Blog

  • เปิดประวัติ เพลง ชนม์ทิดา ลูกสาว ตู่ นันทิดา-เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ สวย-เก่ง ความสามารถรอบด้าน

    เปิดประวัติ เพลง ชนม์ทิดา ลูกสาว ตู่ นันทิดา-เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ สวย-เก่ง ความสามารถรอบด้าน

    ถ้าพูดถึงชื่อของ เพลง ชนม์ทิดา นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักอดีตนางเอกสาวมากความสามารถคนนี้ ซึ่งเธอคือลูกสาวคนเก่งเพียงคนเดียวของ ตู่ นันทิดา นักร้องชื่อดัง และ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ซึ่งต้องบอกเลยว่า เพลงนั้นมีความสามารถรอบด้านไม่แพ้ใคร 

    – น้องเพลง เป็นชื่อที่ใครๆ ก็เรียกเมื่อครั้งที่เธอเริ่มเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ และมีชื่อจริงว่า ชนม์ทิดา อัศวเหม เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2537

    – น้องเพลงเป็นลูกของบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนักการเมือง และ ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง

    – น้องเพลงจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะนิเทศศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก University of Westminster ประเทศอังกฤษ

    – สมัยที่เรียนอยู่มัธยม เรียนได้เกรดเฉลี่ยถึง 3.95 และนอกจากนั้นสมัยที่เรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ เกียรตินิยมอันดับ 1 อีกด้วย เรียกว่าทั้งสวยและเก่ง 

    – นอกจากนี้ น้องเพลงยังเคยเรียนด้านการบินมาด้วย โดยเรียนหลักสูตรการบินเป็นหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล ของหน่วยฝึกการบินพลเรือน กองทัพอากาศ (ฝูง 604 กองบิน 6) เพื่อมีความรู้พื้นฐานในด้านการบิน ตลอดจนมีทักษะ ความชำนาญในการทำการบิน และสามารถทำการบินปล่อยเดี่ยวได้ ซึ่งน้องเพลงเป็นนักเรียนหน่วยฝึกการพลเรือนกองทัพอากาศ รุ่นที่ 72 (SUNNY 72)

    – เพราะเป็นคนที่หน้าตาดี ทำให้น้องเพลงได้เข้าวงการบันเทิง จากการแสดงในละครเรื่อง My Melody 360 องศารัก ทางช่อง 9 เมื่อปี 2556 โดยรับบทเป็น แพร 

    – ปี 2560 เล่นเรื่อง ความรักครั้งสุดท้าย รับบทเป็น มัทนิน ทางช่อง GMM 25 และในปีเดียวกันเล่นเรื่อง บางกอกนฤมิต นีรมัย นวลแก้วมณี (มัย) ทางช่องวัน 31 และเล่นซีรีส์เรื่อง Love Songs Love Series ตอน ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ รับบทเป็น ดรีม

    – ปี 2561 เล่นเรื่อง The Missing รับบทเป็น หทัย ทางช่อง Channel 5 ซึ่งเป็นละครร่วมทุนสร้างระหว่างประเทศ สิงคโปร์ – ไทย ในปีเดียวกัน เล่นเรื่อง สงครามนักปั้น รับบทเป็น ลิปตา แสงชัยโชติ (ลิป) ทางช่องวัน 31

    – จากนั้นได้แสดงหนังเรื่องแรกคือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก ในบท แป้ง โดยแสดงคู่กับ เก้า จิรายุ และหนังเรื่อง  The Collector คนประกอบผี Movie Version รับบท วิรินทร์

    – นอกจากนี้ ยังเคยเล่นละครเวทีเรื่อง วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ เดอะมิวสิคัลคอมเมดี้ แฟนจ๋า เดอะมิวสิคัล

    – น้องเพลงไม่ได้มีดีแค่หน้าตา การเรียน และการแสดง แต่ยังมีความสามารถทางด้านร้องเพลงเหมือนคุณแม่ตู่อีกด้วย ซึ่งทำให้น้องเพลงได้ร้องเพลงประกอบละคร My melody 360 องศารัก อย่างเพลง ร่มสีเทา, I Love your Smell, มหัศจรรย์แห่งรัก ร้องเพลงประกอบละคร แค้นเสน่หา อย่างเพลง แค่ในใจก็พอ

    – หลังจากที่เรียนจบจากต่างประเทศ น้องเพลงก็ผันตัวลงเล่นการเมืองในนามของพรรคภูมิใจไทย ตามรอยพ่อเอ๋และแม่ตู่

    – ทางด้านความรัก น้องเพลงเปิดตัวคบหาดูใจกับ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของ อนุทิน นายกคนที่ 32 ของประเทศไทย หลังจากที่คบหากันมา 7 เป๊กก็ได้ทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอเพลงแต่งงานที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2567

    – ปัจจุบัน น้องเพลงทำธุรกิจเปิดโรงแรมรถหรูแบบ 24 ชม. ดูแลรถแบบครบวงจรให้กับคนรักรถ และธุรกิจเแบรนด์เสื้อผ้า 

    – และนอกจากนี้ น้องเพลงยังพร้อมที่จะกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้งแล้ว หลังจากไม่ได้ทำงานด้านการเมืองแล้ว

    – สำหรับ เพลง ชนม์ทิดา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่มีชีวิตดั่งเจ้าหญิง ที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์ทุกด้าน ทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา ฐานะครอบครัว และความรัก 

    คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2881278&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H3-xNUmLziiUyPXt7c0UD

  • นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กับ “คำขอร้อง” ของ “พ่อ”

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กับ “คำขอร้อง” ของ “พ่อ”

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กับ “คำขอร้อง” ของ “พ่อ”

    8 ก.ย. 2568 04:45 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881282&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cIyckOSPHBf0v_OLZ_a7c

  • เปิดประวัติ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่ รองนายกฯ คนนอก ยุค อนุทิน

    เปิดประวัติ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่ รองนายกฯ คนนอก ยุค อนุทิน

    เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ในการจัดทำโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีรายงานว่าได้มีการทาบทาม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลงานด้านกฎหมายของรัฐบาล ล่าสุด ดร.บวรศักดิ์ได้ตอบรับเข้าร่วมแล้ว

    ประวัติ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ที่จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ของครอบครัวอุวรรณโณ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับนักกฎหมายและนักวิชาการชื่อดังอย่างศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม เส้นทางชีวิตของบวรศักดิ์เต็มไปด้วยบทบาทสำคัญทั้งด้านวิชาการ การเมือง และการปฏิรูปรัฐ โดยเขาถือเป็นหนึ่งในนักกฎหมายที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

    บวรศักดิ์เริ่มต้นการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่นที่สงขลา ก่อนจะเข้ามาเรียนมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ จากนั้นสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง ก่อนสอบเป็นเนติบัณฑิตไทยได้อันดับ 3 ของรุ่น เมื่ออายุเพียงยี่สิบต้น ๆ เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จบปริญญาโทด้านกฎหมายปกครองและปริญญาเอกกฎหมายมหาชนทั่วไปจากมหาวิทยาลัยปารีส ได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการว่าเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้งด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง

    เส้นทางอาชีพของบวรศักดิ์เริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งต่อมาเขาก้าวขึ้นเป็นคณบดีในปี 2538 นอกจากงานสอนแล้ว เขายังเข้าสู่การทำงานทางการเมืองและนโยบาย โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ก่อนหวนกลับสู่สายวิชาการอีกครั้ง เขามีบทบาทสำคัญในฐานะเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รวมทั้งเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลังรัฐประหาร 2549

    หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 บวรศักดิ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านกฎหมาย แม้ร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นไม่ผ่านประชามติ แต่บทบาทของเขาสะท้อนถึงความไว้วางใจที่ผู้มีอำนาจรัฐและสังคมมีต่อความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของเขาอย่างต่อเนื่อง เขายังทำงานในภาคเอกชน เป็นกรรมการอิสระของบริษัทพลังงานและก่อสร้างหลายแห่ง ควบคู่ไปกับงานวิชาการและการพัฒนานโยบายสาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LPkUv11iHj885TmpLePZ5

  • DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ

    DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.54 น.

    วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับการเรียน-วิจัย-ฝึกปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพนักศึกษา สู่บุคลากรพยาบาลคุณภาพ รองรับความต้องการสาธารณสุขไทย

    วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี รุจกรกานต์ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ และ นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัย และการปฏิบัติการพยาบาล ระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568  ณ ห้องประชุมการบูร 1 ชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรพยาบาลให้มีคุณภาพ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการผลิตบุคลากรพยาบาลของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การรับรองสถาบันการศึกษาวิชาพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2566 โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนการสอนเชิงวิชาการ การฝึกปฏิบัติจริงในสถานบริการสุขภาพ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านงานวิจัย นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการให้อาจารย์จาก DPU ลงพื้นที่เพื่อให้ความเชี่ยวชาญร่วมให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี

    “บันทึกข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมโรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 , โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช , โรงพยาบาลบางปลาม้า , โรงพยาบาลด่านช้าง , โรงพยาบาลอู่ทอง โรงพยาบาลดอนเจดีย์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) โดยโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนเป็นสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน สามารถรองรับนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยนักศึกษาจะเริ่มดำเนินการฝึกจริงตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 ขณะเดียวกันจะมีการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ บุคลากร และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ” คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU กล่าว

    ทั้งนี้หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของ DPU ยังถูกออกแบบให้การเรียนการสอนผสานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนักศึกษาจะเริ่มฝึกตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 เพื่อคุ้นเคยกับการทำงานจริงตั้งแต่ต้น ซึ่งจะครอบคลุมการพยาบาลทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ การพยาบาล จิตเวช การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ และการทำคลอด โดยในพื้นที่มีสถิติการคลอดเฉลี่ยเดือนละกว่า 30 รายจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง การฝึกปฏิบัติการพยาบาลจะทำให้นักศึกษาเข้าใจมิติสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและครัวเรือน ครอบคลุมระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ จนถึงตติยภูมิ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี ย้ำด้วยว่า วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงทั้งในชุมชนเมืองและชนบท เพื่อเปิดโอกาสให้ค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนานวัตกรรมด้านการพยาบาล เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอด สร้างผลงานหรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของสังคมได้อย่างแท้จริง ความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีจึงไม่เพียงช่วยให้นักศึกษามีแหล่งฝึกปฏิบัติที่มั่นคงและมีคุณภาพ แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายบุคลากรทางการพยาบาล รองรับความต้องการที่ยังขาดแคลน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาได้กลับมาทำงานในโรงพยาบาลเครือข่ายต่อไป

    อย่างไรก็ตามในอนาคตทั้งสองฝ่ายยังมีแผนที่จะพัฒนางานวิจัยร่วมกัน โดยใช้ปัญหาสุขภาพจริงของคนในชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแกนกลาง เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์พื้นที่และสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงการจัดบริการวิชาการแก่ชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนการทำงานร่วมกันระหว่างพยาบาลวิชาชีพ อาจารย์ และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานร่วมกันและประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU ทิ้งท้ายว่า ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีที่ให้การสนับสนุนและร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงเป็นหลักประกันว่านักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติในแหล่งที่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดสู่การทำวิจัยร่วมกัน การพัฒนานวัตกรรม และการให้บริการวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912600&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z1plSvyIeIoXWgff9uedP

  • เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ ระดับ ปวส. โดยเปิดรับ 5 ประเภทวิชา 11 สาขา เร็ว ๆ นี้ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ ระดับ ปวส. โดยเปิดรับ 5 ประเภทวิชา 11 สาขา เร็ว ๆ นี้ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ ระดับ ปวส. วันที่ 20 ต.ค. 2568 – 10 ก.พ. 2569 โดยเปิดรับ 5 ประเภทวิชา 11 สาขา เร็ว ๆ นี้

    1.ประเภทวิชาอุตสาหกรรม

    • สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล
    • สาขาวิชาไฟฟ้า
    • สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์
    • สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตัวถังและสีรถยนต์
    • สาขาวิชาเทคนิคการผลิต
    • สาขาวิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์

    2.ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ

    • สาขาวิชาการตลาด

    3.ประเภทวิชาอุตสาหกรรมอาหาร

    • สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ
    • สาขาวิชาเชฟอาหารไทย

    4.ประเภทวิชาอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ

    • สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

    5.ประเภทวิชาอุตสาหกรรมบันเทิง

    • สาขาวิชาเทคโนโลยีการสร้างเครื่องดนตรี

    สมัครเรียน >https://reg.cdti.ac.th

    ติดต่อสอบถามโทร งานทะเบียนและวัดผล 0-2121-3700 ต่อ 1182 / Line ID : @161ejpmt หรือ อ.จุฬาลักษณ์ 083-440-7000 อ.ชาติภักดิ์ 089-814-8218

    เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ ระดับ ปวส. โดยเปิดรับ 5 ประเภทวิชา 11 สาขา เร็ว ๆ นี้ — 8 กันยายน 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114963/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ed0UFiaJBwZHdQtS46TMh

  • “นิด้าโพล” เผยปชช.ส่วนใหญ่ อยากเห็นยุบสภาฯ ไม่ต้องรอ 4 เดือน เห็นด้วยแก้รธน.รายมาตรา ไม่ใช่ทั้งฉบับ | TOPNEWS

    “นิด้าโพล” เผยปชช.ส่วนใหญ่ อยากเห็นยุบสภาฯ ไม่ต้องรอ 4 เดือน เห็นด้วยแก้รธน.รายมาตรา ไม่ใช่ทั้งฉบับ | TOPNEWS

    7 กันยายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือนพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมา ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303663&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r-8TcctCNkcoyB0jpSeYZ

  • เปิดโผ ‘ครม.อนุทิน 1’ เกลี่ยใหม่ ‘ธรรมนัส’ รีเทิร์นคุมท่องเที่ยว โควตาคนนอกเพียบ

    เปิดโผ ‘ครม.อนุทิน 1’ เกลี่ยใหม่ ‘ธรรมนัส’ รีเทิร์นคุมท่องเที่ยว โควตาคนนอกเพียบ

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของคุกกี้ที่เราจัดเก็บ เหตุผลในการใช้คุกกี้ และวิธีการตั้งค่าคุกกี้ได้ใน นโยบายคุกกี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/447274&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BGjieEvVocCR0kwoXOkEn

  • ททท.พลิกโฉมของฝากเป็น Soft Power ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ไทยในชุมชน 10 จังหวัด : อินโฟเควสท์

    ททท.พลิกโฉมของฝากเป็น Soft Power ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ไทยในชุมชน 10 จังหวัด : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “Explore Local Charm ตามรอยเสน่ห์ไทย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศภายใต้แคมเปญ Grand Moment ในธีม Grand Moment of Giving สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำและมีความหมายให้กับนักท่องเที่ยว ผ่านการ “ให้” สิ่งดี ๆ กลับคืนสู่สังคมและชุมชน มุ่งยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวของชุมชนให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและมีมูลค่าเพิ่ม

    โดยใช้ “สินค้าของฝาก” เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงภูมิปัญญา รากเหง้าวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเรื่องราวท้องถิ่นของไทยเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวร่วมสมัย พลิกมุมมองจากสินค้าของฝากที่เป็นเพียงสินค้าที่ระลึกให้กลายเป็นจุดเชื่อมที่ชวนให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ตามรอยกลับไปยังชุมชนต้นทาง ด้วยการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้โดดเด่น เพื่อต่อยอดสินค้าของฝากให้เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษ พัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ทำโปรโมชั่นทางการตลาด พร้อมสอดแทรกการเล่าเรื่อง (Storytelling) ใน QR Code ที่จะปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ ให้นักท่องเที่ยวสามารถสแกนรับชมเรื่องราวเบื้องหลังของสินค้า

    นับเป็นการเชื่อมต่อกับระบบจองกิจกรรมหรือทริปท่องเที่ยวในแหล่งผลิตเพื่อทำการจองได้ทันที ถือเป็นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวผสมผสานกับนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนกับวัฒนธรรมและชุมชนต้นทางได้อย่างลึกซึ้ง และนำไปสู่การสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    โดยเส้นทาง “Explore Local Charm ตามรอย เสน่ห์ไทย” ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

    – ภาคกลาง “วิถีสุขสมดุลริมทะเลจากไซเดอร์สับปะรดสู่หัวใจสุขภาพ” โดยวิสาหกิจชุมชนโอมจงรวย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ผจญภัยเบา ๆ กับการล่องเรือชมทะเลแหวก ปลูกป่าชายเลน แล้วเติมความเฮลท์ตี้ด้วยการชิมและทำ “ไซเดอร์สับปะรด” เพื่อสุขภาพ พร้อมรีแลกซ์ที่รีสอร์ตอายุ 100 ปี

    – ภาคใต้ “วิถีบาราโหม ชิมนาสิอิแดกำปงล่องอ่าว แต้มลายผ้าบาติก” โดย ชุมชนท่องเที่ยวบาราโหม จ.ปัตตานี

    สัมผัสวิถีมลายูแท้สไตล์ LOCAL CRAFT ครบทั้งรส กลิ่น สี และวิถีบาราโหม รอยต่ออดีต- ปัจจุบัน กลิ่นอายลังกาสุกะเมืองเก่า ชมโบราณสถานเก่าแก่อายุร่วม 500 ปี ล่องแลอ่าวปัตตานีลิ้มรสอาหารถิ่น ที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ “นาสิอิแดกำปง” และเรียนรู้การเพ้นท์ผ้าบาติก “มาโก๊ะจาแว”

    – ภาคอีสาน “วิถีบารายพันปี ปราสาทเมืองต่ำ ผัดกุ้งจ่อมขึ้นชื่อ” โดย บ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์

    ตามรอยอารยธรรมขอมโบราณ สัมผัสชีวิตเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ปั่นจักรยานชมปราสาทเมืองต่ำ พร้อมเรียนรู้ผ้าหมักโคลนจากบารายพันปี เข้าครัวปรุงอาหารพื้นถิ่นรสแซ่บ พร้อมชมงานหัตถกรรมจากต้นกกโดยฝีมือกลุ่มผู้พิการในชุมชน

    นอกจากนี้ การสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนภายใต้โครงการ “Explore Local Charm ตามรอยเสน่ห์ไทย”ยังรวมถึงการเปิดช่องทางการขายใหม่ที่กว้างขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญ อย่างไอคอนคราฟต์ และโรงแรม บางกอก แมริออท สุรวงศ์ รวมถึง ร้านของฝากชื่อดังกว่า 20 แห่ง เช่น ร้านสุคันธา จังหวัดเพชรบุรี, ร้านมั่งมีของฝาก จังหวัดบุรีรัมย์, ร้านเลอ เจ้าจอม เรสเตอรองท์ แอนด์ คาเฟ่ จังหวัดตราด, โรงแรมอาน่า วิลล่า เกาะช้าง จังหวัดตราด ฯลฯ ที่จะมาร่วมส่งเสริมการกระจายสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษภายใต้โครงการและประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนไฮไลท์ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

    เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ออก E-Coupon ส่วนลด 50% เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สำหรับซื้อสินค้าของฝากและกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนในโครงการฯ ผ่านการสแกน QR Code บนฉลากสินค้าหรือสื่อต่างๆ โดยเริ่มซื้อคูปองได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 และใช้คูปองได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 โดยคาดว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนเร้นในชุมชนต่าง ๆ

    ขั้นตอนการใช้งานคูปอง E-Coupon ณ ชุมชน/ร้านค้าที่ร่วมโครงการ

    1. ติดต่อเพื่อทำการจองกับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง (กรณีต้องการซื้อกิจกรรมท่องเที่ยว)

    2. นำ E-Coupon ที่ซื้อไว้ไปแสดงที่ชุมชนหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

    3. สแกน QR Code เพื่อใช้ E-Coupon ที่ชุมชนหรือร้านค้า ในการซื้อสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยวได้ทันที

    ผู้สนใจสามารถเพิ่มเพื่อน Line Official @explorelocalcharm เพื่อกดสั่งซื้อคูปอง โดยระบุจำนวนที่ต้องการและชำระเงินได้ทันที

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527606&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q7hmTXo5jU5QEncJpRegU

  • โครงการ “คนละครึ่ง 2025” ตัวช่วย ฟื้นเศรษฐกิจไทยป่วยหนัก หรือ เดิมพันทางการเมือง?

    โครงการ “คนละครึ่ง 2025” ตัวช่วย ฟื้นเศรษฐกิจไทยป่วยหนัก หรือ เดิมพันทางการเมือง?

    หลังจากการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และการแต่งตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สร้างความคาดหวังและคำถามให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการหยิบนโยบายยอดนิยมอย่าง “คนละครึ่ง” กลับมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนการ “ยุบสภา”เพื่อนำไปสู่ การเลือกตั้งใหม่

    จะเห็นได้ว่า แม้จะมีเวลาจำกัด แต่การประกาศนำ “โครงการคนละครึ่ง” กลับมาใช้ก็เป็นเหมือนการประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 

    อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์การเมือง คำถามที่ตามมาคือ นโยบายนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความนิยมทางการเมืองในระยะสั้น? 

    บนความคาดหวังของประชาชน ต่อ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผ่านผลสำรวจสวนดุสิตโพล ซึ่งระบุ ภารกิจเร่งด่วนที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพและปากท้อง 68.26% 

    “ คนละครึ่ง 2025 “ ตัวช่วยฟื้นกำลังซื้อ หรือ เดิมพันทางการเมือง?

    1. เศรษฐกิจไทยวันนี้ กับ โจทย์ที่ต่างออกไป

    ย้อนไป เมื่อครั้งที่โครงการ “คนละครึ่ง” ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ปี2563) นั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างฉับพลัน  ธุรกิจหยุดชะงัก ประชาชนสูญเสียรายได้ การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นและเห็นผลทันทีในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

    แต่ในปี 2568 นี้ สถานการณ์แตกต่างออกไปมาก เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติฉุกเฉินแต่อย่างใด แต่กลับเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า เช่น หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และปัญหาค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้อในระยะยาว การนำมาตรการเดิมมาใช้กับโจทย์ที่ต่างไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่า จะยังคงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับในอดีตหรือไม่

    2. ผลลัพธ์ในอดีต คนละครึ่งในยุครัฐบาลประยุทธ์

    โครงการคนละครึ่งในยุคเดิม ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านตัวเลขงบประมาณโครงการตลอด 5 เฟส มีมูลค่ารวมกว่า 2.3 แสนล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายของประชาชน และเป็นเงินสมทบจากรัฐ

    ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มหาศาล และช่วยผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าถึงได้ง่าย 

    นอกจากนี้ ผลสำรวจความพึงพอใจจากประชาชนก็อยู่ในระดับสูงมาก เนื่องจากเป็นนโยบายที่ “จับต้องได้” และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจำนวนมหาศาล เหล่านี้มาจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็น ภาระหนี้สาธารณะ ที่ต้องมีการบริหารจัดการในระยะยาว เป็นความสำเร็จที่มาพร้อมกับต้นทุนทางการคลังที่สูงเช่นกัน

    3. “เอกนิติ” กับบทบาท รมว.คลัง โจทย์ท้าทายบนสนามการเมือง

    ทั้งนี้ สิ่งที่น่าจับตา คือ การเข้ามาของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  สร้างความน่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยประสบการณ์ในแวดวงการเงินการคลังมาอย่างยาวนานและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง บทบาทของเขาในการผลักดันนโยบายคนละครึ่งในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในแง่ของ วินัยการคลัง และ ความยั่งยืนของเศรษฐกิจ

    แม้จะมีงบประมาณกลางปี 2569 จำนวน 25,000 ล้านบาท พร้อมสำหรับดำเนินโครงการ แต่โจทย์ที่ท้าทายกว่านั้นคือ จะทำอย่างไรให้มาตรการนี้ไม่เป็นเพียงการ “ซื้อใจ” ประชาชนในระยะสั้น แต่สามารถ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคธุรกิจและประชาชนในระยะยาว

    ในทางเศรษฐกิจ นโยบายคนละครึ่งสามารถช่วยประคองกำลังซื้อ และสร้างบรรยากาศคึกคักให้กับธุรกิจขนาดเล็กและร้านอาหารได้อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม ในมุมมองทางการเมือง นโยบายที่ให้ผลลัพธ์ทันทีนี้ ย่อมเป็น “เครื่องมือ” ที่ทรงพลัง ในการสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลใหม่ก่อนการเลือกตั้ง

    โดยกระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่งล่าสุดว่า คาดจะเริ่มให้บริการได้ภายใน 30-45 วัน หรือ เร็วสุด เดือนต.ค.นี้

    ตัวเลข GDP สำคัญ แต่ความเชื่อมั่น (อาจ)สำคัญกว่า

    การนำโครงการคนละครึ่งกลับมาในครั้งนี้อาจถูกมองได้ว่าเป็นทั้ง “ตัวช่วย” ในการฟื้นกำลังซื้อ และเป็น “เดิมพัน” ที่มีความเสี่ยงในเชิงการเมือง สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องพิสูจน์ให้ได้คือ ความยั่งยืน ของมาตรการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    หากเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยตัวเองหลังมาตรการสิ้นสุดลง ความนิยมของรัฐบาลก็จะตามมาอย่างยั่งยืน แต่หากเศรษฐกิจกลับมาซบเซาเหมือนเดิม คนละครึ่งก็อาจเป็นเพียงการลงทุนทางการเมืองที่ใช้เงินงบประมาณมหาศาลโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง

    ดังนั้น คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ว่านโยบายนี้ “ดี” หรือ “ไม่ดี” แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างความเชื่อมั่นในอนาคตของเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

    ด้าน รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า มาตรการคนละครึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง 

    โดยผลจากงานสำรวจ พบข้อมูลเชิงประจักษ์ ว่า “มาตรการคนละครึ่ง” ช่วยดันยอดขายร้านค้ารายย่อยพุ่ง 174% และสร้างฐานลูกค้าใหม่ ร้านค้าขนาดเล็กได้ประโยชน์สูงสุด โดยยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า 

    แต่ผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาพรวมไม่สูงนัก เพราะคนส่วนใหญ่เพียงเปลี่ยนที่จ่าย ไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่ม และลดการใช้จ่ายนอกโครงการ ฉะนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้น ความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคตดีขึ้น ความมั่นคงในงานดีขึ้น ปัจจัยความเชื่อมั่นเหล่านี้จะส่งผลให้มาตรกการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมีประสิทธิผลสูงขึ้นตามไปด้วย  แม้นรัฐบาลจะอยู่สั้นเพียง 4 เดือนแต่หากสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ก็จะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2881428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hDDiP-XfxJlyGBMavwFbw

  • เงินบาทเปิด 32.11 แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแย่กว่าคาด : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 32.11 แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแย่กว่าคาด : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 32.11 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็ง ค่าจากปิดตลาดเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 32.19 บาท/ดอลลาร์

    เงินบาทเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดโลก โดยดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก หลังตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ไม่ส่งผลกระทบหลังมีความชัดเจนมากขึ้น

    “บาทแข็งค่าจากปิดตลาดเมื่อเย็นวันศุกร์ เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าหลังตัวเลข non-farm ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ตลาด ประเมินว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย” นักบริหารเงิน กล่าว

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.00 – 32.25 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 148.46bเยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 148.15 เยน/ดอลลาร์ – เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1700 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1680 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 32.222 บาท/ดอลลาร์
    • “อนุทิน ชาญวีรกูล” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ลั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม ไม่มีแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พร้อมยุบสภาฯ ใน 4 เดือน พร้อมแจงเหตุนั่งควบ มท.1 เร่งแก้ปัญหา 4 ด้าน สั่ง ล่วงหน้า “ครม.หนู” เวลาน้อย ต้องไม่เหนื่อย-ไม่ป่วย-ไม่ลา-ทำงานไม่มีวันหยุด ยืนยันไม่กังวล สส. เพื่อไทย ยื่นถอดถอน
    • นายกฯ เผย โผ ครม.เสร็จแล้ว 99.9725% อุบตอบใครนั่ง ก.กลาโหม
    • ก.ยุติธรรม ย้ำ ตั้งด้วยตัวเอง ตรวจสอบ ละเอียด ไม่เกรงใจใคร เพราะเกรงใจแค่ประชาชน พร้อมเปิดตัว “วรภัค ธันยาวงษ์” นั่ง รมช.คลัง เผย รู้จักกันมา 30 ปี ล่าสุดโผ ครม.อนุทิน 1 รื้อยกยวง หลัง ‘ธรรมนัส’ คุมท่องเที่ยว ทำภูมิใจไทย ต้องเกลี่ยใหม่
    • “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบ เศรษฐกิจ งบกลางในมือ มีกว่า 1.2 แสนล้าน จากงบกลางรายการฉุกเฉิน 9.8 หมื่นล้าน และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้าน จับตาเร่งเมกะโปรเจกต์คมนาคมแสนล้าน จ่อเข้า ครม.
    • ส.อ.ท.มองรัฐบาลอนุทินวาระ 4 เดือน เป็น “โอกาส” ฟื้นความเชื่อมั่น แต่ห่วงข้อจำกัดด้านเวลา แนะนโยบายเร่งด่วน ต้องทำทันที ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้ ‘คนละครึ่ง’ จะปลุกเศรษฐกิจในช่วงซบเซา
    • กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ได้ทันทีหลังรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน โดยมีงบประมาณ 25,000 ล้านบาท รอใช้อยู่แล้ว ขณะที่ระบบแอปเป๋าตังและฐานข้อมูลร้านค้ากว่า 1 ล้านร้าน พร้อมทำงาน คาดเริ่มให้บริการได้ภายใน 30-45 วัน หรือเร็วที่สุดเดือน ต.ค.นี้
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งบริหารเมื่อวันศุกร์ (5 ก.ย.) เพื่อเปิดทางให้มีการยกเว้นภาษีนำ เข้าบางส่วนแก่ประเทศคู่ค้าที่บรรลุข้อตกลงด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น นิกเกิล ทองคำ และโลหะอื่น ๆ รวมถึงสารประกอบ ทางเภสัชภัณฑ์และสารเคมีภัณฑ์ โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00:01 น. ของวันจันทร์ (8 ก.ย.)
    • กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าที่นัก เศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 75,000 ตำแหน่ง
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความใน Truth Social แสดงความไม่พอใจครั้งใหม่ต่อการที่นายเจอโรม พา วเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ซบเซา
    • ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเลือกผู้นำคนใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตรา ดอกเบี้ย มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    • บรรดานักลงทุนในตลาดกำลังประเมินว่า มีโอกาส 10% ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในการประชุมเดือนนี้ และมี โอกาสถึง 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนก.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ikfwA67G5_TrC80dqv1is