Blog

  • Longevity Economy เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”

    Longevity Economy เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”

    การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์อย่างไม่เคยมีมาก่อน “ชีวิตที่ยืนยาว” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสังคมอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเมกะเทรนด์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy)

    แนวคิดนี้มีความกว้างและลึกยิ่งกว่า “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)” ที่เราเคยคุ้นเคย เพราะไม่ได้มองผู้สูงวัยเป็นเพียงผู้บริโภคในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับ “ชีวิตหลายช่วง” (Multi-Stage Life) ซึ่งการเรียนรู้ทักษะใหม่ การทำงาน และการสร้างคุณค่า สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขยาย “Healthspan” หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีและพร้อมจะสร้างมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจ

    เมื่อโลกกำลังตระหนักชัดเจนว่าประชากรสูงวัยไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ “พลัง”

    ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ตัวเลขในปี 2020 ระบุว่ากลุ่มประชากรนี้สร้างรายได้คิดเป็น 34% ของ GDP โลก หรือราว 45 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภคมากถึงครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั่วโลก ขณะที่การคาดการณ์ในปี 2050 ระบุว่ามูลค่าดังกล่าวจะพุ่งขึ้นเกือบ 118 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 40% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ากำลังซื้อของผู้สูงวัยคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง ซึ่งมีอิทธิพลต่อหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ นันทนาการ การเงิน ที่อยู่อาศัย หรือการขนส่ง

    ที่สำคัญพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิด “Health is the new luxury” ทำให้การลงทุนในสุขภาพและการใช้ชีวิตที่ดีงามกลายเป็นนิยามใหม่ของความหรูหรา จากเดิมที่ผู้คนมักแสดงสถานะผ่านวัตถุราคาแพงและดูแลสุขภาพเชิงรับ วันนี้กลับหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกบริโภคอาหารออร์แกนิก การเข้าฟิตเนส การใช้บริการสปาเชิงสุขภาพ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ หรือการตรวจสอบสุขภาพเชิงลึกผ่านตัวชี้วัดทางชีวภาพ กระแสนี้ยังส่งผลให้ธุรกิจหรูในหลายวงการตั้งแต่แฟชั่น ความงาม ไปจนถึงโรงแรมและร้านอาหาร เริ่มบูรณาการแนวคิด Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ซึ่งกำลังสร้างตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

    เมื่อ “สุขภาพดี” คือ “ความหรูหรารูปแบบใหม่”

    ความคิดของผู้บริโภคยุคนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง งานวิจัยจาก McKinsey ชี้ตรงกันว่านิยามของ “ความหรูหรา” ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การครอบครองวัตถุแบรนด์เนมราคาแพงอีกต่อไป แต่ได้ขยายความหมายไปสู่ “สุขภาวะที่ดีและอิสระในการใช้ชีวิต” เทรนด์ “Health is the new luxury” นี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย จากการแสดงออกผ่านวัตถุภายนอกมาสู่การลงทุนเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

    เมื่อย้อนกลับไปมองพฤติกรรมดั้งเดิม เราจะเห็นการแสดงออกที่เน้นการแสดงสถานะผ่านวัตถุราคาแพง และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรับ (Reactive Healthcare) คือรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงเข้ารับการรักษา

    แต่พฤติกรรมใหม่ในยุคนี้กลับมุ่งไปที่การลงทุนเพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) อย่างจริงจัง โดยแสดงออกผ่านการเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิก, การเป็นสมาชิกฟิตเนส, การใช้บริการสปาเพื่อสุขภาพ (Wellness Spa), การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ และการให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อติดตามและปรับปรุงสุขภาพของตนเอง

    การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างกว้างขวาง สังเกตได้จากการปรับตัวของแบรนด์หรู (Luxury Brand) ในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Fashion, Beauty, ร้านอาหาร, และโรงแรม ที่ต่างเริ่มพัฒนาประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ด้าน Health & Wellness มากขึ้น ตั้งแต่คอลเลกชันเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไปจนถึงเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ และโปรแกรม Retreat เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้ได้นำไปสู่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่กลายเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอายุยืน ซึ่งน่าจับตามองอย่างยิ่ง

    3 เสาหลักแห่งโอกาสในเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy)

    Longevity Economy ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายซึ่งตอบสนองต่อความต้องการที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงไปจนถึงบริการด้านไลฟ์สไตล์ โดยสามารถแบ่งโอกาสการลงทุนที่สำคัญออกเป็น 3 เสาหลักที่เป็นหัวใจของเมกะเทรนด์นี้ คือ

    1. สุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ (Health & Bio-Tech)

    กลุ่มธุรกิจนี้คือหัวใจของการยืดขยาย “Healthspan” โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมทางเภสัชภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อชะลอความเสื่อมและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ จากข้อมูลของ Market Research Future ตลาดกลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 21,290 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปถึง 63,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 นวัตกรรมที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่:

    • Senolytics: เทคโนโลยีและยาที่มุ่งเป้าไปที่การกำจัดเซลล์ชรา (Senescent Cells) ซึ่งเป็นต้นตอของความเสื่อมในร่างกาย

    • เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine): ศาสตร์การแพทย์ที่เน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพในระดับเซลล์

    • AI ทางการแพทย์เชิงป้องกันและเฉพาะบุคคล (Preventive & Personalized Medicine): การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และวางแผนการดูแลเชิงป้องกันได้อย่างแม่นยำสำหรับแต่ละบุคคล

    1. เวลเนสและไลฟ์สไตล์ (Wellness & Lifestyle)

    เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ (Wellness) จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว โอกาสในกลุ่มนี้มีความหลากหลายและใกล้ตัวผู้บริโภค ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้แก่:

    • ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการพำนักระยะยาว (Wellness & Long-stay Tourism): การท่องเที่ยวที่ผสมผสานการพักผ่อนเข้ากับการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พำนักได้นานขึ้น

    • ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและสุขภาพ: แบรนด์ระดับโลกอย่าง Estee Lauder ได้เปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ “Aging Gracefully” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการดูดีอย่างสมวัย ขณะที่ Nestlé ก็ปรับเปลี่ยนการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้งานได้สะดวกขึ้น

    • สุขภาพจิต (Mental Health): ตลาดนี้มีขนาดใหญ่มาก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้คนราว 1,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีปัญหาด้านนี้ ส่งผลให้ธุรกิจอย่างแอปพลิเคชันนั่งสมาธิ เช่น Calm (แอปพลิเคชันสีฟ้า) สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์

    1. เทคโนโลยีและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย (Age-Tech & Retirement Living)

    เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ตลาด Age-Tech ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมเทคโนโลยีอย่าง การแพทย์ทางไกล (Telemedicine), อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) สำหรับติดตามสุขภาพ และ บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัย

    ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ “Retirement Living” หรือโครงการที่พักอาศัยที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ถูกมองว่า เป็นกลุ่มหลักที่สำคัญที่สุดในระยะยาว เมื่อเทียบกับอีกสองเสาหลัก เหตุผลเชิงกลยุทธ์คือธุรกิจนี้ตั้งอยู่บนการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านกายภาพและสังคมสำหรับคนวัยเดียวกันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างสูง

    จากภาพรวมโอกาสระดับโลก เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่มี ‘แต้มต่อ’ ที่สำคัญในสมรภูมินี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณด้านบริการของคนไทยที่ตอบโจทย์ธุรกิจ Wellness ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่สร้างตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ เครือข่ายโรงพยาบาลและบุคลากรการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล วัตถุดิบสมุนไพรและอาหารไทยที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้รวมกันคือระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง และสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรม Longevity Economy

    สำหรับนักลงทุน โอกาสนี้สามารถแปลงเป็นการลงทุนที่จับต้องได้ ทั้งในตลาดโลกและตลาดหุ้นไทย ระดับโลกมีตัวเลือกกองทุนอย่าง Janus Global Life Sciences Fund หรือกองทุน Healthcare ของจีนที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องตั้งแต่โรงพยาบาลชั้นนำอย่าง BDMS, BH, BCH, PR9 ไปจนถึงธุรกิจอาหารเสริมอย่าง MEGA และ APCO ธุรกิจอาหาร Plant-Based อย่าง NRF รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อผู้สูงวัยอย่าง NOBLE และ ORIGIN การลงทุนในหุ้นเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนการเติบโตตามเมกะเทรนด์ แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร

    ท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นคือโอกาสหรือภาระ?” อาจตอบได้อย่างชัดเจนว่า “คือโอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดคิด

    การมีอายุยืนยาวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความท้าทายเชิงสังคม แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ซึ่งกำลังสร้างตลาดมหึมาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังการบริโภคของประชากรกลุ่มนี้ สำหรับประเทศไทย หากสามารถพลิกมุมมองและวางกลยุทธ์ที่สอดรับได้อย่างถูกทาง “ชีวิตที่ยืนยาว” จะไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ แต่จะกลายเป็นโอกาสทองที่ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่งคั่ง และวางรากฐานให้กับอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศได้อย่างแท้จริง

    อ้างอิง:

    https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1200503

    Longevity Economy สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/731111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IHYJi2hVN-zjdae38wCxu

  • เศรษฐกิจซบเซา ดันคนไทย ‘กลับเข้าครัว’ The 1 Insight เผยยอดใช้จ่ายกลุ่ม

    เศรษฐกิจซบเซา ดันคนไทย ‘กลับเข้าครัว’ The 1 Insight เผยยอดใช้จ่ายกลุ่ม

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2568 The 1 Insight ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย โดยมีแนวโน้มการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการที่ผู้คนหันมาทำอาหารรับประทานเองที่บ้านมากขึ้น

    ส่งผลให้การใช้จ่ายในหมวดหมู่นี้ขยายตัวทั้งในด้าน ‘ปริมาณ’ และ ‘ความถี่’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบและลดการรับประทานอาหารนอกบ้านลงอย่างเห็นได้ชัดตามที่สื่อต่างๆ ได้รายงานอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

    ปรากฏการณ์ ‘กลับเข้าครัว’ นี้ส่งผลให้ความนิยมในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบทำอาหาร (Cooking Ingredients) เพิ่มสูงขึ้นและเติบโตถึง 2 เท่าในปีนี้ แต่การทำอาหารเองไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการควบคุมค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิตรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยดูแลทั้งสุขภาพกายของตนเองและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านมื้ออาหาร

    เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมในแต่ละช่วงวัย พบว่ากลุ่ม Silver Spenders แม้จะมีจำนวนน้อยที่สุด แต่กลับมียอดใช้จ่ายต่อคนสูงกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า โดยเน้นเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูงเป็นหลัก เช่น เนื้อสัตว์เกรดพรีเมียมและผักออร์แกนิก

    ส่วนกลุ่ม Gen X และ Millennial Family ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของตลาด Grocery โดยมียอดใช้จ่ายโดยรวมสูงสุด สินค้ายอดนิยมของกลุ่มนี้คือวัตถุดิบพื้นฐานอย่างเนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องปรุง ซึ่งสะท้อนถึงการทำอาหารเป็นกิจวัตรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติ

    ขณะที่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ จะมีพฤติกรรมการบริโภคแบบผสมผสานระหว่างการทำอาหารเองควบคู่ไปกับการเลือกซื้อสินค้าสะดวกทาน เช่น โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง และขนมปัง

    นอกจากนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับสินค้าเพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นกระแสมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มโปรตีนหรือนมทางเลือกต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพ

    นอกเหนือจากพฤติกรรมรายเจเนอเรชันแล้ว รูปแบบการจับจ่ายยังเปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย โดยพบว่าผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าในวันธรรมดามากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนจาก ‘ซื้อรายสัปดาห์’ มาเป็น ‘ซื้อรายวัน’ ที่ชัดเจนขึ้น

    อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือการเติบโตของยอดใช้จ่ายในต่างจังหวัดที่สูงกว่ากรุงเทพฯ โดยยอดใช้จ่ายต่อครั้งเติบโตสูงกว่าถึง 2 เท่า ทำให้พื้นที่นอกเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้ากลุ่ม Grocery ในปีนี้

    ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจอย่างยืดหยุ่น รอบคอบ และเลือกซื้อสินค้าอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

    ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับบริการ Delivery และการสร้างประสบการณ์แบบ Omnichannel ที่เชื่อมต่อทุกช่องทาง เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายและรวดเร็วของไลฟ์สไตล์คนเมือง


    ภาพ: DG FotoStock / Shutterstock

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/the1-insight-grocery-trend-2568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x4xQjR9-iNnLb6znsMkrM

  • อิหร่านประณามการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของUN หลังเจรจานิวเคลียร์ล่มสลาย

    อิหร่านประณามการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของUN หลังเจรจานิวเคลียร์ล่มสลาย

    อิหร่านออกมาประณามการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหประชาชาติต่อโครงการนิวเคลียร์ว่าเป็นการกระทำที่ ‘ไม่มีเหตุผล’ หลังการเจรจากับมหาอำนาจตะวันตกล่มสลาย และการโจมตีสถานีพลังงานปรมาณูโดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา

    การคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

    มาตรการลงโทษที่ห้ามการติดต่อค้าขายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนิวเคลียร์และขีปนาวุธของสาธารณรัฐอิสลามมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนหลังจากมหาอำนาจตะวันตกเรียกใช้กลไกที่เรียกว่า ‘snapback’ ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า การใช้มติที่ถูกยกเลิกแล้วนั้นไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย ไม่สามารถแก้ต่างได้ ทุกประเทศต้องงดเว้นจากการยอมรับสถานการณ์ผิดกฎหมายนี้

    ปฏิกิริยาจากมหาอำนาจโลก

    แม้จะมีการคว่ำบาตรอีกครั้ง ผู้นำตะวันตกเน้นย้ำว่าช่องทางการเจรจายังคงเปิดอยู่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้อิหร่าน ยอมรับการเจรจาโดยตรงที่จัดขึ้นอย่างสุจริตใจ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีระบุในแถลงการณ์ร่วมว่าจะยังคงแสวงหาทางออกทางการทูตใหม่เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

    ความล้มเหลวของความพยายามสุดท้าย

    ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเสนอให้การผ่อนผันระยะสั้นเพียงแค่แลกกับการมอบยูเรเนียมเข้มข้นทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยอมรับไม่ได้

    ความพยายามในนาทีสุดท้ายของรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ในการเลื่อนคำลงโทษออกไปจนถึงเดือนเมษายนไม่ได้รับคะแนนเสียงเพียงพอในคณะมนตรีความมั่นคงเมื่อวันศุกร์

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ประชาชนชาวอิหร่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของคำลงโทษใหม่ต่อเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว วิศวกรชาวอิหร่านวัย 50 ปีชื่อ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยากลำบากอยู่แล้ว แต่จะแย่ลงไปอีก

    ดอลลาร์สหรัฐซื้อขายในตลาดมืดที่ประมาณ 1.12 ล้านเรียลเมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามเว็บไซต์ติดตามอัตราแลกเปลี่ยนหลายแห่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/iran-condemns-un-sanctions-return-nuclear-talks-collapse&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M931fmzTIIG6lVXKfdGUK

  • “เติ้น ทัศนพล” เข้ารับพระราชทานรางวัลเยาวชนดีเด่น สาขากีฬา-นันทนาการ

    “เติ้น ทัศนพล” เข้ารับพระราชทานรางวัลเยาวชนดีเด่น สาขากีฬา-นันทนาการ

    “เติ้น ทัศนพล” เข้ารับพระราชทานรางวัลเยาวชนดีเด่น สาขากีฬา-นันทนาการ

    “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักแข่งดาวรุ่งฟอร์มูล่า 3 เข้ารับพระราชทานรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 จากกระทรวง พม. ในสาขาการศึกษา กีฬา และนันทนาการ สะท้อนความมุ่งมั่นทุ่มเททั้งด้านการศึกษาและเส้นทาง Motorsport ระดับโลก พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ “กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ”

    “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์  ทายาทคนรุ่นใหม่ของตระกูลอินทรภูวศักดิ์ ผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในแวดวงมอเตอร์สปอร์ต เข้ารับพระราชทานรางวัล “เด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2568 ในสาขาการศึกษา กีฬา และนันทนาการ จาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมวายุภักดิ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

    ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เสด็จไปในการเปิดงาน วันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “4 ทศวรรษ ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกัน พัฒนา ใฝ่หาสันติ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มอบ เกียรติบัตรและโล่เกียรติยศ แก่เด็กและเยาวชนดีเด่น รวมถึงผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

    การได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ “เติ้น”  ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ ที่สะท้อนถึงความทุ่มเททั้งด้านการศึกษา กีฬา และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนการต่อยอดความหลงใหลในกีฬา Motorsport สู่การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสืบสานวิสัยทัศน์ของ AAS Group ในการขับเคลื่อนความเป็นเลิศทั้งด้านธุรกิจและการพัฒนาสังคม

    รางวัลนี้ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของ “เติ้น” ในการพัฒนาตนเองรอบด้าน ไม่เพียงในเส้นทางการศึกษาและการกีฬา แต่ยังรวมถึงบทบาทเชิงรุกในการผลักดันวงการ Motorsport ไทย ทั้งการร่วมแข่งขันในสนามระดับนานาชาติและการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาเยาวชนที่สนใจกีฬามอเตอร์สปอร์ต

    “เติ้น” ทัศนพล กล่าวถึงความรู้สึกหลังรับรางวัลว่า “การได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติส่วนตัว แต่ยังเป็นกำลังใจให้ผมเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เพราะผมเชื่อว่าการศึกษา กีฬา และกิจกรรมที่มีคุณค่า สามารถพาเราไปไกลกว่าที่คิด ผมภาคภูมิใจที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย การที่ธงชาติไทยถูกโบกขึ้นในสนามแข่งต่างประเทศ ทำให้ผมรู้สึกว่า ความทุ่มเทและความพยายามไม่สูญเปล่า และเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากทำให้ดียิ่งขึ้น การแข่งรถในระดับโลกไม่ใช่เพียงเรื่องของกีฬา แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยบนเวทีนานาชาติ ผมหวังว่าผลงานและความพยายามของผมจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และเชื่อมั่นว่าเยาวชนไทยสามารถก้าวไปยืนในเวทีระดับโลกได้ครับ”

    ด้วยวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากล “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ จึงไม่เพียงเป็น “นักแข่ง” หากยังเป็นตัวแทนของทายาทธุรกิจที่มุ่งมั่นสืบสานเจตนารมณ์ของ AAS Group และวงการ Motorsport ไทย ในการขับเคลื่อนความเป็นเลิศทางธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจและการพัฒนาสังคม

    ที่มาของภาพ : AAS Motorsport

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/motor-sport/91121/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Moz_PPlwvWhaUbUZDq7Sl

  • เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สุดท้าย ซื้อคืน-จ่ายชดเชย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สุดท้าย ซื้อคืน-จ่ายชดเชย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สุดท้าย ซื้อคืน-จ่ายชดเชย

    เต็นท์มือสองขายรถชำรุด สภาผู้บริโภคช่วยผู้บริโภคชนะคดี สุดท้ายเต็นท์ยอมซื้อคืนรถ พร้อมจ่ายชดเชยผู้บริโภครวมกว่า 5.7 แสน

    ในปัจจุบันรถยนต์มือสองจำนวนมากออกมาสู่ตลาดและมีราคาไม่สูง จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อรถยนต์มือสองเพิ่มมากขึ้น แต่การซื้อรถมือสองมีความเสี่ยงได้รถชำรุดอาจถูกปกปิดโดยเต็นท์ เช่นกรณีผู้บริโภคที่เลือกซื้อรถยนต์มือสองยี่ห้อดังจากเต็นท์รถในกรุงเทพมหานคร แต่หลังใช้งานกลับพบความชำรุดบกพร่องทั้งอาการสะดุดและเสียงผิดปกติ อีกทั้งยังตรวจพบว่าอะไหล่ชิ้นส่วนสำคัญของรถถูกตัดออก จนนำไปสู่การร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือดำเนินการทางกฏหมายที่นำมาสู่การฟ้องร้อง และไกล่เกลี่ยหลังฟ้องโดยเต็นท์รถยอมซื้อรถคืน และจ่ายค่าชดเชย

    สุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นมาจากผู้บริโภคในต่างจังหวัดซื้อรถยนต์มือสองยี่ห้อดังจากเต็นท์รถแห่งหนึ่ง แต่หลังใช้งานไม่นานพบว่ารถมีอาการสะดุดและมีเสียงผิดปกติ เมื่อผู้บริโภคแจ้งพนักงานขาย กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสามารถใช้งานได้ตามปกติ ต่อมาผู้บริโภคได้นำรถเข้าตรวจสอบโดยศูนย์บริการที่น่าเชื่อถือ พบว่าอะไหล่ชิ้นส่วนสำคัญของระบบรถยนต์ถูกตัดออก ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของรถ ผู้บริโภคจึงตัดสินใจร้องเรียนเข้ามาที่หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาผู้บริโภค เพื่อให้ช่วยเหลือดำเนินการ

    “เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่ของสภาผู้บริโภคได้ตรวจสอบสภาพรถ พบว่ามีความชำรุดจริงและขาดชิ้นส่วนสำคัญ จึงได้รวบรวมหลักฐานทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และผลการตรวจสอบจากศูนย์บริการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจาและฟ้องคดีเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค” สุรกิจ กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้พยายามเจรจาในหลายขั้นตอน ทั้งในชั้นหน่วยงานและการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล โดยได้ยืนยันข้อเรียกร้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้บริษัทผู้ขายต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้บริษัทผู้ขายยังคงปฏิเสธโดยอ้างว่า ผู้บริโภคใช้รถมาเกือบ 2 ปี จึงอาจถือเป็นการยอมรับสภาพรถแล้ว

    สุรกิจ อธิบายว่า แม้ผู้บริโภคจะใช้รถมานานเกือบ 2 ปี ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางคดี แต่สภาผู้บริโภคได้ใช้เทคนิคทางกฎหมายพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าความบกพร่องของรถเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการส่งมอบและไม่เป็นไปตามที่โฆษณา กระทั่งหลังการยื่นฟ้องสามารถไกล่เกลี่ยจนบรรลุข้อตกลง โดยบริษัทเต็นท์รถมือสองยอมรับข้อเสนอของผู้บริโภคในการซื้อคืนรถยนต์ พร้อมจ่ายชดเชยแก่ผู้บริโภค จำนวน 415,919.16 บาท และจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกกว่า 154,083.84 บาท ทั้งหมดเป็นมูลค่ากว่า 570,003 บาท ถือเป็นผลสำเร็จในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และเป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดรถยนต์มือสอง

    สำหรับข้อแนะนำแก่ผู้บริโภคที่อาจเจอปัญหาในการซื้อรถมือสอง ขอเน้นย้ำว่า ควรรีบเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งข้อบกพร่องต่อผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษร หากมีสัญญาเช่าซื้อ ต้องแจ้งบริษัทไฟแนนซ์ควบคู่ด้วยเพื่อให้มีการรับผิดชอบร่วมกัน นอกจากนี้ควรนำรถเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ หากผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนผู้บริโภค 1502 หรือ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค

    สุรกิจทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องไม่ยอมแพ้ในการเรียกร้องสิทธิ หากถูกละเมิดสามารถติดต่อหน่วยงานเพื่อขอความช่วยเหลือได้ สภาผู้บริโภคพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในการปกป้องสิทธิอย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/used-car-compensation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hayDHyOYLD5KsjYhjyatU

  • ก้องสนั่น! รือเสาะจัดศึกนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 10 สุดยิ่งใหญ่ | TOPNEWS

    ก้องสนั่น! รือเสาะจัดศึกนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 10 สุดยิ่งใหญ่ | TOPNEWS

    วันที่ 28 ก.ย.  2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สนามสำนักงานเทศบาลตำบลรือเสาะ จ.นราธิวาส ได้เปลี่ยนเป็นเวทีประลองเสียงของนกเขาชวาจากทั่วภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ในงานแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดโดยเทศบาลตำบลรือเสาะร่วมกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงเชียร์จากผู้เลี้ยงนกและผู้ชมตลอดงาน โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ

    การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 6 ประเภทเสียงหลัก ทั้งเสียงใหญ่ กลาง เล็ก ดาวรุ่ง และเบบี้ 1-2 โดยผู้ชนะในแต่ละประเภทต่างคว้ารางวัลถ้วยพระราชทานฯ ไปครองอย่างภาคภูมิใจ อาทิ “แบแซ จาแบปะ” คว้าชัยในรุ่นเสียงใหญ่ และ “PTB อ.ศาลาใหม่” จากนราธิวาส คว้ารางวัลดาวรุ่ง ทั้งนี้ งานยังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงนกเขาเสียงและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการแข่งขันแล้วยังมีการจำหน่ายอุปกรณ์เลี้ยงนก และกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดแคลนถึง 40 ทุนอีกด้วย

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นในภาคใต้ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยรายได้ทั้งหมดจากงานจะถูกนำไปสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นอีกก้าวของการใช้กิจกรรมวัฒนธรรมในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

    กรียา เต๊ะตานี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นราธิวาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1334486&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G95PD-WrKVncL9GQAPo4B

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่องปรากฏการณ์‘อีสานแตก’ ‘กล้าธรรม’กำลัง‘ตีท้ายครัว’ , ‘ไผ่-เบนซ์’คอหอย-ลูกกระเดือก ท่องเที่ยวกีฬา‘มวยไทย’กุนขแมร์

    เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่องปรากฏการณ์‘อีสานแตก’ ‘กล้าธรรม’กำลัง‘ตีท้ายครัว’ , ‘ไผ่-เบนซ์’คอหอย-ลูกกระเดือก ท่องเที่ยวกีฬา‘มวยไทย’กุนขแมร์

    เรื่องมันมีอยู่ว่า  ภาคอีสานที่เป็นสมรภูมิช่วงชิงเก้าอี้ สส.ของพรรคการเมือง เวลานี้พรรคที่เคยครองพื้นที่อ่อนแรงลง  พรรคใหม่ที่ใจถึง พึ่งได้ก็เข้ามาแทนที่ ให้ดูจากการประกาศของ ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า ที่บอกว่า อีสานตอนนี้ไม่มีเจ้าของ <>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ อรรถกร ศิริลัทธยากร แต่มีคู่หู ที่เกือบเป็นรัฐมนตรีอย่าง ไผ่ ลิกค์ มาประกบ เลยเหมือนมี 2 แรงใน 1 กระทรวง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    ส่องปรากฏการณ์‘อีสานแตก’

    ‘กล้าธรรม’กำลัง‘ตีท้ายครัว’

    ‘อีสานวันนี้ไม่มีเจ้าของ’ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม หรือที่เรียกกันวงในว่า ‘ผู้นำทางจิตวิญญาณ’ พรรคกล้าธรรม ‘กล้าประกาศ’ ตัว 2 พ่อลูก ‘พิทักษ์พรพัลลภ’ อย่างชูวิทย์ และสุดารัตน์ สส.อุบลราชธานี นักการเมืองผู้ร่วมหัวจมท้ายกับ ทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย

    ‘ชูวิทย์ กุ่ย’ คนเลี้ยงเสือเมืองอุบลนั้น เริ่มต้นที่ประชาธิปัตย์ จากนั้นไหลไปความหวังใหม่ และไปไทยรักไทยและสุดท้ายก็เลื่อนเข้า ‘กล้าธรรม’

    บางคน ‘หลงเหลี่ยม’ คิดไปว่า พรรคภูมิใจไทย จะใช้โมเดลแบบไทยรักไทยที่ประสบความสำเร็จมาก่อน เอาจริง ๆ ความสำเร็จของ ‘ไทยรักไทย’ มาจากความใหม่ ความทันสมัยของทักษิณ ใช้การตลาดนำการเมือง นโยบายแบบ ‘ประชานิยม’ ที่สำคัญ ‘กวาดต้อน’การเมืองแบบ ‘ยกก๊วน’

    วังน้ำเย็นของเสนาะ เทียนทองนั้นมาก่อนใครเพื่อน จากนั้นก็เกิด ‘สารพัดวัง’ อาทิ วังน้ำยม ของสมศักดิ์ เทพสุทินและ ‘คู่หู’ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ‘วังพญานาค’ ของพินิจ จารุสมบัติ และ ‘วังบัวบาน’ ของเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของทักษิณ

    แต่การเมือง ‘วันนี้’ ต่างออกไป โดยการเมืองแล้วเชื่อว่า รัฐบาลหน้าเป็น ‘รัฐบาลผสม’  ฉะนั้น การเมืองจะเป็นแบบ ‘3 ขั้ว’  แดง-ส้ม-น้ำเงิน

    ‘ส้ม’ นั้นมากับกระแส ซึ่งวันนี้ ‘ไม่แรง’ เหมือนก่อนเก่า ส่วนน้ำเงินก็กำลัง ‘ขึ้นหม้อ’ ดูจากชัยชนะในสนามเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ และน่าจะเลยไปถึงสนามที่ จ.กาญจนบุรี

    ส่วน‘แดง’ นั้นเพลี่ยงพล้ำหนัก และกำลังตกอยู่ในสภาพ ‘หาหัว’ ไม่ได้ แถมระส่ำระสายถูกพรรคกล้าธรรมซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่าคือ ‘สาขาที่ 1’ ของพรรคเพื่อไทย ที่กำลังปฏิบัติการ ‘ตีท้ายครัว’ โดยเฉพาะพื้นที่ ‘อีสาน’ และ ‘เหนือตอนบน’

    ได้ยินมาว่าพื้นที่ ‘เหนือบน’ แถว จ.แพร่ จ.ลำปาง ก็มีโอกาสรับสายโทรศัพท์ ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’อยู่บ่อยครั้ง ถ้าวันนี้ ‘ผู้กอง’ ประกาศว่า ‘อีสานไม่มีเจ้าของ’ ออกมา

    เชื่อเถอะอีกซักพัก ‘เหนือ’ จะระส่ำ ‘กลาง’ จะกระเพื่อม

    ว่ากันว่า รัฐบาลหน้าจะจับมือกัน ‘3 พรรค’ จริงหรือไม่  ไม่รู้นะ

    <<<<<<>>>>>>> 

    ‘ไผ่-เบนซ์’คอหอย-ลูกกระเดือก

    ท่องเที่ยวกีฬา‘มวยไทย’กุนขแมร์

    ได้ยิน ไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรมพูดไว้ขณะสวมหมวก ‘นายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย’ ถึงการเปลี่ยนชื่อกีฬา ‘มวย’ ให้กลับมาใช้ ‘มวยไทย’

    หลังจากที่กัมพูชา หน้าไม่อายอาศัยความเป็น ‘เจ้าภาพ’ เปลี่ยนชื่อเป็น ‘กุนขแมร์’  เมื่อซีเกมส์ 2023 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นไทยไม่ได้ร่วมแข่งด้วย แต่ก็มี ‘หลายชาติ’ ในอาเซียนส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน

    ซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะต้องจุดไฟใน ‘กระถางคบเพลิง’ กันในวันที่ 9 ธันวาคมที่จะถึงนี้ หรืออีกราวๆ 70 กว่าวัน แต่อะไรๆก็ดูจะ ‘ไฟลนก้น’ กันไปหมด

    ล่าสุดสมาคมมวย ก็จู่ๆ ‘กินยาลืมเขย่าขวด’ ลุกขึ้นมาจัดการ ‘คัดเลือก’ นักกีฬามวยไทยอีกครั้ง ทั้งที่ได้ ‘ตัวจริง’ ไปแล้วก่อนหน้านี้  และ‘ตัวจริง’ เหล่านั้นก็เก็บตัวฝึกซ้อมกันมาแล้วหลายเดือน ว่ากันว่าสาเหตุมาจากการ ‘วืดเป้า’ ไม่ได้เหรียญทอง ในศึกเวิลด์เกมส์ 2025 ที่ประเทศจีน

    ตัดกลับมาที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้ รมต.คนใหม่ ที่ชื่อ อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา คนเมืองแปดริ้วรู้ดีว่า อรรถกร หรือ ‘เบนซ์’  นั้นคือทายาทการเมืองของ อิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตสส.หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง

    อรรถกร ศิริลัทธยากร  รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา มาพร้อมกับคู่หู ไผ่ ลิกค์ คนเกือบเป็นรัฐมนตรี

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา มาพร้อมกับคู่หู ไผ่ ลิกค์ คนเกือบเป็นรัฐมนตรี

    เดิม รมต.เบนซ์ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ และเพราะมีความสนิทสนมคุ้ยเคยกับ ไผ่ ลิกค์ คนข้างตัว ร.อ.ธรรมนัส จากนั้นก็ ‘ย้ายตามมา’ ร่วมหอลงโรงกันที่ ‘กล้าธรรม’

    จะด้วย ‘คุณสมบัติ’ บางประการของ ‘ไผ่ ลิกค์’ จึงทำให้มีชื่อแค่ ‘เกือบเป็น’  รัฐมนตรี แต่ ‘สุดท้าย’ก็ผลักดัน ‘กลุ่มก๊วน’ อย่าง ‘เบนซ์’  ขึ้นมาผงาด โดยที่ ‘ไผ่’  นั้นอยู่เบื้องหลัง

    การท่องเที่ยวเป็น ‘เครื่องยนต์’  เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย งานนี้แม้จะได้ ‘1 ว่าการ’ แต่ก็เหมือนได้ ‘2 ว่าการ’  เพราะทั้ง ‘ไผ่-เบนซ์’ หาใช่อื่นไกล เป็น ‘คอหอยกับลูกกระเดือก’ กันยังไงยังงั้น

    ถ้าภูมิใจไทย มีคนรุ่นใหม่ ‘กล้าธรรม’ เขาก็มีเหมือนกันนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-election-northeast-klatham-thammanut-attakorn-pai&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LNunHCe3VO2xx1E5ufHDN

  • ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ขุนคลังแย้ม ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น มีอะไรบ้าง

    ร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ขุนคลังแย้ม ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น มีอะไรบ้าง

    ร้านค้าร่วมคนละครึ่งพลัส ขุนคลังแย้ม จะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนากยรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ต.ค. 68 โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน และใช้สิทธิได้ทันที หลังจากที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบแล้ว

    คนละครึ่งพลัส มีแนวคิดหลัก 2 ด้าน

    1. เน้นวินัยการเงินการคลัง และการเข้าสู่ระบบภาษี-สิทธิที่ได้รับจะพิเศษกว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการเสียภาษี
    2. ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย จะมีการ ReSkill และ UpSkill พ่อค้าแม่ค้าให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำบัญชี และขายสินค้าออนไลน์ เพื่อขยายตลาดจากการขายเฉพาะในพื้นที่สู่ระดับระดับอำเภอหรือทั้งประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีให้สถาบันการเงินพิจารณาปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น

    โดยการกำหนดวงเงินงบประมาณ และจำนวนผู้มีสิทธิจะต้องรอนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อน

    “มาตรการนี้ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานระยะยาวด้วยการยกระดับทักษะผู้ค้าให้บริการจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น สร้างความพร้อมการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยเพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ กล่าว

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากที่ประชุม ครม. เห็นชอบโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว จะมีการเปิดลงทะเบียนทั้งประชาชน และร้านค้า และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดปลายเดือน ต.ค. 68 หรืออย่างช้าสุดช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 68

    ส่วนจำนวนคนที่จะได้รับ และรายละเอียด วิธีการใช้งาน และฟังก์ชั่นต่างๆ จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการในภายหลัง ยืนยัน ผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีจะได้รับแรงจูงใจมากกว่าคนอยู่นอกระบบแน่นอน

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943512/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zyja5VKGI8qNeyB2wiSwo

  • พาวัยรุ่นตะลุยตลาดน้อย ย่านสุดคูลที่ต้องมาเช็คอิน!

    พาวัยรุ่นตะลุยตลาดน้อย ย่านสุดคูลที่ต้องมาเช็คอิน!

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/6W2VwaJgd4rW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38l-s1aIBn1tIEhWungafY

  • “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี | TOPNEWS

    “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี | TOPNEWS

    “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี

    • เผยแพร่ : 28/09/2025 18:00

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี ลดภาระ ปชช.เผย หลัง 30 ก.ย.เตรียมขอ ครม.ใช้งบเยียวยาด่วน

    “นฤมล” พร้อมคณะชุดใหญ่ ลุยพื้นที่พิจิตร ตรวจสอบ รร.ถูกน้ำท่วม มอบถุงยังชีพให้กำลังใจ ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี – Top News รายงาน

    นฤมล

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 2,000 ชุด และตรวจเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ได้แก่ คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตัดผม พร้อมชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และมหกรรมผลงานเทคนิค

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

    โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตรว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงรายงานผลกระทบที่เกิดจากพายุหลายระลอก และเตรียมการรับมือกับพายุที่จะเข้ามาอีกในระยะต่อไป สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้มอบหมายผู้บริหารในพื้นที่เร่งดูแล ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงการประสานงบประมาณเยียวยา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ จะสามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำลังเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย

    7

    5

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘ไอศกรีม’ หลากสีรูปทรงเตะตา ในงานไอศกรีมแห่งปท.จีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘พืชพรรณไทย’ สวยเด่น ในงานดอกไม้คุนหมิง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) มหกรรมวัฒนธรรมตุนหวง หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

    รวบ รปภ.ห้างดังหาดใหญ่ ค้าสิ่งต้องห้าม ยึดของกลาง-ทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 2 ล้าน

    ลุงวัย 68 ถูกกระบะพุ่งชนภายในวัด ขาขาดทั้ง 2 ข้าง ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ.

    ณพล บริบูรณ์ ดูงานแก้ปัญหาขยะแบบยั่งยืน นิคมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน Shenyang Laohuchong

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1334239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29jtP-Mg-QDX60OUIHZnM8