Blog

  • ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ในคดีหมายเลขดำที่ บ. 311/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ บ. 363/2568 ของ นายสืบพงศ์ หรือ สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ผู้ฟ้องคดี ไว้พิจารณา และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

    นายสืบพงศ์ฯ ผู้ฟ้องคดี เคยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดภาควิชาการศึกษาต่อเนื่องและอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) โดยได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568

    โดยฟ้องร้อง มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 1), อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 2), และสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 3)

    ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากมติและคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยของตน คำฟ้องร้องมีเนื้อหาหลักให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติและคำสั่งดังต่อไปนี้:

    1. มติของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ก.บ.ม.) ในการประชุมครั้งที่ 37/2567 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 วาระที่ 6.1 ที่เพิกถอนคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    2. คำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 4663/2567 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่เพิกถอนคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดี

    3. มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สภามหาวิทยาลัย) ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 วาระที่ 6.4 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี
    ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีได้ กลับเข้ารับราชการและคืนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ 

    เนื่องจากคดีนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ( 4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542

    ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วพบว่า ข้อเท็จจริงได้ปรากฏตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีอื่น ๆ (คดีหมายเลขดำที่ บ. 152/2566, บ. 362/2565, 2409/2566 หมายเลขแดงที่ บ. 127/2568, บ. 128/2568, 696/2568) ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ได้มีหนังสือ ที่ อว 0601/2851 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 บอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว การบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง

    สาเหตุของการบอกเลิกสัญญาจ้างครั้งก่อนหน้านี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ ใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรอง จากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อ.ว.) มาสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
    ดังนั้น ศาลเห็นว่า การที่ ก.บ.ม. มีมติและอธิการบดี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจ้าง รวมถึงมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ยกอุทธรณ์ เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อให้มีผลลบล้างการจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว เนื่องจากถูกบอกเลิกสัญญาจ้างตามหนังสือ ที่ อว 0601/2851 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

    ศาลจึงสรุปว่า การดำเนินการที่ถูกโต้แย้งในคดีนี้ มิได้เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาจ้างที่สิ้นสุดไปแล้ว อันจะทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาล ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542
    สิทธิในการอุทธรณ์

    ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640028&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrzhyIAb1zY6ysRsQH4id

  • กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ  แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัดเนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นนัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป

    ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือบริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี

    การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

    สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิตแทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนักโดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40%ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่ามีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป

    แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้

    รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้”ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และมีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532763&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAJe39vlPln2ecp8Nb16D

  • ฟิลิปส์จัดงาน “Primer in 3D Echo” ปีที่ 3หนุนแพทย์ไทยยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจในวันหัวใจโลก

    ฟิลิปส์จัดงาน “Primer in 3D Echo” ปีที่ 3หนุนแพทย์ไทยยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจในวันหัวใจโลก

    ฟิลิปส์ ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก จัดงาน “Primer in 3D Echo” เป็นปีที่ 3จับมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรทางการแพทย์เพื่อยกระดับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ข้อมูลจากสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation, WHF) ระบุว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลกมากกว่า 20 ล้านคนต่อปี1 ฟิลิปส์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 29 กันยายนของทุกปี โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้ให้กับคนไทยและการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์

    โดยในปีนี้ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “Primer in 3D Echo” เพื่อขยายความรู้และเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย โดยการฝึกอบรมในครั้งนี้ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับฝึกฝนการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ และการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะความชำนาญของแพทย์ในการตรวจ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและการรักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจได้

    นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพด้วยวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการเพิ่มการเข้าถึงระบบสาธารณสุขให้มากขึ้น การรณรงค์วันหัวใจโลกจึงสะท้อนถึงพันธกิจสำคัญที่เรามุ่งมั่นมีส่วนร่วม เพื่อผลักดันการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้กับสังคมในระยะยาว นอกจากฟิลิปส์จะนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์อันล้ำสมัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนชาวไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจ รู้แนวทางในการรักษาและป้องกันโรค รวมถึงเรายังสนับสนุนองค์ความรู้และการเพิ่มทักษะให้กับบุคคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

    เนื่องจากปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความก้าวหน้าอยู่ตลอด ดังนั้น การจัดงานฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ความรู้ทั้งด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การฝึกอบรมทักษะในการใช้เครื่องมือ และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วย

    ในปีนี้เราได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมจัดหลักสูตรฝึกอบรมในงาน “Primer in 3D Echo” ซึ่งจะเน้นในเรื่องการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ หรือที่เรียกว่า Three-Dimensional Echocardiography และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมโปรแกรมวิเคราะห์ภาพ และรายงานผลการตรวจของผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือที่เรียกว่า IntelliSpace Cardiovascular (ISCV) พร้อมกับร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจด้วย”

    ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ หนึ่งในทีมผู้จัดอบรมหลักสูตร Primer 3D Echo กล่าวว่า“ปัจจุบัน โรคหัวใจยังถือว่าพบมากในประเทศไทย

    จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2566 พบว่าจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 4 หมื่นรายต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน ซึ่งการตรวจพบโรคหัวใจได้เร็วและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องจะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดอัตราการเสียชีวิต และการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนึ่งในการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ คือการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ หรือ Echocardiography หรือเรียกสั้นๆ ว่า Echo โดยเฉพาะปัจจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยี 3D Echo หรือการอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพหัวใจในมิติที่สมจริงและละเอียดมากขึ้น

    และนอกจากนี้การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางเข้ามาช่วยในการประมวลผลตรวจโรคหัวใจ ทั้งจากเครื่องอัลตราซาวด์ และเครื่องตรวจอื่นๆ อาทิ เครื่อง MRI, เครื่อง CT Scan ยังช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและสรุปผลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

     ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร อธิบายเพิ่มเติม “สำหรับการฝึกอบรม Primer 3D Echo สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในปีนี้ เราเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘Basic to Intermediate and Using 3D Echo in Daily Practice’ ซึ่งเน้นการใช้เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และการฝึกปฏิบัติจริงในการสแกนหัวใจผู้ป่วย รวมถึงเรียนรู้เทคนิคการเก็บภาพและวิเคราะห์ภาพ 3D Echo จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง พร้อมทั้งการฝึกตั้งค่าเครื่องตรวจและการปรับแต่งภาพ รวมถึงการฝึกใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทางในการเรียกดูผลตรวจ รายงาน และการตั้งค่าต่างๆ  ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมทักษะเชิงปฏิบัติแล้ว ยังช่วยเสริมการตัดสินใจทางคลินิกให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทางผู้จัดงานคาดหวังว่าผู้เข้าอบรมจะได้ความรู้กลับไปใช้งานได้จริง ซึ่งหากการตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำ ย่อมเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อผู้ป่วยได้มากที่สุด”

    ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่วนมากเกิดจากภาวะของโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, ภาวะอ้วนลงพุง, กินอาหารไขมันสูง, ขาดการออกกำลังกาย ความเครียดหรือการสูบบุหรี่ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด “อาการเตือนของโรคหัวใจ ได้แก่ เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอกซีกซ้าย ปวดจุกลิ้นปี่ ใจสั่น หน้ามืดหมดสติ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ขณะเดียวกันการตรวจสุขภาพประจำปี ก็สามารถช่วยในการพบโรคและปัจจัยเสี่ยงต่างๆได้เร็ว ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้ อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจ เพราะการป้องกันยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับโรคหัวใจ” ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร กล่าวปิดท้าย

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจผู้บรรยายเนื้อหาและจัดสอนในงาน Primer 3D Echo จากซ้ายไปขวา: รองศาสตราจารย์นายแพทย์ อดิศัย บัวคำศรี หัวหน้าหน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราธิคุณแพทย์หญิง สมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย, ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์เดโช จักราพานิชกุล หัวหน้าสาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

    สำหรับ รอยัล ฟิลิปส์​ รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนผ่านนวัตกรรมอันทรงคุณค่า นวัตกรรมของฟิลิปส์ถูกคิดค้นและออกแบบโดยคำนึงถึงตัวผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตของผู้คน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลเชิงลึกด้านคลินิกประกอบกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อส่งมอบโซลูชันส์เพื่อการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลสำหรับผู้บริโภค และโซลูชันส์เพื่อการดูแลสุขภาพระดับมืออาชีพสำหรับผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข และการให้บริการผู้ป่วยทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ​

    ฟิลิปส์ สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำด้านเครื่องมือทางการแพทย์ในด้านการตรวจวินิจฉัยทางรังสี, อัลตราซาวด์, Image-guided Therapy, เครื่องติดตามสัญญาณชีพ และระบบข้อมูลสารสนเทศ รวมถึงด้านสุขภาพส่วนบุคคล โดยในปีค.ศ. 2024 ฟิลิปส์มียอดขายทั่วโลกกว่า 1.8 หมื่นล้านยูโร และมีพนักงานประมาณ 67,800 คน ในการดำเนินธุรกิจกว่า 100 ประเทศ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิลิปส์ได้ที่​www.philips.com/newscenter

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245318&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xD1V9Izwia2_dcVU6et71

  • เปิด‘สารตั้งต้น’ขัดแย้ง เขมรปลูกฝังไทยคือศัตรู ยัดสมองผ่าน‘แบบเรียน’

    เปิด‘สารตั้งต้น’ขัดแย้ง เขมรปลูกฝังไทยคือศัตรู ยัดสมองผ่าน‘แบบเรียน’

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.43 น.

    เปิด‘สารตั้งต้น’ขัดแย้ง เขมรปลูกฝังไทยคือศัตรู ยัดสมองผ่าน‘แบบเรียน’

    28 กันยายน 2568 พล.ต.วันชนะ สวัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (ผอ.สน.ปร.มน.) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ระบุว่า…

    เขมรกับแบบเรียนที่สร้างความเกลียดชัง สร้างอคติทำให้ชาวเขมรส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกว่าไทยคือเพื่อนบ้านเลย และนำอคติเหล่านี้มาสร้างคะแนนความนิยมของผู้นำเขมร

    1.เริ่มจากแบบเรียนแรกที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งไทย-เขมร คือแบบเรียนเรื่องพระโคพระแก้ว ที่เล่าถึงสยามเป็นผู้ขโมยพระโคและพระแก้วไป

    จากนั้นได้นำอารยะธรรม ความเจริญต่างๆออกมาจากท้องของพระโคทำให้สยามเจริญรุ่งเรืองขึ้นและเขมรเริ่มเข้าสู่ยุคมืดตั้งแต่บัดนั้น  จากแบบเรียนนี้ ได้ถูกขยายให้กว้างโดยนักค้นคว้าชาวฝรั่งเศส ชื่อ Gustave Janneau พิมพ์และเผยแพร่ครั้งแรกอีกทั้งยังพิมพ์สฉบับภาษาฝรั่งเศส ชื่อ Manuel pratique de langue cambodgienne เมื่อ ปี พ.ศ.2413 ซึ่งเป็นช่วงต้นรัชสมัย ร.5

    2. แบบเรียนสังคมศึกษา6เล่ม เล่มที่7-12 ครอบคลุมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6

    2.1 ม.1 เล่ม7 เนื้อหาไม่หนักมาก เป็นเพียงการกล่าวถึงการศึกษาทางโบราณคดีของกัมพูชาที่เชิดชูอารยธรรมขอม-เขมรว่าเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญคือการตั้งคำถามว่าถ้าไม่มีอารยธรรมของแล้วเพื่อนบ้านจะนำอารยธรรมมาจากไหน เป็นคำถามชี้นำเพื่อให้เห็นว่าประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างได้รับอารยธรรมจากของเท่านั้น

    2.2 ม.2 เล่ม8 เล่มนี้ดูเหมือนจะ มีปัญหากับสยามมากที่สุด สยามยกทัพมาตีพระนคร นำเอาคำและภาษาเขมรไปใช้ในภาษาสยาม โดยพ่อขุนรามคำแหงดัดแปลงให้เป็นอักษรเสียม ไทยเป็นโจรที่ปล้นแผ่นดินและมรดกทางวัฒนธรรมของเขมร

    2.3 ม.3 เล่ม9 ไทยเป็นชนชาติที่เก่งด้านการรบเคยแพ้พม่าและเสียกรุงถึงสองครั้ง อีกทั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรของเขมรที่ไทยมาชิงไป

    2.4 ม.4 เล่ม10 สยามเข้ายึดพระนครได้สำเร็จ ทั้ง 2 ครั้งที่ (ค.ศ. 1394-1401) ด้วยกลอุบายความเจ้าเล่ห์ไม่ใช่เพราะฝีมือการต่อสู้ เป็นเนื้อหาที่ต่อเนื่องมาจากเล่มที่แล้วว่าชาวสยามไม่เก่ง อีกทั้งยังกล่าวหาว่าชาวสยามปกครองเขมรด้วยความป่าเถื่อน

    2.5 ม.5 เล่ม11 สยามเนรคุณ โดยการใช้กลอุบายส่งพระสงฆ์มาสืบข่าวภายในบันทายละแวก และใช้กลอุบายสาดเงินพดด้วงเข้าไปในกอไผ่ เมื่อชาวเขมรตัดต้นไผ่เพื่อเอาเงินจึงทำให้เขมรไม่มีเครื่องกีดขวางทางธรรมชาติหลังจากนั้นชาวสยามจึงยึดเอาเขมรได้โดยง่าย

    2.6 ม.6 เล่ม12 กล่าวถึงประเทศไทยในสังคมร่วมสมัยและบิดเบือนความจริงโดยกล่าวให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยโดยเฉพาะรัชกาลที่9

    กล่าวโดยรวมคือประเทศไทย

    คือ ศัตรูของชาติเป็นกลุ่มคนที่มีความเจ้าเล่ห์และเนรคุณ ไม่ได้มีฝีมือการรบที่เก่ง แย่งชิงด้วยการปล้นวัฒนธรรมของเขมรไปเป็นของสยาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10hyaC7jrvh1nCShos-ci7

  • ที่น่าตกใจ คือกัมพูชายังคงแสดงตนเป็นเหยื่ออยู่ครั้งแล้ว ครั้งเล่า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ที่น่าตกใจ คือกัมพูชายังคงแสดงตนเป็นเหยื่ออยู่ครั้งแล้ว ครั้งเล่า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109483&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OunqdafVH67JgmnpRu8q2

  • “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    กากันมาลิก พระเอกอินเดียชื่อดัง โพสต์ขอโทษคนไทยหากทำให้เจ็บช้ำ! โดยเจ้าตัวโพสต์ภาพของตนเองถือธงไทยพร้อมข้อความว่า “นะโม พุทธายะ   ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อแฟน ๆ ชาวไทยทุกท่าน หากการเยือนกัมพูชาครั้งล่าสุดของผมก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม และผมเคารพประเทศนี้อย่างสุดซึ้ง

    “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    ต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ และด้วยความเคารพต่อประเทศไทย ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการและขอถอนตัวจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 

    การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุดและชัดเจนอย่างยิ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมพาคณะเดินทางมาเที่ยวกัมพูชาเป็นเวลาสามวัน และตามมาด้วยอีกห้าวันในประเทศไทย ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ใคร ๆ รู้สึกไม่สบายใจ

    “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผมทำงานในโครงการต่าง ๆ มากมายในประเทศไทยเพื่อช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์

     นอกจากนี้ ผมยังกำลังสร้างวัดในอินเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการยกย่องความรักและความเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทยประเทศไทยจะอยู่ในความทรงจำอันล้ำค่าของผมตลอดไป ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งอีกครั้งสำหรับความเจ็บปวดใด ๆ ที่เกิดขึ้น และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคต ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยจะเข้าใจฉันมากขึ้น และฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ต่อไป เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่สวยงามแห่งนี้ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนของคุณตลอดไป“

    “กากัน มาลิก” พระเอกดังอินเดีย ขอโทษคนไทย ประกาศยุตติบทบาททูตในเขมร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/foreign-entertainment/607953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OatuPuN7-8EvPJlnVHp5N

  • “กากัน มาลิก” พระเอกหนังดังชาวอินเดีย ประกาศลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีกัมพูชาแล้ว

    “กากัน มาลิก” พระเอกหนังดังชาวอินเดีย ประกาศลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีกัมพูชาแล้ว

    การเมือง

    “กากัน มาลิก” พระเอกหนังดังชาวอินเดีย ประกาศลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีกัมพูชาแล้ว

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจทางการของกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา (Ministry of Tourism of Cambodia) รายงานเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568ว่า กากัน มาลิก (Gagan Malik) นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ผู้เคยรับบท “พระพุทธเจ้า” ในภาพยนตร์และซีรีส์นานาชาติ เดินทางถึง สนามบินเตโช (Techo International Airport) กรุงพนมเปญ เพื่อร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว พร้อมเชิญชวนชาวอินเดียและนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนกัมพูชา

    กากันกล่าวชื่นชมกัมพูชาว่าเป็น “ดินแดนที่งดงามและปลอดภัย” โดยเฉพาะนครวัดที่ถือเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของผู้คนทั่วโลก อีกทั้งยังยกย่องสนามบินเตโชว่ามีความสวยงามทันสมัยและสะท้อนเอกลักษณ์พุทธศาสนาได้อย่างโดดเด่น

    อย่างไรก็ตาม กระแสกลับพลิก เมื่อกากันออกมาโพสต์ประกาศ ลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยระบุเหตุผลว่า “ ..ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อแฟน ๆ ชาวไทยทุกท่าน หากการเยือนกัมพูชาครั้งล่าสุดของผมก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม และผมเคารพประเทศนี้อย่างสุดซึ้ง ต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ และด้วยความเคารพต่อประเทศไทย  ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการและขอถอนตัวจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุดและชัดเจนอย่างยิ่ง..” และย้ำว่า “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง”

    โพสต์ดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมในกัมพูชาอย่างรุนแรง ชาวกัมพูชาจำนวนมาก รวมถึงบุคคลระดับผู้ใหญ่ ออกมาแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์กากันอย่างหนัก จนเจ้าตัวต้องปิดช่องคอมเมนต์ในโซเชียลเพื่อหลีกเลี่ยงกระแสดราม่า
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/448263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vmF_qCveEY7cyf9P-ehvr

  • ขนลุกทั้งโซเชียล! พบหินคล้าย “งูยักษ์” ริมลำน้ำเข็ก เชื่ออาจเป็นพญานาคราช

    ขนลุกทั้งโซเชียล! พบหินคล้าย “งูยักษ์” ริมลำน้ำเข็ก เชื่ออาจเป็นพญานาคราช

    พบหินคล้าย “งูยักษ์” ริมลำน้ำเข็ก ขนลุกทั้งโซเชียล เชื่ออาจเป็นพญานาคราช ชาวบ้านแนะควรพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้ TikTok ชื่อ “night141414 Good night” และเฟซบุ๊ก “กู๊ดไนท์ สาวม้งไทย” ได้โพสต์คลิปวิดีโอเผยภาพก้อนหินรูปร่างประหลาด ลักษณะคล้าย “งูยักษ์” ที่ ลำน้ำเข็ก ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์

    โดยเฉพาะใน TikTok ที่มียอดเข้าชมทะลุ 22 ล้านครั้ง พร้อมคอมเมนต์หลั่งไหลจำนวนมากหลายคนต่างแสดงความเชื่อและความศรัทธา เช่น

    • “เหมือนงูยักษ์มาก เห็นครั้งแรกถึงกับขนลุก เชื่อเต็มร้อยว่านี่คือพญานาค”
    • “ช่วงหน้าแล้งน่าจะเห็นชัด อยากให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว”
    • “หัวหินดำขลับเหมือนงูจริง ๆ ยาวทอดไปตามลำน้ำ ขนลุกมากค่ะ”
    • “น่าจะเกี่ยวกับตำนานพญานาคราช ถูกสาปให้กลายเป็นหิน”

    ตรวจสอบพื้นที่จริง พบหินดำคล้ายหัวงู

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าจุดดังกล่าวอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติเขาค้อ พื้นที่รอยต่อระหว่างเพชรบูรณ์กับพิษณุโลก ต้องเดินเท้าริมลำน้ำเข็กประมาณ 1.2 กิโลเมตร ก่อนถึงจะเจอเวิ้งน้ำลักษณะคล้ายน้ำวนแปลกตา

    เมื่อมองไปฝั่งตรงข้าม พบก้อนหินมีผิวคล้ายเกล็ดสีดำมันวาว ดูเหมือน “หัวงูขนาดใหญ่” ก้มหัวลงไปในน้ำ และยังมีแนวหินทอดยาวคล้ายลำตัวงูไปตามลำน้ำ

    ความเชื่อชาวบ้าน

    นายเชาวลิต ไชยแก้ว อายุ 28 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เผยว่า ตนศรัทธาในองค์พญานาคมาก และเคยไปเยือนถ้ำนาคา จ.บึงกาฬ มาแล้ว พอเห็นภาพในโซเชียลจึงรีบเดินทางมาดู และเมื่อเห็นกับตาถึงกับขนลุก เชื่อว่านี่คือร่างของพญานาคอย่างแน่นอน โดยรอบยังมีวังน้ำวน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าบริเวณนี้คือที่สถิตขององค์พญานาค

    เตือนนักท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะช่วงฝนตกทำให้ทางเดินลื่นเละ ระหว่างถ่ายทำผู้สื่อข่าวยังพบว่าน้ำในลำน้ำเข็กมีสีขุ่นเข้มและเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว คาดว่าเป็นน้ำป่าจากอำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก ทำให้ต้องรีบออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

    ทั้งนี้ ชาวบ้านแนะนำว่า หากใครอยากไปชมควรสอบถามคนในพื้นที่ก่อน และเหมาะสมที่สุดคือเดินทางในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูแล้งที่ปลอดภัยกว่า

    เรื่องราวหินปริศนาริมลำน้ำเข็กที่เพชรบูรณ์นี้ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียล หลายคนเชื่อว่าเป็น “พญานาคราช” และอาจกลายเป็น แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9848038/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZlF1mJE7tV22fKxD1-jFx

  • รมว.ท่องเที่ยว ปลื้ม IndiGo สายการบินยักษ์ใหญ่อินเดีย สนใจขยายบินตรงมาไทยเพิ่ม

    รมว.ท่องเที่ยว ปลื้ม IndiGo สายการบินยักษ์ใหญ่อินเดีย สนใจขยายบินตรงมาไทยเพิ่ม

    “รมว. อรรถกร” ปลื้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงเพิ่มสู่ไทย ทั้งเมืองหลัก–เมืองรอง ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี กระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค หนุนเศรษฐกิจฐานรากเติบโตยั่งยืน

    วันที่ 28 ก.ย. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานี, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2885645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21-YDUCKFVrUikAr9zeTja

  • สายการบิน IndiGo เจรจาเปิดบินเมืองรอง ดันนักท่องเที่ยวอินเดีย 2 ล้านคนเที่ยวไทย

    สายการบิน IndiGo เจรจาเปิดบินเมืองรอง ดันนักท่องเที่ยวอินเดีย 2 ล้านคนเที่ยวไทย

    พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เผยว่าในระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42ndSession of the ICAO Assembly) ซึ่งจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ ICAO เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ผู้บริหารของสายการบิน IndiGo ได้เข้าพบหารือ

    โดย สายการบิน IndiGo ได้แจ้งถึงความประสงค์ ที่จะขยายเส้นทางบินมายังประเทศไทยเพิ่มเติม เช่น อุดรธานี สุราษฏร์ธานี หาดใหญ่ เชียงราย และสนามบินอื่น ๆ พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณ CAAT ที่อำนวยความสะดวกในการทำการบินมายังประเทศไทยด้วยดีเสมอมา 

    ในปัจจุบัน สายการบิน IndiGo มีเครื่องบินมากกว่า 400 ลำ ซึ่งการขยายเส้นทางการบินดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไปยังเมืองหลักและเมืองรองของประเทศไทย เพิ่มเติมจากเส้นทางหลักที่ได้มีการทำการบินอยู่ในปัจจุบัน

    สายการบิน IndiGo หารือ CAAT ขยายเส้นทางบินเมืองรอง

     อีกทั้งยังเป็นส่งเสริมการการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย โดยในปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากอินเดียได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี

    ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640033&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CZ3TVeb4GjUyK57x5NAiY