมจากการที่ครูต้องเดินจากตึกไกล ๆ มาสอน ซึ่งครูก็มีโรคประจำตัว แต่เด็กได้คิดช่วยครูขนย้ายสิ่งของในการมาสอน ซึ่งเป็นความคิดที่น่าทึ่งมากเพราะเด็กเหล่านี้มีจิตวิญญาณที่ดีงาม มีคุณธรรมในใจเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็หาวิธีแก้ปัญหาให้ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ได้รับทราบว่าโรงเรียนได้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)โดย พว. ได้ส่งวิทยากรมาอบรมการสอน Active  Learning ให้ครู เพื่อให้ครูมีกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความรู้ความเข้าใจทั้งในระดับตนเอง ระดับห้องเรียนและระดับวิชาการ แล้วไหลลงมาสู่เด็ก ซึ่งเป้าหมายและหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือการให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง มีทักษะชีวิตและสามารถที่จะทำหน้าที่ตามที่ยูเนสโกกำหนด คือ เด็กก็มีความรู้  รู้แล้วปฏิบัติได้ มีอนาคตที่ตัวเองชอบ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีสามารถทำได้

    “ผมเชื่อว่าโรงเรียนในกลุ่มดรุณาราชบุรีสามารถเป็นต้นแบบที่ดีได้ในเรื่องการใช้ ai เทคโนโลยีในการสร้างคนให้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กเป็นศูนย์กลาง โดยโรงเรียนสามารถทำได้ชัดเจนว่า ให้ผู้เรียนมีความสำคัญแทบทุกเรื่อง เด็กสามารถคิดโครงงานเองทั้งหมดโดยมีครูเป็นที่ปรึกษา และมีหลายกิจกรรมที่สามารถไปขยายผลให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ เพื่อทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และ เท่าที่ทราบโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ส่วนหนึ่งก็ได้นำแนวคิด Active Learning ไปใช้อย่างเป็นระบบแล้ว และค่อนข้างจะมีความสำเร็จ ในฐานะที่จะเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ .)ในเดือนตุลาคม นี้ ก็ขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนที่นำไปสู่การปฏิบัติ” ดร.พิเชฐ กล่าว

    ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ที่อยากเรียนรู้ว่าโรงเรียนอื่นประสบความสำเร็จอย่างไร ก็สามารถมาดูต้นแบบได้ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี หรือโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัด สพฐ.ที่ทำได้ดี เป็นต้นแบบได้เพื่อจะได้ไปพัฒนาเด็กในโรงเรียนตามปณิธานของพวกเรา คือ เด็กต้องดีเก่งสุด โรงเรียนทุกโรงก็ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยพัฒนาจากครูด้วยกันในชั้นเรียน ผู้บริหารโรงเรียนช่วยดูแล ศึกษานิเทศก็มีส่วนร่วมได้ รวมถึงภาคเอกชนที่จะร่วมมือกันเพื่อให้เรามีเด็กที่ดีและเก่งที่สุดต่อไป และที่สำคัญก้าวต่อไปของ สพฐ.จะเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ภาคเอกชน เพราะถ้าเราร่วมมือพัฒนาการศึกษาไปด้วยกันแล้ว เชื่อว่าเราจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ

    015

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912697&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K6QQ0WeQKo2O9DL3BJj18

  • “นิพนธ์”แจงเหตุผลส่งลูกสาวคนโต รับเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ เพราะติดปัญหาส่วนตัวหลายเรื่อง

    “นิพนธ์”แจงเหตุผลส่งลูกสาวคนโต รับเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ เพราะติดปัญหาส่วนตัวหลายเรื่อง

    “นิพนธ์”แจงเหตุผลส่งลูกสาวคนโต รับเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ เพราะติดปัญหาส่วนตัวหลายเรื่อง

    “นิพนธ์”เผยเหตุส่งลูกสาวคนโต รับเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ เสริมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “อนุทิน 1” โชว์โปรไฟล์ “นิธิยา“ ผู้บริหาร SIF ธุรกิจอาหารทะเลหลักพันล้าน

    เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสรรหารัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว โดยมีรัฐมนตรีคลื่นลูกใหม่ คือ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นบุตรสาวของนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย

    ปัจจุบันอายุ 37 ปี ภูมิลำเนากำเนิดที่จังหวัดสงขลา สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา จบมัธยมศึกษาตอนปลาย Queen Margaret College, Wellington, New Zealand สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี: คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุน Fellowship Scholarship ตลอดการศึกษา สำเร็จปริญญาโท: Master of Business Administration (Executive) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    สำหรับประวัติการทำงาน พ.ศ. 2553 – 2555 เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ปีพ.ศ. 2556 – 2568 ขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด(SIF) ควบคู่กับเป็นกรรมการบริหาร บริษัท สมิหลา โคลด์ สโตเรจ จำกัด. ทั้งนี้ บริษัท SIF เป็นบริษัทผลิตอาหารกระป๋องประเภทปลากระป๋องแช่น้ำมันและสินค้าประเภทอาหารสัตว์ เช่น อาหารแมว อาหารสุนัข ส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก มีมูลค่าทางธุรกิจหลายพันล้าน

    นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้ปฏิเสธรับตำแหน่งรัฐมนตรีเนื่องจากยังติดปัญหาส่วนตัวหลายอย่าง แต่ทางพรรคยืนยันว่า อยากให้ภรรยาเป็น แต่เขาก็เกษียณแล้วต้องการพักผ่อน จึงส่งลูกสาวคนโต น.ส.นิธิยา บุญญามณี มาเป็นรัฐมนตรีในห้วงเวลา 4 เดือนนี้ เมื่อลูกสาวมารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ตนยิ่งต้องเข้าไปดูแลธุรกิจใกล้ชิดขึ้น ส่วนนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยังต้องการทำงานในสภาฯ และลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือชาวบ้าน ทั้งเพิ่งเป็น สส.สมัยแรกให้เต็มที่โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เหลือนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881504&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LzjvPn22rCOPad_4ViyfA

  • ประกาศรายชื่อโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568 สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นป. 1-3) พ.ศ. 2568 ปีการศึกษา 2568

    ประกาศรายชื่อโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2568 สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นป. 1-3) พ.ศ. 2568 ปีการศึกษา 2568

    ประกาศรายชื่อโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พุทธศักราช 2568 ปีการศึกษา 2568

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีประกาศ เรื่อง รายชื่อโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปีและหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พุทธศักราช 2568 ปีการศึกษา 2568 จึงขอส่งประกาศรายชื่อโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรฯ รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1

    ในการนี้ ขอความอนุเคราะห์แจ้งโรงเรียนที่มีรายชื่อตามประกาศทราบ และบันทึกข้อมูลของสถานศึกษา เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาหลักสูตรฯ ต่อไป รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92928&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l_F6d7J387aWr2CRO47oX

  • ‘บวรศักดิ์’ ตอบรับ นั่ง ‘รองนายกฯ’ ฝ่ายกฎหมาย ‘ครม.อนุทิน 1 ’

    ‘บวรศักดิ์’ ตอบรับ นั่ง ‘รองนายกฯ’ ฝ่ายกฎหมาย ‘ครม.อนุทิน 1 ’

    การเมือง

    08 ก.ย. 2025 เวลา 10:35 น.

    “บวรศักดิ์” ตอบรับ นั่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ใน “รัฐบาลอนุทิน” โควตาคนนอก

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีการทาบทามคนนอกเข้ามาร่วมงาน โดยหนึ่งในนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ของรัฐบาล ล่าสุดมีรายงานว่า นายบวรศักดิ์ ตอบรับแล้ว

    ทั้งนี้ สำหรับ ประวัติ ดร.บวรศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2497 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ในครอบครัวของวิภัทร และอารีย์ อุวรรณโณ เป็นญาติกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จบการศึกษาจากโรงเรียนแสงทองวิทยา ในระดับประถมศึกษา จากนั้นศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยในปี พ.ศ.2518 นายบวรศักดิ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถัดมาในปี พ.ศ.2519 ได้สอบเข้าเป็นเนติบัณฑิตไทยรุ่นที่ 29 ด้วยคะแนนอันดับที่ 3 จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    ในปี พ.ศ.2522 ได้สำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาโท และปริญญาเอกทางกฎหมายมหาชนจากมหาวิทยาลัยปารีส-นองแตร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองกรุงปารีส นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2541 เขายังได้จบหลักสูตรจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 41

    นายบวรศักดิ์ เริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2519 การทำงานของเขาในช่วงแรกผสมผสานระหว่างวิชาการ และการบริหารราชการแผ่นดิน ในปี พ.ศ.2531 เขาได้เป็นคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี                                 

    สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และปีถัดมาได้เลื่อนเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง หลังจากทำงานในภาครัฐระดับสูงชั่วคราว นายบวรศักดิ์ กลับมาสู่สายวิชาการอีกครั้งในปี พ.ศ.2534 โดยเข้ารับราชการที่ภาควิชากฎหมายปกครอง และกฎหมายทั่วไป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ.2538 การเข้าสู่ตำแหน่งระดับชาติของนายบวรศักดิ์ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2542-2546 เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2546-2549 เขาได้เข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

    ขณะที่ผลงานทางวิชาการของนายบวรศักดิ์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราภิชานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปี พ.ศ.2542 ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ จากสภาวิจัยแห่งชาติ ปี พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานกิตติบัตรแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความเชี่ยวชาญของเขายังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในช่วงปี พ.ศ.2545-2548 ได้รับคัดเลือกจากองค์การสหประชาชาติให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิกรรมาธิการบริหารภาครัฐของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2557 นายบวรศักดิ์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1197795&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r–hRHX2nIDXb0iG7hX-c

  • ส่องโปรไฟล์‘นิธิยา บุญญามณี’ว่าที่รมช.พาณิชย์ ทายาท‘นิพนธ์ บุญญามณี’

    ส่องโปรไฟล์‘นิธิยา บุญญามณี’ว่าที่รมช.พาณิชย์ ทายาท‘นิพนธ์ บุญญามณี’

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.27 น.

    ส่องโปรไฟล์‘นิธิยา บุญญามณี’ว่าที่รมช.พาณิชย์ ผู้บริหาร SIF ธุรกิจอาหารทะเลพันล้าน ทายาท‘นิพนธ์ บุญญามณี’จากสงขลาแดนใต้ เสริมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล‘นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล’ 

    8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการสรรหารัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว โดยมีรัฐมนตรีคลื่นลูกใหม่ คือ นส.นิธิยา บุญญามณี  ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นบุตรสาวของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย

    “ผมได้ปฏิเสธรับตำแหน่ง เนื่องจากยังติดปัญหาหลายอย่าง เมื่อลูกสาวมารับตำแหน่ง ยิ่งต้องเข้าไปดูแลธุรกิจใกล้ชิดขึ้น แต่ทางพรรคยืนยันว่า ต้องการบุญญามณี จะให้ภรรยาเป็นเขาก็เกษียณแล้ว ต้องการพักผ่อน”

    ทั้งนี้ มีการเสนอให้ สส.สรรเพชญ บุญญามณี มาแทน แต่ สส.สรรเพชญยังต้องการทำงานในสภา ลงพื้นที่ช่วยเหลือ เป็น สส.สมัยแรก ประกอบกับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแค่ช่วงสั้นๆไม่กี่เดือน จึงส่งลูกสาวคนโตมาเป็นรัฐมนตรี

    สำหรับ น.ส. นส.นิธิยา บุญญามณี  อายุ 37 ปี ภูมิลำเนา จังหวัดสงขลา (ชาวสงขลาโดยกำเนิด)

    #การศึกษา

    • มัธยมศึกษาตอนต้น: โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา

    • มัธยมศึกษาตอนปลาย: Queen Margaret College, Wellington, New Zealand

    • ปริญญาตรี: คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    • ได้รับทุน Fellowship Scholarship ตลอดการศึกษา

    • ปริญญาโท: Master of Business Administration (Executive) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    #ประวัติการทำงาน

    • พ.ศ. 2553 – 2555 : นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)

    • พ.ศ. 2556 – 2568 : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด จำกัด

    • พ.ศ. 2556 – 2568 : กรรมการบริหาร บริษัท สมิหลา โคลด์ สโตเรจ จำกัด

    สำหรับ บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ดส์ จำกัด (หรือย่อว่า SIF) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยผลิตอาหารกระป๋องประเภทปลากระป๋องแช่น้ำมันและสินค้าประเภทอาหารสัตว์ เช่น อาหารแมว อาหารสุนัข เป็นต้น ทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก มีมูลค่าทางธุรกิจหลายพันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/912658&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f-WDgj3CMfRGmCIEkJq8P

  • ‘สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ’เปิดโผหนัง 15 เรื่องติดอันดับชิงโหวตสูงสุด’ภาพยนตร์ไทยยอดนิยม’

    ‘สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ’เปิดโผหนัง 15 เรื่องติดอันดับชิงโหวตสูงสุด’ภาพยนตร์ไทยยอดนิยม’

    ล่าสุด สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เปิดเผยรายชื่อภาพยนตร์ที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุดจำนวน 15 เรื่องได้แก่ ไรเดอร์ จาก บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, อคิลลิสเคิร์ส กับสมบัติ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/912631&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kyjAgmBst8lC4ApfD1Nxt

  • เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน

    เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน

    เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน

    เปิดประวัติ “ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รัฐบาล “อนุทิน”

    จากกรณี มีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ได้ไปทาบทาม ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ช่วยงานด้านกฎหมายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น 

    ประวัติ ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

    สำหรับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถือเป็นนักกฎหมายและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในแวดวงกฎหมาย การเมือง และการบริหารราชการมายาวนาน ได้รับฉายาและคำยกย่องจากสื่อมวลชนว่าเป็น “นักกฎหมายมหาชนชั้นครู” 

    มีแนวคิดที่เน้นหลักการ “นิติรัฐ” (Rule of Law)  โดยเชื่อว่าการปกครองประเทศต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ และกฎหมายจะต้องมีความเป็นธรรมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเมืองและการบริหารราชการเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในสังคมไทย

    ศ.ดร. บวรศักดิ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (Licence en Droit), ปริญญาโท (Maîtrise en Droit Public) และปริญญาเอก (Doctorat d’État en Droit) จากมหาวิทยาลัยปารีส 2 ป็องเตอง-อัสซัส (Université Panthéon-Assas, Paris II) ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านนิติศาสตร์ระดับโลก

    ด้านการทำงาน ในภาครัฐ ศ.ดร. บวรศักดิ์ เริ่มต้นรับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 13, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, เลขาธิการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย, ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 

    ส่วนงานด้านวิชาการ ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายมหาชนที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษมาอย่างยาวนาน

    ขณะที่ บทบาททางการเมือง ศ.ดร. บวรศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และมีส่วนร่วมในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศหลายชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2558 

    นอกจากนี้ ยังเขียนหนังสือ “นิติวิธี” ที่อธิบายหลักการและวิธีการตีความกฎหมาย, “ทฤษฎีการบริหารราชการแผ่นดิน” ตำราที่ใช้ในการศึกษาวิชากฎหมายปกครอง และยังมีบทความ งานวิจัย อีกจำนวนมากที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโผ ครม. ที่ออกมานี้ จะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881418&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sgMuyJNDygjfxIJtco8Va

  • มติ สว. เอกฉันท์รับหลักการ “ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ” หนุนเดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท : อินโฟเควสท์

    มติ สว. เอกฉันท์รับหลักการ “ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ” หนุนเดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท : อินโฟเควสท์

    ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเอกฉันท์ 155 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งต้องมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่ที่ร่าง พ.ร.บ.มาถึงวุฒิสภา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 ก.ย.นี้

    การประชุมวุฒิสภา โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว โดยก่อนเริ่มพิจารณา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม นำเสนอรายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 5 ประการ คือ

    1. จัดทำมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการทุกหน่วย นำไปให้ประชาชนใช้บริการได้ด้วยบัตรเดินทางใบเดียว

    2. ให้อำนาจ รมว.คมนาคม เพื่อออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม

    3. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม

    4. การกำหนดสิทธิของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตขอรับการสนับสนุนจากกองทุน

    5.ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาการให้บริการหรือประโยชน์ระบบตั๋วร่วม หรือป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน ให้ตราพระราชกฤษฎีกา โดยต้องเจรจาและทำความตกลงร่วมกับผู้ประกอบกิจการขนส่งสาธารณะที่จะถูกบังคับ รวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนตามความเหมาะสม

    “แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย คือ ภาคสมัครใจกับผู้ประกอบการปัจจุบัน หากต้องการเข้าสู่ระบบตั๋วร่วม และต้องการได้รับสนับสนุนจากกองทุน ต้องขอรับใบอนุญาต แต่หากไม่ประสงค์เข้าสู่ระบบตั๋วร่วม สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ไม่มีสิทธิรับสนับสนุนจากกองทุน ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายบังคับใช้ หน่วยงานรัฐต้องทำมาตรฐานเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมเป็นเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ทุกราย แต่กรณีที่พิจารณาแล้ว เห็นว่ามีความจำเป็นให้ระบบขนส่งสาธารณะต้องใช้ระบบตั๋วร่วม และต้องได้รับใบอนุญาต ให้สามารถออกพระราชกฤษฎีกา” นายวุฒิชาติ อภิปราย

    ประธานกรรมาธิการคมนาคม อภิปรายต่อว่า กมธ. มีข้อเสนอแนะที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย คือ 1.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ประธานสภาองค์กรรของผู้บริโภค เป็นกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม อีก 1 ตำแหน่ง และเพิ่มจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 คน เป็น 5 คน

    2. แก้คุณสมบัติเรื่องอายุขั้นต่ำของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่น รวมถึงรัฐธรรมนูญที่กำหนดอายุขั้นต่ำของนายกรัฐมนตรีไว้ที่ 35 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

    3. ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะด้านสถานะทางการเงิน และความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบ หรือความเสียหายต่อภาครัฐ

    4. การส่งเสริมการแข่งขัน และการป้องกันการผูกขาด และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อรองรับการชำระเงินทางอิเล็กกรอนิกส์ (E-PAYMENT) ทั้งนี้ การกำหนดอัตราทุนจดทะเบียนในมูลค่าสูง และต้องชำระเต็มจำนวน อาจเป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติ และข้อต่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจ

    5. การกำหนดวาระของกรรมการ ที่กำหนดให้เมื่อพ้นวาระไป 1 ปีสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก ทั้งนี้ ควรแก้ไขให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อความโปร่งใส และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

    ทั้งนี้ สำหรับการอภิปรายของ สว. มีทิศทางสนับสนุนการออกกฎหมายดังกล่าว พร้อมเสนอแนะให้นำการดำเนินการพัฒนาระบบตั๋วร่วมจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ มาพิจารณากำหนดเป็นกฎหมาย เพื่อให้การปฏิบัติเกิดประโยชน์กับประชาชน และมีประสิทธิภาพต่อการบริการ และยังเสนอแนะให้เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการใช้บริการ เช่น การจ่ายเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ด เป็นต้น

    ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายสนับสนุนและเสนอแนะว่า นโยบาย 20 บาทตลอดสายที่รัฐบาลชุดที่แล้วประกาศว่าจะทำให้ได้ภายในเดือนพ.ย.นั้น ซึ่งการกำหนดเวลาดังกล่าวเพื่อคะแนนนิยมทางการเมือง แต่เมื่อพิจารณาแล้วอาจทำไม่ทัน และภายใน 4 เดือนของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตนกังวลว่าจะทำทันหรือไม่ หากทำไม่ทันต้องยืดเป็นการเลือกตั้งสมัยหน้า เพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว

    อย่างไรก็ดี เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาประสิทธิภาพของการทำกฎหมาย รวมถึงไม่ทำให้กฎหมายที่ต้องใช้ร่วมกันกับระบบตั๋วร่วม 3 ฉบับ จึงควรเป็น กมธ.ชุดเดียวกัน เพื่อให้ไม่มีปัญหาต่อการปฏิบัติ และทำนโยบาย 20 บาทตลอดสายทำได้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527746&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YfwExHeeVjwJnV3kdyUDY

  • PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

    PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

    PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ขอไทย

    นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี มีความสำคัญมากในฐานะโครงการ CCS แรกของประเทศไทย เป็นก้าวแรกในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายรัฐ ซึ่งได้บรรจุโครงการนี้อยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 2573 (NDC Action Plan on Mitigation 2021-2030) โดย ปตท.สผ. ในฐานะบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ได้ตัดสินใจที่จะขับเคลื่อนโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ขอไทย

    “นอกจากภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยแล้ว การลงทุนครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง CCS นับเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์เป็นโครงการนำร่องและเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ เช่น Eastern Thailand CCS Hub ในบริเวณอ่าวไทยตอนบน ซึ่งมีศักยภาพที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายมนตรี กล่าว

    ทั้งนี้ โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ได้รับความเห็นชอบให้เป็นโครงการสำคัญที่ควรดำเนินการและผลักดันในระดับนโยบายภายใต้ NDC Action Plan รวมถึงเห็นชอบหลักการในการกำหนดแนวทางส่งเสริมด้านการลงทุนที่เหมาะสมแก่โครงการผ่านมาตรการทางภาษี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันส่งเสริมเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

    ปตท.สผ. ได้เตรียมความพร้อมในการศึกษาและประเมินอย่างรอบด้านเพื่อพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ครั้งนี้ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกแหล่งกักเก็บใต้ดินที่มีความเหมาะสมในระดับความลึก 1,000 2,000 เมตร ไปจนถึงการออกแบบทางวิศวกรรมและการวางแผนการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการตรวจวัดข้อมูลในหลุมอัดกลับ และการตรวจสอบบนพื้นผิวและพื้นทะเล เพื่อให้การจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดย ปตท.สผ. จะใช้โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่มีอยู่แล้ว รวมถึงก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 และทยอยเพิ่มอัตราการอัดกลับไปจนถึงศักยภาพสูงสุดที่ ประมาณ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ใช้งบประมาณในระยะเวลา 5 ปี ประมาณ 10,000 ล้านบาท (เทียบเท่า 320 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) โดยการดำเนินงานดังกล่าว จะไม่กระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งอาทิตย์

    ทั้งนี้ เทคโนโลยี CCS เปรียบเสมือนกระบวนการย้อนกลับ (Reverse Process) ของกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่นำก๊าซธรรมชาติจากใต้ดินขึ้นมาเพื่อเป็นพลังงานสำหรับการพัฒนาประเทศและการใช้ในชีวิตประจำวัน โดย CCS จะเป็นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งกลับลงไปยังแหล่งที่มาใต้ดิน

    นอกจากโครงการ CCS แล้ว ปตท.สผ. ยังมีโครงการและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การใช้พลังงานหมุนเวียน และการคัดเลือกโครงการที่มีความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำเข้ามาใน Portfolio รวมทั้ง การปลูกป่าทั้งป่าบกและป่าชายเลน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในการช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq05/12745659&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-GKGjftA6JNRtg0G3lk94