Blog

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรี โดย นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาจํานวน 110,000 บาท แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจําปี 2568 ณ อาคารริมน้ำ สำนักงานใหญ่ กรุงศรี ทั้งนี้ มูลนิธิกรุงศรีได้มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีเยาวชนได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 120 ทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSaRw_HyuXx1PgOpCFX11

  • ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    วันนี้, 14:02น.

              นางสุจินดา เชิดชัย หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “เจ๊เกียว” ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย ได้เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568 สิริอายุ 88 ปี การจากไปของเธอถือเป็นการปิดตำนานนักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่ง ผู้สร้างอาณาจักรเชิดชัย จนกลายเป็นธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมรถโดยสารขนาดหมื่นล้านบาท

             หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม เจ๊เกียว ยังได้นั่งรถเข็นเดินทางไปมอบสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้กับพระมหาต่อ รักษาการเจ้าอาวาสวัดแจ้งใน อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อนำไปส่งต่อให้กับทหารและชาวบ้านที่อยู่ศูนย์อพยพตามแนวชายแดนไทย – กันพูชา

              เจ๊เกียว เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกคนที่ 6 ของครอบครัวฐานะธรรมดา เธอเป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่ 1 มาตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดในครอบครัว มารดาไม่อนุญาตให้เรียนต่อ ทำให้เธอต้องหยุดการศึกษาเพียง ประถมศึกษาปีที่ 4  หลังออกจากโรงเรียน เจ๊เกียวเริ่มต้นชีวิตด้วยการ ขายของตามสถานีรถไฟ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมาได้ไปเรียนตัดเสื้อ และเปิด โรงเรียนสอนตัดเสื้อ ของตนเอง ถือเป็นธุรกิจแรกที่ทำให้เธอมีรายได้และประสบการณ์การบริหาร

              จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 19 ปี และได้แต่งงานกับ นายวิชัย เชิดชัย เจ้าของกิจการอู่ต่อรถบรรทุกในโคราช การแต่งงานครั้งนี้ทำให้เธอก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจยานยนต์และการขนส่ง

              การสร้างอาณาจักร “เชิดชัยทัวร์” เจ๊เกียวและครอบครัวเริ่มขยายกิจการจากอู่ต่อรถบรรทุก ไปสู่ธุรกิจเดินรถโดยสารระหว่างจังหวัด ภายใต้ชื่อ “เชิดชัยทัวร์” ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เชิดชัยทัวร์ มีรถโดยสารกว่า 200 คัน วิ่งครอบคลุมหลายเส้นทางสำคัญทั่วประเทศ อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม กลายเป็นโรงงานผลิตและต่อรถโดยสารรายใหญ่ส่งออกไปหลายประเทศ มีมาตรฐานสูง ธุรกิจขยายสู่การขายรถยนต์ อะไหล่ และอสังหาริมทรัพย์ จนมูลค่ารวมสูงถึง หมื่นล้านบาท มีพนักงานในเครือมากกว่า 3,000 คน ความสำเร็จนี้ทำให้เธอได้รับฉายา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” อย่างสมศักดิ์ศรี บุคลิกเข้มแข็งและบทบาทสาธารณะ

    #เชิดชัยทัวร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155008&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CM46-m8PV0JBOBIIHAkIw

  • รฟม. จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568

    รฟม. จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568

    รฟม. จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568 มุ่งเน้น “เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI” ชูหัวข้อ “ก้าวใหม่ของระบบรางไทย: เชื่อมเมือง เชื่อมอนาคต” ผลักดันระบบขนส่งมวลชนสู่ความยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานสัมมนาวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ประจำปี 2568 (Knowledge Transfer Seminar on Rail Systems, Transportation, and Logistics 2025) โดยได้รับเกียรติจาก นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. และรองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว ณ ศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Learning Center) ถนนพระราม 9

    งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิดหลัก “เชื่อมต่อการเดินทางด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบราง (Connecting Journeys through Innovation and Digital Technologies in Rail Systems)” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ ด้านระบบขนส่งมวลชนทางราง พร้อมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยในอุตสาหกรรมระบบราง กิจกรรมหลักภายในงานวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. นิทรรศการแสดงผลงาน (Poster Exhibition) จัดแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรมและโครงการด้านระบบรางจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรทางวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจด้านการวิจัยระบบราง 2. การบรรยายและเสวนา (Knowledge Sharing & Panel Discussion) ประกอบด้วยการบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้รวม 8 หัวข้อ จากผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และ รฟม. ซึ่งครอบคลุมงานวิจัยสำคัญ เช่น การพัฒนาระบบตรวจจับแจ้งเตือนและป้องกันการบุกรุกในพื้นที่เขตระบบรถไฟฟ้า รฟม. ด้วย AI และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งจุดเด่นคือเวทีเสวนาทางวิชาการด้านนโยบายและเทคโนโลยีระบบราง ในหัวข้อ “ก้าวใหม่ของระบบรางไทย: เชื่อมเมือง เชื่อมอนาคต” ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับระบบรางที่ยั่งยืน และ 3. พื้นที่สร้างเครือข่ายทางวิชาการ (Networking Area) เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ รฟม. มุ่งหวังให้เป็นเวทีสำคัญ ในการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านระบบราง การขนส่ง และโลจิสติกส์ ในทุกภาคส่วน และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ในบริบทที่หลากหลาย เพื่อต่อยอดและสร้างโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านระบบรางของประเทศต่อไป ติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MdiGWr3pQd_B8CQ2MR0Ip

  • “อรรถกร” เล็งปั้น “บึงสีไฟ” ตามโมเดลกว๊านพะเยา  สู่แลนด์มาร์กเชิงท่องเที่ยว

    “อรรถกร” เล็งปั้น “บึงสีไฟ” ตามโมเดลกว๊านพะเยา สู่แลนด์มาร์กเชิงท่องเที่ยว

    “อรรถกร” ประเดิมภารกิจ ปั้น “บึงสีไฟ” ตามโมเดลกว๊านพะเยา ยกระดับเมืองรอง สู่แลนด์มาร์กเชิงท่องเที่ยว

    วันที่ 28 ก.ย. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตรเป็นแห่งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยมี นายจาตุรนต์ ภัคดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ โดยนายอรรถกร ได้ประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาในจังหวัดพิจิตร โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าเพียง 8 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม) จังหวัดสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 1,069 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กระทรวงฯ จึงตั้งเป้าสนับสนุนเมืองรองและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    นายอรรถกร ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม บึงสีไฟ แลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัด เพื่อสำรวจศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งถือเป็นนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก และร้านอาหาร รวมถึงมอบหมายกรมการท่องเที่ยวอบรมผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาเยือน

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกประทับใจ บึงสีไฟคือมรดกอันล้ำค่าที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่ชาวพิจิตรและคนไทยทุกคน กระทรวงฯ พร้อมจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย สำหรับแผนรับฤดูท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นที่จะมาถึง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยกระดับมาตรฐาน ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร โดยได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยอบรมผู้ประกอบการเพื่อให้ได้รับตราสัญลักษณ์มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว และจะส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับเทศกาลและพื้นที่ต่อไป”

    “การพัฒนาบึงสีไฟจะใช้โมเดลความสำเร็จของกว๊านพะเยา ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรฯ ได้ผลักดันจนเป็นแม่เหล็กท่องเที่ยว ซึ่งผมเชื่อว่า จังหวัดพิจิตรมีศักยภาพเดินรอยตามความสำเร็จดังกล่าว และสามารถก้าวขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2885625&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fFeKPl1Qdr1v9R59jKkpS

  • “กากัน มาลิค” โพสต์ภาพถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีกัมพูชา ย้ำไทยคือบ้านหลังที่สอง | เดลินิวส์

    “กากัน มาลิค” โพสต์ภาพถือธงไทย ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีกัมพูชา ย้ำไทยคือบ้านหลังที่สอง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ‘กากัน มาลิค’ นักแสดงอินเดีย ผู้เคยรับบท  ‘สิทธัตถะ’ ในซีรีส์ ‘พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก’ โพสต์ภาพของตนเองถือธงไทย และ​ข้อความ ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีท่องเที่ยวกัมพูชา หลังได้รับเชิญจากรัฐบาลกัมพูชา บอก ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    “ผมขอกราบขอโทษอย่างจริงใจต่อแฟนๆ ชาวไทยทุกท่าน หากการเดินทางไปกัมพูชาล่าสุดของผม ได้ทำให้เกิดความไม่สบายใจ

    ประเทศไทยถือเป็นบ้านหลังที่สองของผม และผมมีความเคารพต่อประเทศนี้อย่างลึกซึ้งที่สุด

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ และยุติบทบาทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่สุด และทำด้วยจิตใจที่ชัดเจน

    การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผมนำคณะไปเยือนกัมพูชา 3 วัน และต่อด้วยประเทศไทยอีก 5 วัน ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้ใครไม่สบายใจเลย

    ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการที่ประเทศไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม อีกทั้งผมยังได้สร้างวัดที่ประเทศอินเดียโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงถึงความรักและความเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะเป็นสถานที่พิเศษในใจของผมเสมอ ผมขออภัยอีกครั้งอย่างสุดซึ้งหากได้สร้างความไม่สบายใจ และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนชาวไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่งดงามแห่งนี้

    ผมซาบซึ้งในความรักและการสนับสนุนของทุกท่านเสมอ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5154092/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dziyupc4RIFbSseZ-_3Tu

  • เชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ยอดจองโรงแรมเริ่มคึกคัก สมาคมโรงแรมฯ วอนรัฐบาลจัดแพคเกจระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ นทท.ในประเทศ

    นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) ระบุการท่องเที่ยวเชียงใหม่เริ่มกระเตื้อง จากยอดจองห้องพักโรงแรมที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ทั้งในระดับโรงแรม 4-5 ดาว และ 3 ดาว ส่วนใหญ่จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ขณะเดียวกันหากจะกระตุ้นการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศ วอนทางรัฐบาลใหม่แม้จะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ช่วยจัดโปรโมชั่นแพคเกจท่องเที่ยวในระยะสั้นเพิ่ม

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวในภาคเหนือ และจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยังพอไปได้อยู่ในช่วงเดือนนี้ แต่ว่ามีข่าวดีในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เป็นทัวร์ที่จองมาจากต่างประเทศค่อนข้างดี เป็นระดับที่น่าพอใจ เช่น 1-10 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงสัปดาห์วันชาติจีน มีห้องพักจองมาแล้วกว่า 80% ในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว หรือระดับ 3 ดาว ก็จะมียอดจองถึงร้อยละ 70-80 เช่นกัน

    เป็นนิมิตรหมายที่ดีของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลลอยกระทงในเดือนพฤศจิกายน ห้องพักจะถูกจองไว้ล่วงหน้าเป็นปี นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวจีน ยังมีชาวยุโรป อเมริกาใต้ ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดจะเป็นชาวบราซิล ที่นิยมมาเที่ยวไทยมากขึ้น และมีจุดหมายส่วนหนึ่งมาที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม หรือธรรมชาติป่าเขา เป็นกลุ่มที่น่าสนใจมาก

    ในส่วนภาคการท่องเที่ยวภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ หวังว่ารัฐบาลใหม่ขอให้ช่วยพิจารณาแพคเกจการท่องเที่ยวสั้นๆ ให้คนไทยท่องเที่ยว เพราะว่าที่ผ่านมาคนไทยไม่มีการเดินทาง หรือเดินทางน้อยมาก และเข้ามาท่องเที่ยวในภาคเหนือหรือจังหวัดเชียงใหม่ไม่ถึง 10-20% จึงหวังว่าจะมีนโยบายที่ดีกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนในประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3780763/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GWZFFWMwUR03YIRKy0onq

  • ไทยคือบ้านหลังที่2!

    ไทยคือบ้านหลังที่2!

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.55 น.

    หลังจากที่ “กากัน มาลิค” (Gagan Malik) นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ผู้เคยรับบท เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์เรื่อง Sri Siddhartha Gautama ได้เดินทางไปช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ตามคำเชิญของรัฐบาล พร้อมสัมภาษณ์เชิญชวนให้นักท่องเที่ยว บินตรงมาเที่ยวกัมพูชาได้โดยตรง เพราะปัจจุบันกัมพูชามีสนามบินแห่งใหม่ ที่สามารถรองรับเครื่องบินทุกประเภทให้ลงจอดได้แล้ว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชาวเขมรฮือฮา! พระเอกหนัง’พระพุทธเจ้า’เยือนสนามบินเตโช

    ล่าสุด กากัน มาลิค ได้แถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก Gagan Malik เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “‘นโม พุทธาย’ ผมต้องขออภัยอย่างจริงใจต่อแฟนๆ ชาวไทยทุกคน หากการเดินทางเยือนกัมพูชาของผมเมื่อเร็วๆ นี้ได้สร้างความเจ็บปวดใดๆ ประเทศไทยคือบ้านหลังที่ 2 ของผม และผมมีความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อประเทศนี้

    การเดินทางไปยังกัมพูชาก่อนหน้านี้เป็นการนำกลุ่มทัวร์ไปเยือนเป็นครั้งแรก โดยมีกำหนดการเดินทางไปกัมพูชา 3 วัน และประเทศไทย 5 วัน ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะสร้างความไม่สบายใจใดๆ

    เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่มีค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุด และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ลาออกจากตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ และได้ก้าวออกมาจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุดและเกิดขึ้นด้วยความชัดเจนอย่างที่สุด

    ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการที่ประเทศไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม อีกทั้งผมยังได้สร้างวัดที่ประเทศอินเดียโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงถึงความรักและความเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะเป็นสถานที่พิเศษในใจของผมเสมอ ผมขออภัยอีกครั้งอย่างสุดซึ้งหากได้สร้างความไม่สบายใจ และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนชาวไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่งดงามแห่งนี้

    ผมซาบซึ้งในความรักและการสนับสนุนของทุกท่านเสมอ”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/917386&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q-XmVQGrcAVs2eFrzuV0t

  • ททท. มอบรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 | เข้มข่าวค่ำ | 28 ก.ย. 68

    ททท. มอบรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 | เข้มข่าวค่ำ | 28 ก.ย. 68

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดพิธีพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 สู่ 3 ทศวรรษรางวัลแห่งเกียรติยศ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย #ThailandTourismAwards #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/201892&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N-W5z5oqw9UIdWKOpDFfj

  • ถอดรหัส ‘เบียร์ ใบหยก’ ขยายธุรกิจโรงแรม สร้างอาณาจักร อาหาร-คอมมูนิตี้คนรักรถ

    ถอดรหัส ‘เบียร์ ใบหยก’ ขยายธุรกิจโรงแรม สร้างอาณาจักร อาหาร-คอมมูนิตี้คนรักรถ

    ปรัชญาทำธุรกิจไม่ทำตามกระแส เน้นแพชชั่น

    นายปิยะเลิศ ใบหยก หรือ “เบียร์ ใบหยกประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ใบหยก กรุ๊ป กล่าวถึง ปรัชญาในการทำธุรกิจของคุณเบียร์ คือ จะทำในสิ่งที่เข้าใจ ไม่ตามกระแส ธุรกิจโรงแรมถูกสร้างขึ้นในยุคของคุณพ่อ ซึ่งผมต้องรับผิดชอบในบริหารในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในการสานต่อธุรกิจ ส่วนธุรกิจอาหารและธุรกิจคอมมูนิตี้คนรักรถนี้เป็น “แพชชั่น” ของเขาเอง ที่สร้างขึ้นในยุคของเขา โดยมุ่งเน้นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ง่ายและคนทั่วไปเข้าใจได้

    นอกจากนี้ เขายังใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวในการโปรโมทธุรกิจ ซึ่งเขามองว่า “ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ผมว่าไม่มีวันนี้” และเชื่อว่าการรู้ว่า “ขายใคร” สำคัญกว่า “ขายอะไร” เพราะ “ขายใคร” จะนำไปสู่การเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

    คุณเบียร์ ใบหยก ย้ำว่า โรงแรมเป็นธุรกิจของครอบครัว ปัจจุบันเปิดให้บริการทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดรวมกว่า 12 แห่ง ล่าสุด คือ โรงแรม ควีนสแลนด์ ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ ที่เพิ่งจะเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ขนาด 300 ห้อง ลงทุนไปประมาณ 600-700 ล้านบาท โดยมีใบหยกสกาย กรุงเทพฯ (ใบหยก 2) เป็นโรงแรมที่ทำกำไรให้กลุ่มมากที่สุด และมีการโปรโมทมากที่สุด เนื่องจากมีกิจกรรมหลากหลายและเป็นโรงแรมขนาดใหญ่

    เบียร์ ใบหยก หรือ “ปิยะเลิศ ใบหยก”

    แต่คุณเบียร์ ก็ยอมรับว่า ธุรกิจโรงแรมในปีนี้แม้ปัจจุบันการท่องเที่ยวของไทยจะชลอตัว จากตลาดใหญ่ อย่างนักท่องเที่ยวจีน ที่ยังกลับมาไม่เต็มที่ และความท้าทายหลัก คือ ประเทศไทยมีราคาห้องพักที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ การปรับขึ้นราคาห้องพักจึงค่อนข้างยาก ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แต่โรงแรมไม่รู้สึกวิตกมากนัก เพราะเคยผ่านวิกฤตที่หนักกว่า อย่าง โควิด-19 มาแล้ว ทำให้ไม่กลัวต่อความท้าทายในปัจจุบัน หากตลาดใดไม่สามารถเข้ามาได้ ก็พร้อมปรับเปลี่ยนไปหาตลาดอื่นๆ ซึ่งหลังโควิด-19 ตลาดนักท่องเที่ยวกระจายตัวมากขึ้น

    ก่อนโควิดนักท่องเที่ยวหลักจะเป็นจีนและรัสเซีย แต่ปัจจุบันมีการกระจายตัวของลูกค้าจากทั่วโลกมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่ต้องพึ่งพิงตลาดใดมากเกินไป ตลาดไหนมีปัญหาก็ปรับกลยุทธไปตลาดอื่น ผมไม่คาดหวังการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน แต่หากกลับมาก็ถือเป็นโบนัส โดยตลาดของใบหยก จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ คิดเป็นสัดส่วน 60 %

    อีกทั้งการตลาดของกลุ่มใบหยก ก็มีการปรับเปลี่ยนอย่างชัดเจน ซึ่งด้วยความที่ผม เป็นยูทูปเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการโปรโมทโรงแรม เพราะลูกค้าคนไทยจะเข้าถึงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ส่วนลูกค้าต่างชาติ ก็ขายผ่าน Online Travel Agents (OTAs) และเอเย่นต์ในประเทศต่างๆ

    อีกทั้งนโยบายสำคัญของโรงแรมในกลุ่มใบหยก คือ จะไม่ใช้การตัดราคาเพื่อแย่งลูกค้า แต่จะเน้นคุณค่า และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เพราะลูกค้าจะชอบการเปรียบเทียบ และจุดขายของโรงแรมคือเราสร้างโรงแรมโดยมองเรื่องทำเลที่ตั้งที่เดินทางสะดวก อาทิ อยู่เส้นทางรถไฟฟ้า รวมถึงการรีโนเวทโรงแรมอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีบริการที่ดี เพราะเขาเชื่อว่าการลดราคาจะนำไปสู่การลดต้นทุน และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการ แม้ว่าต้นทุนในการดำเนินธุรกิจจะสูงขึ้นทุกปี เช่น เงินเดือนพนักงาน แต่ราคาห้องพักกลับปรับขึ้นได้ยากในตลาดปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตาม

    เปิดอาณาจักรธุรกิจ เบียร์ ใบหยก

    “ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมค่อนข้างแข่งขันสูง การที่เราเป็นเชนโรงแรมไทย มีข้อดีของการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น อาทิ การทำโปรโมชั่น หรือแพ็คเกจต่างๆ เราทำได้ทันที มองว่าสิ่งไหนทำแล้วทำเงิน ก็ทำได้ทันที ต่างจากเชนจากต่างประเทศที่การจะดำเนินการอะไรต้องขึ้นอยู่กับเมืองนอก”

    สำหรับเป้าหมายการเติบโตของโรงแรมเครือใบหยกในปีนี้ คุณเบียร์ ยังคงตั้งเป้าไว้อย่างน้อย 5% อัตราการเข้าพักเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70% และในช่วงไฮซีซันที่ผ่านมาเคยสูงถึง 80% ส่วนการเติบโตด้านรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก ถือว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ไปแล้วประมาณ 20% ตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะจองห้องพักล่วงหน้าเพียง 2-3 วัน แตกต่างจากสมัยก่อนที่จองล่วงหน้าเป็นเดือนผ่านเอเย่นต์

    ปักหมุดอนุสาวรีย์ชัยฯผุดสร้างโรงแรมใหม่

    นอกจากนี้กลุ่มใบหยก ยังมีแผนสร้างโรงแรมใหม่อีกแห่ง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พื้นที่ 22 ไร่ ขนาด 450 ห้อง คาดว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวโดยโรงแรมแห่งนี้อาจมีบริการที่เน้นด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรองรับญาติผู้ป่วยที่ต้องการที่พักใกล้โรงพยาบาลในย่านนั้น ซึ่งใช้เวลาก่อสร้าง 2-3 ปี

    เพิ่มจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการ โรงแรมวิกซ์ อนุสาวรีย์ชัย กรุงเทพฯ อยู่แล้ว 1 แห่ง ที่เป็นโรงแรมเล็กๆ แต่ได้เรทราคาสูง เพราะคนมาพักเยี่ยมญาติ หรือ เฝ้าไข้ นอกจากนี้เรายังมีที่ดินในเชียงใหม่ และหัวหิน ซึ่งอาจจะมีการพัฒนาในอนาคตตามความเหมาะสมของตลาด

    “แม้อัตราการเข้าพักโดยรวมของตลาดอาจไม่เติบโตมากนัก และเราต้องใช้ความพยายามในการหาลูกค้า แต่ผมมั่นใจว่ากลุ่มใบหยกยังคงไปต่อได้ และจะขยายธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในธุรกิจโรงแรมของกลุ่มใบหยก ใช้เงินลงทุนของตนเองทั้งหมด ไม่มีการกู้ยืม ทำให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ และสามารถลงทุนได้โดยไม่มีแรงกดดัน โดยผมมองว่าธุรกิจโรงแรมสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว จากการเน้นลงทุนในทำเลที่ดีใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ”

    ปั้น FAB ฟู้ดโฮดิ้ง เข้าตลาดหลักทรัพย์

    ไม่เพียงแต่การบริหารโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวเท่านั้น คุณเบียร์ ยังไปร่วมลงทุนกับเพื่อนๆพี่ๆที่รู้จัก เพื่อสร้างธุรกิจของตัวเองอีกด้วย อย่างธุรกิจอาหาร ภายใต้ “บริษัท เอฟเอบี ฟู้ดโฮดิ้ง” หรือ “ FABฟู้ดโฮดิ้ง ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ,อควา คอร์ปอเรชั่น และคุณเบียร์ โดยเขาถือหุ้นอยู่ 9 % และเป็นซีอีโอของ FAB ฟู้ดโฮดิ้ง

    การรวมแบรนด์อาหารของ ฟู้ด แฟคเตอร์ อควา และแบรนด์อาหารของคุณเบียร์ จะช่วยให้ธุรกิจอาหารเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ดีกว่าต่างคนต่างทำแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงได้ประโยชน์ด้านการจัดซื้อ และการโยกย้ายแบรนด์ตามทำเลที่ตั้งให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุด

    ปัจจุบัน“ FAB” ฟู้ดโฮดิ้ง มี 6-7 แบรนด์อาหารในเครือ และจะเพิ่มเป็นเกือบ 10 แบรนด์ จำนวนสาขารวมตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 200 กว่าสาขา และมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นเกือบ 300 สาขาภายในปีหน้า โดยแบรนด์อาหารใน FAB ฟู้ดโฮดิ้ง แบรนด์ที่ทำรายได้ดีที่สุด คือ ซานตา เฟ่ ซึ่งมีจำนวนสาขามากที่สุด ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ที่โดดเด่นคือ “เจ๊แดง” ซึ่งเป็นร้านส้มตำ”

    คุณเบียร์ ย้ำว่า กลยุทธ์ในการทำธุรกิจอาหารว่า จะไม่เน้นตามกระแสหรือ “เทรนด์วูบวาบ” เช่น หม่าล่า แต่จะมุ่งเน้นทำอาหารที่คนไทยคุ้นเคยและบริโภคได้ตลอด เช่น ส้มตำ หรือสเต๊ก ซึ่งเป็นที่รู้จักและมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และหนึ่งในแผนการขยายตลาดที่น่าสนใจ คือ การนำผลิตภัณฑ์ของเจ๊แดง เข้าจำหน่ายใน 7-Eleven โดยเป็นสินค้าประเภทอาหารพร้อมอุ่น เช่น คอหมูย่าง ซึ่งเพิ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้ แม้กำไรต่อหน่วยอาจไม่สูงนัก แต่ถือเป็นการสร้างแบรนด์ดิ้งและขยายการเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศผ่านช่องทางกว่า 10,000 สาขาของ 7-Eleven

    เปิดธุรกิจใหม่คอมมูนิตี้คนรักรถ

    ขณะเดียวกันด้วยความชื่นชอบส่วนตัวในรถยนต์ คุณเบียร์ได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ในชื่อ FAB Avenue ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถยนต์ครบวงจร โดยได้สิทธิ์ในการบริหารจัดการแบรนด์แต่งรถชื่อดังจากญี่ปุ่น จะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงต้นปีหน้า บนพื้นที่ 3 ไร่ บริเวณถนนทาวน์อินทาวน์ ภายใน FAB Avenue จะประกอบด้วย ร้านแต่งรถ คาร์แคร์ บริการติดฟิล์ม ร้านขายของที่ระลึก และคาเฟ่

    จุดประสงค์คือ การสร้างพื้นที่ให้คนรักรถได้เข้ามาใช้บริการ พบปะสังสรรค์ และแลกเปลี่ยนความรู้ โดยจะเน้นการตกแต่งชิ้นส่วนภายนอกรถยนต์ เช่น กระโปรงหน้า กันชนหน้า

    การลงทุนในธุรกิจ FAB Avenue อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนร่วมกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน คุณเบียร์ ย้ำหลักการในการเลือกหุ้นส่วนว่าต้อง “ไม่ลำบากเรื่องเงิน” และมีแพชชั่นเดียวกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาจะเป็นผู้บริหารหลักนั่นเอง

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,126 วันที่ 28 – 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640022&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YVgev9aOgR7SwuZFfZ-WJ

  • InnovestX ประเมินแนวโน้ม Q4/2568 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น

    InnovestX ประเมินแนวโน้ม Q4/2568 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ประเมินภาพรวมการลงทุนไตรมาส 4/2568 ว่า ทิศทางตลาดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มสดใสขึ้นหลังจากมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีน้อยและช้ากว่าที่เคยประกาศไว้ ณ เดือน เมษายน ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น แต่ต้องจับตาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว กดดันจากการส่งออกและภาคเศรษฐกิจในประเทศที่จะชะลอลง แต่เสถียรภาพการเมืองรวมถึงทีมเศรษฐกิจใหม่และนโยบายที่จะออกมาเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย โดย InnovestX ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าระดับต่ำกว่า 1,200 จุดเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ กลยุทธ์หลักคือการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ควบคู่กับการจัดพอร์ตอย่างสมดุลในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และ REITs เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการลดความผันผวนในระยะยาว

    นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เผยมุมมองเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4/2568 ว่า“บรรยากาศการลงทุนไตรมาส 4/2568 ชัดเจนขึ้น ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจคลี่คลาย โดยมีแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เร็วและแรงกว่าคาด แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่ไม่ถดถอย ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้หุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทย ด้านปัจจัยในประเทศ ความชัดเจนทางการเมืองหนุนให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้ SET Index รักษาแรงส่งเชิงบวกต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังคงแนะนำการกระจายพอร์ตลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ เพื่อสร้างผลตอบแทนควบคู่การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น”

    ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกไตรมาส 4/2568 และปี 2569 มีสัญญาณบวกมากขึ้น หลังสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี “Reciprocal Tariff” ต่ำกว่าที่ประกาศเดิม โดยประเทศพัฒนาแล้วถูกเก็บราว 15% และประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย 19–20% หนุนให้ GDP โลกปี 2568–2569 อาจขยายตัว 2.9% และ 3.0% ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนท่ามกลางตลาดแรงงานชะลอ แต่ยังเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากร ส่วนเศรษฐกิจจีนยังชะลอจากปัญหาโครงสร้าง คาดขยายตัวเพียง 4.4% และ 4.0% ในปี 2568 -2569 แม้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นและนโยบาย Anti-Involution เพื่อพยุงการเติบโต สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดชะลอใน 4 ไตรมาสข้างหน้า ทำให้ทั้งปี 2568–2569 โตเพียง 1.8% และ 1.4% แต่ยังพอได้แรงหนุนบางส่วนจากมาตรการเศรษฐกิจ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน”

    ด้าน นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าว “ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/2568 ความเสี่ยงขาลงจำกัด แม้ Upside ไม่กว้างนัก นักลงทุนควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้ธีม Domestic Play ที่หนุนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวท่องเที่ยว แนวโน้มดอกเบี้ยของ ธปท. และเงินบาทแข็งค่าที่ช่วยดึงเงินทุนต่างชาติ InnovestX ปรับเป้าหมาย SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าบริเวณต่ำกว่า 1,200 จุดน่าสนใจในการเข้าซื้อ กลยุทธ์หลักคือคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง งบดุลมั่นคง ได้อานิสงส์จากอุปสงค์ในประเทศ ดอกเบี้ยขาลง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ พร้อม Valuation สมเหตุสมผล หุ้นเด่น ได้แก่ AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการป้องกันความเสี่ยงและการเติบโตระยะยาว

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น หนุนการลงทุนเชิงบวก โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง จีนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ และแนวโน้ม Fed กับ ธปท. ลดดอกเบี้ย กลยุทธ์คือเน้นหุ้นวัฏจักรและอุตสาหกรรมที่เติบโตตามเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีที่ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นและดอลลาร์อ่อนค่า แม้ Upside หุ้นโลกจำกัด แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ โดยหุ้นเด่น ได้แก่ TSLA, MSFT, NVDA, AAPL, RTX, JPM (สหรัฐฯ), ASML, LVMH, BAE System, ABB, BNP Paribas, L’Oreal (ยุโรป) และ Tencent, Alibaba, SMIC, Trip.com, HKEX, Lenovo, Xpeng/Zeekr(จีน)

    ขณะที่ ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy Department และ Trading Product Specialist Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4/2568ควรจัดพอร์ตอย่างรอบคอบและกระจายความเสี่ยง หลังตลาดหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เมษายน โดยยังเน้นหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพสูง หรือกลุ่มอิงดัชนี S&P500 แบบ Equal Weight ในธีม Catch up play ขณะเดียวกัน หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและดอลลาร์อ่อนค่า เช่น Emerging markets โดยเฉพาะหุ้นจีนที่เราแนะนำต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และตลาดหุ้นไทยที่มีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

    ด้านตราสารหนี้ แนะนำลงทุนระยะสั้น–กลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพันธบัตรระยะยาว ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ REITs ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและเศรษฐกิจโลกฟื้น โดย REITs ไทยน่าสนใจกว่า REITs โลกจาก Dividend yield ที่สูงกว่า นอกจากนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลยังได้แรงหนุนจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดังนั้น ควรจัดพอร์ตแบบผสมผสานเพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทนควบคู่กับการลดความเสี่ยงระยะยาว

    กองทุนเด่นประจำไตรมาสเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทน ได้แก่ หุ้นจีน KFCSI300-A, หุ้นยุโรป ES-EG-A, ทองคำUOBSG-H และ REITs ไทย MPDIVMF สำหรับผู้สนใจหุ้นจีน สามารถลงทุนผ่าน DR23 ที่คัดเลือกหุ้นชั้นนำในธีมการเติบโตระยะยาว อาทิCATL23, HSHD23, SMIC23, BABA23, KUAISH23 อีกทั้งยังสามารถใช้ US Options เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงใช้ USD Futures ผ่านตลาด TFEX เพื่อบริหารความเสี่ยงค่าเงินได้เช่นกัน”

    InnovestX แพลตฟอร์มลงทุนที่มั่นใจได้ จากกลุ่ม SCBX ที่เดียวครบ ง่าย ได้เปรียบ ในทุกสภาวะตลาดทั่วโลก สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุน สามารถติดตามบทวิเคราะห์ และกลยุทธ์การลงทุนจาก InnovestX ที่ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ได้ที่ www.innovestx.co.th/cafeinvest และ Facebook: InnovestX หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: @InnovestX

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    กองทุนรวมมีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ผลตอบแทนในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DHjHY_oKR7KeEML_G52v7