Blog

  • “เอกนิติ” เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบจ่อตั้ง “ศุภจี” นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    “เอกนิติ” เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบจ่อตั้ง “ศุภจี” นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวาระการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 15 ตุลาคม นัดแรก ว่า เป็นวาระเพื่อให้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีระยะเวลา

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการประชุม ครม.เศรษฐกิจ จะมีการตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมเจรจากรณีภาษีและการค้าสหรัฐอเมริกา เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่มีเรื่องนี้

    เมื่อถามย้ำว่า จะชงชื่อหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ และยังใช้กรอบเดิมที่ใช้เจรจาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเข้าห้องประชุม ครม.ทันที

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกกระทรวงพาณิชย์ จะมีการพูดคุยใน 2 เรื่อง คือเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และเรื่องเจรจา FTA ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/449609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rmRzDnrGWsci6WeQHSRnS

  • กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ แม้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตในระดับสูงเพื่อรองรับทุกความท้าทายทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพหนี้ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าตามแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ของปี 2568 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ในขณะที่ยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ในระดับสูงตามแผนที่วางไว้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการโดยรวม สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระดับ 16.6%

    ด้านรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวได้ถึง 10% ทั้งในฝั่งธุรกิจธนาคารและธุรกิจตลาดทุน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวจากต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลงตามภาวะดอกเบี้ยขาลง ซึ่งเป็นโอกาสให้สินเชื่อกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ใหม่กลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยธนาคารทิสโก้สามารถเพิ่มอัตราการเข้าถึงลูกค้า (Penetration Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมต่อยอดรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้ากลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในภาวะตลาดทุนผันผวน ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์แม้จะอ่อนตัวลงจากปีก่อนหน้า แต่เริ่มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หลังความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการค้าสหรัฐฯ คลี่คลายลง นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ยังรับรู้กำไรจากมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    ในด้านธุรกิจสินเชื่อปรับตัวลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนสินเชื่อของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่กลุ่มสินเชื่อรายย่อยในไตรมาสล่าสุดเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยกลุ่มทิสโก้ยังคงยึดมั่นในนโยบายการคัดสรรลูกค้าคุณภาพ (Selective Growth) ด้วยการคัดกรองลูกค้าตามเกณฑ์ Responsible Lending Guideline คือการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ตามเกณฑ์รายได้ เป็นธรรม และไม่สร้างความเปราะบางให้กับภาคครัวเรือน  พร้อมกับติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อเกิดปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และการเสนอมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จากแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบนี้ ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ที่ 171% สะท้อนถึงความมั่นคงในการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่กลุ่มทิสโก้ยึดมั่นมาโดยตลอด        

    นายศักดิ์ชัย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีว่า ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ 19% อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าคาด ปัญหาหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มทิสโก้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.9-2.1% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 1.6-1.8% ในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจ กลุ่มทิสโก้ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมปรับตัวและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลลูกค้าอย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการที่ปรึกษาทางการเงินอย่างครบวงจร ภายใต้บทบาท “Your Trusted Financial Advisor” ที่พร้อมเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงชีวิต

    สรุปผลประกอบการสำหรับงวดไตรมาส 3 และ9 เดือนแรกของปี 2568

    ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้รวมที่เติบโต 10.0% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.0% จากต้นทุนเงินทุนที่ปรับลดลงเนื่องมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 25.9% ในทุกธุรกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวด 9 เดือนแรกเติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมทั้งรายได้ที่เกี่ยวกับสินเชื่ออื่นเติบโตเช่นกัน รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดทุนไทยที่ฟื้นตัว รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวจากการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่ในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นตามมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนที่สูงขึ้น ในงวดนี้ บริษัทตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.4% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยังคงดำเนินการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) อยู่ที่ 43.4%

    ผลกำไรงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567  เพิ่มขึ้น 1.0% จากรายได้รวมที่เติบโต 10.1% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1.3% จากต้นทุนเงินทุนที่ปรับลดลง ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโต 31.6% จากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้ที่เกี่ยวกับสินเชื่ออื่นๆ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวจากธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวม รวมทั้งบริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ชะลอตัวลงตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.3%

    ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวน 5,017 ล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 เป็นผลมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติในปีนี้และรองรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รายได้รวมเติบโต 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย  ธุรกิจจัดการกองทุน พร้อมด้วยการรับรู้ผลกำไรจากพอร์ตเงินลงทุน อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์อ่อนตัวลง จากผลกระทบจากภาวะตลาดทุนที่อ่อนแอ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.8% จากแผนการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

    เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีจำนวน 230,409 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนหนี้ของสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่สินเชื่อรายย่อยเริ่มกลับมาเติบโต จากสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสองและสินเชื่อมอเตอไซค์ รวมถึงการขยาย Penetration Rate ในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ทั้งนี้ บริษัทยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม และรักษาระดับค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 171%

    ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.9% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.8% และ 2.2% ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20251014-performance-q32568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m9UAglzXEJi1_PV2pLfnM

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.22 น.

    กลยุทธ์ : เป้าต่อไป $4,200
    แนวรับ : $4,100  หรือ  63,500 บาท
    แนวต้าน : $4,200  หรือ  65,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำไทยพุ่งแตะ 64,000 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง!
    เช้าวันนี้ (14 ตุลาคม 2568) ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 64,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยที่ราว 63,900 บาท สะท้อนแรงซื้อที่ยังแข็งแกร่งในทิศทางขาขึ้นจนเรียกได้ว่า “All-Time High ทุกวัน” ผู้ถือทองส่วนใหญ่ต่างมีกำไรเต็มกระเป๋า อย่างไรก็ดี นักลงทุนควร “ช้อปปิ้งอย่างมีสติ” เพราะการขึ้นแรงอาจตามมาด้วยแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้เสมอ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    แรงหนุนราคาทองคำรอบนี้มาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) นโยบายภาษีจีน 100% ของทรัมป์ ที่จุดชนวนความกังวลสงครามการค้าและผลักให้นักลงทุนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย (2) การกลับมาเปิดตลาดสหรัฐฯ หลังวันหยุดโคลัมบัสเดย์ ซึ่งอาจทำให้มีแรงซื้อขายเพิ่มขึ้น (3) ปัญหา Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่ยังไม่คลี่คลาย กดดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ (4) ความขัดแย้งอิสราเอล–ฮามาสที่เริ่มผ่อนคลาย แต่ราคาทองยังยืนแข็ง สะท้อนว่าปัจจัยมหภาคหนุนชัดเจน และ (5) สัญญาณทางเทคนิคที่ยังคง “สวยทุกไทม์เฟรม” แม้ต้องระวังแรงเทขายหากราคาขึ้นเร็วเกินไป

    กลยุทธ์ :

    .

    ด้านแนวโน้มและกลยุทธ์ เป้าหมายระยะสั้นของทองคำโลกอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์ฯ หรือราว 65,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่เป้าหมายระยะยาวอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจดันราคาทองคำไทยขึ้นถึงระดับ 70,000 บาทในปี 2569 สำหรับนักลงทุนสายสั้นควรทยอยขายทำกำไรและจัดพอร์ตให้ชัดเจน ส่วนสายถือยาว หากราคาย่อลงมา 50–100 ดอลลาร์ฯ อาจเป็นจังหวะเข้าซื้อเพิ่ม โดยสรุป แม้ทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แต่ควรลงทุนอย่างมีวินัย เข้าใจความเสี่ยง และอย่าให้ความโลภนำทาง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-14-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZGzIoaCWRyYYzbH45ceN1

  • สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะมาก่อนหน้า

    สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะมาก่อนหน้า

              สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะออกมาก่อนหน้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ คนละครึ่งพลัส.com

    คนละครึ่งพลัส

              คนละครึ่งพลัส กำลังจะเริ่มลงทะเบียน 20 ตุลาคม 2568 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มคนยื่นภาษี 2 กลุ่มนี้จะได้เงินต่างกัน ดังนี้

              – คนทั่วไป ได้เงิน 2,000 บาท

              – คนยื่นภาษี ได้เงิน 2,400 บาท

              วันที่ 14 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า ในกลุ่มคนยื่นภาษี ได้เงิน 2,400 บาท มีข้อชัดเจนแล้วว่า ในส่วนที่เราจ่ายเองนั้นจะมีมูลค่ากี่บาท ระหว่าง 50% หรือ 60% (จาก 2,000 บาท)

              ทั้งนี้ คำตอบที่ได้จากเอกสารของเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com ระบุว่า ในส่วนนี้จะเป็นรัฐร่วมจ่าย 50% เราจ่าย 50% เท่ากับว่า เงินที่รัฐจ่ายคือ 2,400 บาท เราจ่ายคือ 2,400 บาท

              ในกลุ่มคนทั่วไป จะเป็นรัฐจ่าย 2,000 บาท เราจ่าย 2,000 บาท เท่ากับ 50% เหมือนกัน

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295699.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FWDGbyRuVU6JCMV_iLcCj

  • รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    Logo

    Logo

    หน้าแรกสังคมรพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ขอฝากแจ้งประชาสัมพันธ์ ถึงรถโดยสารแท็กซี่ที่สัญจรอยู่บริเวณใกล้เคียง ขอความร่วมมือขับเข้ามายังโรงพยาบาลวชิระ เพื่อรับส่งผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้ป่วยของ รพ.ด้วย

    เนื่องจากทาง รพ. ได้ประกาศให้ผู้มาใช้บริการงดนำรถมาจอดระหว่างการซ่อมแซมหลุมยุบที่บริเวณหน้า รพ. ทำให้ต้องการรถแท็กซี่มารับผู้ป่วยจำนวนมาก

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248863&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19AV-cXdwzAofWMrfEeAvH

  • เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำประเทศนี้ไม่อันตราย! ขอเกาหลีใต้แยกแยะไม่เหมารวมการท่องเที่ยว กับปฏิบัติการหลอกลวง

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำประเทศนี้ไม่อันตราย! ขอเกาหลีใต้แยกแยะไม่เหมารวมการท่องเที่ยว กับปฏิบัติการหลอกลวง

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้แยกแยะเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกิดจากแก๊งสแกมและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มาเที่ยวพักผ่อนและนักท่องเที่ยวในกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมากดดันทางการทูตล่าสุด หลังจากที่ชายชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงเสียชีวิต 

    สำนักข่าว The Korean Herald รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า “ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ‘ใช้มาตรการทางการทูตอย่างเต็มที่’ เพื่อปกป้องชาวเกาหลีใต้จากอาชญากรรมในกัมพูชา” 

    ร่างของชายวัย 22 ปี ถูกพบในจังหวัดกำปงเมื่อเดือนสิงหาคม หลังจากมีรายงานว่าเขาเดินทางมากัมพูชาภายใต้สัญญาว่าจะได้งานที่มีค่าตอบแทนสูง ซึ่งในเวลาต่อมา ชายชาวจีน 3 คนถูกควบคุมตัวภายใน 3 วันหลังจากพบศพชายคนดังกล่าว 

    รายงานข่าวยังระบุอีกว่า เกาหลีใต้เรียกร้องให้ประชาชนเลื่อนการเดินทาง หรือยกเลิกแผนการเดินทาง และยังเตือนชาวเกาหลีใต้ให้ระวังประกาศรับสมัครงานปลอมในกัมพูชาที่โฆษณาเงินเดือนสูงเกินจริง  

    เซียม ซ็อกเค็ง ประธานสมาคมมัคคุเทศก์ภาษาเกาหลีประจำกัมพูชา เผยกับสำนักข่าว The Phnompenh Post ว่า “กัมพูชาไม่เป็นอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แม้แต่ชาวเกาหลีเองก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เชื่อมโยงขบวนการหลอกลวงเท่านั้น” 

    ซ็อกเค็งบอกอีกว่า ในเดือนนี้ เขาได้พานักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ท่องเที่ยวทั่วราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นเวลา 10 วัน และแขกของเขาก็บอกเขาหลายครั้งว่า “กัมพูชาปลอดภัย” แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่าเคยได้ยินเรื่องการหลอกลวงมาก่อนก็ตาม 

    “คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ใช่คนที่มาเที่ยว พวกเขาอาจสมัครงานผิดกฎหมายทางออนไลน์แล้วถูกโกง หรือรีดไถเงินในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง…น่าเสียดายที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อพบกับคนที่พวกเขาติดต่อทางออนไลน์ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป เรารู้สึกเสียใจที่ผู้นำเกาหลีไม่แยกแยะระหว่างปฏิบัติการหลอกลวงกับการท่องเที่ยว”

    — ซ็อกเค็ง กล่าว 

    ซ็อกเค็งยังเรียกร้องให้ผู้นำเกาหลีพยายามให้ความรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจกลวิธีหลอกลวงทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงข้อเสนอการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูง และวิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง   

    “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเขาเหมารวมสถานการณ์ในกัมพูชาไปในลักษณะนี้ ผมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีจำนวนมาก พวกเขามีความสุขและต่างก็บอกว่ากัมพูชาทั้งปลอดภัย และไม่เห็นจะมีความเสี่ยงใดๆ เลย มันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการมาเที่ยวเพื่อพักผ่อนกับการถูกหลอกลวงทางออนไลน์เพื่อหางานผิดกฎหมาย ซ็อกเค็ง กล่าว   

    ด้าน คิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา ก็เห็นด้วยกับซ็อกเค็ง โดยเสนอให้รัฐบาลเกาหลีแนะนำประชาชนก่อนเดินทางไปต่างประเทศทุกประเทศ ไม่ควรเน้นเฉพาะกัมพูชา

    “แรงกดดันทางการทูตของผู้นำเกาหลีไม่ได้ช่วยอะไร แต่กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่มั่นคง พวกเขาควรร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมเหล่านี้ เพราะเป็นอาชญากรรมไร้พรมแดน มีเพียงความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะป้องกันได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกัมพูชา”

    — คิน เพีย กล่าวเสริม 

    อย่างไรก็ดี คิน เพีย ได้เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ต่อไป เนื่องจากการหลอกลวง การทรมาน การลักพาตัว และในบางกรณี การเสียชีวิต ล้วนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการท่องเที่ยวของกัมพูชา 

    “จะไม่มีใครมาเยือนประเทศของเรา หากประเทศเราไม่ปลอดภัยและสงบสุข นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องกอบกู้ชื่อเสียงของเรา เพื่อที่เราจะสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนได้” คิน เพีย กล่าว 

    ขณะที่ ทัช โสคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทย บอกกับ The Phnompenh Post ว่า “คดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ต่อชาวเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง ขณะที่บางประเทศก็เผชิญกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่ากัมพูชาเสียอีก” พร้อมเผยอีกว่า คดีการเสียชีวิตของชายชาวเกาหลีไม่ควรถูกนำมาใช้สร้างความวุ่นวายในความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้ เพราะเป็นผลมาจากเครือข่ายอาชญากรที่เชื่อมโยงกัน 

    “หากอาชญากรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา ก็ถือเป็นโอกาสให้องค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศได้เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธความร่วมมือ หรือความสัมพันธ์ทางการทูตของพวกเขา เราเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาเมื่อพลเมืองของพวกเขาตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่เราต้องการคือให้พวกเขาเข้าใจว่ากัมพูชาก็ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมนี้เช่นกัน”

    — โสคัก กล่าว 

    โสคัก กล่าวอีกว่า “ชาวกัมพูชาก็เคยเผชิญกับอันตรายจากการหลอกลวงทางออนไลน์ในประเทศอื่นๆ เช่นกัน สิ่งที่เราควรทำคือ เพิ่มคำแนะนำให้ประชาชนเพื่อให้เข้าใจถึงกลยุทธ์ของอาชญากรออนไลน์ เช่น การล่อลวงด้วยงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงในต่างประเทศ” และกล่าวเสริมว่า กัมพูชายินดีต้อนรับความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านทุกช่องทาง เช่น การแบ่งปันข้อมูลและการสนับสนุนทางเทคนิค 

    (Photo by TANG CHHIN SOTHY and TANG CHHIN SOTHY / AFP)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/officials-urge-south-korea-to-differentiate-between-tourists-those-lured-by-scams&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u-x7KX9iI_bPmrVAGtTmJ

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดพิธีเปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวว่า โครงการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในฐานะ “เจ้าบ้าน” ของคนไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและบริการที่อบอุ่น พร้อมทั้งรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า

    โครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมบทบาทของคนไทยให้เป็นเจ้าบ้านที่ดี มีส่วนร่วมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี ตามแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

    นางสาวนัทรียา เชื่อมั่นว่า เมื่อเจ้าบ้านไทยมีมาตรฐานการบริการที่อบอุ่น รู้เท่าทันเทคโนโลยี เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม และร่วมมือกันเป็นเครือข่าย ประเทศไทยจะโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ “ดีต่อผู้มาเยือน ดีต่อเจ้าบ้าน และดีต่อโลก” อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ภายในงาน มีผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ชุมชน สื่อมวลชน และอาสาสมัคร เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248857&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DR0t_OPfnGSTWn232oqI4

  • ททท.เร่งจัดบิ๊กอีเวนต์ดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    ททท.เร่งจัดบิ๊กอีเวนต์ดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าหมายช่วง 4 เดือนก่อนยุบสภาของรัฐบาลนี้ หรือตั้งแต่เดือนต.ค.68 – ม.ค.69 ต้องการให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยให้ได้ 12 ล้านคน สร้างรายได้ 580,000 ล้านบาท แม้จำนวน และรายได้ลดลง 7% และ 3% ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม 
 

    “ตลอดปี 68 คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยว 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปี 67 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่แนวโน้มปี 69 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปี 68 แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%”

    สำหรับบิ๊กอีเวนต์ ที่จะกระตุ้นการเดินทางช่วง 4 เดือน เริ่มด้วยงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือนต.ค. คาดนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท 
 

    นอกจากนี้ จะมี “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” เดือน พ.ย. ใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.) และอยุธยา (1-5 พ.ย.) คาดมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 450,000 คน ก่อให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท, งาน  “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ วันที่ 1 พ.ย -15 ธ.ค.68 คาดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท, งาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025” วันที่ 30 พ.ย.68 จะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 36,000 คน เกิดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท ขณะเดียวกัน จะมีงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025” หลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2888821&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FeRGjDbzt_rbAxXHcfpeV

  • ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68 ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    “บิ๊กอีเวนต์” หนึ่งในไฮไลต์ของภาคการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน เปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในช่วงโค้งท้ายปี 2568 ปลุกบรรยากาศและมู้ดการจับจ่าย กระตุ้นเม็ดเงินสะพัดตามโจทย์มุ่งสร้างการเติบโตด้านรายได้ เพิ่มค่าใช้จ่าย แก้เกมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในไฮซีซัน ตามที่ “อรรถกร ศิริลัทธยากร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้งเป้าไว้ช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดใหม่ก่อนยุบสภา ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 – ม.ค.2569 อยากให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 12 ล้านคน ซึ่งลดลง 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เน้นเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ 5.8 แสนล้านบาท ลดลง 3%

    ทั้งนี้ ช่วงไฮซีซันจะมีอีเวนต์มากระตุ้นการเดินทาง เริ่มด้วยงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือน ต.ค. กิจกรรมไฮไลต์อยู่ในพื้นที่คลองโอ่งอ่าง (16-20 ต.ค.) และย่านพาหุรัด (18-20 ต.ค.) มีการแสดงขบวนแห่พระแม่ลักษมี ขบวนแห่พระพิฆเนศ ขบวนแห่สไตล์บอลลีวูด รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-อินเดีย โชว์จากศิลปินชื่อดัง และการประดับตกแต่งไฟและแลนด์มาร์กแห่งแสงสี

    โดยการจัดเทศกาลดิวาลีครั้งนี้ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของตลาดอินเดีย ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.8 ล้านคน

    งาน “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” ในเดือน พ.ย. มุ่งยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น “มหาลอยกระทง” เทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยในปีนี้ ททท.กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.) และพระนครศรีอยุธยา (1-5 พ.ย.) คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน กระตุ้นเศรษฐกิจและก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

    “เราต้องการยกระดับงานมหาลอยกระทงให้เป็นงาน IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) ของประเทศไทย จึงสร้างขึ้นมาอีกแบรนด์ต่อเนื่องจากงานมหาสงกรานต์ หลังจาก 2 ปีก่อนเราทำแบรนด์มหาสงกรานต์ให้เข้มแข็งได้แล้ว”

    อีกงานคือ “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานจากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้หมุนเวียนช่วงจัดงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    งาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025” การแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก จัดเป็นปีที่ 8 กำหนดจัดวันที่ 30 พ.ย. ณ ถนนพญาไท หน้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ และท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 36,000 คน โดยแบ่งเป็นชาวไทยจำนวน 28,000 คน และชาวต่างชาติรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไทย (Expat) อีกจำนวน 8,000 คน คาดก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท

    อีกไฮไลต์สำคัญคืองาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025” เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเคานต์ดาวน์ระดับโลก (Global Countdown Destination) ซึ่ง ททท.ใช้งบรวมสำหรับการจัดงานและสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศราว 25 ล้านบาท โดยจะเป็นผู้จัดงานเองใน 2 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ และพะเยา คาดมีคนเข้าร่วมงาน 1.5 แสนคน นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานเคานต์ดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ วันแบงค็อก และอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งภาคเอกชนเหล่านี้มีความแข็งแรงในการจัดงานอยู่แล้ว โดยปีนี้ ททท.จะไม่มีการจัดงานที่วัดอรุณฯ เพราะไม่ต้องการแย่งฐานผู้เข้าร่วมงานเดียวกับงานอื่นๆ

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ส่วนไฮไลต์ปีหน้า ททท.เดินหน้าจัดงาน “มหาสงกรานต์ 2026” ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง หลังทำแบรนดิ้งได้แล้ว มีกระแสการรับรู้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างดี คาดใช้งบจัดงานประมาณ 100 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีที่แล้วเพื่อสร้างงาน IP ของประเทศไทยให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานและสร้างการเติบโตด้านเงินหมุนเวียน 5-10% จากจำนวนคนเข้าร่วมงาน 1.1 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งสร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4 พันล้านบาท

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ณัฐ กล่าวว่า แนวโน้มตลอดปี 2568 คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%

    แนวโน้มปี 2569 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปีนี้ แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1202925&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jvjPNs4Oc6GboEj6TXo_w

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 25 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 25 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 14 ตุลาคม 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 12 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 25,096,346 คน ลดลง7.54 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 มาเลเซีย 3,608,943 คน
    • อันดับ 2  จีน 3,582,322 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,850,318 คน
    • อันดับ 4 รัสเซีย 1,319,164 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,205,556 คน

    ต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 6-12 ตุลาคม 2568 นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือ13.63 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 74,915 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.31 %  นักท่องเที่ยวจีน 70,069 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46.93%  นักท่องเที่ยวอินเดีย 39,481 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 25.67 % นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 31,019 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 30.01%  และนักท่องเที่ยวรัสเซีย 25,570 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.38%

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul)การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul)

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FAqABCJw11eHVj1AScF5K