Blog

  • ครม.เศรษฐกิจ ชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนภาษี

    ครม.เศรษฐกิจ ชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนภาษี

    ครม.เศรษฐกิจ ชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนภาษี

    ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เดือนของรัฐบาล เตรียมเสนอมาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่เข้า ครม. สัปดาห์หน้า ทั้งลดหย่อนภาษีจากการเที่ยวเมืองหลักได้ 1 เท่า เมืองรอง 1.5 เท่า เพดานที่ 20,000 บาท เร่งภาครัฐจัดสัมมนาภายใน ม.ค. 2569 และให้สิทธิ์โรงแรมเมืองรองหักค่าใช้จ่ายรีโนเวทในการยื่นภาษีได้ 2 เท่า ถึง มี.ค. 2569 พร้อมเดินหน้าเร่งรัดเบิกงบปี 2569 กว่า 3.78 ล้านล้าน ตั้งเป้าเบิกจ่ายได้ 93% โฆษกรัฐบาลคาดมาตรการหนุนเศรษฐกิจโตได้ 0.4%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า การประชุมครั้งแรกนี้ได้ทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 4 เดือน ที่เริ่มแล้วคือการเปิดลงทะเบียนร้านค้าสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา

    ส่วนที่หารือกันและจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ติดลบ 8% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยวประกอบไปด้วย 3 มาตรการหลักได้แก่ 

    1. มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรอง 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568

    2. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้ว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคม 2568 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ นอกจากนี้ ประธานสภาหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    3. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก โดยให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการรีโนเวตได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค. 2569 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียได้ด้วย

    นอกจากนี้ จะพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้แค่ 65% เท่านั้น ในปีนี้จึงมีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ 93% และงบลงทุนฯ ไว้ที่ 75% รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการด้วย โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีของรัฐบาลจะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมกับมาตรการสินเชื่อที่จะลงไปเพิ่มเติมหลังจากนี้

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2889184&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0koaHxaWFfYeq3d0Bpc97c

  • คลังอัด 3 แพ็กเกจฟื้นท่องเที่ยว ‘ลดหย่อนภาษี – เร่งเบิกจ่าย’

    คลังอัด 3 แพ็กเกจฟื้นท่องเที่ยว ‘ลดหย่อนภาษี – เร่งเบิกจ่าย’

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจช่วง 4 เดือน ส่วนที่เดินหน้าแล้วเป็นการเปิดลงทะเบียนร้านค้าสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสที่เปิดตัวโครงการช่วงเช้าวันที่ 15 ต.ค.2568

    ส่วนมาตรการที่เสนอ ครม.สัปดาห์หน้าเป็นการกระตุ้นท่องเที่ยว ซึ่งต้องออกมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวมาก โดยการท่องเที่ยวในประเทศติดลบ 8% ในช่วง 8 เดือน แรกของปีนี้ และกระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยว 3  มาตรการ ได้แก่
     

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    1.มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า โดยเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.2568

    2.โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีงบประมาณอยู่แล้ว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวม อปท.ที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว 

    ทั้งนี้ กำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือน ม.ค.2568 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ของปีงบประมาณ ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจขยายตัว 

    นอกจากนี้มีข้อเสนอจากประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เสนอให้บริษัทนิติบุคคลนำค่าใช้จ่ายพาพนักงานเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    3.มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ซึ่งให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ ให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค.2569 โดยนำไปใช้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย
     

    นอกจากนี้พิจารณามาตรการอื่น เช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังดำเนินการไม่ถูกต้องให้เข้าระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีได้ครอบคลุม 

    นอกจากนี้ได้หารือการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยปี 2568 มีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้แค่ 65% 

    ดังนั้น ปี 2569 จึงตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ 93% และงบประมาณลงทุนไว้ที่ 75% รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการด้วย โดยเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นต้องติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ 

    ทั้งนี้โครงการที่จะเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เร็วต้องเตรียมความพร้อมการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อน เพื่อให้การทำสัญญาได้ทันตามกำหนด

    “ครม.เศรษฐกิจ สั่งให้เร่งใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานใดที่ของบเหลือจ่ายและมีทีโออาร์แล้วให้เร่งเบิกจ่ายให้เสร็จภายในไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2569 หรือภายในเดือน มี.ค.2569 เพื่อดึงงบเก่าที่ใช้ไม่มีประสิทธิภาพมาฟื้นเศรษฐกิจ” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968126&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wFwAbJtsfAosasi-F3cmN

  • “คลัง” จ่อชง ครม.ดัน 3 มาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่

    “คลัง” จ่อชง ครม.ดัน 3 มาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่

    วันนี้ (15 ต.ค.2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่า มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้คือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งมีการเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนแล้ว

    ส่วนมาตรการที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า เป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องออกมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีการชะลอตัวอย่างมาก โดยการท่องเที่ยวในประเทศติดลบร้อยละ 8 ใน 8 เดือนที่ผ่านมา

    กระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และให้สิทธิ์สำหรับท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    2. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้ว ไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยมีงบประมาณอยู่ราว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือน ม.ค.2569 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

    นอกจากนี้ ประธานหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศ มาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    3. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค.2569 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย

    ขณะเดียวกันยังมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีสถานบริการจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

    รมว.คลัง กล่าวอีกว่า ได้หารือเรื่องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้เพียงร้อยละ 65 เท่านั้น ดังนั้นในปีนี้จึงตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ร้อยละ 93 และงบลงทุนไว้ที่ร้อยละ 75 รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการ โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    เสนอแอ็กชันแพลน ครม.เศรษฐกิจ คาดช่วยดัน GDP 0.4%

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญใน 3-4 ประเด็น โดยเชิญภาคเอกชนมาให้ข้อเสนอแนะในการทำแอ็กชันแพลน

    สัปดาห์นี้เริ่มพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงการคลัง ส่วนวันที่ 20 ต.ค.จะพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงพลังงาน และสัปดาห์ถัดไปจะพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ซึ่งคาดว่าจากภาพรวมมาตรการทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 0.4 ของจีดีพี

    ทุกนโยบายต่อจากนี้ที่จะใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้วิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Course Benefit) เข้าไปด้วยว่าแต่ละนโยบายใช้งบฯ เท่าไหร่ รายได้ของรัฐจะได้ผลดี ผลเสียเท่าไหร่ และสิ่งที่จะได้ต่อประเทศเป็นอย่างไร

    อ่านข่าว

    นัดแรก! ประชุม ครม.เศรษฐกิจทำโรดแมป-แอ็กชันแพลน 4 เดือน

    สรรพากรพุ่งเป้าเก็บภาษี “อินฟลูเอนเซอร์-คอนเทนครีเอเตอร์”

    โฆษก กห.ยันกัมพูชาต้องยอมรับ 4 เงื่อนไข ก่อนขอเปิดด่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28E6izTgwcUEGnPgINC8tz

  • ท่องเที่ยวเชียงใหม่ “ปลายฝนต้นหนาว” นทท.หาย ยอดจองที่พักแนวธรรมชาติลดฮวบกว่า 80%

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ “ปลายฝนต้นหนาว” นทท.หาย ยอดจองที่พักแนวธรรมชาติลดฮวบกว่า 80%

    ในช่วงปลายฝนต้นหนาว จังหวัดเชียงใหม่มีสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและแคมปิ้งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็น ชมทะเลหมอก และทำกิจกรรมกลางแจ้ง สถานที่ยอดนิยม ได้แก่ ม่อนแจ่ม, อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง, ดอยผ้าห่มปก และ ดอยอ่างขาง ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ตั้งแต่การชมวิวภูเขาและทะเลหมอก, การเดินป่า, ไปจนถึงการชมแปลงดอกไม้เมืองหนาว  

    โดยเฉพาะ บ้านบวกจั่น ต.โป่งแยง อ.แม่ริม หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ที่ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบหุบเขาสูง มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา อยู่ที่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเลปานกลาง 700-1,300 เมตร ทำให้ ในช่วงฤดูหนาวจะมีอากาศที่หนาวเย็นเป็นอย่างมาก และเป็นพื้นที่ที่สามารถมองเห็นวิว 6 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างชัดเจน ทั้ง อำภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว หางดง สะเมิง และ อําเภอกัลยาณิวัฒนา ซึ่งมีที่พักไว้รองรับให้บริการนักท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ กว่า 25 แห่ง ทั้งแบบโฮมสเตย์ บ้านพัก และเต็นท์

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo05.jpg

    กิตติพงษ์ อนันต์วิไล เจ้าของ ‘กลิ่นไอหมอก โฮมสเตย์’ บ้านบวกจั่น เปิดเผยว่า ส่วนตัวเปิดที่พักมาแล้ว 5 ปี ปีนี้รู้สึกว่าแย่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดมา จากลูกค้า 100% เป็นตัวตั้ง ปีนี้ หายไปกว่า 80 – 90% ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายต่างก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เป็นลูกค้าหลักของที่นี่ ทำให้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการที่พักบ้านบวกจั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งตามปกติในช่วงปลายฝนต้นหนาว ก็จะมีนักท่องเที่ยวจองเข้ามาเต็มเกือบทุกที่ เพราะบรรยากาศที่นี่ดี อยู่จุดที่สูงสุด มองเห็นวิว 360 องศาฯได้อย่างชัดเจน และมีอากาศที่หนาวเย็นทำให้นักท่องเที่ยวเลือกที่จะจองที่พักเข้ามา 

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “จากที่พักที่มีทั้งหมด ประมาณ 25 แห่ง ในหมู่บ้านบวกจั่น ตอนนี้ มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ยังเปิดให้บริการ เพราะลูกค้าน้อยไม่คุ้มทุนในการดูแลรักษา ซึ่งปัจจุบันนั้นเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวเพียง 4 แห่ง เท่านั้น ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดรองรับนักท่องเที่ยว ได้ไม่เกิน 10 แห่งเท่านั้น เพราะไม่มียอดจองล่วงหน้าเข้ามามากนัก” กิตติพงษ์ กล่าว

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ด้าน เอกรินทร์ นทีไพรวัลย์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม กล่าวว่า ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ปีนี้ที่พักม่อนแจ่ม อำเภอแม่ริม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ภาพรวมยอดจองที่พักในช่วงนี้ แม้จะเพิ่มกว่าปีที่ผ่านมาราวๆ 10 % ทั้งนักท่องเที่ยววันเดย์ทริป และพักค้างแรม

    “แต่จะสังเกตได้ว่า นักท่องเที่ยวไทยนั้นลดลง เมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ที่ยอดจองเพิ่มขึ้น เพราะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวเมียนมา เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือว่าก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ สำหรับที่พักและการท่องเที่ยวม่อนแจ่ม ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย อาจจะมีชาวต่างชาติเล็กน้อย ทั้งยุโรป และนักท่องเที่ยวจีน

    แต่ปีนี้กลับได้อานิสงส์การท่องเที่ยว จากนักท่องเที่ยวชาวเมียนมา จึงทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวของดอยม่อนแจ่มไม่แย่มากนัก ตามสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้”

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ขณะที่ ละเอียด บุ้งศรีทอง ที่ปรึกษากรรมการสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว ภาพรวมการท่องเที่ยวในเดือนตุลาคม จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา (2567) แต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนคาดว่าทิศทางจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีการจองล่วงหน้าเข้ามา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะในเมืองเชียงใหม่นั้นมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลยี่เป็ง  ที่มีการจัดกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น

    “ซึ่งในช่วงนี้มียอดจองที่พัก ในตัวเมือง ราว 70 – 75% ดีกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 10% แต่อีกด้านหนึ่งที่เราเห็นก็คือตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทย นั้นหายไปถึง 20%  ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การท่องเที่ยวในชุมชน ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่พักสไตล์แคมปิ้ง โฮมสเตย์ นั้น มีนักท่องเที่ยวลดลง”

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ละเอียด กล่าวด้วยว่า สำหรับปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยลดลงนั้น คือ ราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ หรือแม้กระทั่งราคาตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาเชียงใหม่ ไม่ได้เติบโตเหมือนช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่จะมีมากถึง 120 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งปัจจุบันนั้นมีประมาณ 75 – 80 เที่ยวบิน ต่อวันเท่านั้น จึงทำให้ในปัจจุบันนั้นตั๋วเครื่องบินนั้นมีราคาค่อนข้างสูง

    “อีกหนึ่งประเด็นก็คือสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ไม่ดีมากนัก ก็ทำให้การท่องเที่ยวไม่คึกคักเท่าที่ควรเพราะประชาชนมีการตั้งเป้าหมาย ว่าหนึ่งปี จะมีการท่องเที่ยวกี่ครั้ง ส่วนคนที่มีกำลังซื้อก็เลือกที่จะบินท่องเที่ยวต่างประเทศ ในกลุ่มประเทศที่น่าสนใจ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวไทยหายไป” ละเอียด กล่าว

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    Chiang Mai-tourism-Late-rainy-season- early-winter-Tourists-disappear-hotel-bookings-plummet-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-tourism-late-rainy-season-early-winter-tourists-disappear-hotel-bookings-plummet&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12MM3Dx9FBHvMrE7ObwfSH

  • ครม.เคาะกระตุ้นศก.4เดือน บูมท่องเที่ยว คลอดแพ็กเกจลดหย่อนภาษี

    ครม.เคาะกระตุ้นศก.4เดือน บูมท่องเที่ยว คลอดแพ็กเกจลดหย่อนภาษี

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ครม.เคาะกระตุ้นศก.4เดือน
    บูมท่องเที่ยว
    คลอดแพ็กเกจลดหย่อนภาษี
    ร้านค้าแห่ลงทะเบียนวันแรก
    ‘คนละครึ่งพลัส’เป้า9แสนราย
    ‘ลิซ่า’ทูตAmazing Thailand

    นายกฯนั่งหัวโต๊ะถก“ครม.เศรษฐกิจ”นัดแรก เคาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เน้นนโยบาย“Quick Big Win”4 เดือน “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”“รมว.คลัง”ดันปลุกท่องเที่ยว ชงมาตรการ“ท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่” ลดหย่อนภาษี 2หมื่นบาท หวังกู้เศรษฐกิจให้คึกคัก เที่ยว‘เมืองหลัก’ลดหย่อน 1 เท่า เที่ยว‘เมืองรอง’ลดหย่อน 1.5 เท่า หวังดันจีดีพีร้อยละ 0.4 สั่งเร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาภายในม.ค.ปีหน้า เร่งรัดเบิกงบฯปี’69 กว่า3.78 ล้านล้าน วันแรกเปิดร้านค้าแห่ลงทะเบียน‘คนละครึ่งพลัส’คึกคัก ‘เอกนิติ’ชวนร้านค้าเข้าร่วม 9แสนราย คาดเงินสะพัด 8.8หมื่นล้าน ททท.ปลื้ม‘ลิซ่า’รับเป็นAmbassador โปรโมต‘เที่ยวไทย’ปี 69

    เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 เป็นครั้งแรก โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และตัวแทนสถาบันคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอก ประกอบไปด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    นายกฯนั่งถกครม.เศรษฐกิจ’นัดแรก

    โดยนายกฯกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้ โดยรัฐบาลได้มีนโยบายให้มีการจัดประชุมครม.เศรษฐกิจ ก่อนที่จะมีการประชุมครม.ทั่วไป โดยได้รับคำแนะนำจาก นายเอกนิติ รองนายกฯว่าในเมื่อจะมีการประชุมเรื่องเศรษฐกิจแล้วและเพื่อการที่จะทำให้การสื่อสารมีความรวดเร็ว และสามารถรับฟังปัญหาจากทุกฝ่ายได้ จึงขอให้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี มีทั้งตัวแทนภาคเอกชนมาร่วมด้วย ขอขอบคุณประธานภาคเศรษฐกิจและภาคเอกชนที่ได้ให้ความร่วมมือมาร่วมประชุม

    “ผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความร่วมมือนี้ เราจะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตและแก้ไขปัญหาปากท้องให้ประชาชนได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีระยะเวลาการบริหารงานในช่วง 4 เดือนนี้ ซึ่งในการดำเนินการต่างๆนั้นเราจะเน้นในเรื่องของการทำนโยบาย ควิกวิน หรือ ตามมอตโต้ ของนายเอกนิติ คือ Quick Big Win เพื่อให้สอดคล้องอยู่ในกรอบเวลาที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มตัว”นายกฯย้ำ

    โดยเตรียมจัดประชุมทุกสัปดาห์ ในบ่ายวันจันทร์ ก่อนการประชุม ครม.เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต แก้ไขปัญหาปากท้องให้ประชาชนได้ โดยเน้นการทำนโยบาย Quick Big Win จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนให้เกิดความสำเร็จ เห็นผลภายในเวลาอีกไม่ถึง 4 เดือน ตามแนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” รวมทั้งได้เชิญตัวแทนภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบัน เข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลและความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างรวดเร็ว

    ฝากช่วยกันโปรโมทคนละครึ่งพลัส

    นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่าวันนี้มีเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าวันแรก ฝากช่วยประชาสัมพันธ์ให้เร่งลงทะเบียนได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 โอกาสนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลังมอบเสื้อยืดโครงการ คนละครึ่งพลัส ให้นายกรัฐมนตรีและกนศ. ด้วยและขอให้คณะกรรมการเศรษฐกิจทุกท่านช่วยกันโปรโมทโครงการ

    ครม.เคาะQuick Big Win 5 เสาหลัก

    ที่ประชุมได้พิจารณามาตรา Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้นได้ผลยาว กระจายตัว” 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. ลดภาระหนี้ประชาชน 3.เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs 4. เพิ่มการออมของประชาชน และ 5. การลงทุนเพื่ออนาคต โดยได้มอบหมายให้กระทรวงต่างๆที่มีโครงการภายใต้นโยบาย Quick Big Win กำหนด Action Plan ตัวชี้วัดความสำเร็จให้ชัดเจน และสามารถประเมินผลได้จริง สอดคล้องกับแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

    ‘คลัง’เคาะกระตุ้นท่องเที่ยว‘แพ็กเกจใหญ่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจว่า ในส่วนที่มีการเดินหน้าในวันนี้แล้ว คือการเปิดลงทะเบียนร้านค้าสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ได้มีการเปิดตัวโครงการไปแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

    “ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน หลังการท่องเที่ยวในประเทศติดลบร้อยละ 8 ใน 8 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง จึงเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยว จึงเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว”

    ลดหย่อนภาษีเที่ยว‘เมืองหลัก-เมืองรอง’

    โดยประกอบไปด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท มาตรการนี้จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และ เมืองรองให้สิทธิ์ได้ 1.5 เท่า เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.68

    เร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาภายในม.ค.ปีหน้า

    2.โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้วไม่ใช่งบประมาณใหม่ มีงบประมาณอยู่ราว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือน ม.ค.69 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยประธานหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    ให้สิทธิ์โรงแรมเมืองรองหักค่าปรับปรุง2เท่า

    นายเอกนิติกล่าวว่า 3.มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้2เท่า สำหรับเมืองรอง โดยเฉพาะ โดยให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือนมี.ค.69โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย

    ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามาตรการอื่นๆเช่นการลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิต เชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

    เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี2569

    รองนายกฯกล่าวว่าได้มีการหารือเรื่องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมา มีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้แค่ 65% เท่านั้น ในปีนี้จึงมีมีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ 93% และงบลงทุนฯไว้ที่ 75% รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการด้วย โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีของรัฐบาล จะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4%โดยยังไม่รวมกับมาตรการสินเชื่อที่จะลงไปเพิ่มเติมหลังจากนี้

    ร้านค้าเข้าร่วม‘คนละครึ่งพลัส’9แสนราย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังได้ลงพื้นที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง เพื่อเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสที่เพิ่งเปิดลงทะเบียนร้านค้า สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส โดยระบุว่าขณะนี้ร้านค้าสามารถทยอยเข้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 19 ธ.ค.68 โดยปัจจุบันมีร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 และยังค้าขายอยู่ประมาณ 1 แสนราย และตั้งเป้าหมายว่าในรอบนี้ จะมีร้านค้ามาลงทะเบียนไม่น้อยกว่ารอบที่แล้ว 900,000 ราย

    “โครงการนี้จะเน้นไปที่ธุรกิจรายเล็กรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาดโดยไม่ได้เปิดให้รายใหญ่หรือโมเดิร์นเทรดเข้าร่วม ยังเปิดโอกาสให้นิติบุคคลรายเล็กรายย่อยที่มีรายได้ไม่เกิน1.8ล้านบาทสามารถเข้าสู่ระบบได้ด้วย นอกจากนี้ การใช้บริการขนส่งมวลชนยังเปิดให้เข้าร่วมรวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีใบขับขี่สาธารณะถูกต้อง ตลอดจนกำลังหารือแพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดให้ร้านขายอาหารหรือฟู้ดเดลิเวอรี่เข้าร่วมได้ด้วย”นายเอกนิติย้ำ

    ตั้งเป้าคาดเงินสะพัด 8.8 หมื่นล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่าข้อมูลในโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นระบบปิดเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ข้อมูลการค้าขาย โดยจะไม่ถูกส่งออกไปให้ใครรวมถึงกรมสรรพากรก็ไม่สามารถนำข้อมูลออกไปได้ การเสียภาษีถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนเมื่อมีรายได้

    ทั้งนี้ คนละครึ่งพลัสมีเป้าหมายในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 88,000 ล้านบาท โดยมาจากเงินสมทบของรัฐบาล 44,000 ล้านบาท และเงินใช้จ่ายของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มใช้จ่ายได้วันแรกในวันที่ 29 ต.ค.ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 และเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะติดลบในไตรมาสที่ 4 ได้

    ททท.ปลื้ม‘ลิซ่า’รับโปรโมตเที่ยวไทยปี69

    ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เปิดเผยว่า ลิซ่า หรือ ลลิษา มโนบาล ได้ตอบรับทำหน้าที่ เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย“Amazing Thailand Ambassador”เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนำ ซึ่งการร่วมงานกับ‘ลิซ่า’ในฐานะAmazing Thailand Ambassadorถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand ททท.มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่นสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง(Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจำที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

    เชื่อผลักดันไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ผู้ว่าการททท.กล่าวว่าบทบาท“Amazing Thailand Ambassador”ของ“ลิซ่า”ลลิษา มโนบาล ในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ลิซ่ายังเป็นเสียงอันทรงพลังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้การที่ททท.พร้อมทั้งแบรนด์“Amazing Thailand”ได้ร่วมงานกับ “ลิซ่า”ในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทยแต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงความอบอุ่นและความมีไมตรีจิตของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกมิติว่า“ประเทศไทย”คือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะสร้างความประทับใจกับผู้มาเยือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TOxwx42JrGOtC3iVmC1NO

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเกจลดภาษีท่องเที่ยวปลายปี | เข้มข่าวเย็น | 15 ต.ค. 68

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเกจลดภาษีท่องเที่ยวปลายปี | เข้มข่าวเย็น | 15 ต.ค. 68

    ช่วงเช้าวันนี้ มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นั่งหัวโต๊ะการประชุม ซึ่งภายหลังการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าว เตรียมชง แพ็คเกจท่องเที่ยวปลายปี ลดภาษี เข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    #ครมเศรษฐกิจ #นายกฯอนุทิน #ลดภาษี #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวเย็น

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dx5I5Bdvz-dOMo_a6UoG_

  • วัฒนธรรม จ.ลำพูน ประชุมกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยววัฒนธรรมฯ เชื่อมโยง 4 จังหวัด

    วัฒนธรรม จ.ลำพูน ประชุมกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยววัฒนธรรมฯ เชื่อมโยง 4 จังหวัด

    วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ประชุมกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยววัฒนธรรมอัตลักษณ์ วิถีล้านนาตะวันตกเชื่อมโยง 4 จังหวัด

    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ประชุมกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยววัฒนธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตกเชื่อมโยง 4 จังหวัด(เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) กิจกรรมตามรอยอารยธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตก เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2568 วันนี้(14 ต.ค. 68) ระหว่างเวลา 9 นาฬิกา ถึง 15 นาฬิกา 30 นาที ณ ห้องประชุมจามจุรี 1 โรงแรม เดอะแกรนด์จามจุรีรีสอร์ท ลำพูน อำเภอเมืองลำพูน

    เปิดการประชุมฯโดย นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน, นางพรทิวา ขันธมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กล่าวรายงานฯ และ ผู้ดำเนินรายการบนเวทีและควบคุมการประชุม โดย นางสาวธิติมา ธิมาสาร ผู้ประสานงานโครงการ บริษัท พีเคออลอะเบาท์ จำกัด

    วาระที่ 1 การนำเสนอภาพรวมและนำเสนอ(ร่าง) ข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงพื้นที่ 4 จังหวัดของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1(เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน)

    • นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยว “ล้านนาสร้างสรรค์”
      โดย นางภักดีกุล รัตนา ศูนย์ล้านนาศึกษา ศูนย์บูรณาการมนุษยาภิวัตน์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)
    • เส้นทางที่ 1 “เดินทางบนเส้นทางแห่งศรัทธา เชื่อมสายบุญ สู่พลังชีวิตใหม่”(ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน)
    • เส้นทางที่ 2 “สายวิถีธรรมชาติ – ศรัทธาและภูปัญญาล้านนาตะวันตก”(เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) โดยนายบารเมศ วรรณสัย รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน และ นายวรพงศ์ ผูกภู่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว

    วาระที่ 2 เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลประกอบเส้นทางท่องเที่ยว
    โดย นายบารเมศฯ และ นายวรพงศ์ฯ ผู้เข้าร่วมประชุมให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เรื่องราว เรื่องเล่าข้อมูลพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์วิถีของชุมชม เอกลักษณ์การแต่งกาย งานหัตถกรรม ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เทศกาลงานประเพณี หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเส้นทางเพิ่มเติม

    วาระที่ 3 นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทางเพิ่มเติม
    โดย นายนายวรพงศ์ ผูกภู่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว
    ผู้เข้าร่วมประชุม ให้เสนอแนะแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทางเพิ่ม

    และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้แสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ และร่วมกันพิจารณาเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตก ภายในจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยมีกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย หน่วยงาน/องค์กร ที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว บริษัททัวร์ เอเจนซี
    สื่อมวลชน Influencer(อินฟลูเอ็นเชอร์) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมจำนวน 50 คน

    นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวเปิดการประชุมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ที่ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยมีจุดแข็งอยู่ที่สภาพภูมิสังคม มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทุนทางวัฒนธรรม ที่เป็นอารธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านาตะวันตก ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้

    ด้วยเหตุนี้ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จึงได้จัดสรรรบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช 2568 ให้จังหวัดลำพูน โดยมีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูนเป็นหน่วยดำเนินงาน เพื่อดำเนินกิจกรรมตามรอยอารยธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตก เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง
    ด้วยการนำเอาทุนทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มแก่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนา และการบริการเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรมล้านนา เอกลักษณ์การแต่งกาย งานหัตถกรรม ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

    รวมทั้งเทศกาลโคมแสนดวง ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้จังหวัดในกลุ่งหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เป็นจุดหมายหลักให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน รวมถึงการผลักดันงานเทศกาลโคมแสนดวงให้เป็นประเพณีประจำกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และนำมาซึ่งการประชุมกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยววัฒนธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตกเชื่อมโยง 4 จังหวัด ในวันนี้(14 ต.ค.) ที่ผู้เข้าร่วมประชุมฯจะได้ร่วมกันพิจารณาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตก ที่เชื่อมโยง 4 จังหวัดภายในจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จำนวน 2 เส้นทาง เพื่อเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว ที่มีเรื่องราวของวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอัตลักษณ์วิถีวัฒนธรรมล้านนา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสกับอารยธรรมล้านนาตะวันตก เกิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กลุ่มจังหวัดได้ต่อไป ในอนาคต ขอขอบคุณคณะทำงาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ในฐานะหน่วยดำเนินงาน ขอขอบคุณหัวหน้า/ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง ท่านวิทยากร ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว บริษัททัวร์ เอเจนซี่ สื่อมวลชน Influencer(อินฟลูเอ็นเซอร์) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมอัตลักษณ์วิถีล้านนาตะวันตก และเข้าร่วมประชุมฯเพื่อแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ ด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้ทุกประการ..วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวในที่สุด.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/lamphun/3795457/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aTRTG4osHywboGuZgTo_G

  • อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติทางทะเล ให้งดใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตรายต่อปะการัง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อป้องกันการทำลายระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว

    ​นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กรมฯ จึงออกประกาศควบคุมการใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตราย 4 ชนิด ได้แก่ Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor และ Butylparaben โดยสารเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปะการัง ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ขัดขวางการสืบพันธุ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะปะการังฟอกขาวจนตายในที่สุด​ ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เปราะบาง กรมอุทยานฯ จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า “Reef Safe” หรือ “Reef Friendly”

    ​นอกจากนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ได้แก่​ หลีกเลี่ยงการสัมผัส เหยียบ หรือจับต้องปะการัง​ รักษาระยะห่างจากปะการังอย่างน้อย 2 เมตร​ ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ลงในทะเล​ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

    ​สำหรับบทลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรามาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้อุทยานแห่งชาติทางทะเลทุกแห่งดำเนินการตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u_rxpApzisuIrCq7RQ-jN

  • ครม.เศรษฐกิจ ถกเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ผุดเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

    ครม.เศรษฐกิจ ถกเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ผุดเที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

    รมว.คลัง เผย ถก ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ประชุมเปิดตัวโครงการคนละครึ่งพลัส ผุดเที่ยวเมืองรอง 1 หมื่นบาท ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ชู “Netflix Policy” วิเคราะห์งบฯ แต่ละนโยบาย ด้านโฆษกรัฐบาล เผย สัปดาห์หน้ามีวาระมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้า ครม.

    วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หัวหน้าหน่วยงานสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วม

    นายเอกนิติ เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุม คือการเปิดตัว โครงการคนละครึ่งพลัส โดยเริ่มเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้ (15 ต.ค.) จนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568 และอยากจะเชิญชวนร้านค้าผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า ให้เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มยอดขาย วันนี้ถ้าพ่อค้าแม่ค้าที่เคยอยู่ในโครงการคนละครึ่ง และใช้ถุงเงินเป็นประจำ มีข้อมูลทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก โดยไปอัปเดตและกดยืนยันเข้าร่วม

    สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ยังไม่เคยลงคนละครึ่ง สิ่งที่ต้องทำคือไปสมัครคนละครึ่งพลัส ดอทคอม รวมทั้งเอาบัตรประชาชน และถ่ายรูปร้านค้าว่าขายของจริง ซึ่งคลังได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีการยืนยันตัวตนที่ธ.กรุงไทยได้ทุกสาขา ใช้เวลาตรวจสอบ 2-3 วัน ข้อมูลผ่านก็สามารถเข้าร่วมโครงการ รับเงินได้ ซึ่งจะเริ่มเปิดลงทะเบียนสำหรับพ่อค้าแม่ค้าวันนี้ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 2568 ทยอยลงได้ ท่านก็จะได้สิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในฐานะพ่อค้าแม่ค้า นอกจากเป็นบุคคลธรรมดาแล้ว นิติบุคคล รายเล็กที่เป็นเอสเอ็มอี และไมโครเอสเอ็มอี ก็ยังเข้าร่วมได้ จากเดิมที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ จากเดิมที่นิติบุคคลไม่สามารถเข้าร่วมได้ โมเดิร์นเทรดจะเข้าร่วมไม่ได้

    ส่วนประชาชนหรือผู้ซื้อ จะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 20 ต.ค. 2568 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เวลาท่านไปซื้อของรัฐก็ช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง ภายใต้สิทธิคนละครึ่ง

    สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป จากเดิม 18 ปี เพราะถือว่ามีรายได้ไม่จำกัดอายุ และช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายลงไปครึ่งหนึ่ง เริ่มใช้ได้วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไปเดินตลาดมาเมื่อเช้าร้านค้าถามว่าจะเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร วันนี้เปิดลงทะเบียนแล้ว ส่วนประชาชนก็จะไปถามว่าป้าเข้าโครงการคนละครึ่งพลัสหรือเปล่า ถ้าเข้าก็สามารถสแกนจ่ายได้เลย ก็จะง่ายขึ้น เปิดใช้วันนี้ 29 ต.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2568

    วันนี้มีการรายงานให้คณะกรรมการนโยบายทีมเศรษฐกิจรับทราบสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว มีกำหนดการอย่างไรทำเรื่องบัตรสวัสดิการไปเรียบร้อย ซึ่งคนที่ไม่มีเงินไปสมทบคนละครึ่ง ก็สามารถได้เงินต่อเดือน เริ่ม 29 ต.ค. เขาก็จะมีเงินจับจ่ายสินค้าที่จำเป็น รวมกับของเดิม 300 บาท รัฐเติม 1,700 บาท รวม 2,000 บาท ใช้ได้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568

    สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้เงิน 2,400 บาท เพราะโครงการฯ มาจากคนเสียภาษี วันนี้มีการเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โครงการต่อไปที่เราจะทำคือกระตุ้นการท่องเที่ยว มาตรการท่องเที่ยวที่นำเสนอในวันนี้ได้รับความคิดเห็นมากมาย ซึ่งจะนำเสนอเข้าครม.ในสัปดาห์ถัดไป

    เที่ยวเมืองรอง 1 หมื่นบาท ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท

    ในส่วนของประชาชนเราจะให้ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เพื่อที่จะนำไปท่องเที่ยว เริ่มวันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ถ้าไปท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ไปใช้จ่ายเมืองรอง 10,000 บาท ท่านจะได้หักลดหย่อนภาษี 15,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เงินกระจายไปเมืองรองด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคเอกชน ประธานสภาหอการค้า ซึ่งบอกว่าจริง ๆ นิติบุคคลก็ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ เพราะบริษัทใหญ่ๆ ก็พาไปเที่ยวต่างประเทศ ให้หันมาเที่ยวเมืองไทย จึงมีข้อเสนออยากให้นิติบุคคลพาคนในบริษัทไปเที่ยวได้ด้วย ตรงนี้กำลังดูจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเสนอใหม่จากภาคเอกชน นอกจากนั้นภาครัฐก็ยังมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน ปกติภาครัฐมีงบประมาณอยู่แล้ว ไม่ได้ใช้งบประมาณใหม่ในส่วนของราชการมี 3,000 กว่าล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3,000 กว่าล้าน และ อปท. มีงบตั้งไว้จัดอบรมสัมมนา แทนที่จะไปจัดอบรมในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ซบเซามาก การท่องเที่ยวในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา การใช้จ่ายติดลบประมาณ 8% เพราะฉะนั้นเราต้องฟื้นเศรษฐกิจ ฟื้นการท่องเที่ยว เลยให้ทำนโยบายการกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ และการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ (Front Load) จากปกติที่รอใช้จ่ายในไตรมาส 3-4 ต้องให้เบิกให้ได้ภายใน ม.ค. ประมาณ 60% ของงบสัมมนา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นดีมานด์ในช่วงนี้

    นอกจากนั้นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวกระตุ้นสั้น เพิ่มการจับจ่ายใช้สอย ได้ผลยาว ซึ่งเราจะมีมาตรการต่างๆ ให้โรงแรมที่พักโดยเฉพาะเมืองรอง โดยรัฐบาลเตรียมเสนอให้โรงแรมโดยเฉพาะในเมืองรอง สามารถหักภาษีจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรม เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ติดโซลาร์เซลล์ หรือลดการใช้น้ำ ลดของเสีย ได้ในอัตรา 2 เท่า เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

    มาตรการ Quick Big Win ต้องเห็นผลในระยะสั้น กระจายประโยชน์ให้ทั่วถึง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางให้ทุกกระทรวงจัดทำแผนปฏิบัติการรายเดือน โดยเน้นโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง มีผลกระตุ้นในระยะสั้น และสามารถกระจายรายได้ได้ทั่วถึงทั่วประเทศ

    ชู “Netflix Policy” วิเคราะห์งบฯ แต่ละนโยบาย

    โดยกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานแรกที่จัดทำนโยบายในรูปแบบ “Netflix Policy” ซึ่งจะวิเคราะห์ว่าแต่ละนโยบายใช้งบประมาณเท่าใด สูญเสียรายได้รัฐเท่าใด และสร้างผลประโยชน์ต่อประเทศได้เพียงใด

    มาตรการด้านภาษีทั้งหมด เช่น หักภาษีจากการท่องเที่ยว หรือการลงทุนปรับปรุงโรงแรม จะมีผลจนถึงเดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการวางแผนปรับปรุงกิจการ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมโดยกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต ได้มีการพูดถึงการลดภาษีของสถานบริการต่างๆ ในช่วงนี้ จาก 10% เป็น 5% โดยจะประสานกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากสถานบริการของกระทรวงมหาดไทย และกรมสรรพสามิตยังไม่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นจะร่วมมือกันพิจารณาขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่ยังไม่ถูกต้อง และไม่ได้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เข้าระบบอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องมาแอบเปิด เพื่อจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ทั้งหมดนี้จะเป็นการกระตุ้นเกิดการค้าต่างๆ ให้เป็นไปอย่างคึกคัก รวมเป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นแพ็กเกจที่จะเกิดขึ้น และใช้ได้จนถึงเดือนมีนาคม 2569

    ส่วนของภาครัฐ จะมีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณของปี 2569 ให้เร็วขึ้น โดยกำหนดให้จะต้องเบิกจ่ายงบประมาณ ให้ได้มากกว่า 93% และในส่วนของงบลงทุนจะต้องเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 75% หลังจากในปีงบประมาณ 2568 เบิกจ่ายงบลงทุนได้เพียง 65% ของงบลงทุนทั้งหมด ส่วนงบเหลื่อมปี ที่มีจำนวนกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งถูกโยกมาจากงบประมาณปี 2568 จะให้เร่งเบิกจ่ายให้หมดภายในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2569 หรือเดือนมีนาคม

    มีประสิทธิภาพอันนี้จะช่วยเอาเงินเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพมาฟื้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันงบปีใหม่ของราชการและวิสาหกิจเยอะมาก ส่วนราชการนั้นมีงบอนุมัติไปแล้ว 3.78 ล้านล้านบาท เลยมีการตั้งเป้าเบิกจ่ายและกำหนดเป็นเคพีไอ ของหน่วยราชการ ปีนี้ให้เบิกจ่ายงบประมาณต้องไม่ต่ำกว่า 93% และงบลงทุนซึ่งจะเป็นตัวสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจระยะยาว ต้องเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 75%

    สัปดาห์หน้าเตรียมชงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้า ครม.

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า วันนี้มีประมาณ 3-4 ประเด็นที่ได้รับความสำคัญจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ การเปิดตัวโครงการคนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การติดตามประสิทธิภาพของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงตัวเลขอย่างชัดเจน

    โดยในสัปดาห์หน้า รัฐบาลเตรียมนำเสนอมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และจะเร่งเดินหน้าทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจในช่วงปลายปีให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2889218&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cGqCb0qH3L8Qe_7n_oDpy

  • ยูทูบล่มทั่วโลก! พบรายงานไม่สามารถเล่นวิดีโอได้

    ยูทูบล่มทั่วโลก! พบรายงานไม่สามารถเล่นวิดีโอได้

    ยูทูบล่มทั่วโลก! พบรายงานไม่สามารถเล่นวิดีโอได้

    เว็บไซต์ Downdetector รายงาน “ยูทูบ” ล่มในหลายประเทศทั่วโลก ไม่สามารถเล่นวิดีโอได้ ทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน

    ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 05.30 น. ที่ผ่านมาของวันที่ 16 ต.ค. 68 ตามเวลาประเทศไทย ผู้ใช้งาน “ยูทูบ” (YouTube) แพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง ได้รายงานพบปัญหาการใช้งาน

    โดยเว็บไซต์ Downdetector แพลตฟอร์มระบุข้อมูลสถานะบริการออนไลน์ รายงานว่า ระบบการให้บริการของยูทูบล่มในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ อินเดีย รวมถึงประเทศไทย

    ปัญหาที่พบคือ ผู้ใช้ไม่สามารถรับชมวิดีโอได้ โดยบนเว็บไซต์จะเห็นข้อความ “เกิดข้อผิดพลาด โปรดลองอีกครั้งในภายหลัง” ในเกือบทุกวิดีโอ

    Reuters/Dado Ruvic/Illustration
    ยูทูบ แพลตฟอร์มวิดีโอยอดนิยม

    เช่นเดียวกันในแอปพลิเคชัน YouTube ของทั้ง Android และ iOS ก็แสดงข้อความ “มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น” เช่นกัน

    มีรายงานว่า ผู้ใช้สามารถสามารถเรียกดู YouTube รวมถึงหน้าแชนแนลและการค้นหาได้ แต่เมื่อเลือกวิดีโอจะเล่นไม่ได้

    นอกจากนี้ ในสหรัฐฯ และยุโรปยังพบปัญหาเกี่ยวกับ YouTube Music ที่สตรีมเพลงไม่ได้ แต่การเล่นแบบออฟไลน์ยังคงใช้งานได้

    ทั้งนี้ ไม่พบปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับ YouTube TV ส่วนบริการอื่น ๆ ของ Google ยังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/259281&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-pcrZVA7OxvLENQP99sV2