Blog

  • ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศ ประเด็น การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Creating opportunity for Silver Economy)  โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ภาควิชาการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและภาคประชาสังคม รวมถึงผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัด และกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย (Creating opportunity for Silver Economy) เป็นหนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระใน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 โดยประเด็นนี้มีกรอบทิศทางนโยบายสำคัญในการที่จะพลิกโฉมผู้สูงอายุ จากกลุ่มเปราะบางให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ และในฐานะแรงงานหรือผู้ประกอบการ

    นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย เปิดเผยว่า ภายในปี 2576 หรืออีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุถึง 28% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จึงจำเป็นต้องคิดโจทย์ใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้สามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศ และมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

    “โอกาสที่เห็นได้จากผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ พบว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภคของผู้สูงอายุ ในปี 2566 มีจำนวน 2.18 ล้านล้านบาท คาดว่าในปี 2576 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านล้านบาท จึงเป็นช่องทางที่น่ามองว่า จะมีสินค้าหรือบริการอะไรที่สามารถเข้ามารองรับ และเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การออกแบบหรือก่อสร้าง Universal Design สินค้านวัตกรรมทางด้านสุขภาพ ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เป็นต้น”

    ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    ความท้าทายของผู้สูงอายุในฐานะผู้ผลิต เมื่อประชากรมีอายุมากขึ้นแล้วยิ่งมีรายได้น้อยลง โดยพบว่ากว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ หรือ 35.7% มีแหล่งรายได้หลักจากเงินช่วยเหลือของบุตรหลาน จึงต้องมองถึงโอกาสของงานในลักษณะที่ผู้สูงอายุทำได้ เช่น งานที่ปรึกษา งานฝีมือ งานค้าขาย งานบริการ ฯลฯ

    รวมถึงงานในกลุ่มอาชีพใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Smart Farmer, Elderpreneur หรือแม้แต่ Granfluencer เป็นต้น โดยคาดว่าแนวโน้มรายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นจาก 6.4 แสนล้านบาทในปี 2566 กลายเป็น 8.8 แสนล้านบาทในปี 2576 หรือขยายตัวเฉลี่ย 3.76% ต่อปี

    อย่างไรก็ดี นโยบายด้านสังคมสูงวัยที่ผ่านมา มักจะถูกมองในเชิงของการจัดสวัสดิการ การคุ้มครอง ฯลฯ แต่ยังไม่ค่อยได้มีการมองผู้สูงวัยในฐานะผู้ที่จะเข้ามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศมากนัก การทำเรื่องนี้เป็นมติสมัชชาสุขภาพฯ จะช่วยสร้างความตระหนักถึงประเด็นของเศรษฐกิจสูงวัยในวงกว้างมากขึ้น แล้วจะถูกผลักดันไปสู่การทำงานของภาคส่วนต่างๆ”

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายใน 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1. การสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุให้คงอยู่ในตลาดแรงงานและมีรายได้เพียงพอ 2. การผลิตสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ 3. การสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ 4. การสื่อสารเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนในเศรษฐกิจสูงวัย

    ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ กำลังซื้อพุ่ง คาดใช้จ่ายสะพัด 3.5 ล้านล้านบาท

    ด้านนายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กระบวนการพัฒนาประเด็นนี้ได้มีการเดินหน้าทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมไปแล้วหลายครั้งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2568 เป็นต้นมา พร้อมกับมีการจัดเวที Policy Forum เพื่อถกแถลงถึงนวัตกรรมในการรองรับเศรษฐกิจสูงวัย

    ก่อนนำมาสู่การร่างข้อเสนอเชิงนโยบายและรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนคู่ขนานระดับพื้นที่ โดยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นนี้ผ่านสมัชชาสุขภาพจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมขับเคลื่อนเป็นพื้นที่นำร่องของการสร้างเศรษฐกิจสูงวัย

    ขณะที่ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 17-18 กล่าวว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจสูงวัยนั้นไม่ใช่เรื่องของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของทุกคน ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องเดินมาถึงช่วงวัยดังกล่าว จึงเป็นข้อเสนอที่คนทุกวัยต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ แล้วมารวมแนวคิดให้ข้อเสนอเกิดความหลากหลาย เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/wellbeing/640030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JWyOomJu_IBDEuYjaS77B

  • เชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ นทท.ในประเทศ

    นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) ระบุการท่องเที่ยวเชียงใหม่เริ่มกระเตื้อง จากยอดจองห้องพักโรงแรมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ทั้งในระดับโรงแรม 4-5 ดาว และ 3 ดาว ส่วนใหญ่จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ขณะเดียวกันหากจะกระตุ้นการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศ วอนทางรัฐบาลใหม่แม้จะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ช่วยจัดโปรโมชั่นแพคเกจท่องเที่ยวในระยะสั้นเพิ่ม

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวในภาคเหนือ และจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยังพอไปได้อยู่ในช่วงเดือนนี้ แต่ว่ามีข่าวดีในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เป็นทัวร์ที่จองมาจากต่างประเทศค่อนข้างดี เป็นระดับที่น่าพอใจ เช่น 1-10 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงสัปดาห์วันชาติจีน มีห้องพักจองมาแล้วกว่า 80% ในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว หรือระดับ 3 ดาว ก็จะมียอดจองถึงร้อยละ 70-80 เช่นกัน

    เป็นนิมิตรหมายที่ดีของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลลอยกระทงในเดือนพฤศจิกายน ห้องพักจะถูกจองไว้ล่วงหน้าเป็นปี นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวจีน ยังมีชาวยุโรป อเมริกาใต้ ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดจะเป็นชาวบราซิล ที่นิยมมาเที่ยวไทยมากขึ้น และมีจุดหมายส่วนหนึ่งมาที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หรือธรรมชาติป่าเขา เป็นกลุ่มที่น่าสนใจมาก

    ในส่วนภาคการท่องเที่ยวภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ หวังว่ารัฐบาลใหม่ขอให้ช่วยพิจารณาแพคเกจการท่องเที่ยวสั้นๆ ให้คนไทยท่องเที่ยว เพราะว่าที่ผ่านมาคนไทยไม่มีการเดินทาง หรือเดินทางน้อยมาก และเข้ามาท่องเที่ยวในภาคเหนือหรือจังหวัดเชียงใหม่ไม่ถึง 10-20% จึงหวังว่าจะมีนโยบายที่ดีกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนในประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3780763/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GWZFFWMwUR03YIRKy0onq

  • สวนดุสิตโพลชี้ดัชนีการเมืองไทยกันยายน2568ฟื้น คะแนนเฉลี่ย 4.02

    สวนดุสิตโพลชี้ดัชนีการเมืองไทยกันยายน2568ฟื้น คะแนนเฉลี่ย 4.02

    สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกันยายน 2568” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,012 คน ระหว่างวันที่ 23–26 กันยายน พบว่าคะแนนดัชนีภาพรวมอยู่ที่ 4.02 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ 3.71 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดคือ “ผลงานของฝ่ายค้าน” เฉลี่ย 4.57 คะแนน ส่วนที่ต่ำสุดคือ “การแก้ปัญหาความยากจน” 3.59 คะแนน โดยผลงานรัฐบาลที่ถูกใจมากที่สุดคือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ร้อยละ 46.25 และผลงานฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบคือ “ผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน” ร้อยละ 61.22

    ด้านบุคคลทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกมองว่ามีบทบาทโดดเด่นที่สุดในฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 55.98 ส่วนฝ่ายฝ่ายค้านคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 44.27

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ชี้ว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกด้าน แม้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน สะท้อนความรู้สึกของประชาชนว่า “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม เริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะมาตรการเศรษฐกิจที่จับต้องได้

    อาจารย์อาทิตยา คงมี จากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสริมว่า ดัชนีการเมืองที่ปรับตัวขึ้น บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น แต่โจทย์ใหญ่คือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง หากรัฐบาลสามารถคลี่คลายและลดความเหลื่อมล้ำได้ ดัชนีอาจฟื้นต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่หากไม่สำเร็จ คะแนนอาจถดถอยอีกครั้ง

    สวนดุสิตโพล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/731085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aOpUPcbkiR_eNpSLhpjz3

  • เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบกว่า 2 สัปดาห์ จับตา! หุ้นไทย ผันผวน

    เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบกว่า 2 สัปดาห์ จับตา! หุ้นไทย ผันผวน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบกว่า 2 สัปดาห์ จับตา! หุ้นไทย ผันผวน เหตุเศรษฐกิจสหรัฐฯ กดดัน- Fitch หั่นมุมมองเครดิตไทยเป็นเชิงลบ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ที่ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาด ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับจังหวะการปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำในตลาดโลก อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าผ่านแนว 32.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้น

    หลังจากถ้อยแถลงของประธานเฟดสะท้อนท่าทีที่ระมัดระวังต่อการส่งสัญญาณเรื่องการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง เงินบาทอ่อนค่าลงต่อจนถึงช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีปัจจัยกดดันจากตัวเลขการส่งออกของไทยที่เริ่มชะลอลงและข่าวการปรับมุมมองต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทยเป็น Negative โดย Fitch ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด หนุนเงินดอลลาร์ฯ ให้แข็งค่าขึ้นพร้อมๆ กับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามสัญญาณของทางการในการดูแลความผันผวนของเงินบาทที่อาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกรรมทองคำด้วยเช่นกัน 

    ส่วนสัปดาห์ระหว่างวันที่ 29 ก.ย. – 3 ต.ค. 2568 KBank คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนส.ค. ของไทย ประเด็นเกี่ยวเนื่องจากการหารือระหว่างธปท. และผู้ค้าทองคำ สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดและดัชนี PMI เดือน ก.ย. ของสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ 

    สำหรับความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ก่อนจะย่อตัวลงช่วงท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ SET Index ร่วงลงช่วงต้นสัปดาห์หลังตอบรับประเด็นความชัดเจนทางการเมืองในประเทศและการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดไปพอสมควร ประกอบกับไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ส่งผลให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นรายตัว นำโดยกลุ่มพลังงานที่มีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานส่วนเกิน อย่างไรก็ดี SET Index ดีดตัวขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการจัดประชุม ครม. นัดพิเศษของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งกระตุ้นความคาดหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีแรงซื้อคืนหุ้นหลายกลุ่ม นำโดย ค้าปลีก แบงก์และไฟแนนซ์ SET Index พลิกกลับมาย่อตัวลงอีกครั้งช่วงท้ายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม ครอบคลุมยา รถบรรทุกและเฟอร์นิเจอร์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการที่ Fitch ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “เชิงลบ” 

    ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ 29 ก.ย. – 3 ต.ค. 2568 KSecurities คาดแนวรับที่ 1,270 และ 1,245 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,300 และ 1,315 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ของยูโรโซน

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/257986/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E4vBZF4ldq6My5Utzc0if

  • เปิดประวัติ “เจ๊เกียว” หญิงแกร่งนักสู้ สร้างธุรกิจหมื่นล้าน ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคชรา

    เปิดประวัติ “เจ๊เกียว” หญิงแกร่งนักสู้ สร้างธุรกิจหมื่นล้าน ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคชรา

    เปิดประวัติ “เจ๊เกียว” หญิงแกร่งนักสู้ สร้างธุรกิจหมื่นล้าน ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคชรา

    เปิดประวัติ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” หญิงแกร่งนักสู้ เรียนจบ ป.4 แต่สร้างธุรกิจหมื่นล้าน ก่อนเสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา

    วันที่ 28 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า นางสุจินดา เชิดชัย หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในนาม “เจ๊เกียว” ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” ได้เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 สิริอายุ 89 ปี (อาลัย “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” เสียชีวิตอย่างสงบ)

    ประวัติ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย

    สุจินดา เชิดชัย หรือ “เจ๊เกียว” เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2480 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกคนที่ 6 ของครอบครัว ซึ่งครอบครัวมีฐานะธรรมดา แม้จะเป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่ 1 มาตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดในครอบครัว ทำให้ต้องหยุดการศึกษาเพียงประถมศึกษาปีที่ 4

    แต่หลังออกจากโรงเรียน เจ๊เกียวเริ่มต้นชีวิตด้วยการขายของตามสถานีรถไฟ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมาได้ไปเรียนตัดเสื้อ และเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อของตนเอง ถือเป็นธุรกิจแรกที่ทำให้เธอมีรายได้และประสบการณ์การบริหาร

    กระทั่ง เจ๊เกียวแต่งงานกับ นายวิชัย เชิดชัย เจ้าของกิจการอู่ต่อรถบรรทุกในจังหวัดนครราชสีมา และได้ร่วมกับสามีขยายกิจการจากอู่ต่อรถบรรทุกไปสู่ธุรกิจเดินรถโดยสารระหว่างจังหวัด ภายใต้ชื่อ เชิดชัยทัวร์ มีรถโดยสารกว่า 200 คัน และเปิดโรงงานต่อรถโดยสารจนกลายเป็นโรงงานผลิตและต่อรถโดยสารรายใหญ่ของประเทศ จนได้รับฉายา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย”

    อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ (รถร่วม) บขส. อีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2885639&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uyw8Qgyta-nfik35LXh_I

  • โจทย์หินหั่นเครดิตประเทศ สะเทือนแผนฟื้นเศรษฐกิจ! | เดลินิวส์

    โจทย์หินหั่นเครดิตประเทศ สะเทือนแผนฟื้นเศรษฐกิจ! | เดลินิวส์

    ยังไม่ทันบริหารประเทศแบบเต็มตัว รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องเจอกับโจทย์หินเข้าให้อีก ล่าสุด…สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ได้ปรับมุมมองของไทยจากระดับมีเสถียรภาพ ลดเหลือเป็นเชิงลบ แม้ยังคงอันดับเครดิตประเทศไว้ที่ “บีบีบี+” ก็ตาม…แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย จะนำงบประมาณมาใช้ตามอำเภอใจแบบสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้!!  

    สาเหตุเศรษฐกิจชะลอ

    การปรับลดมุมมองครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ ในเดือน เม.ย. 68 บริษัทมูดีส์ อินเวสเตอส์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลก ก็เคยปรับลดมุมมองประเทศไทมาแล้วเช่นกัน!! โดยการลดเครดิตครั้งนี้…ฟิทช์ฯ ให้เหตุผล 3 ด้าน มาจากภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบชะลอตัวจาก 2.5% ในปี 67 เหลือ 2.2% ในปี 68 และอาจเหลือ 1.9% ในปี 69 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “บีบีบี” ที่จีดีพีอยู่ที่ระดับ 2.7% ประกอบกับ สถานการณ์ “หนี้ครัวเรือน” ยังสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ภาคการส่งออกที่เป็นพระเอก ก็กำลังได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีสหรัฐ 19% 

    ปัจจัยต่อมา คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยฟิทช์มองว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะมีวาระในการปฏิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน และต้องมีการจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปภายในปีหน้า อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในอนาคต อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจส่งผลให้การดำเนินการตามแผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ในระยะปานกลางล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ 

    ขาดดุลงบ 21 ปีติด

    สุดท้าย เรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ซึ่งไทยถูกประเมินว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ 4.6% ของจีดีพี ในปี 68 และ 4.3% ในปี 69 เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน อาจส่งผลทำให้หนี้ภาครัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 59.4% ของจีดีพี ในเดือนส.ค.68

    ทุกปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยมายาวนาน แต่หากโฟกัสไปที่เรื่องความเสี่ยงทางการคลัง ถือว่าน่าห่วงที่สุด เพราะไม่ใช่แค่อาการป่วยชั่วคราว แต่เปรียบเสมือนโรคป่วยเรื้อรังสะสม ย้อนอดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลติดต่อกันนานถึง 21 ปี โดยการทำงบสมดุลครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 48 สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นทำงบสมดุลรายจ่ายและรายรับ อยู่อย่างละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่หลังจากนั้น…ทุกยุคทุกสมัย ก็ทำงบขาดดุลมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดงบปี 69 ก็ขาดดุลอยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท 

    ทำไมการคลังถึงเสี่ยง

    แม้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาขาดดุล และสร้างวินัยทางการคลัง โดยเฉพาะการนำแผนการคลังระยะปานกลางมาใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 62 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลในระยะ 3-4 ปีข้างหน้าให้มีวินัย แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีเลยสักครั้งที่จะปฏิบัติได้จริง เพราะมีการปรับแผนอยู่ตลอด ล่าสุดแผนการคลังระยะปานกลางปี 69 ก็ยังขาดดุลสูงถึง 7-8.6 แสนล้านบาทต่อปี สูงเกิน 3% ของจีดีพีอยู่ดี

    สาเหตุใหญ่ ก็มาจากการที่รัฐบาลหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย หรือหาน้อยแต่ใช้มาก ทำให้แต่ละปีต้องทำงบประมาณขาดดุล กู้เงินล่วงหน้ามาใช้มหาศาล ส่วนใหญ่หมดไปกับนโยบายหาเสียง โครงการประชาชนนิยม ประชารัฐ จนฐานะการคลังของไทยอ่อนแอ จึงกลายเป็นข้อกังวลของบรรดาสถาบันจัดอันดับ

    หนี้สูงรายได้ต่ำ

    เมื่อลงลึกรายละเอียด ยิ่งน่าตกใจ เพราะไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางการคลังถึง 4 ด้าน เริ่มจากปัญหาหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% เต็มที โดยสิ้นปี 68 นี้ หนี้สาธารณะ อาจขึ้นแตะ 65% ของจีดีพี แถมภาระดอกเบี้ยรัฐบาลอาจสูงเกิน 10% ของรายได้ นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณไม่ค่อยดี  หากเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับดอกเบี้ยโลกสูง อัตราส่วนหนี้อาจทะลุกรอบเร็วกว่าคาด ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องรายได้ภาครัฐ ที่นอกจากเป้าหมายที่ต่ำกว่ารายจ่ายแล้ว ยังมีหลายปีที่รัฐเก็บรายได้น้อยกว่าเป้าหมาย เช่น ปี 68 นี้ รายได้อาจหลุดเป้าหมายไปหลายหมื่นล้านบาททีเดียว ทำให้ตัวชี้วัดเรื่องสัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อจีดีพี ต่ำกว่ามาตรฐานโลกถึง 3% หรือหายไปถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งต้นเหตุมาจากการเก็บภาษีที่ต่ำ เพราะไทยมีแรงงานนอกระบบเกิน 50% ทำให้มีคนเข้ามาจ่ายภาษีน้อย นอกจากนี้ยังไม่มีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน หรือแคปิตอล เกน การเก็บภาษีทรัพย์สินและมรดกจากคนรวยทำได้ยาก เช่นเดียวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีอัตราต่ำเพียง 7% น้อยกว่าเพื่อนบ้านที่ 12-15%     

    รายจ่ายสูงโครงสร้างแย่

    ขณะเดียวกันยังมีปัญหารายจ่ายภาครัฐ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าใช้จ่ายบุคลากรและบำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ป่วยนอกที่เพิ่มไม่หยุด ขณะที่กองทุนชราภาพมีความเสี่ยงที่ไม่ยั่งยืน และแรงงานนอกระบบไร้หลักประกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรายจ่ายเรื้อรัง จากนโยบายหาเสียงของรัฐบาลหลายๆ ชุดที่ผ่านมา เช่น บัตรคนจน เบี้ยชรา โครงการไร่ละพัน ที่รัฐบาลไม่สามารถยกเลิกได้ เพราะชาวบ้านเสพติดไปแล้ว 

    สุดท้ายคือ…ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ด้วยการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้รายได้ภาษีหดตัว สวนทางกับรายจ่ายบำนาญและสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง 90% ต่อจีดีพี ส่งผลให้เกิดการบริโภคที่ชะลอ กดดันให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง เกิดความเหลื่อมล้ำสูง โดยประชากร 1% แต่ถือครองรายได้ถึง 23% ของประเทศ ขณะที่ภาครัฐก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีคนรวยได้เต็มที่ เพราะถูกแรงต้านจากระบอบนายทุน   

    ผลกระทบลดเครดิต

    ปัจจัยเหล่านี้ กลายเป็นแรงฉุดให้ฐานะการคลังไทยอ่อนแอ จนยากเกินแก้ไขในระยะสั้น และกดดันให้รัฐบาลชุดใหม่นี้ ที่มีระยะเวลาทำงานสั้น ๆ เพียง 4 เดือน ก่อนยุบสภาในสิ้นเดือนม.ค.69 ทำงานได้ยากขึ้นไปอีกเท่าตัว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว… การมีอันดับเครดิตประเทศจำเป็นหรือไม่?  และหากถูกปรับลดจะส่งผลเสียอย่างไรกับไทย โดยผลกระทบแรก…ถ้าไทยมีเครดิตลดลง ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นทันที โดยรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มจากปัจจุบันที่มีหนี้กว่า 12 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า มีความเสี่ยงที่รัฐจะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังเกิดข้อจำกัดทางการคลัง เมื่อรัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมากขึ้น  ยิ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนในด้านอื่น ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งชะลอการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้สาธารณะที่สูง หรือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง   

    ตลาดเงิน-เอกชนป่วน

    ขณะที่ผลกระทบต่อภาคเอกชนและตลาดการเงิน  ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนสูงขึ้น เพราะอันดับเครดิตของประเทศเปรียบเสมือนเพดานอันดับเครดิตของบริษัทเอกชนในประเทศนั้น ๆ เมื่ออันดับของประเทศลดลง บริษัทเอกชนที่ต้องการกู้เงินจากต่างประเทศ ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไป ทำให้รายจ่ายเพิ่ม กำไรน้อยลง ต่อมา…เกิดความเสี่ยงที่เงินทุนไหลออก เพราะนักลงทุนบางรายกำหนดเงื่อนไขการลงทุนว่า ต้องลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตสูง ถ้าหากตราสารไทยมีเครดิตลดลงอาจถูกเทขายออก จนกระทบต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน นำเข้าน้ำมันต้อง จ่ายแพงกว่าเดิม และสุดท้าย!! อาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวน เพราะนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

    ปัญหาเรื่องเครดิตประเทศ และการรักษาวินัยทางการคลัง กลายเป็นเรื่องสำคัญ!! ที่ฝังติดกับนโยบายเร่งด่วนในการฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ฉะนั้นการจะทำอะไรจำเป็นต้องคิดให้ดี ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่ารอบคอบที่สุด เพราะหากเครดิตไทยลดลงมาจริง ๆ เศรษฐกิจไทยจะพังหนักกว่าเดิมแน่นอน

    ด้วยเหตุนี้…จึงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่พร้อมทีมเศรษฐกิจป้ายแดง ที่ต้องแสดงฝีมือให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แม้เงื่อนไขสำคัญคือเรื่องของเวลาในการบริหารที่อาจมีไม่มากนัก แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาบริหารงาน ก็ต้องทำให้เกิดผลสำเร็จ!!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5151959/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HEfbCQslBoSx0tzo4YRWI

  • ศึกษาดูงานระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี ช่างอากาศยาน

    ศึกษาดูงานระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี ช่างอากาศยาน

    การศึกษา

    ศึกษาดูงานระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี ช่างอากาศยาน

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ศึกษาดูงานระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี ช่างอากาศยาน

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบหมายให้ นางสาวอัชฌาณี  บรรหาร ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์  สำนักอำนวยการ สอศ. นำคณะกรรมการดำเนินงานเสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษา หรือ ครูอาชีวะ Influencer เข้าศึกษาดูงานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาช่างอากาศยาน โดยมีนายอรรถกฤต  วานิชชินชัย ผอ.ฝ่ายปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยาน  และนายณรงค์ศักดิ์  เกิดสาสน์ หัวหน้ากลุ่มงานซ่อมบำรุงในฐานปฏิบัติการ  บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมเพื่อให้เห็นถึงความต้องการกำลังคนและความก้าวหน้าในสายอาชีพนี้ณ บริษัท  การบินไทย จำกัด (มหาชน) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/448236&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t-ZBgg1Y3h0OLIiQwBSc_

  • มอง ‘สำนึกทางการเมือง’ คนอีสาน เมื่อประวัติศาสตร์ของภูมิภาค คือเรื่องราวการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

    มอง ‘สำนึกทางการเมือง’ คนอีสาน เมื่อประวัติศาสตร์ของภูมิภาค คือเรื่องราวการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

    “เลือกตั้งครั้งหนึ่ง ใช้เงินฟาดหัวก็ซื้อได้แล้ว”

    “คนอีสาน พวกควายแดงขี้ข้าทักษิณ”

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นชินกับปรากฏการณ์ ‘เหยียดคนอีสาน’ นอกเหนือจากการเหยียดรูปลักษณ์ หน้าตา และชาติพันธุ์ อีกชุดความคิดที่ผลิตซ้ำส่งต่อมา คือวาทกรรมดูถูกความคิดทางการเมือง พร้อมภาพจำว่า เพราะคนอีสานจนที่สุดในประเทศ ไร้การศึกษา ถูกหลอกเพราะเงินไม่กี่บาท จึงยอมหลับหูหลับตาเลือกนักการเมืองชั่ว เข้ามาในบริหารประเทศ 

    แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อีสานคือพื้นที่สำคัญในการต่อสู้ทางการเมือง เต็มไปด้วยพลวัตทางความคิด โดยเฉพาะความเป็น ‘นักสู้’ เพื่อประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็น ‘กบฏผีบุญ’ ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม, นักการเมืองสายประชาธิปไตยอย่าง 4 รัฐมนตรีชื่อดัง ได้แก่ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง, และเตียง ศิริขันธ์ หรือการเป็น ‘พื้นที่สีแดง’ ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไปจนถึงกลุ่มคนเสื้อแดงและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ล้วนต่อสู้เพื่อเสรีภาพในปัจจุบัน

    The Momentum พาทุกคนอ่านสำนึกทางการเมือง และประวัติศาสตร์ความเป็นนักสู้ของอีสานว่า ทำไมภูมิภาคนี้จึงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และตื่นตัวในทางการเมืองเป็นพิเศษ โดยพูดคุยกับ ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้เขียนหนังสือ เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย”: อุดมการณ์รัฐชาติกับสํานึกการเมืองของคนที่ราบสูง และวิภาวี ศรีฟ้า อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ทำวิจัยเรื่องชนชั้นแรงงานอีสานในช่วงการเข้ามาของทหารอเมริกัน

    ไม่เป็นกลุ่มก้อน ไร้เอกภาพ: สำนึกทางการเมืองคนอีสานในรัฐโบราณ

    ‘พื้นที่ชายขอบ’

    คือภูมิรัฐศาสตร์ของอีสานในรัฐจารีตที่ อาจารย์ประวิทย์นิยามให้เห็นภาพ ขยายความคือ การเป็นพื้นที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของอำนาจอย่างสยามและล้านช้าง ทำให้อีสานเป็นแหล่งอพยพของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ เช่น เมื่อเกิดปัญหาทางเวียงจันทน์ กลุ่มต่อต้านก็จะหนีมาตั้งเมืองทางอีสาน และสวามิภักดิ์กับอีกศูนย์กลางของเมืองอย่างสยามเพื่อคานอำนาจ

    ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ดังข้างต้น ทำให้สำนึกทางการเมืองในยุคโบราณของอีสานไร้ความเอกภาพ โดยไม่ได้อิงกับขอบเขต เชื้อชาติ หรือกลุ่มก้อนทางความคิด แต่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม สำนึกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางศาสนาแบบชาวบ้าน ซึ่งจะเห็นได้ว่า บางครั้งกลุ่มทางการเมืองจากลาวเป็นพันธมิตรกับเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นศัตรูกับกลุ่มที่พูดภาษาลาวด้วยกันเอง

    กลุ่มผู้มีบุญ

    แม้จะมีเหตุการณ์ ‘กบฏเจ้าอนุวงศ์’ ในปี 2369 ที่สะท้อนสำนึกทางการเมืองของคนอีสาน ผ่านการอธิบายเรื่องราวว่า ลาวถูกสยามขูดรีด แต่ความคิดดังกล่าวก็ยังอยู่ในระดับชนชั้นนำ และไม่ชัดว่าได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในความคิดทางการเมืองระดับประชาชน 

    กบฏผีบุญ: ภาพแทนสำนึกทางการเมืองคนอีสานในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

    อย่างไรก็ตาม จุดตั้งต้นความคิดทางการเมืองในอีสานที่มีลักษณะกลุ่มก้อน คือเหตุการณ์ ‘กบฏผีบุญ’ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้จะมีลักษณะผูกโยงกับศาสนา คือความเชื่อเรื่องผู้มีบุญญาธิการปกครองบ้านเมือง แต่แก่นทางความคิดคือ การสร้างสังคมใหม่ที่เท่าเทียม รื้อถอนสังคมเดิมที่ย่ำแย่ ถือเป็นสำนึกทางวัฒนธรรมที่แผ่ขยายไปถึงดินแดนฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำโขง

    อาจารย์ประวิทย์อธิบายว่า การที่สยามเข้าสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกบฏผีบุญ เพราะผู้นำทางการเมืองเสียผลประโยชน์ อย่างอำนาจเต็มเม็ดเต็มหน่วยทางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่ประชาชนยังเผชิญปัญหาปากท้อง ถูกบังคับให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงิน การดำเนินวิถีชีวิตแบบเดิม เช่น การตัดไม้ การเคลื่อนย้ายหรือฆ่าสัตว์เศรษฐกิจ กลายเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐ

    กล่าวได้ว่า รัฐสมัยใหม่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อภาคอีสานทั้งในเชิงกายภาพและความคิด โดยผลกระทบทางกายภาพ คือ การเชื่อมโยง 2 พื้นที่อย่างกรุงเทพฯ และอีสานเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างสถานที่ราชการหรือเส้นเดินทางรถไฟ ขณะที่ผลกระทบด้านความคิดคือ การสร้าง ‘อีสานให้เป็นไทย’ ด้วยการจัดการศึกษา สร้างประดิษฐกรรมทางความคิด ทำให้อีสานเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ

    ขณะที่อาจารย์วิภาวีมองว่า ในขั้นตอนการปฏิรูปประเทศสมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อีสานต้องเผชิญกับภาวะ ‘อาณานิคมภายใน’ (Internal Colonization) หรือกระบวนการที่สยามพยายามควบคุมครอบงำกลุ่มที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างในรัฐเดียวกัน โดยเป็นกระบวนการตอบสนองต่อการล่าอาณานิคมจากภายนอก ส่วนกลางจึงต้องใช้วิธีปฏิรูปราชการ และกดทับความแตกต่างทางการเมืองในท้องถิ่น เพื่อให้สามารถควบคุมพลเมือง และรับมือต่อความท้าทายจากกระแสภายนอก 

    นอกจากนี้การสร้างอัตลักษณ์แบบไทย ยังเป็นส่วนสำคัญของการสร้างอาณานิคมภายใน โดยสยามพยายามปลูกสำนึกพลเมืองผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก และจัดวางตำแหน่งแห่งที่ในสังคม เช่น การสร้างลำดับชั้นทางวัฒนธรรมที่ชี้ว่า วัฒนธรรมไทยกลางอยู่สูงสุด ทุกคนควรต้องเรียนรู้ และควรเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ด้อยกว่า

    อย่างไรก็ตามอาจารย์ประวิทย์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้กบฏผีบุญไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่นำโดยอุดมการณ์การเมืองสมัยใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงสังคมหรือระบอบการปกครองอย่างถอนรากถอนโคน เพียงแต่หวังสร้างรัฐเล็กๆ ปกครองเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนผู้นำ แต่ก็ซื้อใจใครหลายคน ซึ่งก็น่าสนใจว่า กบฏผีบุญยังเกิดขึ้นแม้แต่ในยุครัฐสมัยใหม่ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วยเช่นกัน

    กลุ่มพลังทางสังคมใหม่: ผลผลิตจากรัฐสมัยใหม่ กระบอกเสียงผลักดันการปฏิวัติ 2475

    ในอีกมุมหนึ่ง รัฐสมัยใหม่ก็ก่อให้เกิดกลุ่มคนอีสานรุ่นใหม่อย่าง ‘กลุ่มพลังทางสังคมใหม่’ หรือคนหนุ่มสาวในอีสานที่เกิดในครอบครัวผู้มีฐานะ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ 

    ลักษณะเด่นของกลุ่มพลังทางสังคมใหม่คือ คนท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐส่วนกลางผ่านการศึกษา มีสถานะทางสังคม และหน้าที่การงานดี เติบโตโดยอาศัยความสามารถส่วนตัว ต้องพยายามพิสูจน์ฝีมือของตนเอง และมีสำนึกความเป็นพลเมืองชัดเจนต่างจากคนรุ่นก่อน เช่น ครูอ่ำ บุญไทย, เตียง ศิริขันธ์ หรือทองอินทร์

    สาเหตุที่คนกลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะเห็นความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองกับชนบทที่ต่างกันราว ‘ฟ้า’ กับ ‘เหว’ ขณะที่ยังมองว่า ระบบราชการที่ตนทำงานมีปัญหา ไม่ยุติธรรมกับคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความสามารถไต่เต้าหน้าที่การงาน พร้อมกับตั้งคำถามกับโครงสร้างว่า สิ่งที่ตนได้ร่ำเรียนมานั้นแก้ไขไม่ได้อะไรไม่ได้เลย

    “ข้อสำคัญที่ข้าพเจ้าสำเหนียกมานานก็คือว่า บุคคลที่เป็นคนพื้นเมือง ถ้าหากจะเข้ารับราชการก็จะถูกกดโดยธรรมชาตินี้เป็นความจริงแท้ๆ” 

    ทองอินทร์

    คือข้อเขียนของ ทองอินทร์ อดีต สส.อุบลราชธานี ต่อระบบราชการ โดยอาจารย์ประวิทย์หมายเหตุไว้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนปัญหาจากระบอบเก่า และแรงขับเคลื่อนที่นำไปสู่การปฏิวัติการปกครอง 2475 ซึ่งขณะนั้นไม่ได้มีแค่กลุ่มพลังทางสังคมจากอีสาน แต่ทุกภาคสังคมในสยาม โดยเฉพาะชนชั้นนำต่างรับรู้ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สั่งการจากบนลงล่าง ไปไม่รอดแล้ว

    แน่นอนว่า เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 ที่มาพร้อมความคิดเรื่องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง สำนึกทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย จึงยิ่งเด่นชัดในหมู่คนรุ่นใหม่และชนชั้นนำ พวกเขามีความรู้สึกว่าต้องเคลื่อนไหวเพื่อส่วนรวม ชาติบ้านเมือง และท้องถิ่น 

    เห็นได้ชัดเจนจากการร่วมมือปราบกบฏบวรเดชในปี 2476 เพราะประชาชนรู้สึกว่า บ้านเมืองกำลังจะถอยหลังกลับสู่ระบอบเดิม จึงมีภาพของข้าราชการระดับเล็กและประชาชนเข้าร่วม เช่น ข้าราชการ ช่างไปรษณีย์ช่วยกันดักฟังโทรเลข พระบางรูปขันอาสาเทศนารับเทศนาอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือผู้นำบางคนร่วมกลุ่มอาสาสมัครชาวบ้านสู้กับกบฏไม่ให้ยึดเมือง 

    “หากไม่เกิดการปฏิวัติ 2475 ขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าก็จะยังคงเป็นนายเถื่อนอยู่ รอแดดจะเก็บฝ้าย รอฝนจะตกกล้า หากคนเหี้ยแห่งกรุงศรีอยุธยามานั่งเมือง ข้าพเจ้านายเถื่อนก็คงหลงก้มกราบโดยสำคัญผิดว่าคนดี”

    คือข้อเขียนส่วนหนึ่งของถวิล อุดล อดีต สส.ร้อยเอ็ด ที่เป็นภาพสะท้อนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ว่า เป็นโอกาสสำคัญทำให้คนเป็นคน ไทยเป็นไทย คนเป็นพลเมืองจริงๆ มีสถานะเท่าเทียมกัน

    เตียง ศิริขันทร์

    อย่างไรก็ตามอาจารย์ประวิทย์หมายเหตุไว้ว่า สำนึกทางการเมืองระดับชาวบ้านในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ยังไม่เข้มข้นเท่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กำลังหันเหจากแนวทางเดิมของคณะราษฎร คือการเป็นรัฐเผด็จการที่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของคนอีสาน ทำให้เกิดการรวมตัวระหว่างชาวบ้านกับคนรุ่นใหม่ คือ ‘เสรีไทยสายอีสาน’ ซึ่งเป็นการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองสมัยใหม่ โดยไม่ได้ยึดติดกับความเชื่อทางศาสนาและพลังท้องถิ่น แต่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์การเมืองว่า นี่คือการต่อสู้เพื่อชาติ ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าการเสียภาษี

    เสรีไทยสายอีสานมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 หมื่นคนทั่วภูมิภาค ทั้งคนธรรมดา ชาวบ้าน ครู และนักการเมือง โดยมีเทือกเขาภูพานเป็นฐานบัญชาการหลัก ขณะที่การเมืองท้องถิ่นเข้มแข็ง เพราะนักการเมืองสายอีสานทั้ง 4 คนอย่าง เตียง, ทองอินทร์, ถวิล และจำลอง เข้าหาประชาชน และรับฟังปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ได้รับความรักและศรัทธาจากคนในท้องถิ่น 

    อีสานในฐานะ ‘พื้นที่สีแดง’ กับการเข้ามาของจักรวรรดิอเมริกา

    แต่เมื่อถึงช่วงปี 2490-2500 ความสำคัญทางการเมืองของอีสานผันแปรตามการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในฐานะ ‘พื้นที่ความมั่นคง’ จากภัยคอมมิวนิสต์ ตามมุมมองของรัฐไทยและสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจโลกเสรี ที่เข้ามามีอิทธิพลในประเทศ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อินโดจีนถูกกลืนกินจากภัยสีแดงตามทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory)

    อาจารย์ประวิทย์อธิบายว่า สาเหตุการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสม์ในภาคอีสาน นอกจากอุดมการณ์ส่วนตัว อีกปัจจัยสำคัญคือปัญหาปากท้อง แม้สังคมจะเข้าสู่รัฐสมัยใหม่ แต่อีสานยังเผชิญสภาวะดังกล่าวเรื่อยมา

    “วาทกรรม ‘โง่-จน-เจ็บ’ มันต่างอย่างไรกับคำว่า ‘ผีบ้า-ผีบุญ’ มันคือการมองข้ามภาพความทุกข์ยากกับปัญหาที่เขา (คนอีสาน) เผชิญ ทำให้การจัดตั้งทางการเมืองเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจน ต่อเนื่องมาจนถึงการแพร่หลายของแนวคิดสังคมนิยม ถึงขั้นที่ในสภามีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” 

    อาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพาอธิบายเสริมว่า ความทุกข์ยากเหล่านี้ถือเป็นเชื้อเพลิงแห่งการปฏิวัติชั้นดี ทำให้อีสานเหมาะกับการเป็นพื้นที่แห่งการปฏิวัติ และฐานใหญ่ของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา

    กลุ่มผู้มีบุญ

    ขณะที่อาจารย์วิภาวีมองว่า ลัทธิคอมมิวนิสม์ซื้อใจคนอีสานได้บางส่วน เพราะขายแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม คนเท่ากันทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการสร้างสังคมที่ไร้ชนชั้น ซึ่งสวนทางกับประสบการณ์ที่พวกเขาเผชิญตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จากกระบวนการอาณานิคมภายใน กล่าวคือ รัฐไทยไม่ได้เหลียวแลอีสานในสมัยก่อนหน้านี้ แต่พยายามแสวงหาประโยชน์ ปราบปราม กลืนวัฒนธรรม ซึ่งสภาวะเหล่านี้ดำเนินมาต่อเนื่องจนถึงรัฐสมัยใหม่ 

    “ชาวบ้านไม่ได้ Innocent เขารับรู้ความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง ตรงนี้มันยิ่งซ้ำเติมช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่รัฐไทยกวาดล้าง กำจัดนักการเมืองอีสาน เช่น คนอีสานเลือกตัวแทนของเขามา แต่ตัวแทนถูกบังคับสูญหาย เขาเลยรู้สึกว่า เสียงของตนเองไม่ได้รับการเคารพ” อาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรอธิบาย

    ขณะเดียวกันสถานะพื้นที่ความมั่นคงของอีสานในสายตาของไทย ยังถูกนิยามจากความแปลกแยก เพราะวัฒนธรรมหรือตัวตนไม่ยึดโยงอัตลักษณ์ของส่วนกลาง แต่มีความสนิทชิดเชื้อกับลาวมากกว่า เห็นได้จากกรณีเสรีไทยสายอีสานเคยให้ความช่วยเหลือขบวนการชาตินิยมในลาว โดยมองว่าเป็นการช่วยเหลือ ‘พี่น้อง’ กันมากกว่าเป็นศัตรู

    อย่างไรก็ตาม อาจารย์วิภาวีหมายเหตุไว้ว่า สำนึกทางการเมืองของคนอีสานที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์มีอยู่ไม่มากนัก เพราะรัฐไทยประสบความสำเร็จในการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยม โดยเฉพาะการเคารพรักในสถาบันหลัก เช่น การสร้างวาทกรรมว่า หากคอมมิวนิสต์กลืนกินไทย สถาบันหลักของประเทศจะล่มสลาย

    “ในสมัยสงครามเย็น สเกลของคอมมิวนิสต์ในอีสานไม่เคยเติบโต ถึงขั้นเป็นภัยคุกคามใหญ่ที่จะล้มรัฐบาลไทยได้ อีสานในฐานะพื้นที่สีแดง เปราะบางต่อความมั่นคง จึงเป็นการฉายภาพที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมากนัก” 

    ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อธิบายว่า ในช่วงที่มีการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในอีสาน สหรัฐฯ ยังเล่นบทเกื้อหนุนรัฐไทยผ่านนโยบายการพัฒนาที่เข้าถึงอีสานผ่านเลนส์ความมั่นคงมากกว่าการพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ เช่น การสนับสนุน Propaganda ผ่านหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ (Mobile Development Unit) ด้วยการฉายภาพยนตร์ ส่งใบปลิวที่ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขณะที่มีการสอดแนมและจับตามองพฤติกรรม อย่างการจดบันทึกปฏิกิริยาของชาวบ้านทั่วไปว่าพูดอะไร จนถึงการสอดแนมว่า ใครเป็นคอมมิวนิสต์แฝงตัว 

    มรดกสงครามเย็นในอีสาน: พลังของผู้หญิงและคนอีสานในฐานะชาวบ้านผู้รู้โลกกว้าง (Cosmopolitan Villagers)

    ทว่าการเข้ามายังอีสานของสหรัฐฯ ในนามของ ‘ผู้พัฒนา’ ไม่ได้ช่วยให้ชาวอีสานกินดีอยู่ดีขึ้นมากนัก ช่องว่างทางรายได้ระหว่างกรุงเทพฯ กับอีสานยังคงขยายกว้างขึ้น จากการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการเกษตรที่กระจุกตัว โครงการพัฒนาสาธารณูปโภคไม่ได้คำนึงถึงบริบทท้องถิ่น ขณะที่วัฒนธรรมเดิมถูกทำลาย จนผู้คนรู้สึกว่า อีสานห่างไกลจากการเข้าถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการเมือง

    สถานการณ์ยิ่งซ้ำเติมในช่วงหลังปี 2518 เมื่อสหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกไปหลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ทำให้รายได้ท้องถิ่นที่เคยพึ่งพาคนอเมริกันหดหาย เศรษฐกิจซบเซา ขณะที่นโยบายรัฐก็ไม่ได้รับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

    ค่ายรามสูร

    ในช่วงการมาตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ กลุ่มประชากรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตอย่างมากคือ ‘ผู้หญิงอีสาน’ ซึ่งแต่เดิมเป็นแรงงานในครอบครัว ทำงานบ้าน ไม่ได้รับค่าจ้าง แต่การเข้ามาของทหารอเมริกัน แปรเปลี่ยนสถานภาพสตรีเพศเหล่านี้ ผ่านการสร้างพลังทางเศรษฐกิจและยกระดับสถานะทางสังคม ซึ่งแปรเปลี่ยนพลวัตทางอำนาจทั้งในครอบครัวและชุมชน

    การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนหนึ่งสะท้อนจากการเดินขบวนของกลุ่มผู้หญิงอีสานที่เคยทำงานบาร์ในจังหวัดนครราชสีมา 500-600 คน โดยออกมาสนับสนุนทหารอเมริกัน และต่อต้านการถอนฐานทัพออกจากประเทศ เพราะกลัวว่าหากไม่มีทหารอเมริกัน เศรษฐกิจในอีสานจะแย่ลง

    “การกล้าออกมาแสดงความคิดเห็นสาธารณะแบบนี้เท่ากับว่า เขาตระหนักถึงพลังทางการเมืองของตัวเองพอสมควรว่า สามารถส่งเสียงไปถึงรัฐบาลหรือสังคมที่ใหญ่ขึ้นได้ และตัวเองสามารถเรียกร้องได้เช่นเดียวกับที่นักศึกษาออกมาประท้วงไล่อเมริกันในตอนนั้น เพราะการเข้ามาของทหารอเมริกันเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมทางเพศ แต่เป็นแรงงานในไซต์ก่อสร้าง แม่บ้าน งานบริการ ร้านอาหาร โรงแรม ซึ่งผู้หญิงล้วนแล้วแต่เป็นกำลังสำคัญ 

    “การมีฐานทัพหมายถึงการมีรายได้ ความมั่นคงของเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐไทย ไม่ใช่ว่าผู้หญิงอีสานไม่ได้เห็นข้อเสียของสหรัฐฯ เขาเห็น เขาบ่นถึงประสบการณ์ถูกกดขี่ ถูกดูถูก แต่ฐานทัพคือการประกันคุณภาพชีวิตของเขา ทำให้รู้สึกว่า ถ้าถอนฐานทัพ เขาว่างงาน เศรษฐกิจถดถอยแน่นอน ก็เลยออกมาเดินขบวน

    “เขามองการเมืองในแง่ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เขาอาจจะไม่ได้มองเรื่องจักรวรรดินิยมอเมริกัน หรือการถูกรุกล้ำอธิปไตยไทย หรือประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่เขาเห็นว่า เศรษฐกิจท้องถิ่นต้องพึ่งพิงการใช้จ่ายของทหารสหรัฐฯ” 

    อาจารย์วิภาวีอธิบายว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนอีสานรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างดี ไม่ได้นิ่งเฉยแบบที่ใครคิด โดยในภายหลังเราจะเห็นว่า พวกเขาออกมาแสดงพลังหลายครั้ง แสดงความคิดเห็น แสดงสิทธิในการเรียกร้องทั้งในประเด็นเศรษฐกิจและการเมือง

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจซบเซา เป็นเหตุให้คนอีสานจำนวนหนึ่งออกไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจนอกประเทศ เช่น ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากอธิบายกรอบสำนึกทางการเมือง ผ่านคำอธิบายของ ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์ (Charles F. Keyes) ศาสตราจารย์เกียรติคุณทางด้านมานุษยวิทยา อย่าง ‘ชาวบ้านผู้รู้โลกกว้าง’ (Cosmopolitan Villagers) จะเห็นว่า คนอีสานคือผู้ที่เห็นโลกกว้างมาเยอะ ไม่ได้ไร้เดียงสาแบบที่ใครกล่าวหา และส่วนหนึ่ง ความเจนจัดโลกนี้เกิดจากที่สหรัฐฯ เข้ามา ทำให้คนอีสานได้เห็นโอกาสใหม่ๆ ผ่านสินค้าโภคภัณฑ์ วัตถุนิยม การแลกเปลี่ยนข่าวสาร หรือแม้แต่ความสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเอง

    “ทหารอเมริกันเข้ามากับความคิดอำนาจของปัจเจก การใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพ เสรีภาพ คนอีสานบางส่วนจึงคิดว่า เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือโครงสร้างที่กดทับขนาดนี้ พอเขาได้ติดต่อทหารอเมริกันและต่อมามีกระแสการอพยพไปทำงานต่างประเทศ ชาวอีสานเหล่านี้มีความกล้าที่จะเผชิญโลกภายนอก แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้ตนเองและครอบครัว” อาจารย์วิภาวีอธิบาย

    เพราะการต่อสู้เป็นสำนึกทางการเมืองของอีสาน 

    “ประวัติศาสตร์การต่อสู้อยู่คู่กับคนอีสาน”

    อาจารย์ประวิทย์สรุปพัฒนาการประวัติศาสตร์ของอีสานตั้งแต่อดีตปัจจุบันว่า อยู่คู่การต่อสู้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เชิงสังคมเศรษฐกิจ การปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ ต้องผลัดถิ่นบ้านเกิดสู่เมืองใหญ่ บ้างต้องทำงานในต่างประเทศ หรือเป็นเมียเช่าอย่างที่ใครตีตรา ขณะที่การต่อสู้ในเชิงการเมืองก็เข้มข้นไม่แพ้กัน อย่างกรณีป่าล้อมเมือง หรือการรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไว้ 

    น่าสนใจอย่างยิ่งว่า หากมองภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน สำนึกทางการเมืองคนอีสานในปัจจุบันมีความภาคภูมิต่อกระแส ‘ภูมิภาคนิยม (Regionalism)’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการที่มวลชนคนรุ่นใหม่หยิบเรื่องราวการต่อสู้ของคนรุ่นก่อน มาเป็นแรงบันดาลใจในปัจจุบัน เช่น การเคลื่อนไหวระลึกเรื่องราวของกบฏผีบุญ หรือนักการเมืองอีสานในอดีต ไม่ให้ความทรงจำหายไป 

    นอกเหนือจากการต่อสู้ในการเมืองภายใน หากมองอิทธิพลภายนอกอย่างการเข้ามาของสหรัฐฯ ที่มาพร้อมกับแนวคิดเรื่องปัจเจกชนและเสรีภาพ รวมทั้งการอพยพไปแสวงหาโอกาสภายนอกประเทศ อาจารย์วิภาวีมองว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งทำให้คนอีสานมีสำนึกทางการเมือง ที่มองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลก ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดแค่กรอบความเป็นประชาชนคนไทยอย่างเดียว

    แม้อีสานพัฒนาขึ้นมากๆ ไม่ได้ยากจนที่สุดในประเทศอีกต่อไป แต่เธอก็ชวนตั้งคำถามต่อว่า การพัฒนาดังกล่าวมาจากความช่วยเหลือรัฐไทย หรือรายได้ที่คนอีสานต้องดิ้นรนทำงานในต่างประเทศ แล้วส่งกลับมาในบ้านเกิด และการพัฒนาภายในภูมิภาคเองเป็นสัดส่วนเท่าไรต่อเท่าไร ขณะที่มายาคติอีสาน ‘ด้อยพัฒนา’ และ ‘แปลกแยก’ กว่าที่อื่น ยังถูกผลิตซ้ำในสื่อ จนการตีตรานี้ลุกลามในแง่มุมอื่นๆ เช่น มาตรฐานความงาม (Beauty Standard) อย่างการหยิบคำว่า ‘หน้าลาว’ มาด่าทอผู้อื่น ซึ่งปรากฏการณ์นี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจากกระแสโซเชียลฯ ที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้

    “เพราะอีสานที่ปรากฏในสื่อคือ จน แล้ง ด้อยพัฒนา พอคำว่าอีสานขึ้นมา บางคนยังคิดถึงภาพของทุ่งกุลาร้องไห้ที่แตกระแหง สิ่งนี้คือมายาคติในความคิดกระแสหลักที่ยังลบไม่ออก และไม่ได้สะท้อนความจริง” อาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรสรุป

    แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เป็นบทเรียนชั้นครูในประวัติศาสตร์การเมืองอีสาน จากอดีตจนถึงปัจจุบันคือ การผลักไสให้อีกฝ่ายไม่มีตัวตนในทางการเมือง และการลดทอนดูถูกทางความคิด นำมาซึ่งความเลวร้ายเสมอ

    “ไม่ว่านโยบายของรัฐจะเป็นประชานิยมหรือไม่ แต่มันเป็นคนละเรื่องกับการเอาอำนาจจากภายนอกมาปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชน

    “ประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชน นำมาสิ่งซึ่งแย่เสมอ และการที่พวกเขาต่อต้าน ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน” อาจารย์ประวิทย์ทิ้งท้าย

    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/faotothefuture-political-consciousness-isaan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXqzstWtGWF0buyiUKwPC

  • นิด้าโพลเผยคนส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 เพิ่อไทยยังนำภูมิใจไทย

    นิด้าโพลเผยคนส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 เพิ่อไทยยังนำภูมิใจไทย

    วันนี้ (28 กันยายน) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ‘การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2568’  

    จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ที่ 27.28% ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ที่ 22.80% ระบุว่าเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อันดับ 3 ที่ 20.44% ระบุว่าเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ที่ 7.16% ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย อันดับ 5 ที่ 6.76% ระบุว่าเป็น ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย 

    อันดับ 6 ที่ 6.00% ระบุว่าเป็น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรั อันดับ 7 ที่ 2.72% ระบุว่าเป็น พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ที่ 1.76% ระบุว่าเป็น เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 9 ที่ 1.24% ระบุว่าเป็น วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อันดับ 10 ที่ 1.04% ระบุว่าเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    ขณะที่อีก 2.80% ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, วันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคประชาชาติ, พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาต, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, เทวัญ ลิปตพัลลภ พรรคชาติพัฒนา, ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย, สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ

    จะเลือกพรรคการเมืองใดในวันนี้

    ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ที่ 33.08% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ที่ 21.64% ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ที่ 13.96% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ที่ 13.24% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ที่ 6.12% ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อันดับ 6 ที่ 5.52% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อับดับ 7 ที่ 2.92% ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อับดับ 8 ที่ 1.72% ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ และอีก 1.80% ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคประชาชาติ, พรรคกล้าธรรม, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคไทยภักดี, พรรคชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง

    โพลดังกล่าวทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพล สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น 97.0%

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง 8.52% มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ 18.68% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง 17.80% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ 33.28% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.84% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และ.7.88% มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง  47.96% เป็นเพศชาย และ.52.04% เป็นเพศหญิง

    ​ตัวอย่าง 12.16% อายุ 18-25 ปี 17.80% อายุ 26-35 ปี 17.96% อายุ 36-45 ปี 26.36% อายุ 46-59 ปี และ 25.72% อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง 95.44% นับถือศาสนาพุทธ 2.84% นับถือศาสนาอิสลาม และ 0.72% นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ​ตัวอย่าง 35.64% สถานภาพโสด 62.64% สมรส และ 1.72% หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง 0.44% ไม่ได้รับการศึกษา 18.24% จบการศึกษาประถมศึกษา 35.56% จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 10.32% จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า 30.92% จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และ 4.52% จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ​ตัวอย่าง 9.52% ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 18.12% ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน 21.80% ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 10.76% ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง 15.24% ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน 19.12% เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และ 5.44% เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ​ตัวอย่าง 20.04% ไม่มีรายได้ 2.84% รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท 16.84% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท 31.40% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท 11.68% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท 5.48% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท 2.64% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท 1.80% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท 0.16% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท 0.20% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท 0.84% รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และ 6.08% ไม่ระบุรายได้

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/nida-poll-q3-2025-political-popularity/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X8vuYil06yPxMKGosmtSB

  • “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532745&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gHUuSmD6CxIZfVPf4SnyT