Blog

  • ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ลุ้นมาตรการกระตุ้นเพิ่ม SET ไซด์เวย์ 1,250-1,270 จุด

    ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ลุ้นมาตรการกระตุ้นเพิ่ม SET ไซด์เวย์ 1,250-1,270 จุด

    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ถ้อยแถลงล่าสุดจากนายเจอโรม โพเวล ประธาน FED ในการประชุมเมื่อคืนที่ผ่านมากล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งขึ้นเล็กน้อย แต่ตลาดแรงงานยังอ่อนแรง การจ้างงานยังอยู่ในระดับต่ำทำให้ต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงระหว่างเงินเฟ้อกับการจ้างงานอย่างระมัดระวัง 

    ส่วนมุมมองด้านดอกเบี้ยมีโทนที่ผ่อนคลายขึ้น สอดคล้องกับคาดของตลาดที่ประเมินโอกาสลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ทั้ง ต.ค. และ ธ.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 96% และ 98% ตามลำดับ ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเปิดทางการยุติการใช้ QT เร็วขึ้นหากจำเป็น เนื่องจากสภาพคล่องปัจจุบันตึงตัวขึ้น

    ด้านความผันผวนทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ยังเป็นประเด็นที่ต้องตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดทาง Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คาดว่าความตึงเครียดจะ “ผ่อนคลายลง” ภายหลังการหารือทวิภาคี และอาจเพิ่มความเป็นไปได้ของการพบปะระดับผู้นำในช่วงปลายเดือน ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

    ส่วนปัจจัยในประเทศ วานนี้ SET ย่อแรงหลุดระดับแนวรับ 1,270 จุด โดยแนวรับถัดไปประเมินที่ 1,250 ซึ่งเป็นระดับที่มีนัยสำคัญ (EMA200วัน) โดยวันนี้แนะเกาะติดการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ซึ่งคาดจะได้เห็นรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ซึ่งจะหนุน SET เริ่มทรงตัวได้บริเวณนี้ โดยกลยุทธ์ยังมองเป็นระดับที่น่าทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี กำไรเด่น

    คาด SET วันนี้ “Sideways” ในกรอบ 1,250-1,270 จุด ลุ้นผ่อนคลายการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่วนมุมมอง FED ยังส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ผสานยุติ QT หากจำเป็น เพิ่มโมเมนตัมบวก ส่วนในประเทศวันนี้เกาะติดประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก กลยุทธ์ยังเน้นย่อสะสมหุ้นพื้นฐานดี

    วันนี้แนะนำ “GPSC” ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 45 บาท คาดแนวโน้มไตรมาส 3/68 ยังมีโมเมนตัมที่ดี แรงหนุนจากต้นทุนก๊าซที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และปริมาณขายไฟที่จะเพิ่มจากอุปสงศ์จากลูกค้า IU ที่หยุดซ่อมน้อยลง อีกทั้งยังได้ส่วนแบ่งจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรีที่จะเพิ่มขึ้นในช่วง High Season และ Upside เพิ่มจากการปรับโครงสร้างในกลุ่ม PTT ในช่วงถัดไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KtQ07n0GJNEHIT8bnwde7

  • คลัง ถก ครม. เศรษฐกิจนัดแรก ชงมาตรการอัด 1 แสนล้าน ดันจีดีพี

    คลัง ถก ครม. เศรษฐกิจนัดแรก ชงมาตรการอัด 1 แสนล้าน ดันจีดีพี

    รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดพิเศษวันนี้ (15 ต.ค.68) นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา โดยกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อผลักดัน GDP ปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% โดยมีเป้าหมายอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาทให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยมาตรการที่จะเสนอประกอบด้วย 

    1. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศโดยจะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศในช่วง 4 เดือนข้างหน้า (ต.ค.2568-ม.ค.2569) ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีงบประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงปลายปี

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนผลักดันให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังล่าช้าในการเบิกจ่าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zLpd0qRzbNshsQK9N4Uqu

  • เปิดศึก ‘เสือ’ มหาโจร ‘จักรวาลขุนพันธ์’ ‘ก้องเกียรติ’ เปิด6 คาแร็กเตอร์เดือด อาคมเข้ม – แนวหน้า

    เปิดศึก ‘เสือ’ มหาโจร ‘จักรวาลขุนพันธ์’ ‘ก้องเกียรติ’ เปิด6 คาแร็กเตอร์เดือด อาคมเข้ม – แนวหน้า

    สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” เตรียมนำทุกคนสู่สมรภูมิแอ็กชันเดือด อาคมเข้ม ตำนานความมันส์จาก “จักรวาลขุนพันธ์” จะกลับมาอีกครั้งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี “เสือ” กับ “6 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/920815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-Wl9_R-em8kCDtOWKxIcv

  • “อนุทิน” ย้ำ “รมว.ต่างประเทศ” ยึด 4 เงื่อนไข คุยกัมพูชา 17 ตุลาฯ กำชับ จุดยืนไทย ต้องชัดเจน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” ย้ำ “รมว.ต่างประเทศ” ยึด 4 เงื่อนไข คุยกัมพูชา 17 ตุลาฯ กำชับ จุดยืนไทย ต้องชัดเจน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109980&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08e3jknml5og73ZPBLHckW

  • ‘กทพ.’ ลุ้นรัฐบาลใหม่ดัน ‘ทางด่วนริเวียร่า สมุทรสาคร-สมุทรปราการ’ 1.09 แสนล้าน

    ‘กทพ.’ ลุ้นรัฐบาลใหม่ดัน ‘ทางด่วนริเวียร่า สมุทรสาคร-สมุทรปราการ’ 1.09 แสนล้าน

    ‘โครงข่ายทางสนับสนุนการเชื่อมต่อระบบขนส่งหลักของประเทศ ช่วงจังหวัดสมุทรสาคร-สมุทรปราการ’ หรือ ทางด่วนริเวียร่า 1 ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ได้รับการถ่ายโอนโครงการจากกรมทางหลวงชนบทให้กทพ.เป็นผู้ดูแล เพื่อความคล่องตัวมากขึ้น   

     แหล่งข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าโครงข่ายทางสนับสนุนการเชื่อมต่อระบบขนส่งหลักของประเทศ ช่วงจังหวัดสมุทรสาคร-สมุทรปราการ หรือ ทางด่วนริเวียร่า ช่วงจังหวัดสมุทรสาคร-สมุทรปราการ นั้น

    ถึงแม้ว่าทางด่วนสายนี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนแม่บทในการพัฒนาของกทพ.อยู่แล้ว ปัจจุบันกทพ.อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากนโยบายของรัฐบาลนี้เพื่อจัดลำดับความสำคัญก่อนเริ่มศึกษาโครงการฯต่อไป 

     ขณะเดียวกันกทพ.จะต้องพิจารณารายละเอียดทางด่วนสายนี้ด้วย เนื่องจากกรมทางหลวง (ทล.) อยู่ระหว่างพัฒนาโครงข่ายถนนด้านตะวันออกก่อน

    โดยโครงการฯนี้เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและระบบราง (MR-MAP) ของกรมทางหลวง (ทล.) ซึ่งมีจุดเชื่อมต่อบริเวณ MR10 เส้นทางวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศใต้ 

    แหล่งข่าวจากกทพ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้โครงการทางด่วนริเวียร่าเชื่อม 2 จังหวัด มีเส้นทางที่ค่อนข้างยาว จากนั้นจะเริ่มดำเนินการศึกษาได้ภายในปี 2569 ใช้ระยะเวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า 15 เดือน ซึ่งจะศึกษาแล้วเสร็จ คาดว่าเสนอโครงการตามขั้นตอนต่อกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปี 2571 

    ส่วนรูปแบบการร่วมลงทุนของโครงการนี้คงต้องรอดูหลังผลการศึกษาแล้วเสร็จ โดยมีแนวโน้มเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ปัจจุบันพบว่าหนี้สาธารณะของภาครัฐเต็มเพดานแล้ว ซึ่ง กทพ. อาจต้องพิจารณาแหล่งเงินทุนอื่น ๆ นอกเหนือจากงบประมาณของรัฐ

     “โครงการทางด่วนสายนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบลงทุนเยอะประมาณแสนล้าน ซึ่งเป็นปัญหาที่ยากจะเริ่มดำเนินโครงการฯ โดยกทพ.อาจจะต้องของบประมาณเพื่อสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ไม่รู้ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หากใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) คงต้องรอดูนโยบายจากกระทรวงการคลังก่อน” แหล่งข่าวจากกทพ.กล่าว

    อย่างไรก็ดีการก่อสร้างงานโยธาของโครงการทางด่วนริเวียร่าสมุทรสาคร-สมุทรปราการ มองว่าการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมีความเป็นไปได้มากกว่า

    แต่สัดส่วนรูปแบบการร่วมลงทุน หากให้เอกชนลงทุนเพียงงานระบบบำรุงรักษา (O&M) จะเป็นอย่างไรหรือจะเป็นรูปแบบไหนคงต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนอีกที  

    ส่วนสาเหตุที่กทพ.มีการศึกษาเส้นทางนี้ เนื่องจากเป็นแนวเส้นทางที่เชื่อมต่อโครงข่ายถนนเส้นทางวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศใต้ โดยในอนาคตเมืองจะมีความเจริญมากขึ้น หากมีโครงการนี้จะช่วยแบ่งเบาการจราจรติดขัดบริเวณถนนสายหลัก เช่น ถนนพระราม 2 และถนนบางนา-ตราด
     

    สำหรับโครงข่ายทางสนับสนุนการเชื่อมต่อระบบขนส่งหลักของประเทศ ช่วงจังหวัดสมุทรสาคร-สมุทรปราการ” (สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการและถนนเชื่อมต่อ) หรือ ทางด่วนริเวียร่า ระยะทาง 71.60 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 109,250 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 95,000 ล้านบาทและค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 14,250 ล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างทางด่วน-ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) -รถไฟ ประเมินว่าจะเป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับการเดินทางและการท่องเที่ยวในอนาคต

     นอกจากนี้โครงการทางด่วนริเวียร่าสมุทรสาคร-สมุทรปราการ มีทางขึ้น-ลง จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.ทางขึ้น-ลง บางหญ้าแพรกเชื่อมต่อถนนสค.2020 2.ทางขึ้น-ลง โคกขามเชื่อมต่อทล.3423 3.ทางขึ้น-ลง บางขุนเทียน-ชายทะเลเชื่อมต่อถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล 4.ทางขึ้น-ลง แหลมฟ้าผ่า เชื่อมต่อถนนคลองสรรพสามิต 5.ทางขึ้น-ลง สุขุมวิท เชื่อมต่อถนนสุขุมวิท และ 6.ทางขึ้น-ลง แพรกษา เชื่อมต่อถนนแพรกษา

    ‘กทพ.’ ลุ้นรัฐบาลใหม่ดัน ‘ทางด่วนริเวียร่า สมุทรสาคร-สมุทรปราการ’ 1.09 แสนล้าน

    ด้านแนวเส้นทางของโครงการทางด่วนริเวียร่าสมุทรสาคร-สมุทรปราการ มีจุดเริ้มต้นโครงการบนทางหลวงหมายเลข 35 และทางยกระดับพระราม 2 เชื่อมต่อถนนพระราม 2 ที่จังหวัดสมุทรสาครข้ามแม่น้ำท่าจีนและข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

    อย่างไรก็ดียังมีจุดสิ้นสุดโครงการฯอยู่บนทางหลวงหมายเลข 3268 (ถนนเทพารักษ์) กับทางหลวงหมายเลข 34 (ถนนบางนา-ตราด) อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเชื่อมต่อกับ MR10 เส้นทางวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 ด้านทิศตะวันออก

    เมกะโปรเจ็กต์หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,140 วันที่ 16 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/641403&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-Cf1Yxj5Nqft5lE9Ie4Ob

  • ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังเกิดเหตุจับ 4 ชาวอิสราเอล จัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติดในวิลล่า บนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นตรวจสอบสถานบันเทิง ที่พักเชิงท่องเที่ยว และจุดรวมกลุ่มนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดหรือลักลอบกระทำความผิด

    ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเหตุมีการจัดปาร์ตี้ส่งเสียงดังภายในบ้านพัก  จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่วิลล่าแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จึงเข้าตรวจพบชายชาวอิสราเอลจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายดานีล อายุ 26 ปี, นายดาวิด อายุ 26 ปี, นายเคเฟีย อายุ 26 ปี และ นายกาย อายุ 27 ปี 

    จากการตรวจค้นพบโคเคนบนโต๊ะภายในบ้าน และยาอีอีกจำนวนหนึ่ง ผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้ง 4 รายพบสารเสพติดในร่างกาย ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย , ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย และ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2 นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มต่างชาติใช้พื้นที่ไทยเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดโดยเด็ดขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2889038&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A9k235HlAAGV_Ad4bw7GC

  • ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตร ีและ รมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานให้การเจรจาจบลงในเวลาอันเหมาะสม โดยการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐฯ  ให้เร่งเจรจาลดภาษีให้ต่ำกว่าหรือไม่เกิน 19% เพื่อคุ้มครองภาคส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน

    นอกจากนี้  ครม.เห็นชอบแนวทางการปรับกรอบเวลาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้การจัดทำกรอบงบประมาณไม่ล่าช้า และทันใช้ตามปฏิทินงบประมาณ โดยในวันที่ 1 ธ.ค. 2568 นี้ นายอนุทิน จะมอบนโยบายให้ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจากไทม์ไลน์ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ประกาศไว้ว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 2569 และการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้เกิดความล่าช้า นายกฯ จึงมีข้อสังการไปยังสำนักงบประมาณให้ไปปรับไทม์ไลน์ของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570  ใหม่ เพื่อให้หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณก็รับไปพิจารณา

    “จากการพิจารณาตามแผนการจัดทำงบประมาณแต่ละปี หากมีการยุบสภาในช่วงต้นปี อาจจะทำให้งบประมาณที่ต้องดำเนินการในช่วงกลางปีอาจจะสะดุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งทางสำนักงบประมาณ ก็รับไปพิจารณา เพื่อให้ทันต่อการใช้ตามปฏิทินงบประมาณปี 2570 โดยเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

     โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 15 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยจะเริ่มจากกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามโรดแมป ซึ่ง รมว.คลังต้องการเน้นย้ำและทางกระทรวงการคลัง หวังว่าทุกกระทรวงจะทำโรดแมปและแผนปฏิบัติการในระยะเวลา 4 เดือนนี้ ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ครั้งนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจนัดแรกในวันที่ 15 ต.ค.ก่อน  

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันที่ 15 ต.ค.นี้ กระทรวงคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้ง มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วงไตรมาส 4ปีนี้ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% 

    นางแพตริเซีย  มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 320,000 ล้านบาท โดยกรมบัญชีกลาง จะเน้นกาคกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้  ยังเร่งดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของนายเอกนิติ ปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด โดยจะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรมว.คลัง พิจารณาอีกครั้ง 

    สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  เบิกได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10V1oieMSAgcTjqs1LESCL

  • คาดการณ์เศรษฐกิจสเปนปี 2568-2569 ขยายตัวลดลงเล็กน้อยในหลายภูมิภาค

    คาดการณ์เศรษฐกิจสเปนปี 2568-2569 ขยายตัวลดลงเล็กน้อยในหลายภูมิภาค

    รายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับภูมิภาคของธนาคาร BBVA[1] ระบุว่า ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสเปนในปี พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลงในเกือบทุกภูมิภาค โดยประมาณการ GDP ระดับประเทศถูกปรับลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ จาก 2.8เหลือ 2.5% สาเหตุหลักของการปรับลดเกิดจากการปรับข้อมูลทางสถิติย้อนหลังของสถาบันสถิติแห่งชาติ (INE[2]สำหรับไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2567 ซึ่งล่าสุดชี้ว่าการบริโภคภายในประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสต่อ ๆ ไปยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเป็นหลักรวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจฉุดการเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจสเปน

    image.png

    กราฟแสดงแนวโน้ม GDP ในแต่ละไตรมาส ตั้งแต่ปี 25652568 ชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีการชะลอตัวบ้างในบางช่วง เช่น ปลายปี 2567 แต่แนวโน้มยังคงบวก ระดับ 0.60.7% ต่อไตรมาส แสดงถึงความต่อเนื่องและเสถียรภาพของการเติบโตของเศรษฐกิจสเปน

    ที่มา: BBVA Research โดยอ้างอิงจากสถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน (INE)

    [1] ธนาคาร BBVA (Banco Bilbao Vizcaya Argentaria, S.A.)เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน

    [2]  INE (Instituto Nacional de Estadística) คือ สถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน

    ภาคส่งออกในแคว้นทางเหนือรับผลจากความไม่แน่นอนของการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของการค้าระหว่างประเทศส่งผลโดยตรงต่อภาคการส่งออกและอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจในแคว้นตอนเหนือมีแนวโน้มชะลอตัวลง ประมาณการเติบโตของ GDP ถูกปรับลดลงเหลือ 1.8% ในแคว้นอัสตูเรียส (Asturias) และกันตาเบรีย (Cantabria)  1.9% ในอารากอน (Aragon) 2.0% ในกัสติยาและเลออน (Castilla y León) 2.2% ในนาวาร์รา (Navarra) และ 2.3% ในแคว้นบาสก์ (País Vasco) และกาลิเซีย (Galicia)

    ภาคบริการยังเป็นหัวจักรหลัก เอื้อเศรษฐกิจหมู่เกาะ

    ในทางกลับกัน ภาคบริการยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสเปนและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นในปี 2568 ได้แก่ หมู่เกาะคานารี Canarias (3.4%) หมู่เกาะบาเลอาริก Baleares (3.2%) และ นอกจากนี้แคว้นวาเลนเซีย Valencia (3.1%) ยังมีการประมาณการไว้ค่อนข้างสูงเนื่องจากได้รับประโยชน์จากงบประมาณภาครัฐและมาตรการฟื้นฟูผลกระทบจากพายุ DANA 

    สำหรับแคว้นกาตาลุญญา (Cataluña) และ กรุงมาดริด (Madrid) คาดว่าได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการส่งออกที่แข็งแกร่ง คาดว่าจะเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศที่ 2.6% ส่วนแคว้นทางตอนใต้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ถูกกกระทบจากภาคส่งออกในระดับจำกัด ทั้งนี้ แคว้นมูร์เซีย Murcia (2.8%) และ อันดาลูเซีย Andalucía (2.7%) ยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แคว้นกัสติยาลามันชา (Castilla- La Mancha) และ เอ็กซ์เตรมาดูรา (Extremadura) คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 2.5% และ 2.3% ตามลำดับ

    image.png

    แหล่งข้อมูล: Observatorio Regional ของ ธนาคาร BBVA Research ปี 2568

    ปี 2569 คาดวาเลนเซีย มาดริด กาลิเซียโตกว่าค่าเฉลี่ย

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) สเปน สำหรับปีหน้า 2569 ถูกปรับลง เหลือ 1.7% จากปัจจัยเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาคอขวด เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบและการลงทุนที่ซบเซา โดยตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคทางเหนือมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบสูงจากความไม่แน่นอนทางการค้ากับสหรัฐฯ และการพึ่งพาอุตสาหกรรมการส่งออก ส่วนภาคใต้จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและมีการเติบโตที่มั่นคงกว่า อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตาหกรรมการท่องเที่ยวของบางภูมิภาคคาดว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะต่ำลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น หมู่เกาะคะเนรีCanarias (1.7%) และ หมู่เกาะบาเลอาริก Baleares (1.6%) แคว้นกาตาลุญญา Cataluña (1.5%) และ แคว้นบาเลนเซีย Valencia ซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยรวมมีการประเมินว่าทุกภูมิภาคจะชะลอตัวลงมาอยู่ในช่วง 1.5–1.8% โดย แคว้นบาเลนเซีย จะยังคงรักษาการเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยไว้ได้ที่ 2.4% จากความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และมาดริดในระดับ 1.9%

    โดยสรุปแล้วการคาดการณ์ของ BBVA Research และ สถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน (INE) สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสเปนมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากการฟื้นตัวในช่วงหลังโควิด-19 โดย GDP ของประเทศขยายตัว 3.2% ในปี 2567 ก่อนประเมินว่าจะลดลงเป็น 2.5% ในปี 2568 และ 1.7% ในปี 2569 การชะลอตัวนี้ชี้ถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของเศรษฐกิจ ภายใต้เงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นและอุปสงค์ของภาคการส่งออกจากต่างประเทศที่ลดลง ในระดับภูมิภาค 

    ที่มา: BBVA Research / สถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน (INE) 

    ข้อคิดเห็นของ สคต.

    แม้รายงานการวิเคราะห์จากธนาคารหลักของสเปนจะแสดงให้เห็นว่าในปี 2569 เศรษฐกิจเกือบทุกภูมิภาคของสเปนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกยุโรปอื่นจะเห็นว่าสเปนยังคงมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับดี นับเป็นตลาดยุโรปที่การค้าของไทยยังมีศักยภาพเติบโต ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ทางการค้ากับสเปนในฐานะคู่ค้า พันธมิตร ตลอดถึงการมองสเปนเป็นประตูสู่ละตินอเมริกาและแอฟริกาเหนือ ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของสเปนกับภูมิภาคทั้งสอง 

    image.png

    ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่น่าสนใจจากรายงานฉบับนี้ คือ การกระจายตัวของความเจริญทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยแต่ละแคว้นหรือแต่ละภูมิภาคมีจุดแข็งเฉพาะตัว สามารถสร้างความเจริญมั่งคั่งได้จากภาคส่วนที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ภาคการผลิต การวิจัย การเกษตร การส่งออก การบริการ การท่องเที่ยว เป็นต้น ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์จะขยายการค้าการลงทุนในตลาดสเปนควรศึกษาข้อมูลรายภูมิภาคควบคู่กับกฎระเบียบทางการค้า ประเพณีการทำธุรกิจ รวมถึงจุดเด่น จุดด้อย เพื่อให้สามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น อาทิ การมุ่งเน้นตลาดในภูมิภาคภาคใต้หรือหมู่เกาะซึ่งยังคงมีภาคบริการและการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมั่นคง เป็นต้น  อนึ่ง สเปนประกอบด้วย 17 แคว้น 2 นครปกครองตนเอง ซึ่งมีระเบียบและกฎหมายท้องถิ่นของตนเองนอกเหนือจากกฎหมายพื้นฐานระดับชาติ ในลำดับต่อไป สคต. ณ กรุงมาดริด จะได้จัดทำข้อมูลรายแคว้นเพื่อนำเสนอเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่ผู้สนใจ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน โปรตุเกส หรืออันดอร์รา สามารถติดต่อมาที่ info@thaitradespain.com

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2epc43ofa0dox95117qkuhl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MNV3iW_UPIeOCzXtUJFiq

  • คลังชง ครม.เศรษฐกิจ ปลุกเศรษฐกิจปลายปี ดัน GDP โตเกิน 2%

    คลังชง ครม.เศรษฐกิจ ปลุกเศรษฐกิจปลายปี ดัน GDP โตเกิน 2%

    เศรษฐกิจ

    14 ต.ค. 2025 เวลา 15:00 น.

    คลัง เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดพิเศษ 15 ต.ค.68 นี้ หวังอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาท เข้าระบบช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดพิเศษวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.68) กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% โดยมีเป้าหมายอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาทให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

    สำหรับมาตรการสำคัญที่จะเสนอ ประกอบด้วย 1. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยจะสั่งการให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศในช่วง 4 เดือนข้างหน้า (ต.ค.68 – ม.ค.69) ซึ่งมีงบประมาณอยู่แล้วราว 6,000 – 8,000 ล้านบาท และ 2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน ผลักดันให้ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังคงค้างอยู่

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่ายอยู่ถึง 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายโดยเร็วที่สุดในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569

    นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้รับนโยบาย “Quick Big Win” จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2569 ให้มีความแม่นยำ และใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด พร้อมทั้งจะมีการรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายเป็นรายไตรมาสเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

    โดยการเบิกจ่ายงบประมาณให้มากขึ้นในไตรมาสแรก (front-load) เนื่องจากโดยปกติแล้วการเบิกจ่ายในไตรมาสแรกจะอยู่ที่ประมาณ 30% แต่เนื่องจากมีการโหลดงบประมาณเข้ามามากขึ้น และตัวเลขงบลงทุนที่คาดว่าจะสูงขึ้น อาจส่งผลให้การเบิกจ่ายรวมในไตรมาสแรกสามารถทำได้ถึงประมาณ 40%

    สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถเบิกจ่ายได้รวม 92.3% โดยงบประจำเบิกจ่ายได้ถึง 100.02% แต่งบลงทุนเบิกจ่ายได้เพียง 65% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีงบประมาณ 2567 ที่งบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้า และต่ำกว่าปี 2566 ที่เบิกจ่ายได้ถึง 77%

    โดยสาเหตุสำคัญในปีนี้มาจากการอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 1.57 แสนล้านบาทในช่วงท้ายปี ทำให้ส่วนราชการเตรียมการเบิกจ่ายไม่ทัน

    “ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนปีนี้กับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 65% เท่ากัน เพราะปีงบ 67 งบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้า อย่างไรก็ตามหากดูผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 66 นั้น สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 77% และก่อนสถานการณ์โควิดการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้สูงกว่า 70% ขึ้นไป”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AkLharkLtHN_dXsFUECvH

  • ครม. ยังไม่เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว รอถกครม.ศก.พรุ่งนี้ 

    ครม. ยังไม่เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว รอถกครม.ศก.พรุ่งนี้ 


    ครม.ไฟเขียวงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ปี 69 วงเงิน 1.6 ล้านลบ. คาดดัน GDP โตเพิ่มอีก 0.3% จับตา ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกพรุ่งนี้( 15 ต.ค.)  จ่อพิจารณามาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว-เงินเยียวยาน้ำท่วม ก่อนชงครม.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานว่างบลงทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.3%

    พร้อมกันนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ให้นโยบายรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการไปปรับปรุงกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน โดยให้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Customer Centric หรือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    “การบริการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ยังเป็นภาระ อุปสรรคกับประชาชน ก็ให้รัฐวิสาหกิจไปแก้ระเบียบให้เรียบร้อย ตลอดจนการไม่ได้รับความสะดวกจากการบริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจ ขอให้ไปปรับปรุงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” โฆษกรัฐบาลกล่าว

    นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบกรอบแนวทางการวางนโยบายสำหรับปี 2570 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะได้ไปมอบนโยบายในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

    “นายกฯ ได้สั่งการให้ไปปรับระยะเวลา timeline ของกรอบปี 70 หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ให้พยายามทำให้ทันปีงบประมาณ 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณ จะรับไปพิจารณา” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. วันนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) ก่อน

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Roadmap ที่กำหนด Action Plan ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลช่วง 4 เดือนนี้ให้ครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันพรุ่งนี้

    พร้อมกันนี้ นายสิริพงศ์ ระบุอีกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากเห็นทุกกระทรวงจะทำ Roadmap และ Action Plan ด้วยเช่นกัน

    ส่วนการต่อสัญญาการแข่งขัน Moto GP นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการนำสู่ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้ เรื่องนี้ทางกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬาจะเป็นผู้พิจารณา 

    อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ คือ มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ES7yrFrG-iMbmEcl_X27U