Blog

  • กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

    กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

    กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

                กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ จากละคร พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก โพสต์ภาพถือธงไทย ยันไทยคือบ้านหลังที่ 2 ขอถอนตัวจากทูตการท่องเที่ยวกัมพูชา 

    กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Gagan Malik

               เป็นนักแสดงชาวอินเดียที่ชาวไทยคุ้นหน้ากันเป็นอย่างดี สำหรับ กากัน มาลิค (Gagan Malik) ผู้รับบท เจ้าชายสิทธัตถะ จากละคร พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก ซึ่งเป็นละครที่โด่งดังมากในประเทศไทย อีกทั้งต่อมา กากัน มาลิค ยังบินมาบวชถึงวัดที่ประเทศไทยด้วย 

               ล่าสุด (27 กันยายน 2568) กากัน มาลิค โพสต์เฟซบุ๊กแสดงภาพขณะถือธงชาติไทย พร้อมข้อความ ระบุว่า….

                “นะโม พุทธายะ ผมขออภัยจากใจต่อแฟนชาวไทยทุกท่าน หากการเยือนกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ของผมทำให้ใครต้องเจ็บปวด ประเทศไทยคือบ้านหลังที่ 2 ของผม และผมเคารพประเทศนี้อย่างสุดซึ้ง

               เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ อย่างไรก็ตาม จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้และด้วยความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ลาออกจากบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว และถอนตัวออกจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุด และทำอย่างชัดเจนสมบูรณ์แล้ว

               นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพาคณะไปเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 3 วัน หลังอยู่ที่ประเทศไทย 5 วัน ผมไม่เคยตั้งใจที่จะสร้างความไม่พอใจใด ๆ

    กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Gagan Malik

                สำหรับ 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ร่วมงานกับโปรเจกต์มากมายในประเทศไทย เพื่อช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจบริสุทธิ์ ผมยังสร้างวัดในอินเดียโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะของไทย เพื่อแสดงความรักและเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทย

                ประเทศไทยจะมีพื้นที่พิเศษในใจผมเสมอ ผมขออภัยจากใจจริงอีกครั้งหากทำให้ใครต้องเจ็บปวด และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต ผมหวังอย่างแท้จริงว่าชาวไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะทำเต็มที่เพื่อให้เกียรติประเทศที่สวยงามนี้ต่อไป 

                ผมซาบซึ้งในความรักและการสนับสนุนของพวกคุณเสมอมา”

    กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Gagan Malik

    กากัน มาลิค เจ้าของบท เจ้าชายสิทธัตถะ ถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีเขมร

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Gagan Malik

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view295314.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RkomteGaz1SDaMt3c2gBp

  • ชะตากรรมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเป็นอย่างไร เมื่อรัฐบาลอียิปต์ผลักดันเมกะโปรเจกต์ ระดมสร้างรีสอร์ตหรูประชิด – BBC News ไทย

    ชะตากรรมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเป็นอย่างไร เมื่อรัฐบาลอียิปต์ผลักดันเมกะโปรเจกต์ ระดมสร้างรีสอร์ตหรูประชิด – BBC News ไทย

    ชะตากรรมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเป็นอย่างไร เมื่อรัฐบาลอียิปต์ผลักดันเมกะโปรเจกต์ ระดมสร้างรีสอร์ตหรูประชิด

    The St Catherine's Monastery as seen from the outside. It is a walled structure with several buildings inside, with the monastery's gardens attached to one side, which are green with some trees inside. The surrounding area is rocky with the ground sloping up behind the monastery at the foot of a mountain

    ที่มาของภาพ, Universal Images Group via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อารามนักบุญแคทเธอรีนแห่งศตวรรษที่ 6 เป็นอารามคริสต์ที่มีการใช้งานอย่างต่อเนื่องมายาวนานที่สุดในโลก
      • Author, โยลันเด เนลล์
      • Role, บีบีซีนิวส์ นครเยรูซาเล็ม

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจะเดินทางขึ้นภูเขาซีนายพร้อมกับไกด์ชาวเบดูอิน เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูมิประเทศหินอันบริสุทธิ์ หรือออกเดินป่ากับไกด์ชาวเบดูอินในเส้นทางอื่น ๆ

    ทว่าในตอนนี้ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอียิปต์ซึ่งได้รับความเคารพจากชาวยิว คริสต์ และมุสลิม กลับตกอยู่ในข้อพิพาทครั้งใหญ่เมื่อแผนการเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นเมกะโปรเจกต์ด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ปรากฎขึ้นมา

    ภูเขาซีนายหรือที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า จามัล บูซา เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าโมเสสได้รับบัญญัติ 10 ประการ และหลายคนยังเชื่อว่านี่คือสถานที่ที่พระเจ้าตรัสกับศาสดาผ่านพุ่มไหม้ที่กำลังลุกไหม้ ตามที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลและอัลกุรอาน

    อารามนักบุญแคทเธอรีนสร้างขึ้นตั้งศตวรรษที่ 6 ตั้งอยู่ที่นั่นเช่นกัน ปัจจุบันดำเนินการโดยคริสตจักรกรีกออร์โธดอกซ์ และดูเหมือนว่านักบวชจะยังคงได้อยู่ต่อไปหลังจากมีแรงกดดันจากกรีซไปยังรัฐบาลอียิปตน์จนทางการอียิปต์ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีแผนการปิดอารามแห่งนี้แต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการแสดงความกังวลอยู่ลึก ๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้ เดิมเหล่าอารามโบราณ เมืองเก่า และภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เป็นพื้นที่กลางทะเลทรายที่เคยเงียบสงบมาอย่างยาวนาน ทว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างโรงแรมหรู วิลล่า และตลาดสินค้าในบริเวณนี้จนอาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Grey skull with a large brain case on a black cloth. Some teeth are still in place. It has large eye sockets and nasal holes

    • ผู้หญิงนั่งอยู่บนพื้นห้องนอนของเธอและกำลังจัดเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า

    • A woman with sunglasses on sitting on a chair

    • Wasu matan da ake shari'a da su bisa tuhumar kisan mazansu ta hanyar amfani da guba.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    Ariel view of Mount Sinai pictured before transformation as a long-isolated desert location and pictured mid-transformation with hotels, villas etc under construction.

    คำบรรยายภาพ, ภาพมุมสูงของภูเขาซีนายก่อนการเปลี่ยนแปลง (ซ้าย) และภาพระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่มีการก่อสร้างโรงแรม วิลลา และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ อยู่ในพื้นที่

    ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งชุมชนดั้งเดิมของชนเผ่าเจเบเลยาซึ่งเป็นชาวเบดูอิน พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พิทักษ์อารามนักบุญแคทเธอรีน ปัจจุบัน บ้านเรือนและแคมป์ท่องเที่ยงเชิงนิเวศน์ของพวกเขาถูกทำลายโดยได้รับค่าชดเชยเพียงน้อยนิด หรือบางรายแทบไม่ได้รับเงินส่วนนี้เลย นอกจากนี้ พวกเขายังถูกบังคับให้ขุดย้ายศพจากสุสานของชุมชน เพื่อเปิดทางให้กับการสร้างลานจอดรถแห่งใหม่

    เบน ฮอฟเฟลอร์ นักเขียนด้านการท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ทำงานใกล้ชิดกับชนเผ่าในภูเขาซีนาย บอกว่า แม้โครงการนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จำเป็นอย่างยิ่งและจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่มันก็เป็นโครงการที่ถูกยัดเยียดให้กับชาวเบดูอินซึ่งไม่ได้ต้องการสิ่งนี้

    “นี่ไม่ใช่การพัฒนาในแบบที่ชาวเจเบเลยาต้องการหรือร้องขอ แต่มันเป็นการพัฒนาที่ถูกกำหนดมาจากเบื้องบนลงมา เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของคนนอกมากกว่าคนในชุมชนท้องถิ่น” เขาบอกกับบีบีซี

    “โลกแบบเมืองสมัยใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นล้อมรอบชาวเบดูอินที่มีมรดกเป็นวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน” เขากล่าวเสริม “มันเป็นโลกที่พวกเขาเลือกจะอยู่ห่างมาโดยตลอด มันถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม และนั่นจะเปลี่ยนแผ่นดินเกิดของพวกเขาไปตลอดกาล”

    อย่างไรก็ตาม ชาวท้องถิ่นราว 4,000 คน ไม่เต็มใจที่จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยตรง

    A view of one of the developments, still under construction Plain of el-Raha. The sun is behind the surrounding mountains, while the development site is in the foreground, with roads connecting different buildings

    ที่มาของภาพ, Ben Hoffler

    คำบรรยายภาพ, การก่อสร้างในพื้นที่ราบเอล-ราฮา เมื่อปี 2024

    จนถึงขณะนี้ กรีซเป็นประเทศที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนการของอียิปต์อย่างชัดเจนมากที่สุด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับอารามนักบุญแคทเธอรีนโดยตรง

    ความตึงเครียดระหว่างเอเธนส์และไคโรปะทุขึ้น หลังศาลของอียิปต์มีคำตัดสินเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า อารามคริสต์ที่มีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐ

    ข้อพิพาทดังกล่าวยืดเยื้อมาหลายสิบปี และผู้พิพากษาได้ตัดสินแล้วว่าอารามมีสิทธิ “ใช้” ที่ดินที่ตัวอารามตั้งอยู่ รวมถึงโบราณสถานทางศาสนาที่กระจายอยู่รอบ ๆ เท่านั้น

    อาร์คบิชอปเอียโรนิมอสที่ 2 แห่งกรุงเอเธนส์ ผู้นำสูงสุดของคริสตจักรกรีซ ออกมาประณามคำตัดสินของศาลอียิปต์อย่างรวดเร็ว

    “ทรัพย์สินของอารามกำลังถูกยึดและเวนคืน นี่คือแสงสว่างทางจิตวิญญาณของศาสนาคริสต์ออร์โธดอกซ์และความเป็นกรีก ที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่” เขากล่าวในแถลงการณ์

    อาร์คบิชอปดาเมียนอส ผู้นำอารามนักบุญแคทเธอรีน ซึ่งปกติแล้วหาโอกาสสัมภาษณ์ได้ยากยิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อกรีซโดยกล่าวว่าคำตัดสินของศาลเป็น “การโจมตีอย่างรุนแรงต่อพวกเรา…และเป็นความอัปยศ” การจัดการข้อพิพาทเรื่องนี้ของเขาทำให้นักบวชในอารามเกิดความขัดแย้งจนทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้

    ขณะเดียวกัน พระสังฆราชแห่งศาสนจักรออร์โธดอกซ์กรีกในนครเยรูซาเล็มซึ่งมีอำนาจคุ้มครองพื้นที่นี้กล่าวว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เคยได้รับจดหมายคุ้มครองจากศาสดามูฮัมหมัดในอดีต

    จดหมายดังกล่าวระบุว่า อารามไบแซนไทน์แห่งนี้ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ภายในยังมีมัสยิดขนาดเล็กที่สร้างขึ้นในยุคฟาติมิด เป็น “สัญลักษณ์แห่งสันติภาพระหว่างชาวคริสต์และมุสลิม และเป็นที่พึ่งแห่งความหวังสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง”

    แม้คำพิพากษาของศาลอียิปต์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่มันก็ยังคงมีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย ทว่าจากผลการดำเนินงานทางการทูตอย่างเข้มข้นระหว่างกรีซกับอียิปต์ในภายหลัง ได้นำไปสู่การประกาศร่วมกันระหว่างสองประเทศ เพื่อรับรองการคุ้มครองอารามนักบุญแคทเธอรีนซึ่งเป็นอัตลักษณ์แบบกรีกออร์โธดอกซ์ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม

    The peak of Mount Sinai at dusk in 2024. The light catches the top of the rocky mountain, which is standing higher than another mountain in the foreground

    ที่มาของภาพ, Ben Hoffler

    คำบรรยายภาพ, ภูเขาซีนาย ซึ่งในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “จาบัล มูซา” (Jabal Musa) เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าโมเสสได้รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า

    “ของขวัญสุดพิเศษ” หรือการแทรกแซงที่ไม่ใส่ใจ ?

    ในปี 2021 อียิปต์เริ่มดำเนินการสิ่งที่เรียกว่า โครงการพลิกโฉมอันยิ่งใหญ่ (Great Transfiguration Project) โดยได้รับงบสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    โครงการดังกล่าวประกอบด้วย การเปิดโรงแรมและบ้านพักเชิงนิเวศ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ขยายสนามบินขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียงกัน และสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูเขาโมเสส

    รัฐบาลอียิปต์ประชาสัมพันธ์โครงการนี้ว่าเป็น “ของขวัญจากอียิปต์สู่โลกทั้งใบและทุกศาสนา”

    เมื่อปีที่แล้ว เชอรีฟ เอล-เชอร์บินี รมว.การเคหะของอียิปต์ กล่าวว่า “โครงการนี้จะให้บริการด้านการท่องเที่ยวและสันทนาการแก่ผู้มาเยือน มันจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองของอารามนักบุญแคทเธอรีน รวมถึงพื้นที่รอบ ๆ โดยที่ยังคงรักษาสภาพแวดล้อม ทัศนียภาพ และมรดกทางวัฒธรรมของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ไว้ รวมถึงช่วยจัดหาที่พักสำหรับผู้ทำงานในโครงการต่าง ๆ ของอารามนักบุญแคทเธอรีน”

    แม้การก่อสร้างจะหยุดชะงักไปชั่วคราว เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณ แต่ที่ราบเอล-ราฮา ซึ่งสามารถมองเห็นอารามนักบุญแคทเธอรีนได้ กลับถูกเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศไปแล้วอย่างสิ้นเชิง และยังคงมีการก่อสร้างถนนสายใหม่

    เชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ที่ผู้ติดตามโมเสสต่างรอคอยระหว่างที่ชายอิสราเอลผู้นี้อยู่บนภูเขาซีนาย ทว่า นักวิจารณ์กล่าวว่าธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ดังกล่าวกำลังถูกทำลายลง

    องค์การยูเนสโกได้อธิบายถึงคุณค่าโดดเด่นสากลของพื้นที่นี้ โดยระบุว่า “ภูมิประเทศภูเขาที่ขรุขระรอบ ๆ เป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับอารามแห่งนี้”

    องค์การดังกล่าวยังกล่าวด้วยว่า “การตั้งอารามในพื้นที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างความงามของธรรมชาติและความห่างไกลในด้านหนึ่ง กับความมุ่งมั่นทางจิตวิญญาณของมนุษย์ในอีกด้านหนึ่ง”

    The mountains at dusk, from Jebel el Ahmar in 2024. Light hits the top of a rocky mountain range, which stretches into the distance

    ที่มาของภาพ, Ben Hoffler

    คำบรรยายภาพ, พื้นที่นี้มีชื่อเสียงในเรื่องความงามตามธรรมชาติและภูมิประเทศภูเขาที่ขรุขระ

    ย้อนกลับไปในปี 2023 ยูเนสโกออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้อียิปต์ยุติโครงการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อแผนการจัดทำพื้นที่อนุรักษ์

    ทว่าความพยายามเหล่านั้นไม่เป็นผล

    ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา องค์กรเวิลด์ เฮอริเทจ วอทช์ (World Heritage Watch) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก เพื่อเรียกร้องให้ขึ้นทะเบียนพื้นที่อารามนักบุญแคทเธอรีนไว้ในบัญชีแหล่งมรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตราย

    นักเคลื่อนไหวได้ติดต่อไปยังสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สามแห่งสหราชอาณาจักร ในฐานะองค์อุปถัมภ์ของมูลนิธิอารามนักบุญแคทเธอรีน (St Catherine Foundation) ซึ่งระดมทุนเพื่อช่วยเหลืองานด้านการอนุรักษ์และศึกษามรดกของอาราม รวมถึงชุดสะสมต้นฉบับพระคัมภีร์คริสเตียนแบบโบราณอันล้ำค่า

    สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่สามทรงเคยตรัสถึงสถานที่แห่งนี้ว่าเป็น “ขุมทรัพย์ทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ที่ควรได้รับการดูแลรักษาไว้สำหรับคนรุ่นหลัง”

    โครงการขนาดมหึมาไม่ใช่โครงการแรกในอียิปต์ที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่คำนึงถึงประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ แต่รัฐบาลกลับมองว่าแผนการอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา

    ภาคการท่องเที่ยวของอียิปต์ซึ่งเคยรุ่งเรือง เริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ก่อนจะถูกกระทบอีกครั้งจากสงครามอันโหดร้ายในฉนวนกาซาและความไม่มั่นคงในภูมิภาคระลอกใหม่

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้ 30 ล้านคนภายในปี 2028

    ภายใต้รัฐบาลอียิปต์หลายยุคที่ผ่านมา การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ซีนายดำเนินไปโดยไม่ได้ปรึกษาชุมชนเบดูอินพื้นเมือง

    คาบสมุทรแห่งนี้เคยถูกอิสราเอลยึดครองในช่วงสงครามตะวันออกกลางปี 1967 และเพิ่งถูกส่งคืนให้อียิปต์หลังจากที่ทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพเมื่อปี 1979 นับแต่นั้นมา ชาวเบดูอินได้ร้องเรียนว่าพวกเขาถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง

    การก่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมริมทะเลแดงของอียิปต์ รวมถึงเมืองชาร์ม เอล-ชีค เริ่มขึ้นในซีนายใต้ช่วงทศวรรษ 1980 หลายคนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองของอารามนักบุญแคทเธอรีนตอนนี้มีความคล้ายคลึงกัน

    “ชาวเบดูอินคือผู้คนดั้งเดิมของภูมิภาคนี้ พวกเขาทำงานเป็นไกด์หรือคนนำทาง เป็นแรงงาน และผู้เช่าที่พัก” โมฮันนาด ซาบรี นักข่าวชาวอียิปต์ กล่าว

    “แต่เมื่อการท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรมเข้ามา พวกเขาก็ถูกผลักไสออกไป ไม่ใช่แค่ถูกผลักออกจากธุรกิจนี้เท่านั้น แต่ยังถูกผลักไสให้ออกจากพื้นที่ที่พวกเขาเคยมีบทบาทสำคัญ และถูกลดบทบาทให้เป็นเพียงฉากหลัง”

    The hotel building still appears to be mostly a shell, and around four storeys high. Smaller buildings, also in the valley and still under construction, can be seen in the background, with the surrounding mountains in the background

    ที่มาของภาพ, Ben Hoffler

    คำบรรยายภาพ, โรงแรมแห่งหนึ่งที่กำลังก่อสร้างในที่ราบเอล-ราฮาในปี 2024

    เช่นเดียวกับพื้นที่ริมทะเลแดง คาดว่าชาวอียิปต์จากภูมิภาคอื่นจะถูกนำเข้ามาทำงานในโครงการพัฒนาเมืองอารามนักบุญแคทเธอรีนแห่งใหม่

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลระบุว่ากำลัง “ยกระดับ” พื้นที่อยู่อาศัยของชาวเบดูอินด้วย

    อารามนักบุญแคทเธอรีนต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงหลายพันปีกว่าที่ผ่านมา โดยเมื่อนักบวชที่มีอาวุโสสูงสุดในอาราม ณ ขณะนี้ย้ายมาอยู่ที่นี่ครั้งแรก ขณะนั้นอารามก็ยังคงเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอันห่างไกล

    สถานะเช่นนั้นเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเกิดการขยายตัวของรีสอร์ตริมทะเลแดง ซึ่งทำให้มีผู้แสวงบุญนับพันคนมาเยือนอารามแห่งนี้แบบไปเช้าเย็นกลับในช่วงเวลาคับคั่ง

    ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักเห็นฝูงชนจำนวนมากเดินผ่านสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นเศษซากของพุ่มไม้ที่ลุกไหม้ หรือเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงหน้าต้นฉบับโคเด็กซ์ ซีนายติกัส (Codex Sinaiticus) ซึ่งเป็นต้นฉบับคัดลายมือของพันธสัญญาใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงหลงเหลืออยู่เกือบครบถ้วน

    ปัจจุบัน แม้อารามและความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอันลึกซึ้งของสถานที่จะยังคงอยู่ แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมายาวนานหลายศตวรรษ ดูเหมือนจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจย้อนกลับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c3drzr022g7o&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s0ykxWErgJruZuY8P3ukl

  • เลือกข้างแล้ว! นักแสดงอินเดีย ขอลาออกจากทูตเขมร ลั่น ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    เลือกข้างแล้ว! นักแสดงอินเดีย ขอลาออกจากทูตเขมร ลั่น ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    กากัน มาลิค ลาออกจากทูตท่องเที่ยวเขมร-ขอโทษคนไทย

    เกิดอะไรขึ้น? ‘กากัน มาลิค’ ขอลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา เพื่อให้เกียรติ ลั่น ประเทศไทยคือบ้านหลังที่ 2 ขอโทษจากใจจริง เผย 10 ปีที่ผ่านมา เคยช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจบริสุทธิ์

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 กากัน มาลิค (Gagan Malik) นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ผู้เป็นที่รักจากบทบาทเจ้าชายสิทธัตถะ ออกมาแถลงการณ์ขอโทษแฟน ๆ ชาวไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา เพื่อแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนที่กำลังตึงเครียด

    กากัน มาลิค ได้เริ่มต้นแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก Gagan Malik เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ‘นโม พุทธาย’ ก่อนจะเอ่ยขอโทษแฟนๆ ชาวไทยอย่างจริงใจ ระบุว่า “ผมต้องขออภัยอย่างจริงใจต่อแฟน ๆ ชาวไทยทุกคน หากการเดินทางเยือนกัมพูชาของผมเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สร้างความเจ็บปวดใด ๆ ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม และผมมีความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อประเทศนี้”

    พร้อมทั้งชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเดินทางไปยังกัมพูชาก่อนหน้านี้เป็นการนำกลุ่มทัวร์ไปเยือนเป็นครั้งแรก โดยมีกำหนดการเดินทางไปกัมพูชา 3 วัน และประเทศไทย 5 วัน ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะสร้างความไม่สบายใจใด ๆ

    “เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่มีค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุด และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ลาออกจากตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ และได้ก้าวออกมาจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุดและเกิดขึ้นด้วยความชัดเจนอย่างที่สุด”

    เพื่อตอกย้ำถึงความรักและความผูกพันที่เขามีต่อประเทศไทย นักแสดงหนุ่มได้กล่าวถึงสิ่งที่เขาได้ทำเพื่อประเทศไทยตลอดมา เผยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาได้ทำงานในโครงการมากมายในประเทศไทยเพื่อช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ ปัจจุบันเขากำลังสร้างวัดในประเทศอินเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงความรักและความเคารพต่อประเทศไทย

    กากัน มาลิค ขอโทษคนไทย
    ภาพจาก Facebook : Gagan Malik
    กากัน มาลิค
    ภาพจาก Facebook : Gagan Malik
    กากัน มาลิค - 2
    ภาพจาก Facebook : Gagan Malik

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1463699/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OujuPhXSbKIcGNDgbBACC

  • “กากัน มาลิค”ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา ขออภัยคนไทยที่ทำให้เจ็บปวด ชี้ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    “กากัน มาลิค”ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา ขออภัยคนไทยที่ทำให้เจ็บปวด ชี้ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กากัน มาลิค นักแสดงอินเดีย ผู้เคยรับบท ‘สิทธัตถะ’ ในซีรีส์ พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก’ โพสต์ภาพตนเองถือธงไทย พร้อมระบุว่า นะโม พุทธายะ

    “ผมขอกราบขอโทษอย่างจริงใจต่อแฟนๆ ชาวไทยทุกท่าน หากการเดินทางไปกัมพูชาล่าสุดของผม ได้ทำให้เกิดความไม่สบายใจ

    ประเทศไทยถือเป็นบ้านหลังที่สองของผม และผมมีความเคารพต่อประเทศนี้อย่างลึกซึ้งที่สุด

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ และยุติบทบาทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่สุด และทำด้วยจิตใจที่ชัดเจน

    การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผมนำคณะไปเยือนกัมพูชา 3 วัน และต่อด้วยประเทศไทยอีก 5 วัน ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้ใครไม่สบายใจเลย

    ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการที่ประเทศไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม อีกทั้งผมยังได้สร้างวัดที่ประเทศอินเดียโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงถึงความรักและความเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะเป็นสถานที่พิเศษในใจของผมเสมอ ผมขออภัยอีกครั้งอย่างสุดซึ้งหากได้สร้างความไม่สบายใจ และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนชาวไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่งดงามแห่งนี้

    ผมซาบซึ้งในความรักและการสนับสนุนของทุกท่านเสมอ 🙏”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000092749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HtdqIXrocotzDUllpoPCg

  • กากัน มาลิค ผู้รับบท สิทธัตถะ ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา

    กากัน มาลิค ผู้รับบท สิทธัตถะ ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา

    กากัน มาลิค

    ด่วน! “กากัน มาลิค” ผู้รับบท “สิทธัตถะ” ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม” พร้อมถือธงชาติไทย

    กลายเป็นที่จับตามองในโลกโซเชียลทันที เมื่อ กากัน มาลิค (Gagan Malik) นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ผู้เป็นที่รู้จักจากบท “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในภาพยนตร์ พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ประกาศ ลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา อย่างเป็นทางการ พร้อมถือธงชาติไทยในภาพประกอบ และยืนยันหัวใจชัดเจนว่า

    “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม”

    โดยกากัน มาลิค เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า เขารู้สึกเสียใจหากการเดินทางไปกัมพูชาล่าสุด ทำให้แฟน ๆ ชาวไทยรู้สึกไม่สบายใจ พร้อมระบุว่า ตำแหน่งทูตดังกล่าวที่ได้รับจากรัฐบาลกัมพูชาเมื่อต้นปี 2568 เป็น ตำแหน่งกิตติมศักดิ์โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่เพื่อแสดงความเคารพต่อประเทศไทย เขาตัดสินใจ ยุติบทบาททั้งหมดในทันที

    “การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่สุด และทำด้วยจิตใจที่ชัดเจน”

    ขออภัยแฟน ๆ ชาวไทย – ย้ำความรักและความผูกพันลึกซึ้ง

    ในถ้อยแถลงของกากัน เขาได้ขอ ขมาลาโทษอย่างจริงใจ ต่อคนไทยทุกคน พร้อมทบทวนบทบาทของตัวเองที่ผ่านมาในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาเคยทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับธรรมะในไทยหลายครั้ง และยังได้สร้างวัดในอินเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทยอีกด้วย

    “ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้ใครไม่สบายใจเลย ผมรักประเทศไทย และจะระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคต”

    การแสดงออกในครั้งนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ ชาวไทยจำนวนมาก ที่รู้สึกประทับใจในท่าทีและความเคารพของนักแสดงหนุ่มแดนภารตะคนนี้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่คนไทยโดยสายเลือด แต่กลับยืนหยัดเพื่อรักษาน้ำใจของคนไทยด้วยจิตใจที่งดงาม

    ขอบคุณข้อมูลจาก : Gagan Malik

    กากัน มาลิค

    ด่วน! “กากัน มาลิค” ผู้รับบท “สิทธัตถะ” ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม” พร้อมถือธงชาติไทย กลายเป็นที่จับตามองในโล […]

    แม่ทัพภาค2

    แม่ทัพภาคที่ 2 ทำพิธีเชิญธงชาติและร่วมร้องเพลงชาติกับทหารกล้ายอดภูมะเขือ ก่อนเกษียณอายุราชการอีก 2 วัน

    ทหารไทยปะทะเขมร

    เปิด คลิปเต็ม ทหารกองกำลังสุรนารี – ตํารวจตระเวนชายแดน 22 ร่วมกันปกป้องอธิปไตยไทย ปะทะทหารเขมรอย่างดุเดือด

    Miss Asia Pacific International

    ดราม่าข้ามประเทศ! คนไทยเดือด “เขมร ลอกชุด พระแม่ธรณี” บนเวที Miss Asia Pacific International – เทียบชัดเคยเป็นของ “แอนโทเนีย” รองอันดับ 1 […]

    เจ๊เกียวเสียชีวิตรถทัวร์

    เจ๊เกียว สุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย เสียชีวิตแล้ว วัย 88 ปี พบเป็นหญิงแกร่งประวัติไม่ธรรมดา

    เบบี๋ สุพรรณี

    “เบบี๋ สุพรรณี” สะเทือนเวที! ใส่ชุดเปิดอกสุดแซ่บ โชว์เรือนร่างเซ็กซี่กลางงานโชว์ตัว – แฟนคลับแห่ชมเพียบ กลับมาเป็นกระแสร้อนอีกครั้ง สำหรับ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brighttv.co.th/entertain/gagan-malik&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gMiohIvcA-vfZjCdlhyM1

  • ภูเรือ สุดคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศา

    ภูเรือ สุดคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศา

    บรรยากาศการท่องเที่ยวบนยอดภูเรือ จ.เลย ช่วงวันหยุด วันที่อาทิตย์ (28 กันยายน 2568) นักท่องเที่ยวต่างเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศ ที่หนาวเย็นเพื่อชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทั้งไปกราบสักการะพระพุทธรูปนาวาบรรพต บริเวณยอดภูเรือ โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส ซึ่งจุดชมวิว”ยอดภูเรือ” อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นหน้าผาสูงชัน เมื่อขึ้นมาด้านบนก็จะเห็นป่าสนเขาสลับกับสวนหินธรรมชาติและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวนี้ นักท่องเที่ยวต่างไม่ผิดหวังกับบรรยากาศที่มีทะเลหมอก และแสงแรกของวันใหม่ ต่างสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวในห้วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ เพื่อต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทุกทุกท่าน ที่จะเดินทางมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านขึ้นสัมผัสอากาศหนาวเย็น บนยอดภูเรือ สัญลักษณ์แห่งขุนเขาเมืองเลย พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเหนือทะเลหมอกที่งดงามตระการตาไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58053&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zl_yF9CLB4TyxJYFd3He

  • “สุวรรณภูมิ” ครบรอบ 19 ปี รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้าน 5.45 ล้านเที่ยวบิน

    “สุวรรณภูมิ” ครบรอบ 19 ปี รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้าน 5.45 ล้านเที่ยวบิน

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะ “ประตูสู่ประเทศไทย” และศูนย์กลางการบินหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตลอดเวลากว่าเกือบสองทศวรรษ สนามบินแห่งนี้ได้รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้านคน เที่ยวบินกว่า 5.45 ล้านเที่ยว และขนส่งสินค้ากว่า 20 ล้านตัน สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวของไทย

    นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการทสภ. กล่าวว่า วันที่ 28 กันยายน 2568 ถือเป็นหมุดหมายแห่งความสำเร็จ 19 ปีของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้โดยสารจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย แต่ยังยืนยันศักยภาพในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีสายการบินให้บริการ 126 สายการบิน เที่ยวบินรวมกว่า 340,000 เที่ยว และผู้โดยสารกว่า 58 ล้านคน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แสดงถึงการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นของนักเดินทางทั่วโลก

    ด้วยวิสัยทัศน์ “World Class Hospitality Airport” ทสภ. มุ่งยกระดับการให้บริการ ไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่รวมถึงการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และน่าประทับใจ ตั้งแต่ขั้นตอนเช็กอิน ความปลอดภัย ไปจนถึงการดูแลผู้โดยสารกลุ่มพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัว ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างยั่งยืน 

    ทสภ. ยังได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ โดยได้รับการยกระดับจากท่าอากาศยานระดับ 3 ดาวเป็นท่าอากาศยานระดับ 4 ดาว จากการประกาศของ Skytrax องค์กรที่ปรึกษาด้านการจัดอันดับคุณภาพของสายการบินและท่าอากาศยานชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร

    รวมทั้งได้รับการจัดอันดับจาก Brilliant Maps ให้เป็นสนามบินที่มีสายการบินให้บริการมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ จากรายงานของ ACI Asia – Pacific and Middle East (ACI APAC & MID) ซึ่งร่วมกับ PwC จัดให้ ทสภ. ติดอันดับ 7 สนามบินศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่มีศักยภาพสูงสุด และอันดับ 9 ของสนามบินที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศสูงสุดในปี 2567

    ทสภ. ยังมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่กิจกรรมใน Concourse และอาคาร SAT-1 การจัดพื้นที่ Kids Zone, Game Station, Recliner Area, Co-Working Space และ Piano Lounge รวมทั้งการติดตั้งเครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม การปรับปรุงห้องน้ำ 124 จุดทั่วสนามบิน การใช้ระบบ Passenger Validation System (PVS) และเครื่อง X-ray แบบ CT ที่แม่นยำและรวดเร็ว ตลอดจนระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (ABC) เพื่อรองรับ E-passport

    สำหรับแนวโน้มปีงบประมาณ 2569 ทสภ. คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 397,323 เที่ยวบินและมีผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน โดยจะมีสายการบินใหม่มาให้บริการ อาทิ United Airlines (เส้นทางลาสเวกัส – ฮ่องกง – กรุงเทพฯ) และแม้ว่าการจัดสรรเที่ยวบินช่วงซัมเมอร์ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงศักยภาพของ ทสภ. ในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

    ขณะเดียวกันแนวโน้มผู้โดยสารจากสหภาพยุโรป (EU) มีการขยายตัวต่อเนื่อง จากการที่สายการบินไทยกลับมาเปิดหลากหลายเส้นทางสู่ยุโรปเพื่อเพิ่ม Connectivity ตามนโยบาย Aviation Hub ของรัฐบาล รวมถึงผู้โดยสารจากอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียว ในอนาคต ทสภ. ยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถเพิ่มเส้นทางบินตรงสู่สหรัฐอเมริกาได้ หลังจากองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration – FAA) ปรับสถานะไทยกลับสู่ Category 1 (CAT1) ครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากเดิมที่อยู่ใน Category 2 (CAT2) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ FAA มีต่อความปลอดภัยของหน่วยงานการบินพลเรือนของไทยในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งเปิดโอกาสให้สายการบินไทยและต่างชาติสามารถขยายเส้นทางบินไกลได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

    นายกิตติพงศ์ กล่าวต่อว่า ทสภ. มีแผนเดินหน้าปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารโดยมีโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงเป็นพื้นที่กิจกรรมระหว่างรอขึ้นเครื่องสำหรับผู้โดยสารขาออก ทั้ง ณ อาคารเทียบเครื่องบิน (Concourse C และ F) และอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1 (SAT-1) เช่น การเพิ่มพื้นที่ Kids Zone, Game Station รวมทั้งโซนที่พักผ่อน เช่น Recliner Area (พื้นที่นั่งสำหรับเก้าอี้ปรับเอน) Co-Working Space, Piano Lounge และดิจิทัลพาร์ค พร้อมกับดำเนินการติดตั้งเครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเป็น 203 ชุด จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 132 ชุด  รวมถึงเดินหน้าปรับปรุงห้องน้ำทั้งอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินรวม 124 จุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จครบทุกจุดภายในปี 2571 ด้านการให้บริการและความปลอดภัย ทสภ. เพิ่มเครื่อง Passenger Validation System (PVS) พร้อมปรับเปลี่ยนเครื่อง X-ray เป็นแบบ CT ที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) เพื่อรองรับ E-passport เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

    การยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร ทสภ. ได้ขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางอากาศโดยต่อเนื่อง นอกจากการพัฒนาระบบ Freezone Smart Access ระบบบริหารการเข้า – ออกพื้นที่เขตปลอดอากร แก้ปัญหาการจราจรหนาแน่นจากรถขนส่งสินค้ากว่า 8,000 คันต่อวัน ลดความล่าช้าในการรับ – ส่งสินค้า และป้องกันสินค้าตกเครื่องแล้ว ในระยะต่อไป ทสภ. ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตของ E-Commerce และตลาดโลก โดยมีแผนเพิ่มผู้ประกอบการคลังสินค้ารายที่ 3 ในปี 2571 เพื่อเสริมขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง และขับเคลื่อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

    การครบรอบ 19 ปี เป็นหลักหมุดที่สะท้อนความสำเร็จ ความเชื่อมั่น และการเติบโตของ ทสภ. ในทุกมิติและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 คือก้าวของการยกระดับจาก “ประตูสู่ประเทศไทย” ไปสู่ “World Class Hospitality Airport” ที่พร้อมต้อนรับผู้โดยสารจากทั่วโลกด้วยมาตรฐานระดับสากล เป็นสนามบินที่คนไทยภูมิใจ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวของประเทศต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xOy1Q7ydrVU_–QJqrfe5

  • “กากัน มาลิค” ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรี ด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา

    “กากัน มาลิค” ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรี ด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา

    (28 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก กากัน มาลิค นักแสดงชาวอินเดียชื่อดัง โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า นมัสการพระพุทธเจ้า (Namo Buddhaya)

    ผมขออภัยจากใจจริงต่อแฟนๆ ชาวไทยทุกคน หากการเดินทางไปกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ของผมได้ก่อให้เกิดความไม่สบายใจใดๆ ประเทศไทยคือบ้านที่สองของผม และผมเคารพประเทศนี้อย่างสุดซึ้งที่สุด

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ และด้วยความเคารพต่อประเทศไทย ผมจึงได้ลาออกจากบทบาทนี้อย่างเป็นทางการ และก้าวออกจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุดและชัดเจนอย่างสมบูรณ์

    นี่เป็นการพาคณะมาเที่ยวกัมพูชาเป็นครั้งแรกของผมเป็นเวลาสามวัน ตามด้วยการอยู่ในประเทศไทยอีกห้าวัน ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้เกิดความไม่พอใจใดๆ

    ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการในประเทศไทยเพื่อช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม นอกจากนี้ ผมกำลังสร้างวัดในประเทศอินเดีย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงความรักและความเคารพต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะอยู่ในใจของผมตลอดไป ผมขออภัยอย่างจริงใจอีกครั้งสำหรับความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้น และผมสัญญาว่าจะใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะพยายามอย่างเต็มที่ต่อไปเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่สวยงามแห่งนี้

    ผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับความรักและการสนับสนุนของทุกท่านเสมอ

    ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน: ผมไม่ใช่ หิมานชู โซนี ผู้ที่รับบทเป็นพระพุทธเจ้าในซีรีส์ แต่ผมคือผู้ที่รับบทเป็น พระราม, พระนารายณ์, และพระกฤษณะ ในซีรีส์เรื่อง ‘รามายณะ’ และ ‘หนุมาน’ รวมถึงรับบทเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์ศรีลังกาเรื่อง ‘ศรีสิทธัตถะโคตมะ’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/entertainment/NyNc2OfPt&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EUvXwulv4GIwMRso5dK3H

  • กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ  แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัดเนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นนัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป

    ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือบริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี

    การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

    สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิตแทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนักโดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40%ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่ามีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป

    แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้

    รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้”ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และมีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAJe39vlPln2ecp8Nb16D

  • “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัยเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัยเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง

    28 กันยายน 2568 15:09 น. สยามรัฐออนไลน์ การเมือง

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก เน้นแก้ไขภัยเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง คืนความมั่นใจให้ประชาชน รอ“นายก”แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน จะได้เห็นความชัดเจน  มองฝ่ายค้านมีสิทธิออกความเห็น แต่ขอให้อยู่ในกรอบ เชื่อไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์     

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย.เวลา 13.15 น.ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึง 4 นโยบาย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ออกแคมเปญ 4 นโยบาย 4 เดือน  4 ภารกิจหลักของรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าในรูปแบบไหนอย่างไร 4 ภารกิจหลักที่นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ภัยพิบัติ และภัยสังคม    

    ส่วน 4 นโยบายนี้ มีอะไรที่ต้องผลักดันอย่างเร่งด่วนหรือไม่ น.ส.แนน  กล่าวว่า 4 ภารกิจหลัก เป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ประชาชนจับตามากที่สุดคือเรื่องของภัยเศรษฐกิจกับภัยความมั่นคง โดยภัยเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะทำหลังจากนายกฯ ได้แถลงคือ โครงการคนละครึ่ง แต่โครงการของเราเป็นคนละครึ่งพลัส มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่เคยเปรยไว้ แต่เนื้อหารายละเอียดหลักและหลักเกณฑ์ทั้งหมด ขอให้นายกฯ แถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อย และรอให้กระทรวงการคลังได้ประชุมกันว่าสุดท้ายแล้วเกณฑ์หลักๆ ตรงตาม 100% มีอย่างไรบ้าง     

    ส่วนภัยความมั่นคง นายกฯ เน้นย้ำตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การรักษาอธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ของคนไทยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่เห็นชัดที่สุดที่นายกฯ พูดทุกครั้ง ปัญหาข้อพิพาทตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในช่วงของกฎอัยการศึก นายกฯ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ   

    สำหรับความคุกรุ่นในฝั่งจังหวัดอุบลราชธานี ชาวบ้านอาจจะต้องอพยพ ซึ่งอาจจะทำให้ขาดรายได้ พรรคภูมิใจไทยจะดูแลอย่างไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือเรื่องความมั่นคง จะต้องเป็นการตัดสินใจหน้างานของฝ่ายความมั่นคงคือทหาร ว่าที่สุดแล้วคำสั่งที่จะส่งตรงไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลประชาชน จะต้องเตรียมการอย่างไร จากเหตุการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อน ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ เตรียมความพร้อมตลอดเวลา แต่ขณะนี้ ข่าวจริงข่าวปลอม หรือข่าวที่ไม่ตรงกับข้อมูลค่อนข้างเยอะในโซเชียล สำหรับประเด็นการเตรียมการอพยพของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์แล้ว นายกฯ เน้นย้ำว่าการดูแลประชาชนจะต้องมาอันดับ 1 และต้องดีที่สุด เพราะเราเคยมีบทเรียนแล้วว่าการดูแลประชาชนเป็นอย่างไร การให้ความปลอดภัยและความมั่นใจกับประชาชนโซนนั้นๆ     

    เมื่อถามว่า นายกฯ บอกเองว่าจะเป็นผู้แถลงทั้งหมด ทางพรรคภูมิใจไทยมีการจัดตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ หรือไม่ เพราะดูเหมือนฝ่ายค้านก็พยายามที่จะเขย่าให้มากที่สุด น.ส.แนน กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องของการเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เพราะที่บอกไว้ว่าการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะออกความเห็น ทุกอย่างอยู่ในกรอบตามวาระแถลงนโยบาย ส่วนที่จะเรียกว่าองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ก็คงไม่ใช่ เราต้องดูเนื้อหาและข้อบังคับของการประชุมมากกว่า
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/654157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FQgTRzOXIEqrr8h_RyK73