Blog

  • ประกาศเปิดท่องเที่ยวปี69 เดินป่าระยะไกล

    ประกาศเปิดท่องเที่ยวปี69 เดินป่าระยะไกล

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

    หน.อช.ทองผาภูมิ ประกาศเปิดการท่องเที่ยวเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติระยะไกล เขาช้างเผือก ปี 2569 เริ่ม 1 พ.ย.นี้

    14 ตุลาคม 2568 นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ  จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ด้วยสภาพพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและโดดเด่น โดยเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพื้นที่บริเวณป่าบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีนักท่องเที่ยวและประชาชน ให้ความสนใจและประสงค์จะเข้าไปศึกษาและสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง ด้วยการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล เพื่อพิชิตยอดเขาที่ระดับความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.)

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม ปรากฏว่ามีความพร้อมเพื่อบริการนักท่องเที่ยว จึงได้มีประกาศอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เปิดการท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระยะทาง 8 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

    สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ตั้งอยู่บริเวณบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีระยะทาง 8 กิโลเมตร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์เหนือผืนป่าที่สมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ของทุกปีเท่านั้น

    โดยสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นับว่าได้รับความนิยมและจองได้ยากสุดก็ว่าได้ ด้วยเป็นเส้นทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางได้ง่าย และความสวยงามของทัศนียภาพ ความสวยงามของทิวเขาสุดตาที่ติดชายแดนพม่า เหนือเขื่อนวชิราลงกรณ

    ไฮไลท์ของเส้นทางนี้ คือ สันคมมีด สันเขาที่แคบและท้าท้ายจิตใจผู้ท่องเที่ยวธรรมชาติภายใต้วิว 360 องศา หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเป็นเส้นทางที่วิวดีที่สุดก่อนเข้าสู่เส้นทางระยะสุดท้ายขึ้นสู่ยอดเขาช้างเผือก และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจุดสูงสุดของเส้นทางนี้อยู่ที่ยอดเขาช้างเผือกที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล  1,249 เมตร ซึ่งสามารถชมวิวได้ 360 องศา และระหว่างทางเป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง

    สำหรับในปีนี้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้ปรับปรุงระบบการจองที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกคนสามารถวางแผนและจองขึ้นเขาช้างเผือก ผ่านระบบ Google Form ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 เป็นระบบที่โปร่งใสนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านลิงค์ซึ่งเป็นระบบ Real Time ได้ที่หน้าเพจอุทยานแห่งชาติ

    โดยในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยในแต่ละวันจะรับนักท่องเที่ยวตามความสามารถในการรองรับของพื้นที่ (Carrying Capacity) จำนวน  60 คนต่อวัน และจะเปิดให้เป็นรอบรอบจองละ 15 วัน โดยเริ่มเปิดจองรอบแรก (1-15 พฤศจิกายน 2568) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ผ่านเพจ Facebook ของอุทยานแหงชาติทองผาภูมิ ทั้งนี้การเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเขาช้างเผือก ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างความคึกคักให้กับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอทองผาภูมิ ทั้งหมู่บ้านอีต่อง เหมืองปิล๊อก และอำเภอทองผาภูมิ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้า ที่พัก ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่

    นายยุทธพงค์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเขาช้างเผือก ต้องมีความพร้อมทางด้านสุขภาพและร่างกาย โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องมีอายุ 13 ปี และไม่เกิน 70 ปี การเข้าไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติ ได้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    สำหรับมาตรการในการจัดการขยะผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องนำขยะออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ในส่วนการขับถ่ายให้ขับถ่ายได้เฉพาะจุดที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้โดยใช้ถุงขับถ่ายย่อยสลายรูปแบบที่อุทยานแห่งชาติกำหนด เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเส้นทางดังกล่าวมีความสูงชัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและรักษาสภาพแวดล้อมของธรรมชาติในพื้นที่.

    012

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/920822&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aY3B2kyXteZG187T8711c

  • “นายกฯอนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก คลังชงโรดแมป แผนปฏิบัติการ กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง

    “นายกฯอนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก คลังชงโรดแมป แผนปฏิบัติการ กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zrIpHJRuJ8Oqc9ssDSDx_

  • ครม. ยังไม่เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว รอถกครม.ศก.พรุ่งนี้ 

    ครม. ยังไม่เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว รอถกครม.ศก.พรุ่งนี้ 


    ครม.ไฟเขียวงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ปี 69 วงเงิน 1.6 ล้านลบ. คาดดัน GDP โตเพิ่มอีก 0.3% จับตา ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกพรุ่งนี้( 15 ต.ค.)  จ่อพิจารณามาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว-เงินเยียวยาน้ำท่วม ก่อนชงครม.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานว่างบลงทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.3%

    พร้อมกันนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ให้นโยบายรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการไปปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน โดยให้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Customer Centric หรือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    “การบริการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ยังเป็นภาระ อุปสรรคกับประชาชน ก็ให้รัฐวิสาหกิจไปแก้ระเบียบให้เรียบร้อย ตลอดจนการไม่ได้รับความสะดวกจากการบริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ขอให้ไปปรับปรุงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” โฆษกรัฐบาลกล่าว

    นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบกรอบแนวทางการวางนโยบายสำหรับปี 2570 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะได้ไปมอบนโยบายในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

    “นายกฯ ได้สั่งการให้ไปปรับระยะเวลา timeline ของกรอบปี 70 หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ให้พยายามทำให้ทันปีงบประมาณ 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณ จะรับไปพิจารณา” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. วันนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) ก่อน

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Roadmap ที่กำหนด Action Plan ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลช่วง 4 เดือนนี้ให้ครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันพรุ่งนี้

    พร้อมกันนี้ นายสิริพงศ์ ระบุอีกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากเห็นทุกกระทรวงจะทำ Roadmap และ Action Plan ด้วยเช่นกัน

    ส่วนการต่อสัญญาการแข่งขัน Moto GP นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการนำสู่ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้ เรื่องนี้ทางกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬาจะเป็นผู้พิจารณา 

    อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ คือ มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36473&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ES7yrFrG-iMbmEcl_X27U

  • จับสัญญาณ นักท่องเที่ยวมาเลย์แผ่ว! รายได้หด 9 หมื่นลบ. จีน-ญี่ปุ่นงัดกลยุทธ์แย่งตลาด : อินโฟเควสท์

    จับสัญญาณ นักท่องเที่ยวมาเลย์แผ่ว! รายได้หด 9 หมื่นลบ. จีน-ญี่ปุ่นงัดกลยุทธ์แย่งตลาด : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แต่ละปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทย มากเป็นอันดับ 1 หรือไม่ก็อันดับ 2 มาต่อเนื่อง จากความได้เปรียบด้านผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ และโดยเฉพาะพรมแดนที่ติดกัน ทำให้ชาวมาเลเซียเดินทางมาเที่ยวไทยสะดวก ทั้งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาว และไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า

    จากข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศไทยของชาวมาเลเซีย พบว่ากว่า 80% เดินทางมาเที่ยวไทยทางบก ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางผ่านด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา และด่านพรมแดนเบตง จ.ยะลา

    ทั้งนี้ สอดคล้องกับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่นิยมเที่ยวในจังหวัดทางภาคใต้ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เที่ยวไทย สำหรับจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางไปท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.สงขลา 2.กรุงเทพฯ 3.ยะลา 4.ภูเก็ต และ 5.นราธิวาส โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซีย มีวันพักในไทยเฉลี่ยที่ประมาณ 4.3 วัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ประมาณ 4,830 บาท/วัน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยในปีนี้ และระยะข้างหน้า พบว่า ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยเริ่มมีสัญญาณน่ากังวลขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยลดลง จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 ต.ค. 68 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทย มีจำนวน 3.53 ล้านคน ลดลง 7% (YoY)

    แต่นักท่องเที่ยวมาเลเซียไปประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อาทิ อินโดนีเซีย (จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย) สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวในและต่างประเทศของชาวมาเลเซีย โดย Malaysia Tourism Promotion Board จะระบุว่า ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของชาวมาเลเซีย และนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาเที่ยวไทย ยังมีจำนวนสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศก็ตาม

    อย่างไรก็ดี การที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวประเทศอื่นเพิ่มขึ้น มาจากหลายปัจจัย อาทิ

    – มาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น นโยบายวีซ่าฟรีระหว่างจีน-มาเลเซีย ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 หนุนชาวมาเลเซียเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีนเพิ่มขึ้น

    – การปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายทางศาสนา อาทิ สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น มีการปรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับชาวมุสลิม เช่น ห้องละหมาด และร้านอาหารฮาลาล เพื่อเข้าถึงตลาดการท่องเที่ยวของชาวมุสลิม

    – ราคาและความคุ้มค่า ซึ่งราคาสินค้าและบริการท่องเที่ยวของไทยปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งส่วนหนึ่งจากผลของเงินบาทที่แข็งค่า จากผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ความสำคัญกับราคาค่อนข้างมาก โดยงบประมาณมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

    – ความกังวลในเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยว จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย ได้แนะนำให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยัง 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย

    “หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ การกลับมาของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย อาจลำบากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐคงต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในหลายจังหวัดทางภาคใต้” บทวิเคราะห์ ระบุ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายปี 68 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทย น่าจะยังไม่ฟื้นตัว จึงคาดว่าทั้งปี 68 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยจะอยู่ที่ 4.6 ล้านคน ลดลง 7% จากปี 67 และต่ำกว่าปี 66 ซึ่งกระทบรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง 8% จากปี 67 หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 96,100 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายหลักของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย กว่า 70% คือ ค่าซื้อสินค้า/ของที่ระลึก เช่น อาหารฮาลาล สินค้าเพื่อสุขภาพ ค่าที่พัก และค่าอาหาร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FimGuP_qL3e4MHexyyRt0

  • “อรรถกร” สั่งตรวจสอบด่วน “ไกด์เถื่อน” บังคับนักท่องเที่ยวซื้อของ

    “อรรถกร” สั่งตรวจสอบด่วน “ไกด์เถื่อน” บังคับนักท่องเที่ยวซื้อของ

    รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งตรวจสอบด่วนกรณีไกด์เถื่อนบังคับนักท่องเที่ยวซื้อของ หากพบผิดจริงเจอโทษหนัก ชี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เข้าข่ายหลอกลวง

    วันนี้ (14 ต.ค.2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปและกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ว่า มีไกด์ทัวร์ต่างชาติบังคับนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งให้ซื้อสินค้าตามที่ไกด์เถื่อนแนะนำ ไม่เช่นนั้นจะกลับประเทศไม่ได้ นั้น

    นายอรรถกร กล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้สั่งการด่วนให้กรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจดทะเบียนไกด์และบริษัทนำเที่ยว ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสถานที่เกิดเหตุ ช่วงเวลา บริษัททัวร์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรูปแบบโปรแกรมท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

    ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวทุกด้าน ทั้งความปลอดภัย ความสะดวก ความสะอาดและมาตรฐานการบริการ หากตรวจสอบพบผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษ เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงหรือบังคับนักท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

    รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวอีกว่า กระทรวงท่องเที่ยวฯ จะดำเนินการทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวโลก

    ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว พบว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 โดยไกด์ต่างชาติ มีความผิดฐานทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 86 ประกอบมาตรา 49) และไกด์ไทย มีความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 60)

    ส่วนบริษัททัวร์ จะมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยไม่เป็นธรรมจากนักท่องเที่ยว มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 6 เดือน (ตามมาตรา 83 ประกอบมาตรา 25 และระเบียบข้อ 5(7)

    อ่านข่าว

    “เอกนิติ” เผยถก “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก 15 ต.ค.

    ฟังเสียงผู้ประกอบการก่อนเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    “ปานเทพ” ยื่นหนังสือถึง “นายกฯ” จี้ยกเลิก MOU 43-44

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zR1uXLdS3fViH0hDFwveu

  • ทางการเกาหลีใต้ เตือนประชาชนงดท่องเที่ยวในกัมพูชา เสี่ยงถูกลักพาตัว

    ทางการเกาหลีใต้ เตือนประชาชนงดท่องเที่ยวในกัมพูชา เสี่ยงถูกลักพาตัว

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 หลังจากมีภาพเหตุการณ์ที่ชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง โพสต์ภาพพาสปอร์ตหลายสัญชาติ ถูกทิ้งลงถังขยะในประเทศกัมพูชา แสดงถึงเรื่องไม่ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวที่กัมพูชา รวมถึงเหตุลักพาตัวและค้ามนุษย์ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ อายุ 22 ปี ถูกชาวจีน 3 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งสแกมเมอร์ หลอกลวงและลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ก่อนทรมานจนเสียชีวิต

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า… ล่าสุด ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการทางการทูต เพื่อปกป้องชาวเกาหลีใต้จากอาชญากรรมในกัมพูชาและขอข้อเท็จจริงเรื่องการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่ม พร้อมมีมาตรการตอบโต้หากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ

    ด้านกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ ยกระดับการเตือนภัยให้นักท่องเที่ยวงดเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีก 5 จังหวัด คือ อุดรมีชัย, พระวิหาร, บันเตียเมียนเจย, พระตะบอง และสีหนุวิลล์ ไม่รวมอีกหลายจังหวัด ที่มีคำเตือนระดับต่ำกว่า แต่พร้อมยกระดับคำเตือนขึ้นอีกหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

    ด้านโฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ออกแถลงตอบโต้รัฐบาลเกาหลีใต้ โดยระบุว่า เหตุลักพาตัวและสังหารนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา  “เหตุเกิดจากชาวจีน ไม่ใช่ชาวเขมร” และยืนยันว่าไม่พบเอกสารร้องเรียนจากครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศ ร่วมมือแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกัน

    ที่มา รัฐบาลเกาหลีใต้

     https://www.mofa.go.kr/www/brd/m_4080/view.do?seq=376515&page=1&pitem=10

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L-kIS-E2Jf0tUcev6C_YX

  • ต่างชาติเที่ยวไทยแผ่ว!! ทุกตลาดชะลอหลังหมดช่วงหยุดยาวในหลายประเทศ

    ต่างชาติเที่ยวไทยแผ่ว!! ทุกตลาดชะลอหลังหมดช่วงหยุดยาวในหลายประเทศ

    ต่างชาติเที่ยวไทยแผ่ว!! ทุกตลาดชะลอหลังหมดช่วงหยุดยาวในหลายประเทศ

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-12 ต.ค.) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือ 13.63% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 74,915 คน จีน 70,069 คน อินเดีย 39,481 คน เกาหลีใต้ 31,019 คน และรัสเซีย 25,570 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.31% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีน เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46.93% 30.01% 25.67% และ 8.38% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนในสัปดาห์นี้ (13-19 ต.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว

    ขณะที่ภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-12 ต.ค. 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 25,096,346 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,608,943 คน จีน 3,582,322 คน อินเดีย 1,850,318 คน รัสเซีย 1,319,164 คน และเกาหลีใต้ 1,205,556 คน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12756370&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_nKo_xE8h6LQOm6iEgafu

  • สุดฉาว! ไกด์เถื่อนบังคับนักท่องเที่ยวจีน ไม่ซื้อสินค้าไม่ให้กลับประเทศ

    สุดฉาว! ไกด์เถื่อนบังคับนักท่องเที่ยวจีน ไม่ซื้อสินค้าไม่ให้กลับประเทศ

    สุดฉาว! ไกด์เถื่อนบังคับนักท่องเที่ยวจีน ไม่ซื้อสินค้าไม่ให้กลับประเทศ

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

    14 ตุลาคม 2568 กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงท่องเที่ยวไทย หลังจากเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “วงการท่องเที่ยวไทย” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจากแอปพลิเคชัน WeChat พร้อมข้อความระบุว่า “สุดฉาว ! ไกด์เถื่อนบังคับ นทท.ไม่ซื้อสินค้า-ไม่ให้กลับจีน” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์

    ในคลิปปรากฏภาพชายชาวต่างชาติรายหนึ่งซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ไกด์เถื่อน” กำลังยืนถือไมโครโฟนพูดจาเสียงดังบนรถบัสนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยกล่าวตำหนินักท่องเที่ยวว่าไม่ยอมซื้อสินค้าที่ร้านที่พาไป พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเป็นการ “ไม่ให้เกียรติไกด์” และข่มขู่ว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหมด “ไม่สามารถเดินทางกลับจีนได้” หากไม่ให้ความร่วมมือ

    สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อไกด์เถื่อนรายนี้สังเกตเห็นว่ามีผู้โดยสารกำลังบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้ จึงพยายามเข้าขัดขวาง และสั่งให้ลบคลิปดังกล่าวทันที

    ทั้งนี้ ร้านค้าที่ถูกกล่าวถึงในคลิป เป็นร้านค้าซึ่งอยู่ในเครือข่ายของทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยมีพฤติกรรมเอื้อต่อไกด์เถื่อนที่นำกรุ๊ปทัวร์มาลงเพื่อแลกกับ “ค่าน้ำ” หรือค่าคอมมิชชันจากการขายสินค้า หากนักท่องเที่ยวไม่ยอมซื้อของ ไกด์ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน และอาจขาดทุนจากค่าหัวที่จ่ายให้บริษัททัวร์ต้นทาง

    หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีมัคคุเทศก์ชาวไทยจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมของไกด์เถื่อนต่างชาติ พร้อมชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย และบั่นทอนโอกาสการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา กลุ่มมัคคุเทศก์ชาวไทยได้เคยยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้เร่งปราบปรามไกด์เถื่อนต่างชาติ รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่ลักลอบดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เพจดังพาส่องโซเชียลจีน สาเหตุทำนักท่องเที่ยวเมินไทย

    นทท.จีนสูงอายุสุดกลั้น 'ผายลม'ฟุ้งทั่วรถบัส คนขับถึงขั้นต้องเอาผ้าอุดจมูก (คลิป)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/920785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UdfYFYFOrdXHt36cwRTBp

  • เปิดเซฟ ‘พิเชษฐ์’ รายได้พืชเศรษฐกิจปีละ 2.2 ล้าน ทำธุรกิจวิจัยกัญชา

    เปิดเซฟ ‘พิเชษฐ์’ รายได้พืชเศรษฐกิจปีละ 2.2 ล้าน ทำธุรกิจวิจัยกัญชา

    14 ต.ค.2568-   สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รายชื่อน่าสนใจ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง กรณีการแปรญัตติงบประมาณในการจัดทำโครงการเกี่ยวกับสภาฯ ไปลงในพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง

    นายพิเชษฐ์ แจ้งมีทรัพย์สิน 38,069,129 บาท ได้แก่ เงินฝาก 674,129 บาท เงินลงทุน 2,325,000 บาท ที่ดิน 29,790,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,450,000 บาท ยานพาหนะ 2,950,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 8.8 แสนบาท (ในจำนวนนี้มีพระเครื่อง 118 องค์ มูลค่า 4 แสนบาท) มีหนี้สิน 590,030 บาท เป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงิน เขาแจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 2,210,180 บาท ในจำนวนนี้เป็นการขายพืชเศรษฐกิจประมาณ 1.2 ล้านบาท รายจ่ายรวม 1,114,076 บาท

    ส่วน น.ส.พิชชา เชื้อเมืองพาน คู่สมรส ระบุว่าทำธุรกิจส่วนตัว ร้านอดามาส จิวเวอร์รี่ ที่ กทม. และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด ที่ จ.เชียงราย เธอแจ้งมีทรัพย์สิน 21,704,826 บาท ได้แก่ เงินฝาก 5,781,926 บาท เงินลงทุน 2,125,000 บาท เงินให้กู้ยืม 2,747,900 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 7.8 ล้านบาท ยานพาหนะ 1 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 2,250,000 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน มีทรัพย์สิน 64,233 บาท เป็นเงินฝากทั้งหมด น.ส.พิชชา แจ้งมีรายได้รวม 4.8 แสนบาทจากการขายจิวเวอร์รี่ รายจ่ายรวม 2 แสนบาท

    รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 59,838,189 บาท หนี้สินทั้งสิ้น 590,030 บาท

    ทรัพย์สินที่น่าสนใจนายพิเชษฐ์ แจ้งเงินลงทุน 2 รายการ รวม 2,325,000 บาท แบ่งเป็น หุ้นในบริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด 5,000 หุ้น ได้มาเมื่อ 4 มี.ค. 2564 มูลค่า 125,000 บาท และมีรายการ “พืชเศรษฐกิจ” มิได้ระบุวันเดือนปีที่ได้มา มูลค่ารวม 2.2 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน น.ส.พิชชา คู่สมรส ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทตัวเอง นั่นคือ บริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เป็นจำนวนเงิน 2,747,900 บาท

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 4 มี.ค. 2564 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 75/1 หมู่ที่ 8 ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย วัตถุประสงค์ประกอบกิจการศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูก สกัดและผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชา กัญชง ปรากฏชื่อ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน น.ส.พิชชา เชื้อเมืองพาน เป็นกรรมการ นำส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย. 2568 นายพิเชษฐ์ และ น.ส.พิชชา ถือหุ้นคนละ 50%

    นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 151,290 บาท หนี้สินรวม 19,000 บาท ยังไม่มีรายได้ รายจ่ายรวม 89,959 บาท ขาดทุนสุทธิ 89,959 บาท.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/878474/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OfKxUk8cJuvX9jG52kcIF

  • “ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” INT มหิดล ชูวิจัยแก้วิกฤตรายได้ปานกลาง

    “ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” INT มหิดล ชูวิจัยแก้วิกฤตรายได้ปานกลาง

    “ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” INT มหิดล เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงเผยนวัตกรรมคือกลไกหลัก ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางพร้อมเปิด 3 เทรนด์นวัตกรรม ที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม

    สถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม หรือ INT ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ชู 3 กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เผยนวัตกรรมคือกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย พร้อมเดินหน้าผลักดันพันธกิจด้านนวัตกรรมของ INT เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ย้ำหากธุรกิจไทยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิม ๆ โดยไม่พึ่งพานวัตกรรม จะไม่สามารถแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป

    รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ INT จึงมีภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและ Startups จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2) Technology Gateway to Impact

    บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3) Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ INT ยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างคนที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง จากความพยายามดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

    รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยช่องว่าง 3 ประการที่ต้องเร่งปิดได้แก่ 1) Speed Gap  ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2) Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์  3) Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

    “งบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรมของไทยในแต่ละปีไม่ได้น้อย เพียงแต่เรายังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์เชิงบวกหรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรม หน้าที่ของสถาบัน INT และสมาคม AITP คือการ Synchronize เชื่อมโยง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไปจนถึงการปิดช่องว่างระหว่างภาควิจัยและภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยของไทยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง” รศ. ดร. วิริยะ กล่าว

    จากภารกิจและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ INT ได้เร่งผลักดันผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” (E-Nose) ภายใต้ MUI Robotics บริษัท Startup นวัตกรรมที่สามารถแปลงกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล บริการตรวจวัดกลิ่นด้วยเทคโนโลยี โดยปัจจุบันได้รับทุนระดับนานาชาติและกำลังขยายการใช้งานในหลายภาคธุรกิจ, “แขนเทียมจากซิลิโคนและยางพาราดัดแปลง” โดย Artimed บริษัท Startup สำหรับฝึกเจาะเลือดในทางการแพทย์ มีผิวสัมผัสใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ  “ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร” ภายใต้แบรนด์ Nutriflow ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากไปจนถึงผู้สูงอายุ มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งมื้อ ดื่มง่าย รสชาติอร่อย เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จับต้องได้ พร้อมเติบโตเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป

    รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก โดย 3 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และต้องทำในบริบทของประเทศไทย ได้แก่ 1) AI (Artificial Intelligence) เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันในด้านการสร้างหรือพัฒนา AI ขึ้นมาเองได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างมีกลยุทธ์และชาญฉลาด 2) Sustainability ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสังคมไทย เช่นตอนนี้สิ่งที่เราควรเร่งแก้คือ PM2.5 มากกว่าการพูดเรื่องคาร์บอนเท่านั้น และ 3) Longevity & Wellness เป็นจุดแข็งที่ไทยควรต่อยอด เช่น สมุนไพรไทยและนวัตกรรมด้านความงาม ซึ่งสามารถทำให้ประเทศเรามีจุดยืนชัดในระดับโลกได้

    รศ.ดร. วิริยะ ยังกล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดงบประมาณหรือขาดบุคลากรแต่คือความเชื่อว่า‘ของไทยไม่ดี’ ดังนั้นทางแก้คือต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและยั่งยืนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/731817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sft3p59J9iEEgb65_fYYT