Blog

  • “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gHUuSmD6CxIZfVPf4SnyT

  • รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    นายชัยยศ ก่อเกียรตินารา ผู้ก่อตั้งโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิดหรือ Mind Sport เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับกีฬา Mind Sport ในประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ในฐานะกีฬาปัญญาเชิงกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยทักษะด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงเหตุผล และการบริหารความเสี่ยง 

    อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนและพัฒนากีฬา Mind Sport เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    โดยเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรม Decoding Mind Sport : A Strategic Investment Frontier ถอดรหัส Mind Sport โอกาสเชิงกลยุทธ์ในโลกแห่งกีฬาปัญญา

    ซึ่งจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิด โดยการคิดเชิงวิเคราะห์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของกีฬา Mind Sport  

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    “เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้กีฬา Mind Sport ได้รับการยอมรับ และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาทางความคิดในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    สำหรับกิจกรรมการอบรมจะประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวง กีฬา Mind Sport  และ E-Sport ในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง และการพัฒนาความคิดตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

    ,การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ในกลุ่มผู้ที่สนใจกีฬา Mind Sport เพื่อสร้าง community และ network ระหว่างกัน และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Networking) และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ที่สนใจในกีฬา Mind Sport และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้พบปะ หารือ และขยายความร่วมมือออกไปในวงกว้างมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังจะได้เรียนรู้แนวทางการต่อยอดของกีฬา Mind Sport ในมิติของการพัฒนาและการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมด้านกีฬา Mind Sport ในอนาคตได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kJnIXEOhYzIT-Ewbxquzf

  • เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลกินรี 2025 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลกินรี 2025 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    ภูมิภาค

    เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลกินรี 2025 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วนอุทยานเขานางพันธุรัต รับรางวัลพระราชทาน “Thailand Tourism Awards 2025” ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    (28 ก.ย.2568) นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต เข้ารับพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (15th Thailand Tourism Awards 2025) จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยวนอุทยานเขานางพันธุรัตได้รับพระราชทาน รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) ประเภทแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สาขาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (Nature & Park)

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีนางดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี ร่วมแสดงความยินดี รางวัลที่ได้รับนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนคุณค่า ความงดงามทางธรรมชาติ และศักยภาพของวนอุทยานเขานางพันธุรัต ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. จัดการประกวด รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่พัฒนาคุณภาพการบริการสู่มาตรฐานสากล โดยรางวัล “กินรี” อันทรงคุณค่าเปรียบเสมือนเครื่องหมายรับรองคุณภาพ สะท้อนถึงการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ รักษาสิ่งแวดล้อม และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลก

    สำหรับการประกวดครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดขึ้นภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 มีการมอบรางวัลรวม 151 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลเกียรติยศ (Hall of Fame) 6 รางวัล, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) 17 รางวัล, รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) 59 รางวัล และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ซึ่งมอบเป็นครั้งแรก จำนวน 69 รางวัล

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_-lWo9EI_jJMOuhYvElQ2

  • IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงสู่ไทยเพิ่ม ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี

    IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงสู่ไทยเพิ่ม ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี


    “อรรถกร” เผย  IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงเพิ่มสู่ไทย ทั้งเมืองหลัก–เมืองรอง  ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี กระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค หนุนเศรษฐกิจฐานรากเติบโตยั่งยืน 

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35923&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aplY3uPkxi2e2v_ib5CWV

  • “พลังกล้าธรรม” ลุย พิจิตร “รองนายกฯ ธรรมนัส” นำ 4 รมต.เร่งช่วยน้ำท่วม ลั่น กลับมาลงมือแก้ปัญหาจริง

    “พลังกล้าธรรม” ลุย พิจิตร “รองนายกฯ ธรรมนัส” นำ 4 รมต.เร่งช่วยน้ำท่วม ลั่น กลับมาลงมือแก้ปัญหาจริง

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วย​ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ,นายพรชัย อินทร์สุข กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม และอดีต สส.พิจิตร และนายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ร่วมลงพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จ.พิจิตร เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2,000 ชุด พร้อมมอบเสบียงอาหารสัตว์ ชุดเวชภัณฑ์ และโฉนดเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ส.ป.ก. 4-01 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทั้งด้านความเป็นอยู่และการทำการเกษตร

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ตั้งแต่ต้นน้ำภาคเหนือจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้หลายจังหวัดตั้งแต่สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อยุธยา ไปจนถึงกรุงเทพฯ ต้องเผชิญความเสียหาย จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง การปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ รวมถึงการวางแผนระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนซ้ำซาก วันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ช่วยเหลือเร่งด่วน พร้อมวางแผนระยะยาวอย่างยั่งยืน เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เพียงชาวพิจิตร แต่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดผลเร็วที่สุด

    ”ทุกพรรคเวลาจะหาเสียงเลือกตั้งก็จะขายนโยบายขายฝันให้กับพี่น้องประชาชนว่าจะเข้ามาทำนู่นทำนี่ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสภากลับไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ จะทำอะไรก็กลัวไปหมด ผมไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ผมเข้าแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองตั้งแต่ปี 2562 ครั้งนี้ก็มาเพื่อหาแก้ปัญหาที่การเมืองเกิดความแตกแยก เพราะไม่ใช้วิธีการเมืองแก้ปัญหา แต่กลับไปใช้ทางอื่น บ้านเมืองก็ถึงทางตัน แต่โชคดีที่ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยน คนที่ต้องรับชะตากรรมก็คือ พี่น้องประชาชน“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ปัญหาต้นทุนการผลิตภาคเกษตรยังเป็นภาระสำคัญที่ตกอยู่กับเกษตรกรโดยตรง ต้นทุนทุกอย่างอยู่กับกลุ่มนายทุน ทั้ง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และวัตถุดิบอื่น ๆ ราคาผลผลิตต่ำ ต้นทุนสูง ทำให้ชาวนาไม่สามารถสร้างรายได้ สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องแก้ไขคือ ต้องลดต้นทุนการผลิต ทำไมเราถึงไม่ผลิตปุ๋ยเอง เช่น ถ้าปุ๋ยราคากระสอบละ 100 บาท แต่เราทำเอง และขายให้กับชาวนากระสอบละ 50 บาทได้ ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุน และสิ่งสำคัญเมื่อลดต้นทุนแล้ว การตลาดต้องนำ พูดแต่วลีตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ แต่ไม่ทำเป็นรูปธรรมเลย ตนกลับมาแล้ว และตนจะทำ โครงการชะลอขายข้าวต้องมี ทำเป็นระบบ ไม่มั่ว

    “ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันอังคารที่ 30 ก.ย.ผมจะเดินหน้าแก้ปัญหาราคาข้าว ข้าวโพด ยางพารา และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศ รวมไปถึงมาตรการเยียวยาต่าง ๆ จะเสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติใช้งบกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกร ขอให้พี่น้องสบายใจได้ ผมรับผิดชอบคำพูดตัวเอง และจะไปทำงานต่อเพื่อแก้ปัญหาให้กับทุกท่าน“ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย

    ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงสถานศึกษาที่ถูกน้ำท่วมว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งจัดหามาตรการเยียวยา ทั้งด้านการซ่อมแซมอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน และการดูแลสวัสดิการนักเรียน–ครู เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด รวมถึงวันนี้ทางอาชีวะก็ได้นำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) มาช่วยเหลือดูแล ฟื้นฟู ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตรที่เสียหาย ตลอดจนเครื่องใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์ประกอบอาชีพต่าง ๆ ให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน

    ขณะที่ นายอรรถกร ระบุว่า นอกจากการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแล้ว กระทรวงท่องเที่ยว ได้เตรียมยกระดับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพิจิตรให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยจะผลักดันเข้าสู่แคตตาล็อกแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และสร้างรายได้ให้ชุมชนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245403&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-tVwEiDGrf0FLokqoA1fw

  • รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    นายชัยยศ ก่อเกียรตินารา ผู้ก่อตั้งโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิดหรือ Mind Sport เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับกีฬา Mind Sport ในประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ในฐานะกีฬาปัญญาเชิงกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยทักษะด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงเหตุผล และการบริหารความเสี่ยง 

    อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนและพัฒนากีฬา Mind Sport เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    โดยเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรม Decoding Mind Sport : A Strategic Investment Frontier ถอดรหัส Mind Sport โอกาสเชิงกลยุทธ์ในโลกแห่งกีฬาปัญญา

    ซึ่งจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิด โดยการคิดเชิงวิเคราะห์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของกีฬา Mind Sport  

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    “เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้กีฬา Mind Sport ได้รับการยอมรับ และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาทางความคิดในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    สำหรับกิจกรรมการอบรมจะประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวง กีฬา Mind Sport  และ E-Sport ในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง และการพัฒนาความคิดตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

    ,การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ในกลุ่มผู้ที่สนใจกีฬา Mind Sport เพื่อสร้าง community และ network ระหว่างกัน และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Networking) และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ที่สนใจในกีฬา Mind Sport และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้พบปะ หารือ และขยายความร่วมมือออกไปในวงกว้างมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังจะได้เรียนรู้แนวทางการต่อยอดของกีฬา Mind Sport ในมิติของการพัฒนาและการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมด้านกีฬา Mind Sport ในอนาคตได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kJnIXEOhYzIT-Ewbxquzf

  • โฆษกภูมิใจไทย เผย ปล่อยของผ่านเพจพรรค สรุป นโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    โฆษกภูมิใจไทย เผย ปล่อยของผ่านเพจพรรค สรุป นโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    วันที่ 28 ก.ย.2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย ได้ลงภาพสรุปเนื้อหานโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะมีการอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 โดยนำ นโยบายด้านต่าง ๆ มาสรุป ให้กระชับได้ใจความ เป้าหมาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” 4 เดือนแก้ 4 ภัย คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม

    1.นโยบายเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ลดรายจ่ายด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายขนส่งและเดินทาง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ลดต้นทุนและป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้า

    2.นโยบายความมั่นคง และการต่างประเทศรัฐบาลจะใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เช่น กรณีพิพาท ไทย-กัมพูชา

    3.นโบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนปรับปรุงระบบเตือนภัยและมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เปิดเผย ตรวจสอบได้

    และ 4.นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ต้องไม่มีกาสิโน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y_q9T2CpFnV072KQxhBiL

  • “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ไข “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง” คืนความมั่นใจให้ประชาชน มองฝ่ายค้านมีสิทธิออกความเห็น แต่ขอให้อยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ

    วันนี้ (28 ก.ย.2568) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึง 4 นโยบายหลักที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ “4 นโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” ของรัฐบาลอนุทินจะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม

    น.ส.แนน ระบุว่า ทั้ง 4 เรื่องถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดคือเศรษฐกิจและความมั่นคง มีข้อเสนอจากบุคลากรของพรรค รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของนายกฯ เป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่รายละเอียดจะต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการและการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง

    ส่วนด้านความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ 

    กรณีสถานการณ์ชายแดน จ.อุบลราชธานี ที่อาจกระทบประชาชน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ความมั่นคงซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินใจของทหาร สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาก่อนและต้องดีที่สุด

    สำหรับการแถลงนโยบาย โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี เพราะว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ ต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า

    อ่านข่าว : เปิดถ้อยแถลง “กัมพูชา” บนเวที UNGA80 อ้างถูกเพื่อนบ้านคุกคาม

    คืบหน้า เทคอนกรีตตามแผนจุดถนนยุบ เริ่มถมทรายวันอังคารนี้

    “สีหศักดิ์” โต้กลับ “กัมพูชา” ยั่วยุต่อเนื่อง สวนทางกับพูด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gUbSC_fwgrJBdgfeJZsD3

  • ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    ​‘ภท.’เผยแถลงนโยบายรัฐ ​‘อนุทิน’ลุกแจงเอง-ไร้องครักษ์พิทักษ์​‘นายกฯ’

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.48 น.

    “ภูมิใจไทย”ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัย”เศรษฐกิจ-ความมั่นคง” คืนความมั่นใจประชาชน ชี้”ฝ่ายค้าน”มีสิทธิออกความเห็น แต่ขออยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์”นายกฯ”

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึง 4 นโยบาย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ 4 นโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลักของรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์ คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม

    เมื่อถามว่า 4 นโยบายนี้ มีอะไรที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า 4 ภารกิจหลัก เป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ประชาชนจับตามากที่สุดคือเรื่องของภัยเศรษฐกิจกับภัยความมั่นคง โดยภัยเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของนายกฯ เป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่เนื้อหารายละเอียดหลักและหลักเกณฑ์ทั้งหมด ขอให้นายกฯ แถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อย และรอให้กระทรวงการคลังได้ประชุมกันว่าสุดท้ายแล้วเกณฑ์หลักๆ ตรงตาม 100% มีอย่างไรบ้าง ส่วนภัยความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

    เมื่อถามถึงความคุกรุ่นในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านอาจจะต้องอพยพอาจจะทำให้ขาดรายได้ พรรคภูมิใจไทยจะดูแลอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือเรื่องความมั่นคง จะต้องเป็นการตัดสินใจหน้างานของฝ่ายความมั่นคงคือทหาร ว่าที่สุดแล้วคำสั่งที่จะส่งตรงไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลประชาชน จะต้องเตรียมการอย่างไร จากเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อน ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ เตรียมความพร้อมตลอดเวลา แต่ขณะนี้ ข่าวจริงข่าวปลอม หรือข่าวที่ไม่ตรงกับข้อมูลค่อนข้างเยอะในโซเชียล สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาอันดับ 1 และต้องดีที่สุด เพราะเราเคยมีบทเรียนแล้วว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างไร การให้ความปลอดภัยและความมั่นใจกับประชาชนโซนนั้นๆ

    เมื่อถามว่า นายกฯ บอกเองว่าจะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ทางพรรคภูมิใจไทยมีการจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่เหมือนทางฝ่ายค้านก็พยายามที่จะเขย่าให้มากที่สุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องของการเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เพราะที่บอกไว้ว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ เราต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า

    ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 – 30 ก.ย.ว่า เรื่องร่างนโยบายรัฐบาล ตนได้ศึกษาแล้ว ในวันที่ 29 ก.ย.ตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นอ่านนโยบายเพื่อให้ที่ประชุมสภารับทราบ

    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่กับระยะเวลาที่มีจำกัด นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการทำงานนั้นตนไม่ใช่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ เราทำต่อเนื่องมา 6 ปีแล้ว เว้นแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี่เอง ที่มีพักร้อนไป ฉะนั้น ในสิ่งที่ทำค้างอยู่ ในช่วง 2 เดือน ยังไม่ถึงขั้นต้องยกเลิก สิ่งที่เราอยากทำอะไรก็สานต่อนโยบายใหม่ ๆ ในฐานะที่ตนมาเป็นนายกฯ สามารถมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้น

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/917331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C8PpQpdReSx5qoo_DszYT

  • วิกฤตใหม่? คนไทยรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แบกหนี้อ่วม 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน พุ่งสูงในรอบ 4 ปี กว่า 46% ไร้เงินออมฉุกเฉิน

    วิกฤตใหม่? คนไทยรายได้โตไม่ทันรายจ่าย แบกหนี้อ่วม 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน พุ่งสูงในรอบ 4 ปี กว่า 46% ไร้เงินออมฉุกเฉิน

    คนไทยแบกหนี้อ่วม! หนี้ครัวเรือนปี 68 พุ่งสูงขึ้นเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4 ปี  เหตุภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ไม่ทันรายจ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2568 พบว่า ไทยมีหนี้สูงขึ้น และประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนมา 10 ปีแล้ว มีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของจีดีพี 

    โดยปี 2567 ไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนราว 6 แสนบาท/ครัวเรือน ส่วนปีนี้เพิ่มเป็น 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นถึง 22% ถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น และสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

    นอกจากนี้ หนี้นอกระบบก็พุ่งสูงขึ้น เพราะสินเชื่อในระบบตึงตัว แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ทำให้สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาสแล้ว

    “หลังจากนี้ ต้องจับตามอง NPL เป็นพิเศษ เพราะมี NPL ที่อยู่กลุ่มต้องจับตามองพิเศษ 6% ขณะที่ NPL ในกลุ่มที่ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองอยู่ที่ 4% ทำให้คนผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น”

    ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลจะต้องเร่งกระตุ้นจีดีพีโดยเร็ว เริ่มจากมาตรการคนละครึ่ง เชื่อว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินคนละครึ่งวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จะทำให้จีดีพีปีนี้โตได้ถึง 2% จะดึงให้หนี้ครัวเรือนลดลง และหากรัฐกระตุ้นต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้ 3-4% จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงต่ำกว่า 80% ได้ภายใน 3 ปี

    นอกจากนี้ รัฐจะต้องเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าว ต้องเร่งหาตลาด รวมทั้งเร่งหาสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี หามาตรการทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกให้ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้

    อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 30.9% มีรายได้เฉลี่ย 50,001-100,000 บาท/เดือน โดยส่วนใหญ่ 46.3% ไม่เคยเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ส่วนกลุ่มคนที่มีการเก็บออมพบว่ามีการเก็บออมลดลง

    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของครัวเรือนปีนี้กับปีก่อน ส่วนใหญ่ 44.5% มีสถานะเหมือนเดิม, 28.4% แย่ลง, 20.7% แย่ลงมาก, 5.2% ดีขึ้น และ 1.2% ดีขึ้นมาก ด้านสถานะรายได้เทียบกับรายจ่าย 47.3% ตอบว่ามีเงินเหลือเก็บ และ 22.2% เงินไม่เพียงพอใช้จ่าย

    โดยกลุ่มที่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย 39.9% แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมจากแหล่งต่าง ๆ อันดับหนึ่งคือกดเงินสดจากบัตรเครดิต รองลงมาคือกู้จากธนาคารพาณิชย์ กู้จากธนาคารเฉพาะกิจ เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนมาก 38.2% มองว่าค่าครองชีพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความเป็นอยู่แย่ลง

    นอกจากนี้ กลุ่มภาวะหนี้ของครัวเรือนในปี 2568 พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ 95.1%  มีเพียง 4.9% ที่ตอบว่าไม่มีหนี้ โดยมีหนี้เฉลี่ย 740,596.94 บาท/ครัวเรือน มีอัตราผ่อนชำระ 22,022.08 บาท/เดือน โดยเป็นหนี้ในระบบสัดส่วน 65.0% ผ่อนชำระ 20,330 บาท/เดือน ส่วนอีก 35% เป็นหนี้นอกระบบ ผ่อนชำระ 8,023/เดือน

    ทั้งนี้ ประเภทหนี้สินใหญ่ 46.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือหนี้ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ โดยเมื่อแบ่งตามอาชีพจะพบว่าอาชีพราชการจะก่อหนี้ยานพาหนะมากสุด อาชีพรับจ้างก่อหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต เจ้าของกิจการก่อหนี้ที่อยู่อาศัย พนักงานเอกชนก่อหนี้บัตรเครดิต และเกษตรกรก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการเกษตรมากที่สุด

    ขณะเดียวกัน ด้านความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน พบว่าคนส่วนใหญ่ 59.3% ตอบว่า สามารถชำระได้ตามกำหนด, 24.3% ชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน, 15.6% ชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 0.8% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ 

    เมื่อถามว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเคยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ 74.4% ตอบว่าเคย มีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 71.6% และ 25.6% ตอบว่าไม่เคยผิดนัด สาเหตุหลักที่ผิดนัดชำระหนี้คือรายได้ลดลง รองลงมาคือเศรษฐกิจไม่ดี มียอดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ตกงาน และอื่น ๆ

    ธนวรรธน์ กล่าวถึง กรณีที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว ของไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ ว่า สาเหตุ ที่ปรับลดลงส่วนหนึ่งมาจากหนี้สาธารณะของรัฐบาล และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปีแล้ว หากรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้

    ภาพ: Deagreez/Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-debt-burden-46-percent-no-savings/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03LOvTa1PjEWN8B-ukg-m2