Blog

  • คนละครึ่ง 2568 ล่าสุดกลุ่มไหน ได้สิทธิ ได้เงินกี่บาท เช็กที่นี่

    คนละครึ่ง 2568 ล่าสุดกลุ่มไหน ได้สิทธิ ได้เงินกี่บาท เช็กที่นี่

    คนละครึ่ง 2568 ล่าสุด หรือ “คนละครึ่ง พลัส”  เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง 2568 จะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา ในกลางเดือนตุลาคม 2568 โดยกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้ใช้จ่ายคนละครึ่ง 2568 เป็นกลุ่มแรกภายในเดือนตุลาคม หรือ ช้าสุดเดือนพฤศจิกายน 2568

    คนละครึ่ง 2568 ล่าสุด ใครบ้างได้สิทธิ

    ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล จะดำเนินการ 2 เฟสดังนี้ เฟสแรกใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณปี 2568 และปี 2569 จะให้สิทธิ 33 ล้านคน แบ่งเป็น

    • ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน รัฐบาลจะเติมเงินให้อีก 1,700 บาท จากเดิมให้อยู่แล้ว 300 บาท รวมเป็น 2,000 บาท โดยจะเติมให้ครั้งเดียวและใช้ได้ 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยกลุ่มจะใช้จ่ายตามวงเงินที่ซื้อจริง ไม่ได้สิทธิ 50:50

    • ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน รัฐจ่ายให้คนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายใน 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
    • ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน จะได้เงินคนละ 2,400 บาท ใช้จ่ายใน 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ซึ่งกลุ่มนี้เพราะเป็นผู้เสียภาษี รัฐจึงจ่ายท็อปอัพให้มากกว่าประชาชนทั่วไป จาก 2,000 บาท เป็น 2,400 บาท แต่ใช้จ่าย 50:50 เหมือนกลุ่มประชาชนทั่วไป เพียงแต่เวลาลงทะเบียนต้องระบุว่าเป็นผู้เสียภาษี

    คนละครึ่ง 2568

    คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ

    • จากเดิมกำหนดอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีแผนขยายอายุลงมาเหลือ 16 ปีบริบูรณ์
    • สัญชาติไทย

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งอนุทิน

    • รายใหม่ลงทะเบียนบนเว็บไซต์คนละครึ่งเวอร์ชั่น 2.0 (รอรายละเอียดอย่างเป็นทางการจะใช้ชื่อเว็บไซต์อะไรให้ประชาชนลงทะเบียน) 
    • จำนวน 5 ล้านราย ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 5
    • รายเก่า กดยืนยันตัวตนบนแอปเป๋าตัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MU637ehHEnfQoAO-s0HHi

  • เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ”

    เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ”

    ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ” พร้อมทั้งเปิดป้ายตลาดต้นแบบ BCG MODEL Green Market

    นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเชาวรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ ” พร้อมทั้งเปิดป้ายตลาดต้นแบบ BCG MODEL Green Market ณ ตลาดกลางผลผลิตทางการเกษตรอุตสาหกรรมเมืองลำพูน(ตลาดป่าเห็ว) ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เมื่อเวลา 17 นาฬิกา วันที่ 26 กันยายน 2568

    นางนรมน ใจการณ์ ผู้จัดการตลาดสาขาลำพูน ในนามของผู้ดำเนินโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน คนภาคเหนือ” กล่าวว่า องค์การตลาด มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดในการกำกับดูแลตลาด เพื่อยกระดับตลาดให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยผลักดันและส่งเสริมตลาด มาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าเกษตร และอาหารที่จำหน่ายภายในตลาด โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

    1. พัฒนาตลาดสาขาลำพูนให้เป็นตลาดต้นแบบ(BCG MODEL)
    2. ยกระดับมาตรฐานตลาด
    3. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อชุมชนและการท่องเที่ยว
    4. เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ค้าและชุมชน
    5. ส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย
    6. สร้างตลาดต้นแบบเพื่อขยายผล

    อีกทั้ง ส่งเสริมกิจกรรม อบรมส่งเสริมความรู้กับอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.)/อบรมการนำภาชนะจักรสานทดแทนการใช้โฟม/อบรมการพิมพ์ลายบนฝืนผ้า และการ
    ประกวดเมนูใส่ใจสุขภาพ(ลด หวาน มัน เค็ม)ในร่างกาย..

    นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเขาวรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิ จาก สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวตอบโดยมีใจความว่า กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน คนภาคเหนือ” ในครั้งนี้ จากคำกล่าวรายงานของ นางนรมฯ จัดงานในครั้งนี้ ได้แสดงถึงเจตนารมดี มุ่งมั่น ทั้งมั่น ตั้งใจ เพื่อยกระดับตลาดสาขาลำพูน ให้มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น และส่งเสริมตลาดให้ได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์การประเมินตลาดต้นแบบ ให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน ผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัย เกณฑ์การประเมินพื้นฐานทั้ง 5 ด้าน และเกณฑ์การประเมินเพิ่มเติม ทำให้ตลาดสาขาลำพูนผ่านเกณฑ์จากคณะกรรมการตรวจประเมิน ด้วยคะแนนดีเยี่ยม

    กระผมขอขอบคุณรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน(นายโยธิน ประสงค์ความดี), หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูน, ภาคีเครือข่าย, โรงพยาบาลลำพูน, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน/เทศบาลตำบล(ทต.)อุโมงค์, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพสต.)อุโมงค์, อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนร่วมให้โครงการนี้ สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การตลาค อีกทั้ง คณะกรรมการในการตรวจประเมิน ที่ได้เสียสละกำลังกายกำลังความคิด แสดงถึงความตั้งใจที่จะช่วยผลักดัน ให้ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดต้นแบบในปีพุทธศักราช 2568

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/lamphun/3779839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x-HmXCgsXBOPIYGe8Fw5H

  • ทุบสถิติใหม่อีก! วันนี้ทองไทยพุ่งไป 58,200 บาท | เดลินิวส์

    ทุบสถิติใหม่อีก! วันนี้ทองไทยพุ่งไป 58,200 บาท | เดลินิวส์

    ราคาทองวันนี้ 27 ก.ย. 68 ประกาศครั้งเดียว เมื่อเวลา 09.06 น. ปรับตัวขึ้นพรวดเดียว 200 บาท สู่บริเวณ 57,400 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของเมื่อวาน (ศุกร์) ที่ระหว่างวันมีการประกาศราคาทองทั้งหมด 7 ครั้ง ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่บริเวณ 57,200 บาท

    ส่งผลให้ ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 57,300 บาท ขายออกบาทละ 57,400 บาท และทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 56,152.64 บาท ขายออกบาทละ 58,200 บาท 

    ราคาทองคำ Spot ช่วงแรกดีดตัวขึ้นแรง All-Time high บริเวณแถวๆ 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นร่วงกลับลงมาปิดตลาดการซื้อขายในสัปดาห์นี้บริเวณแถวๆ 2,761 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ขณะที่ราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนผ่านมาพุ่งขึ้นแรง 37.90 ดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่บริเวณ 3,809 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องมาจากได้รับปัจจัยหนุนหลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อดัชนี PCE ของสหรัฐ ที่เป็นไปตามคาด ซึ่งได้สร้างความเชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีก 2 ครั้งในปีนี้ ทั้งในการประชุมเดือนตุลาคม และครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม หลังจากเฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของปี ในการประชุมเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5150849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18-Z91tZsW_4hUCINamfuD

  • ดร. ศุภวุฒิ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึก ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ-ประสิทธิภาพภาครัฐ’ ดิ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย

    ดร. ศุภวุฒิ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึก ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ-ประสิทธิภาพภาครัฐ’ ดิ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมประจำปี 2568 ของ สศช. ภายใต้หัวข้อ ‘ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย (Thailand Institutional Reform)’ เพื่อเล่าถึงปัญหาโครงสร้างที่ฝังลึกซึ่งเกิดจาก ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ’ พร้อมแนวทางในการออกจากปัญหานี้

    ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือประธานสภาพัฒน์ กล่าวเปิดงานการประชุมในงานนี้ได้ระบุเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องหันกลับมามองลงไปถึงรากฐานและโครงสร้างของประเทศว่ากลไกใดที่หยุดชะงัก และสาเหตุอะไรที่ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

    ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง-ศักยภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค มีทำเลที่ตั้งที่ดี ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

    อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงประเทศไทยกำลังประสบปัญหาและความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ดังต่อไปนี้

    • เศรษฐกิจไทยเติบโต หรือ GDP ต่ำกว่า 5% อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) การเติบโตดังกล่าวนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
    • ความสามารถในการแข่งขันตกต่ำ โดยความสามารถในการแข่งขันของประเทศดูเหมือนว่าจะลดลงไปเรื่อย ๆ โดยการจัดลำดับของ International Institute for Management Development (IMD) ในปีล่าสุด พบว่า ประเทศไทยตกอันดับไปอยู่ที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งลดลงถึง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมา
    • ประสิทธิภาพภาครัฐดิ่งลงมากที่สุดใน 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ที่ปรับตัวลดลงถึง 8 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับ 32 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ที่ฉุดทั้งศักยภาพในการเติบโต และลดทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน

    ชี้ 5 ปัญหาโครงสร้างหลัก ระบบบิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ

    ดร. ศุภวุฒิ ระบุว่า สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้อีกหากยังคงมี ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ’ ปัญหาหลักที่ฝังลึกและเป็นโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามไปได้อีกต่อไป มีอย่างน้อย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. ระบบระเบียบกฎหมาย ที่มีจำนวนมาก ล้าสมัย และไม่เอื้อต่อการแข่งขัน
    1. หลักนิติธรรมที่ไม่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอน เพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ
    1. ทุจริตคอร์รัปชัน ที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ และลดทอนความเชื่อมั่นของประเทศในภาพรวม
    1. ประชาธิปไตยที่ยังไม่มั่นคง ซึ่งไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรมได้ การขาดกติกาที่เป็นธรรมนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า ซึ่งจะลดเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
    1. ประสิทธิภาพของภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะและมีต้นทุนสูง รวมถึงปัญหาการทำงานที่แยกส่วน ขาดการบูรณาการ ระบบงบประมาณที่ไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ และปัญหาช่องว่างทางการคลังที่แคบลง

    ภาพ : ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 

    จุดเริ่มต้นของการ ‘ยกเครื่อง’ สู่แผนพัฒนา ฉบับที่ 14

    ดร ศุภวุฒิย้ำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้คือ เงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกเครื่อง เพื่อให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนที่ช่วยกำหนดทิศทางใหม่ ทั้งเพื่อปรับปรุงการขับเคลื่อนแผนพัฒนา ฉบับที่ 13 ในช่วงเวลาที่เหลือ และเพื่อปูรากฐานสู่แผนพัฒนาฉบับที่ 14 ซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2571-2575 ให้เป็นแผนที่เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

    “ผมหวังว่าการประชุมในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างโอกาส และความหวังให้กับประชาชน และเพื่อปลดล็อกศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป” ดร. ศุภวุฒิกล่าวทิ้งท้าย

    เลขาฯ สภาพัฒน์ ชี้ ภาวะชะงักงันของการพัฒนาของการพัฒนาประเทศแล้ว

    ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ โดยระบุว่า ปัญหาการปรับโครงสร้างทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และการศึกษา ได้มีการพูดถึงมานาน แต่ประเทศกลับไม่สามารถเดินหน้าไปได้ตามที่คาดหวัง

    ทบทวน 2 ปีครึ่งของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังห่างไกลเป้าหมาย

    เลขาธิการ สศช. ได้ทบทวนการขับเคลื่อน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2566 – 2570) ซึ่งมี 5 เป้าหมายหลัก เช่น การปรับโครงสร้างการผลิตและบริการ, การพัฒนาคน, การสร้างสังคมที่เป็นธรรม

    ในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2566 พบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับแผนฯ เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ครอบคลุมโครงการประมาณ 9,000 โครงการ และแผนปฏิบัติการระดับ 3 อีกกว่า 1,200 แผน

    อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ สะท้อนจากข้อมูลต่อไปนี้

    •  รายได้ประชาชาติ (GNI) ตัวชี้วัดที่ 1 กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 9,300 ดอลลาร์ต่อปี ณ สิ้นปี 2570 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 7,400 ดอลลาร์ต่อปี ทำให้การขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
    • ดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ประเทศตั้งเป้าให้อยู่ที่ประมาณ 0.7 แต่ปรากฏว่าในข้อมูลปี 2567 และ 2566 ได้ถอยหลังลงจากปี 2565 ซึ่งเกี่ยวข้องกับศักยภาพคนและคุณภาพชีวิต การไปให้ถึงเป้าหมายในปี 2570 ถือเป็นความท้าทายที่รุนแรงมาก
    •  ความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มคนรวย 10% บน กับ 40% ล่าง อยู่ที่ประมาณ 5.22 เท่า ซึ่งใกล้เคียงเป้าหมายที่ต้องการให้ต่ำกว่า 5 เท่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องท้าทายในการบีบช่องว่างนี้ให้แคบลง

    งบประมาณ 1 ล้านล้านไปไหน ส่วนใหญ่คือ ‘งานปกติ’

    ดนุชา ตั้งคำถามว่า งบเงินเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทที่ลงไปเพื่อขับเคลื่อนแผนฯ นั้น ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง

    • กว่า 50% เป็นค่าใช้จ่ายด้านการประกันสุขภาพถ้วนหน้า การรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม และการศึกษา เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
    • ประมาณ 18% เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่คือ ถนน (ถือเป็นงานรูทีนปกติ)
    •  ประมาณ 10% เป็นงบประมาณในภาคเกษตร (ประมาณแสนล้านต่อปี) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดการด้านอุปทาน (Supply) เช่น การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ หรือการแจกเมล็ดพันธุ์

    ปัญหาสำคัญคือ งบประมาณส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือสร้างการเติบโตใหม่ โดยขาดการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร การนำเทคโนโลยีมาใช้ การแปรรูปสู่สินค้ามูลค่าสูง (Agri-industry) หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น MedTech หรือ Medical Industry

    “ทั้งหมดทั้งปวงเนี่ย มันเป็นข้อสรุปที่ว่า การทำงานที่ผ่านมาเนี่ย มันเป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นงานปกติ ไม่ได้เป็นการทำในเรื่องใหม่ ๆ ที่มันจะสามารถที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศเราเนี่ย ก้าวขึ้นมาอยู่จุดที่สามารถจะสร้างอัตราการไหลตัวเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้” ดนุชากล่าว

    สถาบันที่เป็นอุปสรรค ตัวฉุดความสามารถในการแข่งขัน

    เลขาธิการ สศช. เน้นย้ำว่า การพัฒนาของไทยอาจจะชะงักงันมานานแล้ว เนื่องจากเราทำเรื่องเดิม ๆ และไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 5% มาโดยตลอดนั้น ไม่เพียงพอ ที่จะพาไทยขึ้นสู่ประเทศรายได้สูงได้ นับตั้งแต่ปี 2552 เศรษฐกิจไทยก็ไม่สามารถกลับมาเติบโตสู่จุดเดิมได้เลยหลังเกิดวิกฤต

    ปัจจัยที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างมากคือ 2 เรื่องหลัก ดังนี้

    1. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ เช่น ถนน, รถไฟ, สนามบิน จะอยู่ในอันดับดี ประมาณอันดับ 20-22 แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและเทคโนโลยี กลับอยู่ในลำดับที่ต่ำมาก (50 กว่า) ทำให้ภาพรวมถูกดึงลงมา
    1. ประสิทธิภาพภาครัฐ (Government Efficiency) ลำดับล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 32 ปัญหาภายในคือ การบริหารสถาบัน กฎระเบียบทางธุรกิจ และธรรมาภิบาลทางสังคม

    โดยปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยรายได้ระหว่างคนรวย 10% บน กับกลุ่มเปราะบาง 10% ล่าง แตกต่างกันประมาณ 10 กว่าเท่า และมีแนวโน้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

    ดนุชาชี้ว่า ปัญหาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นที่ระบบอยู่มานาน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารในเชิงสถาบันที่ทำให้การทำงานด้านการพัฒนามีความล่าช้าและถดถอย

    ภาพ : ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 

    5 ปัญหาเชิงสถาบัน ที่ต้อง ‘กล้า’ ปรับเปลี่ยน

    ปัญหาสำคัญในเชิงสถาบันของไทย ณ วันนี้มีอยู่ 5 ด้าน ซึ่งส่งผลต่อ Trust, Confidence, และ Accountability ที่ต้องแก้ไข ดังนี้

    1. กฎหมายและกฎระเบียบ หากเป็นอุปสรรคหรือทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ย่อมจำกัดโอกาสในการสร้างธุรกิจ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    1. การทุจริต เป็นต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ต่อหัวของคนในประเทศ
    1. หลักนิติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าเกินกว่าที่คาดหวัง (ยกตัวอย่างคดีในตลาดทุนที่ต่างประเทศใช้เวลาเพียง 4-5 เดือน) ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
    1. ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความไม่แน่นอนในระบอบประชาธิปไตยส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าหวังคือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อาจช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ถูกแทรกแซงด้วยวิธีการอื่น และช่วยให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง
    1. การจัดการภาครัฐ ระบบราชการมีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยกฎระเบียบ การทำงานมีลักษณะ ควบคุม (Control) มากกว่า อำนวยความสะดวก (Facilitate) ระบบระเบียบเหล่านี้ทำให้ข้าราชการเองก็ไม่กล้าสร้างนวัตกรรมในการบริหารงาน เพราะเกรงจะมีปัญหาทางกฎหมาย ทำให้ระบบไม่สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาภาพใหญ่ได้จริง

    ปัญหาฉุกเฉินกับ 5 โจทย์ที่ต้องรีบแก้เร่งด่วน

    ดนุชาสรุปว่า หากประเทศไม่ปรับปรุงเรื่อง Trust, Confidence และ Accountability เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ช้าลงเรื่อย ๆ และผลประโยชน์จากการพัฒนาจะกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่ม พร้อมทั้งเตือนว่าอนาคตไทยจะเผชิญปัญหาที่รุนแรงขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์โลก (Political Global Landscape, Aging Society, Geopolitics)

    เลขาธิการ สศช. ระบุว่า แม้สำนักงานฯ ยังไม่มีคำตอบทั้งหมด แต่ขอฝาก 5 เรื่องที่ต้องกล้าทำ หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้

    1. ความมุ่งมั่นและแน่วแน่ ต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่พูด
    1. ร่วมมือกันลงมือทำ (Action Together) ต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำคนเดียว
    1. สร้างแรงกดดัน (Pressure) หากมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ภาคเอกชนต้องช่วยกันกดดันอย่างหนัก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ
    1. สร้างสถาบันและกติกาใหม่ ต้องมีกรอบและกติกาใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เร็วขึ้น
    1. ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน (Emergency) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ต้องทำทันที

    “ถ้าเรากล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จะได้ประเทศไทยในฝันของเรากลับมา” ดนุชา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-problems-government-efficiency-low/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oUpMHHaMXacsriTd1LDkE

  • “ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    “ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กระแสนิยมบริโภคชาเขียวและมัตจะจากสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มัตจะแท้คุณภาพสูงหาซื้อได้ยากและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดชาโลกและชาไทย  แนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ปี 68 มัตจะบูมสุด โอกาสส่งออกชาไทย ดังนั้นการพัฒนาชาไทยให้ขยายตัวในตลาดโลก สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเน้นหนักในยุคนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า นั้นคือ การสร้างสรรค์และนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นชาเพื่อสุขภาพ ชาพร้อมดื่ม ชารสชาติแปลกใหม่ และชายั่งยืน เพราะตลาดชาไทยขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ2.2%

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.วิเคราะห์สถานการณ์การค้าสินค้าตลาดชาโลกและไทย พบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบริโภคชาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาเขียวและมัตจะที่เป็นการจนทำให้มัตจะแท้คุณภาพสูงหาซื้อได้ยากและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก สวนทางกัลผลผลิตลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับผู้บริโภคบางกลุ่มมี “ค่านิยม” ว่ามัตจะเป็นเสมือนกาเฟอีนสะอาด (Clean Caffeine) สามารถดื่มทดแทนกาแฟ สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพ ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น ส่วนชาชนิดอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

    จากความต้องการบริโภคชา เป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าชาของไทย โดยต้องเน้นการเพิ่มมูลค่าผ่านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) โฆษก กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) โฆษก กระทรวงพาณิชย์

    ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า ชาเพื่อสุขภาพ (Functional Teas)กำลังเป็นที่นิยมซึ่งดังนั้นผู้ประกอบการ สามารถเติมส่วนผสม เช่น โพรไบโอติก พฤกษเคมี เช่น อะเซโรลา หรืออาซาอิ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการลดความเครียด ปรับปรุงระบบการย่อยอาหาร หรือ เพิ่มพลังงานธรรมชาติ ส่งออกชา(Ready to Drink) ที่เน้นความสะดวก ชาสกัดเย็น เพิ่มรสชาติผลไม้หรือดอกไม้ที่กำลังเป็นที่นิยม ชารสชาติแปลกใหม่ ที่ทำให้ผู้บริโภคคาดไม่ถึงและชวนให้ลิ้มลอง เช่น การผสมผสานกับนมจากพืช (นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง หรือนมโอ๊ต) ผสมผัก สมุนไพร เครื่องเทศ หรือสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น มะพร้าว ลิ้นจี่ ลำไย หรือนำไปเป็นส่วนผสมในขนมหวาน ไอศกรีม และชายั่งยืน โดยมีกระบวนผลิตและใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

    สำหรับตลาดชาโลก บริษัทวิจัยตลาดโลก Euromonitor รายงานว่า ในปี 2567 ตลาดค้าปลีกชาทั่วโลก มีมูลค่า 51,470 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.5% โดยชาดำมีสัดส่วน 41.3% ของมูลค่าการค้าปลีกชาทั่วโลก รองลงมา คือ ชาเขียว 22.8% และชาผลไม้ สมุนไพร 19.5% คาดว่าจากนี้ไป ตลาดค้าปลีกชาโลกจะขยายตัวเฉลี่ย 6.1% ต่อปี โดยในปี 2572 จะมีมูลค่าการค้าปลีกชาอยู่ที่ 69,220.10 ล้านเหรียญสหรัฐ

    เมื่อเจาะลึกมูลค่าการส่งออกชา และผลิตภัณฑ์ชาของโลก พบว่า ในปี 2567 การส่งออกมีมูลค่ารวม 9,200.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.9% โดยแยกเป็นชาดำ 5,650.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.0% ชาเขียว 2,023.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.3% และผลิตภัณฑ์ชา เช่น สิ่งสกัดจากชา ชาที่ผสมได้ทันที 1,526.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.9%

    ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า ส่วนชาไทย มีข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2567 มีผลผลิตชา 106,643 ตัน เพิ่มขึ้น 0.3% ไทยปลูกชาอัสสัมเป็นหลัก 93.0% และคาดการณ์ผลผลิตปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 107,393 ตัน ภาคเหนือเป็นแหล่งปลูกชาที่สำคัญของประเทศ และ Euromonitor รายงานว่า ในปี 2567 ตลาดค้าปลีกชาของไทย มีมูลค่า 2,262.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% ชาเขียวมีมูลค่าสูงสุดถึง 1,040 ล้านบาท สัดส่วน 46.3% ของตลาดชาไทย รองลงมา คือ ชาผลไม้และชาสมุนไพร 23.0% และชาดำ 13.5%

    ทั้งนี้ คาดว่าตลาดชาไทยจะขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 2.2% ต่อปี ไปจนถึงปี 2572 ขณะที่มูลค่าตลาดชาพร้อมดื่มของไทย อยู่ที่ 16,834.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% แสดงถึงแนวโน้มความต้องการชาที่พร้อมดื่มและสะดวกสบายเพิ่มขึ้น

    ด้านการส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทย ในปี 2567 มีมูลค่า 70.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,459.4 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 13.6% โดยส่งออกชาดำ 2,460.7 ตัน มูลค่า 13.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.9% ชาเขียว 1,791.1 ตัน มูลค่า 14.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 65.2% และผลิตภัณฑ์ชา 10,382.6 ตัน มูลค่า 42.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.5%

    ส่วนการนำเข้าชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทย มีมูลค่า 51.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,807.7 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 13.6% โดยนำเข้าชาดำ 13,462.5 ตัน มูลค่า 16.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.9% ชาเขียว 6,451.3 ตัน มูลค่า 11.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.8% และผลิตภัณฑ์ชา 1,381.2 ตัน มูลค่า 22.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.4%

    และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชา มูลค่า 53.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,762.6 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 21.4% โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ กัมพูชา ลาว สหรัฐฯ อินโดนีเซีย เวียดนาม มีสัดส่วน 15.3% 14.9% 12.1% 10.7% และ 8.8% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ชาทั้งหมดของไทยตามลำดับ

    อ่านข่าว:

     หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดรอบ 4 ปี เฉลี่ยบ้านละ 7.4 แสนบาท

    ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน

    “ข้าวไทย” หืดจับ พณ.-เอกชน กระชับส่วนแบ่ง “ตลาดข้าว”ส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-tKFgBz9tLSAImfARh25V

  • จับตา 5 พืชหลักเกษตรไทย วิกฤตต้นทุนสูง-ผลผลิตล้นฉุดราคาร่วง

    จับตา 5 พืชหลักเกษตรไทย วิกฤตต้นทุนสูง-ผลผลิตล้นฉุดราคาร่วง

    วันนี้ ( 27 ก.ย.2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์ปี 2568 รายได้เกษตรกร 5 พืชหลักลดลงราว 16% หรือกว่า 8.1 แสนล้านบาท จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาอุปทานส่วนเกิน กดดันราคาสินค้าให้ตกต่ำ ขณะที่แนวโน้มการระบายอุปทานส่วนเกินผ่านการส่งออกยังมองไม่เห็นสัญญาณบวก และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวถึงปี 2569

    ข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2567 เผยว่า เศรษฐกิจภาคการเกษตรของไทยมีมูลค่าราว 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 8.7% ของขนาดเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ แต่เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญเชิงระบบของภาคเศรฐกิจไทย กลับพบว่า มีความสำคัญอย่างมากในมิติของแหล่งงานให้กับคนกว่า 11.5 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.9% ของจำนวนแรงงานทั่วประเทศ รวมถึงมิติการกระจายรายได้ทำให้แรงงานภาคเกษตรไม่กระจุกตัวในบางพื้นที่เหมือนกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม

    ในมิติเชิงลึกของเศรษฐกิจภาคเกษตรเมื่อพิจารณาในกลุ่ม 5 พืชหลักซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยในปี 2567 สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 9.7 แสนล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2566 ราว 12.1% จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้ปริมาณผลผลิตการเกษตรที่ออกมามีแนวโน้มสูงมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี

    ในขณะที่ฝั่งราคาผลผลิตยังได้รับอานิสงส์จากราคาพืชเกษตรที่ยังทรงตัวในระดับที่สูงต่อเนื่องจากปี 2566 ทั้งในส่วนของข้าวที่ราคาใกล้เคียงกับปีก่อน (-0.6%) ในขณะที่ยางพารา อ้อย และปาล์มน้ำมัน ราคาผลผลิตปรับตัวสูงขึ้นระดับ 54.0%, 31.5% และ 11.4% ตามลำดับ

    สำหรับสถานการณ์ในปี 2568 รายได้เกษตรกรกลุ่ม 5 พืชเศรษฐกิจหลักกลับดูไม่สดใส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ประเมินว่ามีจะแนวโน้มหดตัวราว 16% จากปีก่อน มีรวมรายได้อยู่ที่ 8.1 แสนล้านบาท สาเหตุหลักมาจากผลของราคาในทุกพืชเศรษฐกิจหลักมีทิศทางปรับตัวลงแรงจากช่วงต้นปี เหตุเกิดจากอุปทานส่วนเกินที่กดดันผ่านกลไกราคา ส่งผลให้ราคาผลผลิตพืชเกษตรตกต่ำ ตามสาเหตุของการเกิดอุปทานส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ต่างกันออกไปในพืชแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้

    ข้าว เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าบริโภคหลักที่ไม่สามารถเร่งการบริโภคภายในประเทศได้จากข้อจำกัดในการบริโภคเชิงกายภาพที่ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงขึ้นเพียงใดก็ตาม ปริมาณการบริโภคย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคจำเป็นต้องถูกเร่งระบายผ่านการส่งออก

    ในขณะที่การส่งออกไทยกลับได้รับแรงกดดันจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวต่ำ โดยปี 2568 คาดมูลค่าส่งออกข้าวไทยจะหดตัวแตะระดับ 40% จากปีก่อน คิดเป็นปริมาณส่งออกข้าวที่หายไปกว่า 1.9 ล้านตัน หรือคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 2.9 ล้านตัน   ส่งผลให้มีผลผลิตข้าวค้างเป็นสต็อกสูง อีกทั้งเมื่อมีผลผลิตข้าวนาปรังที่เข้ามาช่วงต้นปี 2568 ทำให้ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาจะนำมาขายให้โรงสีถูกกดดันให้ราคาลดลงอีก ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คาดการณ์ราคาข้าวเปลือกมีแนวโน้มหดตัวหนักราว 35 – 40% จากปีก่อน ที่ราคาเฉลี่ย 6.7 พันบาทต่อตัน จากปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกที่คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 5.2% จากปีก่อน รวม 34.9 ล้านตัน

    ปาล์มน้ำมันที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายผลักดันให้เป็นพืชน้ำมันเพื่อลดต้นทุนค่าพลังงาน แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันปาล์มสูงกว่าราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ต้นทุนค่าพลังงานที่ผสมนั้นสูงกว่าราคาเชื้อเพลิงปกติประกอบกับภาครัฐมักตรึงราคาดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุนค่าครองชีพทำให้รัฐจำเป็นต้องนำเงินกองทุนไปอุดหนุน ส่งผลให้ช่วงปลายปี 2567 มีการปรับลดสัดส่วนการใช้ B7 ลงเป็น B5 เพื่อลดภาระราคาพลังงาน จึงสร้างแรงกดดันให้ความต้องการปาล์มน้ำมันดิบเพื่อใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซลลดลงถึงประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 7% ของผลผลิตทั้งหมด

    มันสำปะหลังไทยมีไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ในประเทศ ความต้องการใช้มันสำปะหลังกว่า 47% ของปริมาณผลผลิตหัวมันสำปะหลังทั้งหมดที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแป้งมัน ทั้งนี้จากโครงสร้างการกระจายสินค้าของแป้งมันสำปะหลังที่กว่าครึ่งพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก  ส่งผลให้ในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการจีนเริ่มหันไปตั้งโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังเองในประเทศกลุ่ม CLMV มากขึ้น สะท้อนผ่านปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในช่วงปี 2565-2567

    โดยเฉพาะในลาวและกัมพูชาจากเดิมมีสัดส่วนรวมกันกว่า 58% เพิ่มขึ้นเป็น 71% ของปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของไทย สร้างแรงกดดันให้อุปสงค์ที่เคยมีไว้เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าปลายน้ำปรับตัวลดลง และส่งผลกระทบให้ราคาหัวมันสดมีทิศทางหดตัวลงต่อเนื่อง

    ดังนั้นสถานการณ์ที่ถูกรุมเร้าจากปัญหาอุปทานส่วนเกินในปี 2568 กดดันราคาสินค้าให้ตกต่ำ และไทยยังได้รับอิทธิพลจากปริมาณน้ำฝนที่ดีในปีนี้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาวะอุปทานส่วนเกินที่กดดันให้ราคายังทรงตัวต่ำตลอดปีส่งผลให้รายได้เกษตรกรคาดว่าจะปรับลดลงถึง 16% รวมถึงในปี 2569 ยังคาดว่าชะลอตัวต่อเนื่องจากความน่าจะเป็นที่มีโอกาสจะเกิดปรากฏการณ์ลานีญาลากยาวถึงช่วงกลางปี 2569ในส่วนของอ้อยถูกปรับราคารับซื้อลงตามทิศทางราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มลดลงจากผลผลิตน้ำตาลของบราซิลเริ่มฟื้นตัว

     ttb analytics เชื่อว่า รายได้เกษตร 5 พืชหลักยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องถึงปี 2569  ดังนั้นภาครัฐเร่งจัดการปัญหาอุปทานที่เกิดขึ้น แบ่งออกเป็น การจัดการปัญหาด้านฝั่งอุปสงค์ที่ต้องพยายามช่วยหาช่องทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปยังตลาดโลกในพื้นที่ใหม่ ส่งเสริมความรู้ในการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย รวมถึงจัดการปัญหาด้านฝั่งอุปทานโดยปรับนโยบายให้มีความรัดกุม สนับสนุนการจัดการห่วงโซ่อุปทานในประเทศ  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Smart Farming และการปรับปรุงกลไกสนับสนุนหรือพยุงราคาที่มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว:

    หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดรอบ 4 ปี เฉลี่ยบ้านละ 7.4 แสนบาท

    ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ สินค้าGI ใหม่ เอกลักษณ์โดดเด่น กลิ่นหอมเผือกเฉพาะตัว

    FTA กุญแจปลดล็อกการค้า-ลงทุน ศูนย์วิจัยกรุงไทยฯแนะใช้รับมือสงครามการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yBxLFGnHaq-n9GYq8W24M

  • ชมคลิป: เปิดกลยุทธ์การท่องเที่ยว พลิกเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก

    ชมคลิป: เปิดกลยุทธ์การท่องเที่ยว พลิกเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก

    ×

    1. Business News Business Video
    2. ชมคลิป: เปิดกลยุทธ์การท่องเที่ยว พลิกเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก | THE STANDARD WEALTH

    27.09.2025

    • LOADING…

    เศรษฐกิจโลกผันผวนและการแข่งขันสูงขึ้น แล้วการท่องเที่ยวไทยจะแก้โจทย์นี้อย่างไร?

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ ที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็น Event Hub Destination ระดับโลก ซึ่งจะช่วยสร้างจุดแกร่งพลิกเกมเศรษฐกิจสู่อนาคต

    [ADVERTORIAL]

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tourism-strategy-revive-economy-global-event-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yYi9U45yfXBmQXQZx1ElS

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 27 กันยายน 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 27 กันยายน 2568

    ** เรียกเสียงปรบมือได้ทั้งประเทศ…เมื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ซึ่งนอกจากถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิตราชการของ ดร.เอกนิติ เองแล้ว…งานนี้บอกเลยว่าเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก…เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็เหมือนคนป่วยที่ต้องการหมอเก่งๆ และต้องกล้าตัดสินใจรักษาแบบเด็ดขาด ซึ่ง ดร.เอกนิติ นี่แหละคือ “ผู้กล้า” ที่ประเทศต้องการ เพราะที่ผ่านมาเรามีแต่คนที่มีความรู้ แต่ขาดความกล้าที่จะลงมือทำ…ภารกิจที่ท้าทายที่สุดของ รมว.คลัง ท่านนี้ก็คือ การหาทางเพิ่มรายได้ให้รัฐแบบยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเวลาที่มีจำกัดของรัฐบาลชุดนี้…ดังนั้น ดร.เอกนิติ ต้องจัดอันดับความสำคัญ นอกจากนโยบาย “Quick Win” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่ต้องลงมือทำทันที แต่ควรรวมถึงนโยบาย Quick Win ในการสร้างรายได้เข้าคลังให้เร็วที่สุด ดังเช่นที่ ดร.เอกนิติ สร้างผลงานใหญ่ เพิ่มรายได้เข้ารัฐเป็นกอบเป็นกำตอนเป็นอธิบดีกรมสรรพากร…!!ตอนนี้ก็ยังได้มือดีอย่าง คุณวรภัค ธันยาวงษ์ นักการเงินมือหนึ่งและอดีตเบอร์ 12 ของแบงก์ขนาดใหญ่…เข้ามาช่วยอีกแรง ในฐานะ รมช.คลัง และดูเหมือนว่าจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการคุมกรมภาษีต่างๆ คุณวรภัค ดูจะมีความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ทั้งเรื่องของรายได้และโครงสร้างภาษีที่ไม่เอื้อกับการจัดเก็บรายได้เป็นอย่างดี…ถึงตรงนี้…คิดว่าปัญหาที่ค้างคาอย่างการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ที่งานวิจัยวางกองอยู่บนโต๊ะหลายฉบับ ก็คงจะได้รับการแก้ไขในรอบนี้ เพราะทุกฉบับบอกตรงกันว่าให้เปลี่ยนเป็นโครงสร้างแบบอัตราเดียว แม้แต่ ดร.เอกนิติ เองก็ให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายครา…แต่ก็ไม่มีผู้ตัดสินใจในระดับนโยบายรายใดกล้าเคาะ ทั้งๆที่การปรับภาษียาสูบง่ายกว่าการปรับโครงสร้างภาษีอื่นๆที่กระทบสังคมในวงกว้าง…แต่ภาษีบุหรี่ไม่เพียงแต่ผู้สูบบุหรี่…หวังใจว่าในเวลานี้ ดร.เอกนิติ “เวอร์ชั่นใหม่” ที่มาพร้อมอำนาจสั่งการในมือ และทีมงานที่เก่งกาจอย่าง คุณวรภัค จะเร่งผลักดันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว…เพื่อที่จะปฏิรูปการคลังของประเทศให้มีความเป็นสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง…แวดวงการเงิน…ย้ำอีกล้านครั้งว่า…เวลานี้…การหาเงินเติมเข้าคลังนั้นสำคัญที่สุด…!! เอาใจช่วยสุดๆ…ให้ขุนคลังคนใหม่สร้างผลงานที่จับต้องได้ในห้วง 4 เดือนข้างหน้านี้… **

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PnI2pGZ5pkHLy0AXz_RNv

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67403/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bZThtlAkPDNXiQ-sQoMpI

  • อำเภอสัตหีบ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถวายเป็นพระราชกุศล | TOPNEWS

    อำเภอสัตหีบ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถวายเป็นพระราชกุศล | TOPNEWS

    อำเภอสัตหีบ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถวายเป็นพระราชกุศล

    • เผยแพร่ : 27/09/2025 18:39

    ปก web ยกย่องเชิดชูเกียรติ​

    ปก web สานสัมพันธ์เครือข่าย CAMT

    จันทบุรี เหตุปะทะที่ช่องอานม้าทางชายแดนจันทบุรียังไม่มีผลกระทบ

    อาการดีขึ้นทุกวัน “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง มีพัฒนาการดีขึ้น กินนมได้-เริ่มยืนเอง แต่ยังต้องรักษาใกล้ชิด

    โรงเรียน​ผู้สูงอายุ​ ตำบลหนองหลวง​ เพิ่มมูลค่าจากขยะ (Upcycling) มาประดิษฐ์เป็นหมวกปีกกว้าง สร้างรายได้​-สร้างอาชีพ

    ตลาดป่าเห็วพลิกโฉม! ลำพูนชูโมเดล BCG สร้างเศรษฐกิจคนเมืองเหนือ

    ไม่ทันหนี! กล้องวงจรปิดดังแจ้งเตือน 3 หนุ่มกระเหรี่ยง แอบลักลอบขุดหาทอง กลางป่าทองผาภูมิ เสียหายกว่า 7.5 แสน

    ท่องเที่ยวและกีฬา​ จ.นครสวรรค์ จัดงาน “นครสวรรค์ คราฟต์ & เทสต์” รวมสินค้าบริการที่โดดเด่นของจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1333114&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1um-8xspcbBGhS9BFuafeQ