Blog

  • ‘เอกนิติ’เผย ถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบตั้ง ‘ศุภจี’เจรจาภาษีสหรัฐฯ

    ‘เอกนิติ’เผย ถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบตั้ง ‘ศุภจี’เจรจาภาษีสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    14 ต.ค. 2025 เวลา 10:11 น.

    “เอกนิติ”เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. เน้นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐบาล 4 เดือน อุบจ่อตั้ง “ศุภจี”นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    14 ต.ค.รัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวาระการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 15 ตุลาคม นัดแรก ว่า เป็นวาระเพื่อให้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีระยะเวลาเพราะมีระยะเวลา 

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการประชุม ครม.เศรษฐกิจ จะมีการตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมเจรจากรณีภาษีและการค้าสหรัฐอเมริกา เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่มีเรื่องนี้ 

    เมื่อถามย้ำว่า จะชงชื่อหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ และยังใช้กรอบเดิมที่ใช้เจรจาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเข้าห้องประชุม ครม.ทันที

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกกระทรวงพาณิชย์ จะมีการพูดคุยใน 2 เรื่อง คือเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯและเรื่องเจรจา FTA ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1202983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gCbSJ2sQAhscEspH1Ge_n

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 10 ตุลาคม)

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้าและวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.74 บาทต่อดอลลาร์) โดยแม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ลงบ้าง อีกทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ก็มีส่วนหนุนเงินดอลลาร์ ผ่านการอ่อนค่าลงของทั้งเงินยูโร (EUR) และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ดังกล่าว กลับไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด หลังเงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุดสามารถทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความต้องการถือครองของผู้เล่นในตลาดจากประเด็นความเสี่ยงสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเผชิญความปั่นป่วน หลังประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะ Data Blindness หรือขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เนื่องจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ทำให้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเลื่อนออกไป ทำให้ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ ประธานเฟด Jerome Powell และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด พร้อมกันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากภาคเอกชนและบรรดาเฟดสาขา อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคธุรกิจบริการ โดยเฟดสาขานิวยอร์ก รวมถึงดัชนีแนวโน้มภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทั้ง กลุ่มสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง JPM, Goldman Sachs และ BofA รวมถึงกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ ASML และ TSMC

    ▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) ในเดือนตุลาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมของยูโรโซน (Industrial Production) เดือนสิงหาคม ส่วนในฝั่งอังกฤษ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE จะกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 (โอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ อยู่ที่ 24%)

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของทางการจีนอย่างใกล้ชิด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก 100% และออกมาตรการควบคุมการส่งออก “Critical Software” เพื่อตอบโต้ที่ทางการจีนออกมาตรการควบคุมการส่งออก แร่ Rare Earth นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกันยายน โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เศรษฐกิจจีนยังไม่พ้นภาวะเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อ CPI ยังคงติดลบราว -0.2% ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตก็ติดลบราว -2.3% อย่างไรก็ดี นโยบาย Anti-Involution ของจีน ที่ช่วยลดกำลังการผลิตส่วนเกิน ก็มีส่วนหนุนให้ราคาสินค้า อย่าง วัตถุดิบต่างๆ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตติดลบน้อยลง จากที่ ติดลบถึง -2.9% ในเดือนสิงหาคม

    ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยอาจเผชิญผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังหมดอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทย (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวเพียง +9%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตราว +10%y/y ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด อาจสร้างความวุ่นวายให้กับการค้าโลกอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตาว่า การส่งออกของไทยจะยังได้อานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทยอีกรอบหรือไม่

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลง หลังความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ทองคำ แม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นก็ตาม หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 152 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยคลายกังวลต่อประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ลงบ้าง (จากโพสล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บน Truth Social ที่ระบุว่า “The USA wants to help China, not hurt it”) จุดกระแส TACO (Trump Always Chickens Out) Trade ให้กลับมาอีกครั้ง

    ทั้งนี้ เรายังมีความกังวลว่า เงินบาทอาจเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ โดยเฉพาะ หากราคาทองคำ (ที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์) เผชิญแรงขายทำกำไรและเริ่มเข้าสู่ช่วงการพักฐาน สอดคล้องกับข้อมูลสถิติในอดีต ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทได้ นอกจากนี้ หากตลาดกลับมากังวลประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มากขึ้น จนกดดันให้เงินหยวนจีน (CNH) อ่อนค่าลง ก็อาจส่งผ่านแรงกดดันด้านอ่อนค่ามายังเงินบาทได้ ทว่า เงินบาทก็อาจพอได้แรงหนุน หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นบ้าง พร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จนกว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.30-32.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์คงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk โดยต้องจับตาทั้งประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่จะส่งผลกระทบต่อเงินเยนญี่ปุ่นและเงินยูโรได้ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-32.85 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.65 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964002&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gMj63j7q1Wl7s0vQHGi7S

  • 3 สมาคมอสังหาฯ ผนึกกำลัง ดันมหกรรมบ้านและคอนโด โกยยอดขายทะลุ 2 หมื่นล้าน

    3 สมาคมอสังหาฯ ผนึกกำลัง ดันมหกรรมบ้านและคอนโด โกยยอดขายทะลุ 2 หมื่นล้าน

    3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยผนึกกำลัง ดันงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 วันที่ 30 ต.ค.-2 พ.ย.นี้ สร้าง Fast Tarck ให้คนอยากมีบ้านส่งท้ายปี โกยยอดขายให้ทะลุ 20,000 ล้านบาท และเป็น “สนามนโยบาย” ที่ภาคอสังหาฯ จะจับตานโยบายรัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจใดเป็นแรงส่งสำคัญในปีหน้า

         นายองคฤทธิ์ พรหมโยธี ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 เปิดเผยว่า 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ได้แก่ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประกาศความพร้อมจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48” ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–2 พฤศจิกายน 2568 ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

        สำหรับการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้าด้านที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็น ”สนามนโยบาย” ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์จะจับตาทิศทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ว่า จะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจใดเป็นแรงส่งสำคัญในปี 2569 โดยปี 2568 เป็นความท้าทาย คือ การส่งไม้ต่อจากครั้งความสำเร็จที่ผ่านมา จากการสร้างยอดขายสูงสุดในประวัติการณ์กว่า 20,000 ล้านบาทมาแล้ว

        ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้ จึงได้วางกลยุทธ์และเป้าหมายการจัดงานภายใต้แนวคิด “New Marketplaces, Serve Supply on Every Demand” และกลยุทธ์ “Fast Track ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน” ที่ออกแบบขั้นตอนซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมให้สะดวก ง่าย รวดเร็ว เพื่อผลักดันและสร้างยอดขายให้ทะลุ 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ปัจจุบันมียอดผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าร่วมงานแล้วกว่า 7,000 คน และคาดในมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 นี้ จะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 30,000-40,000 คน ตลอด 4 วัน

        “หัวใจสำคัญของการจัดงานปีนี้ คือ การเชื่อมโยงดีมานด์ของผู้บริโภคกับซัพพลายคุณภาพจากผู้ประกอบการในจังหวะที่ตลาดกำลังรอฟังทิศทางนโยบายรัฐ โดยงานนี้ไม่เพียงดึงดูดผู้ซื้อบ้านครั้งแรก แต่ยังตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการอัพเกรดที่อยู่อาศัย และยังดึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” นายองคฤทธิ์ กล่าว

        ขณะที่การจัดงานในครั้งนี้ความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสะท้อนแรงส่งตลาด โดยพื้นที่บูธมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 ได้รับการตอบรับอย่างร้อนแรงจากผู้ประกอบการรายใหญ่ และแบรนด์ชั้นนำ จนสามารถจำหน่ายพื้นที่บูธได้เต็ม 100% ก่อนงานเริ่ม ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ภาคเอกชนมั่นใจในพลังการซื้อขายช่วงปลายปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MzKG5lYtLDnWOyTdWaZqg

  • สพฐ.-เคหะแห่งชาติ เตรียมผนึกกำลัง “รีโนเวทบ้านพักครู” เติมคุณภาพชีวิตคนการศึกษา | เดลินิวส์

    สพฐ.-เคหะแห่งชาติ เตรียมผนึกกำลัง “รีโนเวทบ้านพักครู” เติมคุณภาพชีวิตคนการศึกษา | เดลินิวส์

    สพฐ.-เคหะแห่งชาติ เตรียมผนึกกำลัง “รีโนเวทบ้านพักครู” เติมคุณภาพชีวิตคนการศึกษา

    สพฐ.-เคหะแห่งชาติ เตรียมผนึกกำลัง “รีโนเวทบ้านพักครู” เติมคุณภาพชีวิตคนการศึกษา ด้านเลขาธิการ กพฐ. ย้ำ ใช้จ่ายงบ 69 ต้องคุ้มค่าและโปร่งใส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5202618/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w3DcyI2e9y-koNWApw0Er

  • บำบัดจิตด้วยยาอีและเห็ดวิเศษ เปิดโปงหมอผีในแอฟริกาใต้ใช้ยาหลอนประสาทรักษาสุขภาพจิตโดยไร้การควบคุม – BBC News ไทย

    บำบัดจิตด้วยยาอีและเห็ดวิเศษ เปิดโปงหมอผีในแอฟริกาใต้ใช้ยาหลอนประสาทรักษาสุขภาพจิตโดยไร้การควบคุม – BBC News ไทย

    บำบัดจิตด้วยยาอีและเห็ดวิเศษ เปิดโปงหมอผีในแอฟริกาใต้ใช้ยาหลอนประสาทรักษาสุขภาพจิตโดยไร้การควบคุม

    A blindfolded man in a blue T-shirt lies on a bed as a woman stands over him fanning feathers from the wing of a bird.

      • Author, แคลร์ มาวิซา
      • Role,
      • Author, มาร์โก โอรุนโต
      • Role,
      • Author, นิกกี โทรลล์
      • Role,
      • Author, โจ มูนนิก
      • Role, บีบีซี แอฟริกา อาย (BBC Africa Eye)

    แม้ยาหลอนประสาทไซคีเดลิก (psychedelic drugs) จะยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศแอฟริกาใต้ แต่ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นหมอพื้นบ้านและหมอผีในเมืองเคปทาวน์หลายรายยังคงโฆษณาอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาใช้สารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด

    ผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจากการใช้ยาหลอนประสาทไซคีเดลิกในเชิงพาณิชย์ อาจได้รับโทษปรับ หรือจำคุกสูงสุดถึง 25 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

    สจวร์ต ดอดส์ ช่างภาพอิสระรายหนึ่ง คือหนึ่งในผู้ที่ยินดีเข้ารับการบำบัดจากหมอผีในพื้นที่

    เขาเลือกเข้ารับการบำบัดในกระท่อมไม้หลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไม้บริเวณชานเมืองเคปทาวน์ ในสถานที่แห่งนั้น เขากำลังจะเข้าสู่ประสบการณ์ใช้สารไซคีเดลิกเป็นครั้งที่สอง เพื่อรักษาปัญหาสุขภาพจิตที่เขาเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง แม้เขาเคยใช้ยารักษาตามใบสั่งแพทย์มาแล้ว แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่าสารหลอนประสาทชนิดนี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเยียวยาอาการของเขาได้

    ชายวัย 53 ปีรายนี้เปิดเผยว่า “แม่ผมเสียชีวิตกะทันหัน มันเป็นเรื่องที่หนักหนามาก แล้วแฟนเก่าก็มาบอกเลิกหลังจากแม่เสียไปได้ปีหนึ่ง นั่นแหละที่ทำให้ชีวิตผมเหมือนถูกดึงพรมออกจากใต้เท้า”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • The three female animated stars from the pop group Huntr/x of KPop Demon Hunters

    • A composite image of Dr Li on Mount Tai and as a medical student, reading a text book

    • 1 ใน 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เสนอโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.

    • King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เขาตัดสินใจเข้ารับประสบการณ์บำบัดด้วยไซคีเดลิก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 65,000 บาท ผู้จัดกิจกรรมระบุว่า ค่าบริการดังกล่าวครอบคลุมที่พักและบริการสนับสนุนอื่น ๆ และการบำบัดครั้งนี้ประกอบด้วยการใช้สารไซโลไซบิน (psilocybin) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เห็ดวิเศษ” และสารเอ็มดีเอ็มเอ หรือ “ยาอี”

    แม้งานวิจัยและการทดลองจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสารหลอนประสาทกลุ่มนี้ในการรักษาอาการป่วยทางจิตใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้สารเหล่านี้นอกเหนือจากบริบททางการแพทย์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

    A close-up of a pair of hands, with some black-painted nails visible, holding a small bowl with dried mushrooms in water. There is a small plastic container near the bowl with a love heart on it.

    คำบรรยายภาพ, เมแกน ฮาร์ดี เตรียมเห็ดวิเศษก่อนจัดเป็นขนานยาให้สจวร์ต ดอดส์ รับประทาน

    เมแกน ฮาร์ดี ผู้นำพิธีบำบัดให้กับนายดอดส์ ระบุว่าเธอเรียกตัวเองว่า “หญิงผู้ใช้ยารักษา” ก่อนเริ่มพิธี เธอรับประทานยาในปริมาณน้อย โดยเธออ้างว่าสิ่งนี้ช่วยให้เธอสามารถปรับคลื่นพลังงานให้สอดคล้องกับผู้เข้ารับการบำบัดได้

    ฮาร์ดีกล่าวว่า “ศัพท์ของหมอผีคือ การมีเท้าอยู่ในสองโลก”

    แม้เธอจะตระหนักดีว่าสารเหล่านี้ยังคงผิดกฎหมายในแอฟริกาใต้ แต่เธอยืนยันว่าการใช้ยาในลักษณะนี้คือ “การฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชอบธรรม”

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเธอมีคุณสมบัติใดในการกำหนดปริมาณยาที่เหมาะสม ฮาร์ดีตอบว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้ทดลองใช้สารเหล่านี้กับตัวเอง เพื่อเรียนรู้ว่า “สารใดใช้ได้ผลในสถานการณ์แบบใด”

    ความสนใจของสาธารณชนต่อการใช้กลุ่มยาไซคีเดลิกในการรักษาอาการทางจิตใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นความสนใจดังกล่าว ได้แก่ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น และการทดลองทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับสารหลอนประสาทที่มีจำนวนมากขึ้น โดยมักมุ่งไปที่ประสิทธิภาพในการรักษาอาการต่าง ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD)

    ผลการศึกษาร่วมกันของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ระบุว่า ประชากรโลกครึ่งหนึ่งอาจเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิต ความต้องการในการรักษาโรคทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ธุรกิจด้านสุขภาพจิตเติบโตจนมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ก่อนเริ่มพิธีกรรมไซคีเดลิก ซึ่งนายสจวร์ต ดอดส์ อนุญาตให้ทีมข่าวบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส บันทึกภาพไว้ได้ เมแกน ฮาร์ดีได้กล่าวย้ำกับผู้เข้ารับการบำบัดว่า พวกเขาสามารถยุติพิธีได้ทุกเมื่อ

    “หากคุณรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่ากระบวนการนี้กระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง… คุณสามารถสื่อสารออกมาแล้วบอกว่า ‘พอแล้ว’ ได้เลย” ฮาร์ดีกล่าวกับผู้เข้าร่วม

    เคต เฟอร์กูสัน เพื่อนร่วมงานของฮาร์ดี ก็รับประทานยาเอ็มดีเอ็มเอและเห็ดวิเศษในปริมาณเล็กน้อยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ทั้งฮาร์ดีและเฟอร์กูสันไม่ได้มีพื้นฐานการฝึกอบรมทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ

    ในระหว่างพิธี นายดอดส์นอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ที่ปูอยู่บนพื้นกระท่อม โดยมีผ้าห่มสีเทาคลุมร่างและสวมผ้าปิดตาไว้ เมื่อฤทธิ์ยาค่อย ๆ แสดงผล เขาดูเหมือนจะแสดงอาการสลับไปมาระหว่างภาวะสงบและช่วงเวลาที่ร่างกายกระตุกหรือเคลื่อนไหวอย่างไม่เป็นจังหวะ

    “ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกกับมัน” ฮาร์ดีกระซิบข้างหูพลางโอบกอดเขา

    .

    คำบรรยายภาพ, สจวร์ต ดอดส์กล่าวว่า “ไม่มีใครบังคับผมนะ มันเป็นแค่การที่ผมพยายามหาคำตอบในช่วงเวลานั้น ว่าผมอยากจะรับมันไหม ผมมีโอกาสเต็มที่ที่จะพูดว่า ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ หรือ ‘โอเค เอาก็ได้’”

    หญิงทั้งสองคนเดินวนไปรอบห้องในระหว่างพิธี โดยจุดไฟเผาสมุนไพรและเขย่าลูกแซ่ของหมอผี พร้อมกับร้องเพลงและสวดมนต์ในพิธีชำระล้างที่เรียกว่า “smudging” หรือการรมควันเพื่อขจัดพลังงานด้านลบ ฮาร์ดีใช้ปีกนกพัดไปรอบร่างกายของนายดอดส์ โดยเธออธิบายว่าเป็นความพยายามในการขจัด “พลังงานด้านลบ” ออกจากตัวเขา

    หลังจากนั้น ฮาร์ดีเสนอให้นายดอดส์รับยาเอ็มดีเอ็มเอเพิ่มเติม ซึ่งเขาได้ให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มพิธี อย่างไรก็ตาม เมื่อฮาร์ดีสอบถามว่าเขาต้องการรับยาหรือไม่ นายดอดส์กลับยักไหล่และตอบว่า “ไม่รู้สิ”

    ทีมข่าวบีบีซีสอบถามนายดอดส์ในภายหลังว่า เขาสามารถให้ความยินยอมในการรับยาเพิ่มเติมได้อย่างไร ในเมื่อขณะนั้นเขาอยู่ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงจากฤทธิ์ยาแล้ว

    เขากล่าวว่า “ไม่มีใครบังคับผมนะ มันเป็นแค่การที่ผมพยายามหาคำตอบในช่วงเวลานั้น ว่าผมอยากจะรับมันไหม ผมมีโอกาสเต็มที่ที่จะพูดว่า ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ หรือ ‘โอเค เอาก็ได้’”

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนในแวดวงจิตเวชเตือนถึงความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมการบำบัดด้วยสารหลอนประสาทที่ยังไม่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ

    ดร.มาร์เซล สตาสต์นี ผู้ประสานงานของสมาคมจิตแพทย์แอฟริกาใต้ ระบุว่า “การจะให้ความยินยอมได้ คน ๆ นั้นต้องมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน”

    “ถ้าคน ๆ หนึ่งได้รับสารไซโลไซบินและเอ็มดีเอ็มเอไปแล้ว เขาจะไม่สามารถรับรู้ความเป็นจริงได้อย่างเต็มที่ เพราะเขาอยู่ในสภาวะมึนเมา และจากการทดลองหลายแห่งทั่วโลก เราพบว่ามีการละเมิดขอบเขตที่เหมาะสมเกิดขึ้นจริง”

    .

    ที่มาของภาพ, ฺBBC

    คำบรรยายภาพ, เมแกน ฮาร์ดี ผู้เรียกตนว่านักบำบัดกล่าวว่า “เรากำลังทำงานในรูปแบบที่จิตแบบตะวันตกไม่เข้าใจ และอาจดูน่าหวาดกลัว”

    ทีมข่าวบีบีซีสอบถามเมแกน ฮาร์ดีว่า การที่เธออยู่ภายใต้ฤทธิ์ของยาในขณะเป็นผู้นำพิธีกรรมบำบัดนั้น อาจส่งผลต่อความสามารถในการดูแลผู้เข้ารับการบำบัดหรือไม่

    ฮาร์ดีตอบว่า “คำถามนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า สภาวะจิตที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เป็นสิ่งที่พึงประสงค์มากกว่า” เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “เรากำลังทำงานในรูปแบบที่จิตแบบตะวันตกไม่เข้าใจ และอาจดูน่าหวาดกลัว”

    ขณะเดียวกัน งานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังศึกษาว่า สารหลอนประสาทอาจเป็นทางเลือกในการรักษาโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล และการเสพติดสารเสพติดได้หรือไม่

    ในปี 2022 มีการศึกษาขนาดใหญ่ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งให้ผู้เข้าร่วมจำนวน 233 คน รับประทานสารไซโลไซบิน (psilocybin) ในรูปแบบสังเคราะห์ โดยมีการสนับสนุนทางจิตวิทยาจากนักบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม

    ผลการศึกษาพบว่า การให้ยาในปริมาณ 25 มิลลิกรัม ช่วยให้อาการซึมเศร้าของผู้ป่วยดีขึ้นตามการประเมินของผู้ป่วยเอง

    อย่างไรก็ตาม รายงานทบทวนการศึกษา ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency) ในปี 2025 และพิจารณาข้อมูลจากผู้เข้าร่วมรวม 595 คนใน 8 การศึกษาที่เสร็จสิ้นแล้ว แนะนำว่า ควรมี “หลักฐานทางคลินิก” เพิ่มเติมก่อนจะอนุมัติให้จำหน่ายสารไซโลไซบิน

    รายงานฉบับเดียวกันยังเตือนว่า การใช้สารหลอนประสาทหรือไซคีเดลิกอาจกระตุ้น “ให้เกิดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และระดับความวิตกกังวลเพิ่มสูงขึ้น” ข้อค้นพบดังกล่าวตอกย้ำถึงความจำเป็นในการใช้สารหลอนประสาทใน “สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด”

    แม้สารหลอนประสาทหรือไซคีเดลิกจะยังคงผิดกฎหมายในหลายประเทศทั่วโลก แต่อุตสาหกรรมนี้กลับเติบโตอย่างต่อเนื่องในแอฟริกาใต้ การเติบโตดังกล่าวสะท้อนผ่านจำนวนบริการที่โฆษณาทางออนไลน์ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ดร.มาร์เซล สตาสต์นี กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า “ฉันคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในเคปทาวน์ มันกำลังระบาด ผู้คนหลงทางและรู้สึกขาดการเชื่อมโยง ทุกคนกำลังมองหายาวิเศษที่จะรักษาทุกอย่างได้ แต่ความจริงคือ มันไม่มียาแบบนั้น”

    A woman in a beige jacket with a furry collar stands next to a white horse. She is squinting as she looks to the left.

    คำบรรยายภาพ, โซเน็ตต์ ฮิลล์ เลิกใช้สารหลอนประสาทกับผู้อื่นแล้ว แต่ยังเชื่อมั่นว่าสารเหล่านี้สามารถ “เยียวยาโลกได้”

    เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โซเน็ตต์ ฮิลล์ ผู้ตั้งตนเป็นผู้นำการบำบัดเปิดจิตจากเมืองเคปทาวน์ ได้ให้สารไอโบเกน (Ibogaine) แก่ผู้ป่วยรายหนึ่งของเธอ ไอโบเกนเป็นสารหลอนประสาทที่มีฤทธิ์รุนแรง ซึ่งสกัดจากพืชพื้นถิ่นในป่าฝนเขตร้อนของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก

    ทว่าผลลัพธ์จากการใช้สารดังกล่าวกลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้

    ฮิลล์เล่าว่า “เขาคว้าคอฉันไว้ เขาอยากจะฆ่าฉัน บางอย่างเข้าครอบงำเขา แล้วเขาก็แค่อยากจะฆ่าฉัน”

    แม้ไอโบเกนจะสามารถใช้เป็นยาดีท็อกซ์สำหรับผู้ติดยาเสพติด แต่ในประเทศแอฟริกาใต้ การซื้อหรือใช้สารนี้ถือว่าผิดกฎหมาย และอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะภายใต้การควบคุมทางการแพทย์และเภสัชกรรมอย่างเข้มงวดเท่านั้น

    ไม่มีการดำเนินคดีอาญากับฮิลล์จากเหตุการณ์ดังกล่าว และหลังจากนั้นเธอได้หยุดให้สารหลอนประสาทกับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อของเธอที่มีต่ออุตสาหกรรมบำบัดด้วยไซคีเดลิก

    ฮิลล์กล่าวว่า “ฉันพูดจากใจจริงว่า ฉันเชื่อว่าสารเปิดจิตสามารถเยียวยาโลกใบนี้ได้ ฉันไม่เชื่อในระบบการแพทย์เลย”

    ในอีกกรณีหนึ่ง ไมโล มาร์ติโนวิช วัย 26 ปี เดินทางมายังแอฟริกาใต้เพื่อขอความช่วยเหลือในการเลิกยาเสพติด แต่เสียชีวิตในสถานบำบัดที่ไม่ได้จดทะเบียน สถานบำบัดดังกล่าวมีทันตแพทย์เป็นผู้ดูแล และให้สารไอโบเกนแก่เขา

    หกชั่วโมงหลังจากรับยา เขาเสียชีวิต

    คลินิกที่ไม่ได้จดทะเบียนดังกล่าวไม่ทราบว่าเขาติดยาซาแนกซ์ (Xanax) ซึ่งเป็นยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepine) ที่ไม่ควรใช้ร่วมกับไอโบเกน

    ในปี 2024 ดร.อันวาร์ จีวา ทันตแพทย์ผู้ดูแล ถูกตัดสินว่ามีความผิดในหลายข้อหา รวมถึงการฆ่าคนโดยประมาท โดยการเสียชีวิตของไมโลเป็นหนึ่งในหลายสิบกรณีทั่วโลกที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับไอโบเกน

    ดร.มาร์เซล สตาสต์นี กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “คุณไม่สามารถเรียกบางสิ่งว่าเป็นยาได้ ถ้ามันไม่ใช่ยา” เขาเสริมว่า “ฉันเคยพบผู้ป่วยรายใหม่ที่หลังจากผ่านประสบการณ์ไซโลไซบินมาก็มีอาการหลุดออกจากความเป็นจริงเป็นเวลานาน”

    แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการใช้สารหลอนประสาทเพื่อการรักษาจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่อุตสาหกรรมออนไลน์ที่มีผู้บำบัดซึ่งอ้างตัวว่าเชี่ยวชาญ และให้บริการ “การเดินทาง” ด้วยสารผิดกฎหมายหลากหลายชนิด กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ดร.สตาสต์นีกล่าวว่า “พวกเขาแค่รู้สึกว่าตัวเองเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว รู้สึกดี และอยากช่วยคนอื่น นั่นคือกลุ่มที่ดีที่สุด” และกล่าวต่อว่า”ส่วนกลุ่มที่แย่ที่สุดคือพวกที่มีอัตตาสูง คิดว่าตัวเองช่วยคนได้ และทำได้ดีกว่าจิตแพทย์เสียอีก”

    กลับมาที่กระท่อมกลางป่าในเมืองเคปทาวน์ ฤทธิ์ของสารที่นายสจวร์ต ดอดส์ใช้เริ่มจางลง เขากล่าวว่า แม้จะยังไม่รู้สึกว่าได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์ แต่เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังอยู่บนเส้นทางนั้น

    “ผมอยากเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น อยากมีสติรู้ตัวมากขึ้น” เขากล่าว “ผมรู้สึกว่ามันเหมือนเปิดบางอย่างในตัวผมออกมา ซึ่งผมคิดว่าผมน่าจะทำพิธีอีกครั้งหลังจากนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx2ygp237d0o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XpfraHMDjxZK3ebgpgINP

  • ติดดาบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ขับเคลื่อนงานมีประสิทธิภาพ | เดลินิวส์

    ติดดาบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ขับเคลื่อนงานมีประสิทธิภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. น.ส.อรัญญา พรไชยะ รองปลัด กทม. เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี น.ส.พิศมัย เรืองศิลป์ ผอ.สำนักการศึกษา กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ เขตบางพลัด

    รองปลัด กทม. กล่าวว่า ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะที่ดีพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่ง กทม. ได้กำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 3 ส่วน โดยส่วนแรกคือกายภาพ เป็นการปรับปรุงโรงเรียน และพื้นที่ต่าง ๆ ในโรงเรียน ให้มีความเหมาะสมและปลอดภัย ดูแลคุณภาพด้านสุขลักษะต่าง ๆ เป็นต้น

    ส่วนที่สอง เรื่องของหลักสูตรการศึกษา ซึ่งได้มีการนำนวัตกรรมเข้ามาผสมผสานกับการเรียนรู้สมัยใหม่ ส่วนที่สามสำคัญกว่า 2 ส่วนแรก คือการพัฒนาข้าราชการครูและผู้บริหารสถานศึกษา โครงการนี้จึงเป็นเวทีหนึ่งในการบ่มเพาะและฝึกฝนให้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างจริงจัง

    รองปลัด กทม. กล่าวด้วยว่า เวทีนี้สามารถคิดนอกกรอบได้ แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งในส่วนของการนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรมนั้น สำนักการศึกษาจะพิจารณาว่าเรื่องใดสามารถไปต่อได้ จึงขอให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตั้งใจ มุ่งมั่น ที่จะนำเรื่องที่ได้ประโยชน์ไปใช้ต่อในเชิงความคิด เชิงบูรณาการ และเชิงพัฒนานวัตกรรม นอกจากนี้ ขอฝากเรื่องการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน รวมถึงระมัดระวังในการเผยแพร่คลิปต่าง ๆ ที่มีความอ่อนไหวและอาจส่งผลกระทบต่อสังคมหรือบุคคลใดจากการเผยแพร่คลิปได้

    ทั้งนี้ กทม. โดยสำนักการศึกษา จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อฝึกอบรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานตำแหน่ง และเตรียมความพร้อมที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมทั้งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสม ในอันที่จะทำให้การปฏิบัติราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าด้านการศึกษาของกรุงเทพมหานคร

    โดยผู้เข้ารับการอบรมเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา รวม 93 คน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5202446/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32iWsBQvPmjAjPLU5QwcM9

  • “เอ็นที”จับมือ“เทคมังส์” รุกพัฒนาโซลูชั่นเอไอ | เดลินิวส์

    “เอ็นที”จับมือ“เทคมังส์” รุกพัฒนาโซลูชั่นเอไอ | เดลินิวส์

    “เอ็นที”จับมือ“เทคมังส์” รุกพัฒนาโซลูชั่นเอไอ

    มุ่งเป้าหมายพัฒนาโซลูชัน ด้านเอไอ   ใช้โครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั่วประเทศในการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัล และระบบคลาวด์มาตรฐานสากลในการรองรับการพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5201894/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00hNFFcVYitonNxDMCO_yz

  • ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ “ไมโครชิพ” ขยายลงทุนเพิ่มอีก 2 พันลบ. ดันไทยศูนย์กลางทดสอบชิปภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ “ไมโครชิพ” ขยายลงทุนเพิ่มอีก 2 พันลบ. ดันไทยศูนย์กลางทดสอบชิปภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมสายการผลิตและพบหารือกับผู้บริหารบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัดว่า ล่าสุดคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการของบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการขยายการลงทุนโครงการประกอบและทดสอบชิป (Wafer Testing, IC Packaging and Testing) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดโลก มูลค่าลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมถึงปัจจุบัน บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 12 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมกว่า 38,000 ล้านบาท

    “ไมโครชิพ” เป็นบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่รายแรกจากสหรัฐอเมริกาที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2538 และได้ขยายการลงทุนต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

    ในประเทศไทย ไมโครชิพมีโรงงานประกอบและทดสอบชิปโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 2 แห่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 4,500 คน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกรไทย 440 คน ถือเป็นฐานการประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดในเครือ โดยกว่าร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของไมโครชิพทั่วโลกจะถูกส่งมาทดสอบที่โรงงานในไทยแห่งนี้ก่อนจำหน่ายให้กับลูกค้า โดยกิจการในไทยครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบวงจรรวมบนแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป การเป็นศูนย์กระจายสินค้าสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการสนับสนุนด้านวิศวกรรม เทคนิคการผลิต และเทคโนโลยีการตรวจสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์แก่บริษัทในเครือทั่วโลก สำหรับการขยายการลงทุนรอบใหม่นี้ เน้นเพิ่มขีดความสามารถการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดโลก

    นอกจากนี้ ไมโครชิพยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรไทย โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 21 แห่ง ทั้งระดับปริญญาตรีและอาชีวศึกษา รวมถึงโครงการสหกิจศึกษา เพื่อพัฒนาบุคลากรขั้นสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์ โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้สั่งสมในฐานการผลิตในไทย ทำให้โรงงานในไทยเป็นหนึ่งในศูนย์ความรู้ที่ใช้อบรมและพัฒนาวิศวกรของบริษัทจากต่างประเทศอีกด้วย

    “การที่บริษัทไมโครชิพ หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมชิประดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้ลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย จนกลายเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเครือ อีกทั้งยังสนับสนุนให้วิศวกรไทยมีบทบาทสำคัญในการร่วมออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและทดสอบ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของบุคลากรไทย และศักยภาพของไทยในการเป็นฐานที่มั่นสำคัญสำหรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว ซึ่งการขยายการลงทุนครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย และสนับสนุนให้ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์” นายนฤตม์ กล่าว

    ทั้งนี้ ขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการนำเสนอรัฐบาลเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่สิ้นสุดพร้อมรัฐบาลเดิม โดยมีวาระสำคัญที่เตรียมนำเสนอบอร์ดชุดใหม่ เช่น ยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (National Semiconductor Strategy) พร้อมข้อเสนอมาตรการสนับสนุนแบบครบวงจร รวมทั้งแผนการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อรองรับการลงทุนที่จะขยายตัวอย่างมากในอนาคต

    บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นบริษัทในเครือ Microchip Technology Inc. ผู้นำระดับโลก

    ด้านเซมิคอนดักเตอร์และระบบควบคุมอัจฉริยะ โดยผลิตชิปประเภทไมโครคอนโทรลเลอร์ ชิปอะนาล็อกและการจัดการพลังงานที่เป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมอวกาศ บริษัทมีลูกค้ากว่า 1 แสนราย ในกว่า 120 ประเทศ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9D0IQ4IIZFH6DH5KWPI4PDMWWXCU5T&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lkEZ0jTyZ5QQqqqE5wZiC

  • ธ.ก.ส. จัดกิจกรรมกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ณ วัดศรีบุญเรือง จ.มุกดาหาร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธ.ก.ส. จัดกิจกรรมกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ณ วัดศรีบุญเรือง จ.มุกดาหาร – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  พร้อมด้วย นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง นายณรงค์ สวรรค์โพธิ์พันธุ์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และนายโกเมนทร์ โคตรศรีวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงและสืบทอดประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยร่วมถวายผ้ากฐินสามัคคี ธ.ก.ส. ประจำปี 2568 ให้แก่พระสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดศรีบุญเรือง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเงินที่ได้จากการร่วมบุญกฐินในครั้งนี้ ธ.ก.ส. จะนำไปถวายจตุปัจจัยไทยธรรม สมทบทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและสาธารณูปโภคภายในวัด ส่งเสริมการศึกษาธรรมะของพระภิกษุสามเณรที่ศึกษาในหลักสูตรนักเรียนพระปริยัติธรรม และจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดไบเฟสิก พร้อมเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด มอบให้แก่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยต่อไป โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน ธ.ก.ส. ลูกค้าธนาคาร และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมกิจกรรม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/14/585933/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0InvDS6gqw8HjvvfICpo_d

  • ราชมงคลพระนคร ร่วมมือเอกชนสนับสนุนการจัดการศูนย์ข้อมูล-ESG

    ราชมงคลพระนคร ร่วมมือเอกชนสนับสนุนการจัดการศูนย์ข้อมูล-ESG

    การศึกษา

    ราชมงคลพระนคร ร่วมมือเอกชนสนับสนุนการจัดการศูนย์ข้อมูล-ESG

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ราชมงคลพระนคร ร่วมมือเอกชนสนับสนุนการจัดการศูนย์ข้อมูล-ESG

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (ราชมงคลพระนคร) โดย ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดี ร่วมบันทึกลงนามความเข้าใจ (MOU) กับคุณปรเมศวร์ เรืองหนู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท พีเอสทีซี คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และ ดร.ไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อี เอส จี โกลบอล จำกัด เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตามมาตรฐานสากล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิจัย นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมดิเรกฤทธิ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ราชมงคลพระนคร (ศูนย์เทเวศร์)

    ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ราชมงคลพระนครมีความมุ่งมั่นในการสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติ ที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป และร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจทั้ง 3 ฝ่าย จะร่วมกันพัฒนาความรู้ ความเข้าใจด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้มีคุณภาพ มาตรฐานสากล และสอดคล้องกับความต้องการภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยการอบรมภาคปฏิบัติ การทำวิจัย ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาทักษะ ศักยภาพ และประสบการณ์ เมื่อเกิดองค์ความรู้ใหม่สามารถนำไปต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมและจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

    “นอกจากนี้ต้องยอมรับว่าองค์กรทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการสร้างสมดุลครอบคลุมทั้ง 3 มิติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล (ESG) ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกับเครือข่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ การศึกษา วิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มพูนความรู้พัฒนาให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และร่วมกันจัดทำหลักสูตร พัฒนาด้านวิชาการและวิชาชีพระดับสากล ซึ่งจะส่งผลให้บัณฑิตราชมงคลพระนครเป็นบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีคุณภาพ คุณธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ สร้างสรรค์งานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ช่วยเหลือสังคม”

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/450308&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wLMYdOzqc4Hp-KA4I-lfH