Blog

  • นำทีมเศรษฐกิจเคลื่อนเครื่อง เร่ง Quick Big Win – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำทีมเศรษฐกิจเคลื่อนเครื่อง เร่ง Quick Big Win – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109997&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u0HI7G9tIMfTvX8pO2_Gu

  • ครม.อนุทินเร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี  อัดแพ็กเกจเที่ยวลดภาษี

    ครม.อนุทินเร่งเครื่องเศรษฐกิจปลายปี อัดแพ็กเกจเที่ยวลดภาษี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรี    ฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า การประชุมครั้งแรกนี้ได้ทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 4 เดือน ที่หารือกันและจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ติดลบ 8% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพคเกจการท่องเที่ยวประกอบไปด้วย 3 มาตรการหลักได้แก่  

     1. ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว สูงสุดคนละ 20,000 บาท แบ่งเป็นเที่ยวเมืองหลักลดหย่อนได้ 1 เท่า และเมืองรอง 1.5 เท่า ใช้สิทธิ์ได้ระหว่าง 29 ต.ค.–15 ธ.ค. 2568 

    2. เร่งรัดสัมมนาภาครัฐ ภายใต้งบ 6,000 ล้านบาท ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายอย่างน้อย 60% ภายใน ม.ค. 2569 เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในภูมิภาค 

    3. สนับสนุนการรีโนเวตโรงแรมเมืองรอง โดยให้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการปรับปรุงอาคาร ติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือระบบบำบัดน้ำเสีย ใช้สิทธิ์ได้ถึง มี.ค. 2569  โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ กาารติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียได้ด้วย

    นอกจากนี้ จะพิจารณามาตรการอื่นๆเช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

     นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้แค่ 65% เท่านั้น ในปีนี้จึงมีมีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ 93% และงบลงทุนฯไว้ที่ 75% รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการด้วย โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีของรัฐบาลจะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมกับมาตรการสินเชื่อที่จะลงไปเพิ่มเติมหลังจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pZOqhVDuFCueVxvIf8fVQ

  • นายกฯ “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ คกก.นโยบายเศรษฐกิจ เคาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    นายกฯ “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ คกก.นโยบายเศรษฐกิจ เคาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    นายกฯ “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ คกก.นโยบายเศรษฐกิจ เคาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ชู นโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

    วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ

    โดยมีคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีขอบคุณคณะกรรมการ เป็นการประชุมครั้งแรกในวันนี้  โดยจะให้จัดประชุม กนศ. ทุกสัปดาห์ ก่อนการประชุม ครม. และเพื่อให้การสื่อสารรวดเร็วจึงตั้ง กนศ. ขึ้น โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี มีภาคเอกชนมาร่วมด้วย มั่นใจว่าความร่วมมือนี้ จะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต แก้ไขปัญหาปากท้องให้ประชาชนได้ โดยเน้นการทำนโยบาย Quick Big Win

    วันนี้เป็นการประชุม กนศ. ครั้งแรก มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้เวทีนี้พูดคุย อัปเดตข้อมูลงานที่กำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ให้เกิดความสำเร็จ เห็นผลภายในเวลาอีกไม่ถึง 4 เดือน ตามแนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

    “นายกรัฐมนตรีได้ให้ปลัดกระทรวง และหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการด้วย เพื่อเป็นสะพานเชื่อม นำที่หารือไปช่วยกันดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งได้เชิญตัวแทนภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบัน เข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลและความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างรวดเร็ว” นายสิริพงศ์ เปิดเผย

    นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงความคล่องตัว การลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และถ้าอยู่ในอำนาจตามกฎหมาย ให้ทำทันที หากมีความคืบหน้าหรือติดขัดให้มารายงานในที่ประชุม เพราะจะมีการประชุมนี้ทุกวันจันทร์ช่วงบ่าย และหากต้องใช้อำนาจของ ครม. จะได้นำเรื่องเสนอ ครม. ต่อไป

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า วันนี้มี เปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าวันแรก ฝากให้ช่วยประชาสัมพันธ์ ให้เร่งลงทะเบียนได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 โอกาสนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบเสื้อยืดโครงการคนละครึ่ง พลัส ให้นายกรัฐมนตรี และ กนศ. ด้วย

    ทั้งนี้ นโยบาย Quick ต้องดำเนินการได้ทันที Big พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจ และที่สำคัญต้องกระจายตัว Win ประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ระยะยาว พร้อมขอให้คำนึงถึงวินัยการเงินการคลังด้วย ได้เห็นการตอบรับของประชาชนเป็นอย่างดี

    โดยที่ประชุมได้พิจารณามาตรา Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. ลดภาระหนี้ประชาชน 3. เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs 4. เพิ่มการออมของประชาชน และ 5. การลงทุนเพื่ออนาคต โดยได้มอบหมายให้กระทรวงต่างๆ ที่มีโครงการภายใต้นโยบาย Quick Big Win กำหนด Action Plan ตัวชี้วัดความสำเร็จให้ชัดเจน และสามารถประเมินผลได้จริง สอดคล้องกับแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R757PEoyIhAH6Yb3gJPWY

  • สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ

    สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ

    สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

    ข่าวทั่วไป Wednesday October 15, 2025 09:32 —ThaiPR.net

    สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

    สมศ. ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี สมศ. ONESQA Forum 2025 ครั้งที่ 2 “ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย” (Bridging Policy and Practice to Strengthen Educational Quality) วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี กรุงเทพมหานคร เวลา 09.00 – 16.30 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2568 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยสู่อนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12756703&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sVMTfj9WIeh6SL5JLg5EH

  • วิริยะประกันภัยฯ “รวมพลคนรักชาติ ระลึกวีรกรรมทหารกล้า” 

    วิริยะประกันภัยฯ “รวมพลคนรักชาติ ระลึกวีรกรรมทหารกล้า” 

    พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “รวมพลคนรักชาติ ระลึกวีรกรรมทหารกล้า” โดยมี พลตำรวจโท เผ่าไทย ทองธิว กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท เมืองโบราณ จำกัด เป็นประธานการจัดงานดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 108 ปี วันพระราชทานธงชาติไทย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และรำลึกถึงวีรกรรมของทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติด้วยความเสียสละ ตลอดจนปลูกฝังความสามัคคี และความภาคภูมิใจในชาติให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยมีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ณ เมืองโบราณ ต.บางปูใหม่ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ

    ภายในงาน ได้มีการจัดพิธีกางธงชาติไทยผืนใหญ่ที่สุดในโลก และธงประจำจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงนิทรรศการธงชาติไทย และพรรณไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ และท้องถิ่นของตนเอง นอกจากนี้ ผู้แทนจากองค์กรภาคีเครือข่าย และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ยังได้ร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทย และบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 108 รูป เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่วีรชนทหารกล้า การจัดงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธงชาติไทย ในฐานะสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ควรธำรงรักษาไว้ แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมความรัก และความสามัคคีของคนในชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/569322&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23exuiLaoHBU1YQNgPKTyQ

  • เช็กลิสต์ รายการลดหย่อนภาษี 68 มาแล้ว!

    เช็กลิสต์ รายการลดหย่อนภาษี 68 มาแล้ว!

    ประกันและการลงทุน

    ประกันสังคม

    • ไม่เกิน 9,000 บาท

    ประกันสุขภาพพ่อแม่

    • ไม่เกิน 15,000 บาท

    ประกันชีวิต / ประกันสะสมทรัพย์ 

    • ไม่เกิน 100,000 บาท

    ประกันสุขภาพตัวเอง ไม่เกิน 25,000 บาท

    รวมทั้งหมดไม่เกิน 100,000 บาท 


    ประกันบำนาญ

    • 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท

    กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

    • 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

    • 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท

    กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

    • ไม่เกิน 500,000 บาท

    กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

    • ไม่เกิน 30,000 บาท

    รวมทั้งหมดไม่เกิน 500,000 บาท


    เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise

    • ไม่เกิน 100,000 บาท

    กองทุน ThaiESG (ปี 67–69)

    • 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท

    กองทุน ThaiESGX (เงินใหม่) พ.ค. 68 – มิ.ย. 68

    • 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 300,000 บาท

    กองทุน ThaiESGX (สับเปลี่ยนจาก LTF) พ.ค. 68 – มิ.ย. 68

    • ไม่เกิน 300,000 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/salary-man/tax-planning-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OGd6yP040LSZzfBkK4lYu

  • เชียงรายทะยาน! หลังรัฐใช้มาตรการภาษีท่องเที่ยว เมืองรอง กระตุ้นเงินสะพัด 3.5 หมื่นล้าน

    เชียงรายทะยาน! หลังรัฐใช้มาตรการภาษีท่องเที่ยว เมืองรอง กระตุ้นเงินสะพัด 3.5 หมื่นล้าน

    เที่ยวไทยลดหย่อนภาษี” เขย่าดีมานด์ปลายปี—เชียงรายฉวยจังหวะกวาดรายได้ 3.59 หมื่นล้าน ใน 9 เดือนแรก จ่ออัพไซด์อีกระลอกหากมาตรการเดินหน้าเต็มรูปแบบ

    เชียงราย, 15 ตุลาคม 2568 — ลมหนาวกำลังขยับตัวลงสู่ดอยนางนอน ขณะที่แสงเช้ายังแตะยอดชาเพียงบางส่วน ข่าวดีที่เดินทางมาพร้อมอากาศเย็นคือ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของเชียงราย เมื่อ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) มีมติเห็นชอบ มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวผ่านสิทธิลดหย่อนภาษี นำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวมาหักภาษีได้ สูงสุด 20,000 บาท กำหนดช่วงใช้สิทธิ 29 ต.ค.–15 ธ.ค. ซึ่งพ้องกับหน้าท่องเที่ยวปลายปีโดยตรง

    สำหรับ “เมืองรอง” อย่างเชียงราย มาตรการยังให้น้ำหนักเป็นพิเศษด้วย ตัวคูณ 1.5 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองรอง เพิ่มแรงดึงดูดให้เงินสะพัดกระจายสู่ชุมชนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองยังจะได้สิทธินำค่าใช้จ่าย ปรับปรุงโรงแรม” หักภาษีได้ 2 เท่า (เช่น ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ปรับปรุงระบบพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์ ฯลฯ) เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและลดต้นทุนในระยะยาว

    ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.–ก.ย.) เชียงรายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 35,926 ล้านบาท เป็น อันดับ 2 ของภาคเหนือ รองจากเชียงใหม่ที่ 78,249 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงยืนยันศักยภาพของจังหวัดในฐานะ “ดาวเด่นเมืองรอง” หากยังส่งสัญญาณว่ามาตรการลดหย่อนภาษีปลายปีนี้ อาจกลายเป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้กราฟรายได้พุ่งขึ้นอีกระลอกในช่วงเวลาเพียง 48 วันของการใช้สิทธิ—ช่วงเวลาสั้นแต่ทรงพลังในปฏิทินท่องเที่ยวไทย

    ทำไม “ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว” ถึงถูกมองว่าเป็น Quick Big Win

    ปัญหาตั้งต้นที่ครม.เศรษฐกิจมองเห็น คือ สัญญาณการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวที่ชะลอ โดยมีดัชนีบางตัวติดลบราว 8% เทียบฐานก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ภาคส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจซึ่งมีงบฝึกอบรมสัมมนาปีละกว่า 3,000 ล้านบาท มักเร่งใช้ในไตรมาสสุดท้ายจน “กระจุกเวลา” และเกิด งบเหลื่อมปี ในสัดส่วนสูงอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นปีที่ผ่านมา

    สูตรคลี่คลาย จึงมาพร้อมกัน 3 ชุด

    • หักลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว” เพื่อดึงกำลังซื้อประชาชนเข้าสู่ตลาดทันที
    • “Front Load สัมมนา” สั่งเร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาให้ได้ 60% ภายในเดือนมกราคม เปลี่ยนพฤติกรรม “ไปสิ้นปี” ให้มา “ฉีดเม็ดเงินเร็วขึ้น”
    • แรงจูงใจผู้ประกอบการ” ผ่านหักภาษี 2 เท่า สำหรับการลงทุนปรับปรุงโรงแรม โดยเฉพาะในเมืองรอง ที่รัฐต้องการให้เกิดการยกระดับคุณภาพรองรับดีมานด์ใหม่

    เมื่อนำ 3 คันโยกนี้ทำงานพร้อมกัน ผลที่คาดหวังคือ ดีมานด์ฝั่งนักท่องเที่ยวเพิ่ม (จากสิทธิลดหย่อน), ดีมานด์ฝั่งสัมมนารัฐเพิ่ม (จากการ front load), และ ซัพพลายคุณภาพเพิ่ม (จากการลงทุนปรับปรุงโรงแรม) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นใน ไฮซีซันของเชียงราย ที่ปกติมีปริมาณนักท่องเที่ยวหนาแน่นอยู่แล้ว—จึงเป็นเหตุผลที่นโยบายถูกจัดอยู่ในหมวด Quick Big Win ทำช่วงสั้น แต่ให้ผลกว้างและเร็ว

    เชียงรายในสมรภูมิแย่งชิงเม็ดเงินท่องเที่ยว “เมืองรอง” ที่ฟอร์มแรง

    ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยว 17 จังหวัดภาคเหนือ (ม.ค.–ก.ย. 2568) สะท้อนภาพที่น่าสนใจ

    1. เชียงใหม่ 78,249 ล้านบาท
    2. เชียงราย 35,926 ล้านบาท
    3. เพชรบูรณ์ 7,174 ล้านบาท
    4. พิษณุโลก 6,989 ล้านบาท
    5. ตาก 5,913 ล้านบาท
    6. นครสวรรค์ 5,124 ล้านบาท
    7. แม่ฮ่องสอน 4,856 ล้านบาท
    8. ลำปาง 3,991 ล้านบาท
    9. น่าน 3,298 ล้านบาท
    10.  สุโขทัย 2,623 ล้านบาท
    11. แพร่ 2,344 ล้านบาท
    12. อุตรดิตถ์ 1,864 ล้านบาท
    13. พะเยา 1,846 ล้านบาท
    14. ลำพูน 1,481 ล้านบาท
    15. กำแพงเพชร 1,428 ล้านบาท
    16. อุทัยธานี 1,343 ล้านบาท
    17. พิจิตร 1,203 ล้านบาท

    สองตัวเลขแรก แสดง “ความต่างเชิงสเกล” ระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่นคือ อัตราเร่งของเม็ดเงิน ที่เติบโตตามโครงสร้างใหม่—ตั้งแต่ สนามบิน–โลจิสติกส์–ที่พัก–สินค้าเชิงวัฒนธรรม–ชายแดนเศรษฐกิจ ไปจนถึงแลนด์มาร์คธรรมชาติ–ศิลปะร่วมสมัย ที่สร้าง “เหตุผลซ้ำ” ให้คนกลับมาเยือน ประเทศไทยเคยพิสูจน์มาแล้วว่า นโยบายภาษีท่องเที่ยว เมื่อออกแบบคมและสื่อสารชัด สามารถสร้างแรงโค้ง (curvature) ให้กราฟรายได้พลิกขึ้นได้ในระยะสั้นโดยไม่ต้องใช้งบประมาณก้อนใหม่จำนวนมาก

    สำหรับเชียงราย เมื่อตัวคูณ 1.5 เท่า เปิดใช้งานกับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองรอง เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร บริการนำเที่ยว (ตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศโดยกรมสรรพากร) เม็ดเงินของนักท่องเที่ยวชาวไทย อาจถูก “รีรูต” จากเมืองหลักมาสู่เชียงราย มากขึ้น—โดยเฉพาะกลุ่ม “นักเดินทางสายวางแผน” ที่ต้องการเอกสารค่าใช้จ่ายชัดเจนสำหรับยื่นภาษีปลายปี

    เสียงนโยบายจากส่วนกลาง “ทำสั้น ทำให้ใหญ่ ประชาชนได้ประโยชน์”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุมครม.เศรษฐกิจว่า มาตรการนี้ออกแบบให้ ประชาชนทั่วไปนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวมาหักภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท และ ถ้าเดินทางเมืองรองจะหักได้ 1.5 เท่า (เช่น ใช้จ่าย 10,000 บาท หักได้ 15,000 บาท) ขณะเดียวกัน รัฐยังขอให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ front load การสัมมนา-ฝึกอบรม อย่างน้อย 60% ภายในเดือนมกราคม เพื่ออัดฉีดดีมานด์ระยะสั้น ส่วนด้านซัพพลาย มาตรการ หักภาษี 2 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายปรับปรุงโรงแรม—โดยเฉพาะงานที่หนุนความยั่งยืน เช่นโซลาร์—ถูกผลักดันเพื่อให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนยกระดับคุณภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น

    สาระสำคัญอีกด้านคือ การปรับลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยกรมสรรพสามิตและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันผลักดัน เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการ เข้าระบบ” และได้สิทธิภาษีตามกฎหมาย ควบคู่กับการตั้ง KPI การเบิกจ่ายภาครัฐ ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 93% (และงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 75%) ลดปัญหา “กันเหลื่อมปี” มูลค่าสูง

    แกนคิดของนโยบาย  “Quick Big Win ทำสั้น ทำให้ใหญ่ และประชาชนได้ประโยชน์—โดยเฉพาะในช่วงเวลาจำกัดก่อนการยุบสภา” ซึ่งสะท้อนแรงขับเคลื่อนเชิงเวลาอย่างชัดเจน

    เชียงรายคว้าโอกาสอย่างไร จาก “สิทธิของคนไทย” สู่ “รายได้ของท้องถิ่น”

    1. ตั้งโต๊ะข้อมูล—ทำโปรแกรม “เที่ยวเชียงรายให้คุ้มภาษี”
      ภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ควรทำ ชุดข้อมูลพร้อมใช้ สำหรับนักท่องเที่ยวไทย เส้นทาง–ที่พัก–ร้านอาหาร–กิจกรรม–ค่าใช้จ่ายประมาณการ–จุดรับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ พร้อม “Checklist เอกสาร” สำหรับยื่นหักภาษี (ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานชำระเงิน) แพ็กเป็นหน้าเดียวดาวน์โหลดได้ เพื่อให้ การตัดสินใจเดินทางเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงเอกสารไม่ครบ
    2. กระตุ้นตลาดสัมมนา (MICE) ด้วย Front Load
      เชียงรายมีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (สนามบิน, ศูนย์ประชุม, ที่พักหลายระดับราคา) การเน้นขาย แพ็กเกจสัมมนา–ศึกษาดูงาน ที่มีโปรแกรมความยั่งยืน (เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาชีพ, กิจกรรม CSR ปลูกป่า–เก็บขยะ, เส้นทางกาแฟ–ชา) จะตอบโจทย์ทั้ง KPI เบิกจ่าย ของหน่วยงานและ ภาพลักษณ์องค์กร ไปพร้อมกัน
    3. สองเท่าเพื่อโรงแรม”—ลงทุนที่ลดต้นทุนระยะยาว
      โอกาสของผู้ประกอบการโรงแรมอยู่ที่ การคัดโครงการลงทุนที่คืนทุนไว และมีเอกสารครบถ้วนตามเกณฑ์ภาษี เช่น โซลาร์รูฟ–ระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์–ประตูคีย์การ์ดประหยัดไฟ–ฉนวนกันความร้อน–ปรับปรุงเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน พร้อมจัดระบบเอกสารเพื่อใช้สิทธิได้เต็มมูลค่า
    4. แผนสื่อสาร “เมืองรอง x 1.5 เท่า” เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน
      กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ฐานภาษีกลาง–บน) คือตลาดหลักของมาตรการนี้ เชียงรายควรสื่อสารแบบ ตรงกลุ่ม ผ่านบริษัท–สมาคมวิชาชีพ–เครือข่าย HR—ด้วยข้อความง่าย ๆ ว่า “พาเพื่อนไปเชียงรายช่วง 29 ต.ค.–15 ธ.ค. ใช้สิทธิ 1.5 เท่าได้” พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด “แพ็กคู่มือภาษีท่องเที่ยวเชียงราย”

    คำถาม–คำตอบที่ประชาชนอยากรู้ 

    • ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง?
      โดยหลัก “ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว” ครอบคลุมที่พัก บริการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ต้องรอประกาศหลักเกณฑ์จากกรมสรรพากร ระบุรายการและเอกสารที่ยอมรับอย่างชัดเจน
    • ทำไมต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ?
      เพราะ ภาษีเป็นกฎหมายเอกสาร ใบกำกับภาษี (เต็มรูปแบบ) ตามมาตรา 86/4 เป็นหลักฐานสำคัญในการหักลดหย่อน ภาคเอกชนควรเตรียมระบบออกเอกสารถูกต้อง พร้อม e-Receipt/e-Tax Invoice เพื่อลดปัญหาตกหล่น
    • ถ้าไม่มีภาษีต้องจ่าย (รายได้ต่ำ) ยังได้ประโยชน์ไหม?
      ผู้ที่ไม่มีภาระภาษีปลายปี อาจไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีโดยตรง แต่ยังได้ประโยชน์จากโปรโมชันที่ผู้ประกอบการทำตามแคมเปญ ทั้งนี้รัฐอาจมีมาตรการอื่นประกอบในอนาคต—ต้องติดตามมติ ครม. และประกาศทางการ
    • ตัวคูณ 1.5 เท่าใช้กับทุกจังหวัดเมืองรองหรือไม่?
      หลักการคือ “ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในเมืองรอง” จึงได้ตัวคูณ 1.5 เท่า รายชื่อเมืองรอง ต้องยึดตามประกาศทางการ ที่จะออกมาพร้อมหลักเกณฑ์

    ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ทำเร็ว—แต่ต้องแม่น

    1. ไทม์ไลน์–รายละเอียดกฎหมาย
      แม้มติครม.เศรษฐกิจเห็นชอบหลักการแล้ว แต่ การบังคับใช้จริงต้องผ่าน ครม. และประกาศกรมสรรพากร ระบุรายการ–เงื่อนไข–ประเภทเอกสาร—หน่วยงานท้องถิ่นและเอกชนต้อง สื่อสารแบบมีเงื่อนไข ว่า “ใช้สิทธิตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศ” เพื่อลดความสับสน
    2. ความพร้อมเอกสารของผู้ประกอบการรายเล็ก
      ร้านอาหาร–โฮมสเตย์–ทัวร์ท้องถิ่นบางแห่ง ยังไม่มีระบบ e-Tax ควรได้รับการช่วยเหลือเชิงเทคนิคอย่างเร่งด่วน เช่น คลินิกภาษีเคลื่อนที่ ร่วมกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่–หอการค้าจังหวัด–ททท. เพื่อให้ เม็ดเงินสิทธิภาษีไม่รั่วไหลเพราะเอกสารไม่ครบ
    3. กำลังรองรับไฮซีซัน
      หากดีมานด์พุ่งเร็ว ที่พัก–การคมนาคม–สถานที่ท่องเที่ยวต้อง บริหารสมดุล ระหว่างปริมาณ–คุณภาพ–ความปลอดภัย เช่น แผนจราจร–ที่จอดรถ–การจัดการขยะ–ห้องน้ำสาธารณะ—ทั้งหมดคือ “ประสบการณ์รวม” ที่กำหนดการกลับมาเยือน

    มุมมองเศรษฐกิจท้องถิ่น 1 บาทของนักท่องเที่ยว หมุนเป็นกี่บาทในชุมชน

    งานวิจัยด้านท่องเที่ยวจำนวนมากชี้ว่า ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (tourism multiplier) ของเมืองรองมักสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเงินส่วนใหญ่กระจายสู่ SMEs และชุมชน ทั้งร้านอาหารท้องถิ่น–รถเช่า–งานฝีมือ–ไกด์ท้องถิ่น ในเชียงรายซึ่งมีฐานผู้ประกอบการสร้างสรรค์จำนวนมาก (กาแฟ–ชา–ศิลปะ–งานจักสาน–สิ่งทอ) มาตรการที่ ขยับคนให้เดินทาง” จึงเท่ากับ ขยับเศรษฐกิจฐานราก” ในทันที

    โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ ตลาดสัมมนา ที่กำลังถูก front load หากหน่วยงานรัฐเลือกเชียงรายเป็นที่จัดกิจกรรม สกุลเงินที่ไหลเข้ามักมีสัดส่วนใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า ทริปสั้นของครอบครัว และยังสร้างอุปสงค์ให้ห่วงโซ่อุปทาน บริการคุณภาพ เช่น รถบัสมาตรฐานสูง–ล่าม–ทีมเทคนิค–อุปกรณ์ประชุม—ช่วยยกระดับ ecosystem ท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น

    เชียงรายต้อง “ขายอะไร” ใน 48 วันทองของภาษีท่องเที่ยว

    • เส้นทางลมหายใจปลายปี แม่ฟ้าหลวง–ดอยตุง–ไร่ชาฉุยฟง–ดอยผาหมี–สามเหลี่ยมทองคำ–เชียงแสน—แพ็กเป็น “วันธรรมชาติ x วันวัฒนธรรม” พร้อมจุดซื้อของฝากชุมชนและร้านอาหารที่ออกใบกำกับภาษีได้
    • สายศิลป์–กาแฟ พิพิธภัณฑ์–แกลเลอรี–สตรีทอาร์ต–คาเฟ่กาแฟพิเศษ—เชื่อมเป็น “ถนนศิลปิน” ในเมือง (เดินได้–ถ่ายรูปสวย–เอกสารครบ)
    • MICE x GREEN แพ็กเกจสัมมนาเช้า–บ่ายเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้กาแฟ/ชา/เกษตรอัจฉริยะ–เย็นงานชื่นใจในชุมชน ภายใต้แนวคิด Low-carbon Meeting มีรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นของที่ระลึกองค์กร
    • เส้นทางข้ามพรมแดน เชื่อมด่านพรมแดนเชียงของ–โครงสร้างพื้นฐานใหม่ (เช่น ทางคู่เด่นชัย–เชียงของที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง)—แม้ยังไม่เปิดใช้ แต่การ เล่าอนาคต สร้างแรงจูงใจให้ผู้ลงทุนและนักท่องเที่ยว “มองเชียงรายเป็นฮับ” ระยะยาว

    ทำให้ “สิทธิ” กลายเป็น “รายได้” อย่างเที่ยงธรรมและยั่งยืน

    มาตรการ เที่ยวไทยลดหย่อนภาษี” ที่ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบหลักการ กำลังเปิด หน้าต่างเวลา 48 วัน ที่มีความหมายต่อเศรษฐกิจเชียงรายอย่างยิ่ง ตัวเลข 35,926 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกของปีคือฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่การจะแปลง สิทธิของผู้เสียภาษี ให้กลายเป็น รายได้ของจังหวัด จำเป็นต้องอาศัย 3 คีย์เวิร์ด เร็ว–ชัด–ครบเอกสาร

    • เร็ว ในการสื่อสารแพ็กเกจ “เที่ยวเชียงรายให้คุ้มภาษี” สู่กลุ่มเป้าหมาย
    • ชัด ในการระบุเงื่อนไขว่าทุกอย่างเป็นไปตาม ประกาศกรมสรรพากร ที่จะออกมา
    • ครบเอกสาร ในฝั่งผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้บริโภค “ใช้สิทธิได้จริง”

    หากเชียงรายทำได้ครบ ภาพที่เราจะเห็นหลังสิ้นสุดมาตรการไม่ใช่เพียง คูปองภาษีที่ถูกใช้หมด แต่คือ SMEs ที่แข็งแรงขึ้น—มาตรฐานบริการที่ดีขึ้น—ทรัพยากรท้องถิ่นที่ถูกเล่าอย่างภาคภูมิ และ เมืองรองที่ยืนอย่างสง่างามในสมรภูมิท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thailand-travel-tax-deduction-chiang-rai-boost/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0spQtOEat7Im7jTNpLoktq

  • สหรัฐ ‘หยุดแสดง’ ข้อมูลเศรษฐกิจ โลกเริ่มตัดสินใจในความมืด

    สหรัฐ ‘หยุดแสดง’ ข้อมูลเศรษฐกิจ โลกเริ่มตัดสินใจในความมืด

    ต่างประเทศ

    สหรัฐ ‘หยุดแสดง’ ข้อมูลเศรษฐกิจ โลกเริ่มตัดสินใจในความมืด

    ชัตดาวน์สหรัฐที่ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ ‘หยุดชะงัก’ กำลังสร้างแรงสะเทือนทั่วโลก ในยามที่นโยบายการเงินต่างต้องอิงข้อมูลจากอเมริกา นี่อาจกลายเป็น ‘ปลวก’ ที่กัดเซาะเสาความน่าเชื่อถือของดอลลาร์และเฟด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดพลาดทั่วโลก

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การหยุดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐซึ่งทำให้ “ข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ” ถูกระงับการเผยแพร่ กำลังเริ่มสร้าง “หมอกแห่งความไม่แน่นอน” ให้กับผู้กำหนดนโยบายในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยข้อมูลจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มของค่าเงิน การค้าระหว่างประเทศ และอัตราเงินเฟ้อของตนเอง

    พูดอีกอย่างก็คือ “สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอเมริกา” เจ้าหน้าที่ทั่วโลกเตือนว่า หากสถานการณ์ “ขาดข้อมูล” จากการหยุดหน่วยงานของสหรัฐ ดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน อาจทำให้การกำหนดนโยบายของประเทศต่าง ๆ ซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดทางนโยบายขึ้น

    “นี่เป็นปัญหาร้ายแรง เราหวังว่าสถานการณ์นี้จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว” คาซึโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ขณะพูดถึงอุปสรรคที่ธนาคารกำลังเผชิญในการตัดสินใจว่า จะกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด

    ขณะที่เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่ตลกสิ้นดี ประธานเฟดพูดอยู่เสมอว่า นโยบายของเฟดขึ้นอยู่กับข้อมูล แต่ตอนนี้ไม่มีข้อมูลให้พึ่งพาเลย” เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าว โดยปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อ 

    ด้านแคเธอรีน แมนน์ กรรมการนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) กล่าวว่า ประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ข้อถกเถียงความเป็นอิสระของเฟด และปัจจัยอื่น ๆ ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการอภิปรายเชิงนโยบายของ BOE เท่ากับการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการค้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาและแนวโน้มการส่งออก

    อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า หากมองในระยะยาวจะเห็นว่า “ค่าเงินปอนด์อังกฤษ” ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก กำลังค่อย ๆ สูญเสียสถานะนั้นไป โดยเป็นกระบวนการที่กินเวลาหลายทศวรรษ และเกิดจากปัจจัยหลายด้านที่เธอเปรียบเปรยว่าเป็น “ปลวก” ที่ค่อย ๆ บ่อนทำลายบทบาทของปอนด์เมื่อเวลาผ่านไป

    แคเธอรีน แมนน์กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่อาจ “บั่นทอนความแข็งแกร่งของดอลลาร์” หรือ “ลดทอนความเป็นอิสระของเฟด” เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงอยู่เสมอ แม้จะไม่ใช่ประเด็นหลักในตอนนี้ แต่สิ่งเหล่านั้นก็คือ ปลวก

    ด้านอดัม โพเซน ประธานสถาบัน Peterson Institute for International Economics และอดีตกรรมการนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษชี้ว่า การหยุดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ ยิ่งตอกย้ำความสงสัยต่อระบบการบริหารของสหรัฐ และความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในที่สุด สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ การตัดสินใจด้านค่าเงิน และแนวโน้มความผันผวนของตลาดสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน

    ทั้งนี้ “ช่องว่างขนาดใหญ่” ในข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ครอบคลุมราว 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจโลก จากการปิดหน่วยงาน กำลังทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจ “มัวลงเรื่อย ๆ”

    โรเบิร์ต คาห์น ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคโลกของ Eurasia Group เผยว่า “แน่นอนว่า เรายังมีข้อมูลทางเลือก และผู้กำหนดนโยบายต่างทุ่มเทอย่างมากในการรวบรวมข้อมูลระดับจุลภาคและหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ” แต่เขาเตือนว่า “สิ่งที่ยังไม่รู้แน่ชัดคือ จะนำข้อมูลเหล่านั้นมารวมกันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ ตลาดจะตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้อย่างไร เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่แน่นอนจะยิ่งทวีคูณ และนั่นหมายถึง ความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการตัดสินใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1203266&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KCQhADe9Vb5tWzTsnfisc

  • รัฐจ่อลดค่าเดินทาง ‘TDRI’ เตือนอุดหนุนต้องมีระบบ ไม่กระทบการคลัง

    รัฐจ่อลดค่าเดินทาง ‘TDRI’ เตือนอุดหนุนต้องมีระบบ ไม่กระทบการคลัง

    จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่ารัฐบาลกำลังศึกษามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างสมเหตุสมผลและไม่กระทบวินัยการคลัง พร้อมระบุว่า เรื่องของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับทุกรัฐบาล

    ด้านนายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณารายละเอียด โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ย้ำว่าต้องใช้เวลาและต้องใจเย็น เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

    ฐานเศรษฐกิจ พูดคุยกับ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดร.สุเมธให้ความเห็นว่า การลดค่าเดินทางต้องทำอย่างมีระบบ เพราะต้นทุนของการให้บริการขนส่งสาธารณะไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนมีอยู่จริง ทั้งค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษา

    นอกจากนี้ยังอธิบายว่า หลายประเทศทั่วโลกใช้วิธีอุดหนุนบางส่วนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางในราคาที่เหมาะสม โดยต้องคำนวณให้พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะหากอุดหนุนมากเกินก็จะเป็นภาระต่อการคลังในระยะยาว แต่หากน้อยเกินไปก็ไม่จูงใจให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

    แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มักใช้กันคือ การคำนวณ “ต้นทุนส่วนเพิ่ม” (Marginal Cost) โดยคิดเฉพาะต้นทุนที่เกิดจากการให้บริการเพิ่มเติม เช่น ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าน้ำมัน โดยไม่คิดต้นทุนคงที่อย่างค่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือค่าซื้อรถ ซึ่งช่วยให้รัฐกำหนดระดับการอุดหนุนได้อย่างสมเหตุสมผล

    ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างกรณี รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ว่าเป็นแนวคิดในลักษณะเดียวกัน แต่คำถามสำคัญคือ 20 บาทนั้นมาจากไหนและรัฐจะต้องชดเชยให้ผู้ประกอบการเท่าใดในแต่ละปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรมีข้อมูลต้นทุนที่โปร่งใสเพื่อประเมินภาระทางการคลังในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเคยมีการศึกษาค่าโดยสารที่เหมาะสมไว้บ้าง เช่น รถเมล์ไม่เกิน 25 บาท รถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งต้องใช้งบอุดหนุนระดับหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ที่สำคัญกว่าการอุดหนุน คือ การออกแบบให้ตรงจุด

    ดร.สุเมธ ชี้ว่า ไทยควรมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางมากกว่าลดราคาให้ทุกคน เช่น ออกคูปองค่าโดยสารหรือเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้บัตรในระบบขสมก.เพียงร้อยละ 5–6 เท่านั้น ถ้าเพิ่มการเข้าถึงของกลุ่มนี้ได้ จะช่วยให้เงินอุดหนุนตรงจุดและคุ้มค่า

    คิดว่าค่อนข้างน่าจะสำคัญ ก็คือว่า จริงๆ คงไม่สามารถลดค่าโดยสารให้ถูกจนกระทั่ง ทุกคนขึ้นได้ ทุกคนที่ว่า คือ คนที่มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นมาตรการในบางประเทศก็จะมีการเริ่มแบ่งกลุ่ม เพราะถ้าเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยจริงๆ จะหาวิธีทางช่วยอย่างอื่นโดยที่ไปลดค่าโดยสารลงไปให้กลุ่มนี้ อาจจะมีคูปอง หรือมีสวัสดิการพิเศษ ซึ่งถ้าถามตอนนี้ไทยมีไหม จริงๆ ก็มีอยู่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันคนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลองประเมินเบื้องต้นก็ในกลุ่มที่เป็นรถเมล์  ขสมก. ก็มีจำนวนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่ค่อยเยอะมาก ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด รู้สึกว่าจะมีคนใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 5-6% ก็มีอยู่อาจจะไม่ถึง 10% ซึ่งตรงนี้ก็จะไปเป็นการอุดหนุนโดยตรงไปให้บุคคลกลุ่มบุคคลที่อาจจะต้องมีความต้องการ แล้วไม่สามารถลดค่าโดยสารให้ถูกลงมากไปกว่านี้ได้

    อีกประเด็นสำคัญคือ จำนวนผู้โดยสาร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน โดยอธิบายว่า ระบบขนส่งมวลชนยิ่งมีคนใช้มาก ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนก็ยิ่งต่ำลง เช่น รถไฟฟ้าบางสายอย่างสายสีม่วง สีชมพู หรือสีเหลือง ที่มีผู้โดยสารไม่หนาแน่น ทำให้ต้นทุนต่อหัวสูง หากเพิ่มจำนวนผู้ใช้ได้มากขึ้น ค่าโดยสารก็จะถูกลงโดยไม่ต้องเพิ่มงบอุดหนุน

    ค่าโดยสารเวลาคำนวณคือจำนวนคนใช้กับต้นทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งระบบขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่เกือบทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า  ยิ่งถ้าคนยิ่งเยอะ ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนจะถูกลง ก็จะกลายเป็นค่าโดยสารที่ถูกลง ปัจจุบันคนที่ขึ้นรถไฟฟ้า ถ้าไปดูรถไฟฟ้าบางสาย คนขึ้นค่อนข้างน้อย ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น สายสีม่วง สายสีชมพู สายสีเหลือง คนขึ้นไม่เยอะมาก แต่ถ้าคนขึ้นไม่เยอะมาก ค่าโดยสารก็ค่อนข้างแพง แต่ถ้าคนขึ้นเพิ่มขึ้นจริงๆ ต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่เพิ่มขึ้นมา ต้นทุนไม่ได้สูงขึ้นมาก

    แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงต้องเริ่มจากการออกแบบเมืองให้เอื้อต่อการใช้ระบบขนส่ง เช่น การพัฒนาโครงการ “TOD – Transit Oriented Development” รอบสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้คนอยู่อาศัยและทำงานใกล้ระบบขนส่งมากขึ้น

    ปัจจัยที่สำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต ก็คือทำอย่างไรให้เพิ่มปริมาณคนใช้งานให้สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนมันต่ำลง  แล้วทำให้ค่าโดยสารเฉลี่ยต่อคนต่ำลง เพราะฉะนั้น การจัดการจัดรูปแบบเมือง การพัฒนาพื้นที่เมือง การทำ TOD คงต้องมีการรีบพัฒนา เพื่อให้คนขึ้นรถเมล์เยอะๆ เพื่อให้คนขึ้นรถไฟฟ้าเยอะๆ แล้วจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง

    พร้อมกันนี้ รัฐควรหาแหล่งรายได้อื่นมาพยุงระบบ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ค่าจอดรถ หรือ ภาษีเข้าเมือง เพราะมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ให้ภาครัฐ แต่ยังช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองใหญ่ “หลายประเทศใช้ภาษีเข้าเมืองเป็นเครื่องมือบีบให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม ผลคือขนส่งสาธารณะมีผู้ใช้เพิ่มขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนลดลง และค่าโดยสารก็ถูกลง

    หาแหล่งรายได้อื่น เช่น ภาษีที่ดิน หรือภาษีจอดรถ หรือภาษีเข้าเมือง ให้กลุ่มเหล่านี้ ภาษีบางตัวเป็นภาษีที่จะดึงให้คนลงจากรถยนต์ส่วนบุคคลอยู่แล้ว เช่น ภาษีเข้าเมือง พอทำภาษีเข้าเมืองเสร็จ คนก็ไม่อยากขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคล มานั่งรถสาธารณะ พอนั่งรถสาธารณะเสร็จก็จะเข้าเป็นในข้อแรกว่า ยิ่งใช้คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนจะลดลง  แล้วค่าโดยสารก็จะลดลง เพราะฉะนั้นกรอบคิดอย่างนี้จะเป็นกรอบคิดที่มีความยั่งยืนมากขึ้นระดับหนึ่ง จะไม่ได้ใช้เครื่องมือเพียงตัวเดียว เช่น การลดราคา ให้ตอบโจทย์ทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่ ต้องวางระบบแล้วก็วางมาตรการ ทั้งระบบให้ได้

    ดร.สุเมธ สรุปว่า การลดค่าโดยสารให้ยั่งยืนต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ลดราคาชั่วคราว เพราะนโยบายลดราคาถูกอาจช่วยในระยะสั้น แต่ไม่ตอบโจทย์โครงสร้างในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้ คือวางกรอบหลักการและแนวทางไว้ให้ชัด เพื่อให้รัฐบาลต่อไปสามารถเดินหน้าต่อได้

    เวลารัฐบาลนี้ก็คงไม่ได้ยาวมาก เพราะนั้นถ้าทำอะไรได้ก็รีบทำก็ดี แต่ว่าถ้าทำอะไรไม่ได้มากนักก็อาจจะวางกรอบ แล้วก็วางหลักการ วางแนวทางเอาไว้แล้วให้รัฐบาลหน้ามาสานต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aH0TFCN_YrUv62PK3PbbV

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเก็จกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 2 หมื่น

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเก็จกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 2 หมื่น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดแรก ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจะเสนอครม.อนุมัติต่อไปใในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีรายละเอียด ได้แก่

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว

    ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท โดยท่องเที่ยวเมืองหลัก ได้รับสิทธิการลดหย่อน 1 เท่า ขณะที่การท่องเที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อนสูงสุง 1.5 เท่า สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.68 

    ทั้งนี้ จะนำข้อเสนอจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยไปพิจารณาด้วย ในเรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยวนิติบุคคล โดยให้บริษัทต่าง ๆ ที่เดิมอาจจะพาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศ หันกลับมาเที่ยวในประเทศไทยแทน และสามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดว่าจะหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่

    เร่งส่วนราชการเบิกจ่ายงบอบรมสัมนา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติการกระตุ้นท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เลื่อนจัดงานสัมนา อบรมจากเดิมเน้นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ เปลี่ยนเป็นเข้าไปใช้งบประมาณดังกล่าวช่วงต้น (Front load) หรือโดยต้องเบิกจ่ายให้ได้ 60% ภายในม.ค.69 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    “งบประมาณสำหรับราชการมีประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท และรัฐวิสาหกิจประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณสำหรับอบรมสัมมนาอยู่แล้ว ซึ่งตัวเลขการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 8 เดือนที่ผ่านมาติดลบประมาณ 8% รัฐบาลจึงต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้หน่วยงานภาครัฐเร่งการเบิกจ่าย” 

    ให้สิทธิลดหย่อนโรงแรมรีโนเวทธุรกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้น แต่ได้ผลในระยะยาวนั้น ที่ประชุมได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนโรงแรมปรับปรุง รีโนเวทธุรกิจ โดยเฉพาะในเมืองรอง หากมีการปรับปรุงธุรกิจ จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ทั้งนี้ ยังขยายขอบเขตไปถึงการลงทุนพัฒนาโรงแรม อาทิ การติดโซลาเซลล์ เพื่อความยั่งยืน และลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ซึ่งระยะเวลาโครงการนานถึงเดือนมี.ค.69

    ลดภาษีสถานบริการ เหลือ 5%

    ขณะเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ยังได้ลดภาษีสถานบริการ จาก 10% เหลือ 5% นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับกระทรวงท่องเที่ยว ให้ไปพิจารณาแนวทางเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังทำธุรกิจไม่ถูกต้อง และต้องเปิดแบบหลบซ่อน ได้เข้าสู่ระบบเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย โดยจะมีการประสานกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง เข้าไปดูแลด้วย

    นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า ตามกรอบนโยบาย Quick Big Win นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังได้ให้กรอบการทำงาน โดยเน้นให้กระทรวงเศรษฐกิจกำหนดนโยบายที่สามารถทำได้รวดเร็ว (Quick) มีผลกระทบใหญ่เพียงพอ (Big) และประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและกระจายตัว (Win) โดยต้องคิดถึงผลในระยะยาวด้วย

    อัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน คาดกระตุ้นจีดีพี 0.4%

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยการนำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จากธนาคารออมสินมาใช้กับธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ในการรีโนเวทสถานประกอบการ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่า จากการเดินหน้ามาตรการดังกล่าว รวมถึงโครงการคนละครึ่ง จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.4%

    นอกจากนี้ ยังมีการวางแผน Action Plan ในแต่ละกระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อหารือในที่ประชุม ก่อนเสนอครม.ต่อไป สำหรับการประชุมครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้านั้น จะมีการหารือถึงมาตรการพลังงานคาดว่าจะมีมาตรการออกมา เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน รวมทั้งจะมีมาตรการภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้รับทราบเพิ่มเติมด้วย 

    “จากนี้จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจทุกสัปดาห์ ยกเว้นบางสัปดาห์ที่นายกฯ ไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย ซึ่งอาจจะเลื่อนออกไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OvUuPpZOXIGDBRqlGq3CG