Blog

  • ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    ข่าวทั่วไป

    ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    16 ต.ค. 2025 เวลา 18:35 น.

    “นฤมล” มอบรางวัลแก่ “ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี“ รุ่นที่ 6 ปี 2568 ชื่นชมครูไทยช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเด็กในพื้นที่ห่างไกล ฝากองค์กรหลัก ศธ.ขยายผลครูดีสู่นักเรียนทั่วไทย

    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการมอบรางวัลให้แก่ครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (ครูไทย) รุ่นที่ 6 ปี 2568 (Princess Maha Chhakri Award Ceremony) ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และครูที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ รวมกว่า 200 คน เข้าร่วม

    นางนฤมล กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมครูทุกคนที่มาร่วมรับรางวัลด้วยความภาคภูมิใจในครั้งนี้ พร้อมกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษา เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เด็กและเยาวชนของเราไม่ได้เรียนรู้กับครูเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่ออยากรู้อะไร ก็มักจะไปถามจาก AI ทั้ง Google, Chat GPT จนบางครั้งอาจถูกมองว่า อาชีพครูเป็นอีกอาชีพที่ถูก Distruption แต่การที่ครูกว่า 200 คน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความเป็นครูไม่ได้ทำเพียงการสอนวิชาการในสาขาต่างๆ เท่านั้น แต่ครูยังมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะ ขัดเกลาจิตใจของเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือ ครูเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเด็กๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่ง AI คงทำไม่ได้ ถ้าไม่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ

    ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    “ขอฝากให้กำลังใจกับครูทุกท่านในการก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ โดยยังดำรงหลักการ ในการถ่ายทอดความรู้และการดูแลเด็กๆ ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาการ แต่ดูแลไปถึงจิตใจ ชีวิตความเป็นอยู่ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาด้วย เชื่อว่าวิชาชีพครูจะไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทยแน่นอน พร้อมกันนี้ขอแสดงความขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกและกลั่นกรองผู้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งทราบว่าเป็นกระบวนการที่เข้มข้นตั้งแต่ระดับจังหวัดมาจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของตัวครู ครอบครัว และสถานศึกษา และท้ายสุดขอขอบคุณมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่สามารถดำเนินงานได้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ และเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการสรรหาและคัดเลือกครูดีในทุกจังหวัด เพื่อที่ครูเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนครูและ นักศึกษาครูในอนาคต ที่จะร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับชีวิตลูกศิษย์ และสร้างคุณูปการต่อการศึกษา” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้องค์กรหลักทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หารือร่วมกันเพื่อวางแผนต่อยอดครูที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เพื่อขยายผลให้เกิดการเรียนรู้และการนำไปปฏิบัติสู่นักเรียนทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต่อไป ในส่วนตัวเองก่อนเข้างานก็ได้รับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงานของครูบางท่าน จึงขอยืนยันว่าหากมีนโยบายใดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำงานของครูได้ จะทำอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยดูแลเด็กและเยาวชนของเราต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1203459&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bBMTaYPRCKQiT1LG24may

  • “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบสแกมเมอร์

    “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบสแกมเมอร์

    นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่านิ่งเฉยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หลังมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กระทรวงดีอีเดินหน้าไปมาก ส่วนการตั้งคณะกรรมการโดยนายกฯ เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกองคาพยพทำงานร่วมกัน ทำให้การแก้ไขทรงพลัง ซึ่งหากดูจากรายชื่อของคณะกรรมการฯ จะพบว่ามีหลายหน่วยงาน รวมถึงหน่วยงานทหารด้วย

    สำหรับเป้าหมายการปราบปรามนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า การแก้ปัญหามีปัจจัยด้านการต่างประเทศมาเกี่ยวข้องในกัมพูชา ซึ่งมีข้อจำกัดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพ หากเกิดในประเทศไทย ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ แต่หากข้ามแดนไป ตำรวจและทหารของไทยจะไม่สามารถทำอะไรได้

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ศึกษาแล้ว และเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณา คือ การศึกษากฎหมายใหม่ “Active Cyber Defence 2025” ที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออกมา โดยมีหลายประเทศดำเนินการในลักษณะคล้ายกัน เป็นกฎหมายให้สามารถตอบโต้ทางไซเบอร์ได้

    “ยกตัวอย่าง มีการคุกคามเราทางไซเบอร์ เราสามารถมีทีมงานเฉพาะ หรือคณะกรรมการอนุมัติเรื่องต่อเรื่อง และแฮคกลับได้ ไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เวียดนามก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ โดยปลายเดือนนี้ ผมจะลงนามความร่วมมือที่สหประชาชาติด้วย” รมว.ดีอี กล่าว

    ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดตัวละคร อย่าง “นายเบน สมิธ” ที่มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า ในเชิงลึกคงไม่สามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คือต้องรับไปตรวจสอบ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นแล้ว ทุกคนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงไปดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่กระทรวงดีอี แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง จะทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ล่าช้าสะดุดลงนั้น นายไชยชนก กล่าวเพียงว่า ที่ผ่านมา เดินเต็มที่มาโดยตลอด และจะเดินเต็มที่ต่อไป

    “ถามว่ามีอุปสรรคไหม ตั้งแต่ผมประกาศตัวมา เจออุปสรรครุมเร้ามาก ผมก็สงสัยเหมือนกัน คนคิดดี ทำดี ทำงานเต็มที่ กลายเป็นว่าโดนหมดทุกทางมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ก็สรุปอะไรไม่ได้ เราไม่มีหลักฐาน แต่ถ้ามีหลักฐาน ยังไงก็ดำเนินการเต็มที่ และกลุ่มที่ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาให้ชัดเจน ช่วยกันดำเนินการเร็วขึ้น” นายไชยชนก กล่าว

    ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบเงินสินบน 40 ล้านบาท แลกกับการไม่เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เพื่อความชัดเจน ตอนนี้สแกมเมอร์หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เว็บที่ตรวจสอบพบ ถือว่าใช่ จะโยงสแกมเมอร์หรือไม่ ต้องแยกกันก่อน ขอให้รอชมความคืบหน้าในการตรวจสอบ

    “รอชม ตอนแรกคิดว่า 30 วัน แต่ตอนนี้ทราบข้อมูลว่าเร็วกว่านั้น ขอให้รอชมเร็ว ๆ นี้” นายไชยชนก ตอบคำถามกรณีที่นายประเสิรฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทวงถามความคืบหน้าการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12757339&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24coxGchvepDmcqLMbmgEn

  • ประชุมหารือ ปิดแหล่งท่องเที่ยวดอยปุยหลวงชั่วคราว

    ประชุมหารือ ปิดแหล่งท่องเที่ยวดอยปุยหลวงชั่วคราว

    จากกรณีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุถูกฟ้าผ่า ณ แหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิวดอยปุยหลวง แม่ฮ่องสอน อุทยานฯ เรียกประชุมด่วนห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเป็นไปตามกฏระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน เข้าร่วมประชุม ร่วมกับ นายชิติพันธ์ พยายาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ นาย แสงทอง ฉีโย นายเก่ง ชัยวารินทร์ ผอ.ททท สำนักงานแม่ฮ่องสอน ผู้แทนจากสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และประชาชนในพื้นที่รอบเเนวเขตอุทยานฯ ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า การที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ เรียกประชุมเร่งด่วน จากกรณีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุถูกฟ้าผ่า ณ แหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิวดอยปุยหลวง บ้านห้วยฮี้ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้อุทยาน ฯ ประกาศห้ามเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวง อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ ในเวลาต่อมา และได้ร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวดอยปุยหลวง และช่วงนี้ยังคงมีพายุ ฝนตกตลอดทั้งวัน จึงห้ามนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเป็นไปตามกฏระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/maehongson/3796019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YqLy1-4JRQK2b7QvKwXkp

  • มีอะไรพิเศษในสมองของคนอายุยืนระดับ “สุดยอดคนชรา” – BBC News ไทย

    มีอะไรพิเศษในสมองของคนอายุยืนระดับ “สุดยอดคนชรา” – BBC News ไทย

    มีอะไรพิเศษในสมองของคนอายุยืนระดับ “สุดยอดคนชรา”

    Close-up head shot of a man smiling, with grey hair and grey eyebrows.

    ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

    คำบรรยายภาพ, “ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นสุดยอดคนชรา” นายราฟ เรย์บ็อก ซึ่งเกิดเมื่อปี 1934 กล่าว
      • Author, มาร์การิตา โรดริเกซ
      • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)

    “สมองส่วนฮิปโปแคมปัสของเธอสวยมาก” รศ.ดร.ทามาร์ เกเฟน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยาชาวอเมริกัน ย้อนรำลึกถึงคุณยายคนหนึ่ง ที่เคยเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัยสมองของคนชรา โดยเธอประทับใจอย่างยิ่งกับสถาปัตยกรรมของโครงสร้างอันละเอียดอ่อน ในสมองส่วนดังกล่าวของคุณยายคนนั้น

    “เซลล์ประสาทของเธออวบหนาและมีสุขภาพดี ฉันยังจำได้ถึงความคิดของตัวเองในตอนนั้นว่า มันช่างน่าอัศจรรย์ที่โครงสร้างอันซับซ้อนและชวนตื่นตะลึง สามารถจะกักเก็บความทรงจำอันเลวร้ายขนาดนั้นเอาไว้ได้” ดร.เกเฟนกล่าว

    สาเหตุที่ ดร.เกเฟน ซึ่งเป็นนักวิจัยของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด (SuperAging Programme) ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ได้กล่าวเช่นนั้น เป็นเพราะคุณยายผู้มีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสสวยงาม กลับมีอดีตอันดำมืดเพราะเคยตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

    อย่างไรก็ตาม ดร.เกเฟนจำได้ดีเสมอว่า ในตอนที่คุณยายยังมีชีวิตอยู่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เธอเป็นคนที่ร่าเริงแจ่มใสและพูดจาติดตลก ไม่ได้หม่นหมองอมทุกข์เลยแม้แต่น้อย “เรื่องมันนานมาแล้ว แต่ทุกวันนี้ฉันยังคงคิดถึงเธออยู่เรื่อย ๆ”

    เรื่องราวข้างต้นคือสิ่งที่ ดร.เกเฟน ได้ให้สัมภาษณ์กับมาร์ติน วิลสัน ผู้เขียนบทความ “เราสามารถเรียนรู้อะไรจากสุดยอดคนชรา” ซึ่งเป็นบทความที่ระลึกครบรอบ 25 ปี ของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด โครงการนี้ได้ติดตามศึกษาเหล่าผู้สูงวัยที่ทั้งมีอายุยืนและสุขภาพร่างกายแข็งแรงในเวลาเดียวกัน รวมทั้งผ่าศพของคนชรากลุ่มนี้ เพื่อศึกษากายวิภาคของพวกเขาในตอนที่เสียชีวิตไปแล้วด้วย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • The three female animated stars from the pop group Huntr/x of KPop Demon Hunters

    • A pile of gold bars

    • .

    • รัชนก สุวรรณเกตุ

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    บทความข้างต้นตีพิมพ์ลงในนิตยสารของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern Magazine) โดยได้แสดงถึงสายใยความผูกพันระหว่างนักวิจัยและกลุ่มตัวอย่าง ที่ต่างก็ได้รู้จักมักคุ้นกันมาเป็นเวลานาน จนกลุ่มตัวอย่างที่บริจาคสมองเพื่อการวิจัยหลังเสียชีวิตไปแล้ว ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักวิจัยอย่าง ดร.เกเฟน อย่างไม่รู้ลืม

    สมองก้อนแรก

    คำว่า “ความชราขั้นสุดยอด” (SuperAging) เป็นคำศัพท์ที่ศูนย์วิจัยโรคอัลไซเมอร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern ADRC) คิดค้นขึ้น ส่วนที่มาของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอดนั้น ต้องย้อนไปในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เมื่อเกิดเรื่องบังเอิญที่สร้างความโชคดีอย่างยิ่งขึ้น

    Three female scientists are pictured round a computer screen, pointing at images of neurons and neuropathology. Dr Tamar Gefen is one the left, she has dark hair tied back and is wearing a white lab coat.

    ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

    คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.ทามาร์ เกเฟน (ซ้าย) และทีมวิจัยกำลังมองดูภาพของเซลล์ประสาทและจุลกายวิภาคของระบบประสาท

    สมองก้อนแรกของคนชราสุขภาพดีที่ถูกนำมาศึกษาดังกล่าว เดิมเป็นของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมในโครงการวิจัยอื่น ซึ่งสมองของคนผู้นี้ “ไม่มีร่องรอยหรือประวัติของการทำงานบกพร่องเลย” ส่วนคะแนนจากการทดสอบความจำที่เธอทำได้ตอนยังมีชีวิตอยู่ ก็สูงมากจนอยู่ในระดับ “ยอดเยี่ยมเหนือคนวัยเดียวกัน” โดยความจำของเธอคล้ายกับคนที่ยังอยู่ในวัยเพียง 50 ปีเท่านั้น

    สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักวิทยาศาสตร์มากที่สุด คือได้พบการพันกันของใยประสาทเซลล์สมอง (neurofibrillary tangle) เพียงปมเดียวเท่านั้น โดยอยู่ในเอนโทไรนัล คอร์เท็กซ์ (entorhinal cortex) หรือบริเวณหนึ่งของสมองส่วนกลีบขมับ ซึ่งเชื่อมต่อกับสมองหลายส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความทรงจำเชิงพื้นที่, ความทรงจำภาพเหตุการณ์, และความทรงจำถึงเรื่องราวความเป็นมาในชีวิตของตนเอง

    ปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันยุ่ง คือการสะสมตัวของโปรตีนทอ (tau protein) ในรูปของเส้นใยขนาดเล็ก โปรตีนที่พันกับเซลล์ประสาทชนิดนี้ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของสมอง แต่หากปมของเส้นใยโปรตีนที่พันกันสะสมตัวจนขยายใหญ่ขึ้น และยังแผ่กระจายไปทั่วสมอง อาจนำไปสู่การเสื่อมถอยของความคิดและความจำได้

    นักวิจัยประจำโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด บอกว่าการตรวจพบปมของใยประสาทเซลล์สมองเพียงจุดเดียวนั้น “ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมากในคนชราวัยขนาดนั้น…หาพบได้ยากแม้แต่ในกลุ่มคนที่ไม่มีประวัติความผิดปกติทางสมองเลย”

    ดร.ซานดรา เวนทรอบ หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ผู้สอนของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ให้สัมภาษณ์กับรายการ “ตรวจสุขภาพ” หรือ Health Check ของบีบีซี ถึงจุดเริ่มต้นในการวิจัยสมองของสุดยอดคนชราว่า “สมองก้อนแรกที่มาจากสุดยอดคนชราของเรา มีปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันเพียงจุดเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเราหลงดีใจว่า พระเจ้า…เราได้ค้นพบความลับของการรักษาสมองให้คงความเยาว์วัยตลอดกาล นั่นก็คืออย่าให้เกิดปมของใยประสาท”

    “แต่เมื่อเราได้ตัวอย่างสมองจากสุดยอดคนชรามาเป็นก้อนที่สอง พวกเรากลับต้องผิดหวัง เพราะมันเต็มไปด้วยปมของใยประสาท โดยมีอยู่มากเท่ากับของคนที่แพทย์วินิจฉัยว่าเสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์เลย”

    สุดยอดคนชราคือใคร ?

    นักวิจัยประจำโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอด นิยามคำว่า “สุดยอดคนชรา” (Superager) ว่าหมายถึงคนที่อายุ 80 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถทำคะแนนในแบบทดสอบการจำคำศัพท์ ได้เทียบเท่ากับคนที่มีอายุน้อยกว่าตนเอง 20-30 ปี

    นักวิจัยใช้แบบทดสอบ Rey Auditory Verbal Learning Test ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายในการทดสอบทางประสาทจิตวิทยา เพื่อประเมินความสามารถในการจดจำ นอกจากนี้ยังมีการใช้แบบทดสอบอื่น ๆ เพื่อประเมินความสามารถในการใช้ความคิดวิเคราะห์อีกด้วย

    Picture of a brain in the hand of a scientist, who is wearing rubber gloves and is holding it over a plastic tray.

    ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

    คำบรรยายภาพ, สุดยอดคนชราบางคนที่เข้าร่วมในงานศึกษาวิจัยบริจาคสมองของพวกเขาหลังจากเสียชีวิตลง

    นักวิจัยเลือกใช้ความทรงจำภาพเหตุการณ์ (episodic memory) มาเป็นเกณฑ์หลักในการประเมินข้างต้น เนื่องจากเป็น “องค์ประกอบส่วนที่เสื่อมถอยมากที่สุด” เมื่อคนทั่วไปแก่ตัวลง

    ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์มาตรฐานของผู้ที่เข้าขั้น “สุดยอดคนชรา” จึงอยู่ในระดับสูงลิ่ว นั่นก็คือต้องมีความทรงจำที่แจ่มชัดและถูกต้องแม่นยำ เหมือนกับคนที่มีอายุน้อยกว่าตนเอง 30 ปี เป็นอย่างต่ำ

    รศ.ดร.มอลลี เอ. แมเทอร์ จากภาควิชาจิตเวชและพฤติกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น บอกกับบีบีซีว่าผลการทดสอบความจำกับสุดยอดคนชรานั้น ออกมาเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง “มันเป็นความรู้สึกแบบทั้งทึ่งและช็อกอย่างล้วน ๆ เมื่อได้เห็นคนวัย 90 สามารถจดจำข้อมูลใหม่เข้าหัวได้ในปริมาณมหาศาล ทั้งที่ฉันเคยเห็นคนวัย 50-60 ปี พยายามจดจำข้อมูลใหม่ได้อย่างยากลำบาก ในการทดสอบความจำที่ง่ายกว่ามาก”

    สมองของสุดยอดคนชรา ต่างจากคนแก่ทั่วไปอย่างไร

    การมีอยู่ของคนกลุ่ม “สุดยอดคนชรา” ได้ท้าทายต่อความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ความเสื่อมถอยด้านการคิดวิเคราะห์และความจำ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อคนเราแก่ตัวลง

    นักวิจัยพบว่าคุณตาคุณยายที่เป็นสุดยอดคนชรานั้น มีลักษณะปรากฏ (phenotype) หรือลักษณะต่าง ๆ ที่สังเกตเห็นได้เนื่องจากการแสดงออกของยีน แตกต่างจากคนทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งลักษณะปรากฏทางประสาทจิตวิทยา (neuropsychological phenotype) หรือความสามารถในการคิดและการจำ และลักษณะปรากฏทางประสาทชีววิทยา (neurobiological phenotype) ซึ่งก็คือโครงสร้างทางกายภาพของสมองนั่นเอง

    Yvonne Gregwor pictured from behind, she has hair styed in small plaits and is wearing a purple tie dye t-shirt. She is looking at a folder on a page that is open on the picture of a screw.

    ที่มาของภาพ, Shane Collins, Universidad de Northwestern

    คำบรรยายภาพ, อีวอนน์ เกร็กวอร์ สุดยอดคนชรา ระหว่างการทดสอบที่แสดงรูปภาพของวัตถุ โดยบุคคลที่เข้ารับการทดสอบต้องเรียกชื่อของวัตถุนั้นให้เร็วที่สุด

    ตัวอย่างเช่น “พวกเขามีปริมาตรของเนื้อสมองในส่วนเปลือกสมอง ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ในวัยกลางคนที่ระบบประสาทปกติ ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีอายุน้อยกว่าพวกเขา 20-30 ปี” ดร.แมเทอร์กล่าว

    ปริมาตรของเนื้อสมองในส่วนเปลือกสมอง (cortical volume) หมายถึงปริมาณของเนื้อเยื่อในสมองส่วนเซเรบรัล คอร์เท็กซ์ (cerebral cortex) ซึ่งเป็นเปลือกชั้นนอก สมองส่วนนี้มีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกและการคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ บางส่วนของมันยังมีความเกี่ยวข้องกับการประมวลผลด้านภาษาและความทรงจำด้วย

    สิ่งที่นักวิจัยได้ค้นพบอีกอย่างหนึ่ง คือการที่สมองของสุดยอดคนชรามีเซลล์ประสาทชนิดฟอนอีโคโนโม (Von Economo Neuron – VEN) เป็นจำนวนสูงกว่าและหนาแน่นกว่าคนวัยเดียวกันมาก ทั้งยังมีอยู่มากกว่าคนทั่วไปที่อายุน้อยกว่าถึงหลายสิบปีด้วย

    เชื่อกันว่าเซลล์ประสาทชนิดนี้ มีบทบาทสำคัญต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อนของมนุษย์ การค้นพบนี้สอดคล้องกับรายงานจากการเฝ้าสังเกตของนักวิจัย ซึ่งพบว่าบรรดาสุดยอดคนชรานั้น ส่วนใหญ่แล้วมีความสนใจและกระตือรือร้น ที่จะรักษาสายสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเขาเอาไว้ให้แน่นแฟ้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.แมเทอร์อธิบายถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเซลล์ประสาท VEN กับพฤติกรรมทางสังคมของสุดยอดคนชราว่า “เรายังไม่แน่ใจว่าสองสิ่งนี้ อะไรเป็นเหตุและอะไรเป็นผลกันแน่” เพราะจำนวนของเซลล์ประสาท VEN ที่มากกว่า อาจทำให้เกิดความสนใจที่จะเข้าสังคม ในขณะที่พฤติกรรมชอบเข้าสังคม ก็อาจทำให้เซลล์ประสาท VEN ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

    เมื่อตรวจสอบลึกลงไปในระดับเซลล์ นักวิจัยยังพบว่าสมองของสุดยอดคนชรา มีร่องรอยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ น้อยกว่าคนวัยเดียวกันมาก “ฉันว่ามันน่าประหลาดใจจริง ๆ ที่เหล่าสุดยอดคนชรานั้นสูงวัยถึง 80 หรือ 90 ปีแล้ว บางคนก็มีอายุมากกว่าร้อยปี แต่มีปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่คาดเดาได้โดยเฉลี่ยของคนวัยเดียวกัน” ดร.แมเทอร์ กล่าวอธิบาย

    ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่ทราบว่า เหตุใดสุดยอดคนชราจึงมีปมของใยประสาทเซลล์สมองที่พันกันน้อยกว่า แต่คาดว่าน่าจะมีสาเหตุบางอย่าง ที่ช่วยหยุดยั้งการก่อตัวของปมเส้นใยโปรตีนที่พันกันยุ่งเหล่านี้ได้ ส่วนเรื่องที่ว่ากลุ่มสุดยอดคนชราซึ่งมีปมของใยประสาทเซลล์สมองจำนวนมาก ยังคงมีความจำดีเหมือนคนอายุน้อยกว่าได้อย่างไรนั้น ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการไขให้กระจ่างต่อไป

    พฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ

    ในคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น นายราฟ เรย์บ็อก ซึ่งเกิดเมื่อปี 1934 และเป็นหนึ่งในสุดยอดคนชราที่เป็นอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการวิจัย กล่าวว่า “ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นสุดยอดคนชรา”

    Shelves containing large glass boxes with lids, which all contain different brains and are labelled.

    ที่มาของภาพ, Shane Collins, Northwestern University

    คำบรรยายภาพ, “มันค่อนข้างลึกซึ้งจริง ๆ เมื่อคุณอยู่ในธนาคารสมองและคุณกำลังมองไปที่แหล่งที่มาของประสบการณ์ทั้งหมดของเราในฐานะมนุษย์” ดร.แมเทอร์ กล่าว

    นับตั้งแต่โครงการวิจัยนี้ได้ก่อตั้งขึ้น มีสุดยอดคนชราเคยเข้าร่วมการศึกษาวิจัยแล้วถึง 290 ราย และมีการผ่าชันสูตรสมองของพวกเขาไปแล้ว 77 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดสมองของคนกลุ่มนี้จึงมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูง จนไม่เกิดความเสื่อมถอยด้านความคิดและความจำ

    ทุกวันนี้โครงการวิจัยดังกล่าว ยังคงมีสุดยอดคนชราที่ยังมีชีวิตอยู่ เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการศึกษาวิจัยถึง 133 คน โดยเนื้อหาในบทความของมาร์ติน วิลสัน ระบุว่าลักษณะหรือพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกลุ่มสุดยอดคนชรานั้น “ไม่มีอยู่จริง” เพราะพวกเขาแต่ละคนมีวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไปมาก

    “สุดยอดคนชราบางคน ดูจะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำเพื่อการมีสุขภาพดีไปเสียทุกเรื่อง แต่อีกหลายคนกลับไม่ได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มักสูบบุหรี่และดื่มสุราเป็นประจำ ไม่ชอบออกกำลังกาย นอนหลับไม่สนิท แถมยังเจอกับสถานการณ์เลวร้ายในชีวิตที่ทำให้เกิดความเครียดสูงด้วย” รายงานวิจัยเกี่ยวกับช่วง 25 ปีแรก ของโครงการศึกษาความชราขั้นสุดยอดระบุ

    ดร.เกเฟน กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า “แน่นอนว่าไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้ทราบถึงคำตอบของปริศนานี้ แต่ฉันคิดว่าเรายังคงห่างไกลจากการได้สูตรยาอายุวัฒนะ ที่แพทย์สามารถจะสั่งให้กับคนทั่วไปได้…นั่นเป็นเพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่ซับซ้อน จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ทั้งในเรื่องของชีววิทยา พันธุกรรม และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูตัวเองของสมอง”

    ด้านดร.เวนทรอบ บอกกับบีบีซีว่า “คุณจะไม่กลายร่างเป็นสุดยอดคนชราโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะคุณกินดี นอนดี จัดการกับความเครียด เลิกสูบบุหรี่ดื่มเหล้า หรืออะไรทำนองนั้น”

    “แต่การรักษาสุขภาพดังข้างต้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในตอนที่คุณแก่ตัวลงอย่างแน่นอน ดังนั้นคำแนะนำของเราก็คือ ให้พยายามดูแลสุขภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงต่อโรคภัย หากคุณทำได้ตามนั้นและมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ดี ก็จะมีโอกาสได้เป็นสุดยอดคนชราสูงขึ้น”

    ส่วนคำถามที่ว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ผู้พยายามดูแลรักสุขภาพ จะมีสมองที่คิดและจำได้อย่างมีประสิทธิภาพในตอนที่สูงวัย เหมือนกับกลุ่มสุดยอดคนชรา ดร.เวนทรอบ ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า

    “อย่างที่เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว สมองที่เป็นรูปแบบเฉพาะของสุดยอดคนชรานั้นไม่มีอยู่จริง สิ่งสุดยอดที่พวกเขามีอยู่ คือความจำและคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยมโดยรวม”

    ดร.เวนทรอบอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อผ่าสมองของสุดยอดคนชราออกมาดูหลังพวกเขาเสียชีวิต จะพบว่าบางคนมีร่องรอยความเสียหายจากความชราน้อยมากหรือไม่มีเลย แต่อีกหลายคนก็มีก้อนโปรตีนซึ่งเกิดจากโรคอัลไซเมอร์มากเท่ากับคนทั่วไป ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้สูญเสียเซลล์ประสาทที่แข็งแรงได้ในคนส่วนใหญ่ นำไปสู่ภาวะบกพร่องทางการคิดและการจำ รวมทั้งภาวะสมองเสื่อมได้ในที่สุด

    ดร.เวนทรอบ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “ด้วยเหตุผลบางอย่าง ร่างกายของสุดยอดคนชราไม่ได้ผลิตโปรตีนที่เป็นโทษ ในอัตราที่มากเท่ากับคนแก่วัยเดียวกัน แต่ก็เป็นไปได้ด้วยว่า มีการผลิตโปรตีนดังกล่าวในปริมาณที่พอ ๆ กัน ทว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สุดยอดคนชรา สามารถจะมีภูมิต้านทานต่อโปรตีนนี้ จนไม่เกิดความเสียหายต่อเซลล์ประสาทในสมองที่ยังมีสุขภาพดี นั่นคือปริศนาที่น่าตื่นเต้นในงานวิจัยของเรา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cpwvr5pde1qo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rfIPm6KodgPlUA-71A9CI

  • P

    P


    ขออภัยไม่พบข้อมูลดังกล่าว

    Btn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.gsb.or.th/news/sme-d-bank-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2588/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDXopCNQTik9iLxeci-N1

  • “นฤมล” เป็นประธานมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ปี 2568 เชิดชูครูไทยเสียสละเพื่อการศึกษา | TOPNEWS

    “นฤมล” เป็นประธานมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ปี 2568 เชิดชูครูไทยเสียสละเพื่อการศึกษา | TOPNEWS

    16 ตุลาคม 2568 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการมอบรางวัลให้แก่ครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (ครูไทย) รุ่นที่ 6 ปี 2568 (Princess Maha Chhakri Award Ceremony) ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และครูที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ รวมกว่า 200 คน เข้าร่วม

    ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมครูทุกคนที่มาร่วมรับรางวัลด้วยความภาคภูมิใจในครั้งนี้ พร้อมกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษา เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เด็กและเยาวชนของเราไม่ได้เรียนรู้กับครูเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่ออยากรู้อะไร ก็มักจะไปถามจาก AI ทั้ง Google, Chat GPT จนบางครั้งอาจถูกมองว่า อาชีพครูเป็นอีกอาชีพที่ถูก Distruption แต่การที่ครูกว่า 200 คน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความเป็นครูไม่ได้ทำเพียงการสอนวิชาการในสาขาต่าง ๆ เท่านั้น แต่ครูยังมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะ ขัดเกลาจิตใจของเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือ ครูเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเด็ก ๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่ง AI คงทำไม่ได้ ถ้าไม่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ

    “ขอฝากให้กำลังใจกับครูทุกท่านในการก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ โดยยังดำรงหลักการ ในการถ่ายทอดความรู้และการดูแลเด็ก ๆ ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาการ แต่ดูแลไปถึงจิตใจ ชีวิตความเป็นอยู่ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาด้วย เชื่อว่าวิชาชีพครูจะไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทยแน่นอน พร้อมกันนี้ขอแสดงความขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกและกลั่นกรองผู้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งทราบว่าเป็นกระบวนการที่เข้มข้นตั้งแต่ระดับจังหวัดมาจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของตัวครู ครอบครัว และสถานศึกษา และท้ายสุดขอขอบคุณมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่สามารถดำเนินงานได้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ และเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการสรรหาและคัดเลือกครูดีในทุกจังหวัด เพื่อที่ครูเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนครูและ นักศึกษาครูในอนาคต ที่จะร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับชีวิตลูกศิษย์ และสร้างคุณูปการต่อการศึกษา” ศาสตราจารย์นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1358643&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29um9qsCfhf8vYX9y0C9gU

  • “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นประเทศที่มีการเติบโตต่ำสุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2% เช่นเดียวกับสำนักวิจัยต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็มองที่ระดับ 2% เช่นกัน

    “กรอบการเติบโต 2-2.5% จึงเป็นกรอบที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีนี้ แต่ความเป็นไปได้สูงสุดคืออยู่ที่ 2% สำหรับปีหน้า IMF มองว่าเศรษฐกิจจะโตเพียง 1.6% และหลายสำนักวิจัย เริ่มมีมุมมองในเชิงที่ไม่ได้บวกมากสำหรับเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งอาจโตต่ำกว่าปีนี้ อาจเป็นผลพวงมาจากสงครามการค้า ที่ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ จะขึ้นกำแพงภาษีกับจีน 100% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หรือสงครามการค้าจะเบาบางลง” นายธนวรรธน์ ระบุ

    พร้อมมองว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 ถือว่ามีความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 จะมีความสำคัญมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้พลิกฟื้น และสร้างโมเมนตัมในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1/69 และไตรมาสที่ 2/69 ของปีหน้า ประเด็นสำคัญคือการยุบสภาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ จังหวะสำคัญ คือ เรื่องวันยุบสภา โดยรัฐบาลแถลงต่อสภาว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 69 แต่อาจมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดอาจมีมุมมองว่าอาจจะยุบสภาในเดือนมี.ค. 69

    โดยประเด็นเรื่องการยุบสภานี้ มีผลต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งผ่านเศรษฐกิจจากไตรมาสที่ 4/68 ไปยังไตรมาสที่ 1/69 มีความสำคัญมาก และระยะเวลาที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในไตรมาสที่ 1/69 จะเป็นตัวกำหนดว่าจะส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตเกินกว่าปีนี้ คือเติบโตเกิน 2% ดังนั้น ไตรมาสที่ 4/68 จึงเป็นรอยต่อที่สำคัญมากสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    • คาดคนละครึ่งพลัส-เติมเงินบัตรคนจน-เที่ยวไทย ดันศก.Q4 เพิ่มอีก 0.5-0.8%

    สำหรับผลสำรวจเรื่องการใช้จ่าย โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า ผลจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” 2568 และจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.44% โดยแบ่งเป็น

    1. ผลจากโครงการคนละครึ่งพลัส 2568 กลุ่มเป้าหมายรวม 20 ล้านคน มูลค่างบประมาณที่ใช้รวม 44,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 59,080 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.32% แบ่งเป็น

    – ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,400 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 26,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 33,880 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.18%

    – ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,000 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 18,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 25,200 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.14%

    2. ผลจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีจำนวน 13.4 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 1,700 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 22,780 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 22,780 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.12%

    ทั้งนี้ เมื่อสอบถามประชาชนว่า คาดว่าจะได้รับสิทธิ์โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ 82.1% มองว่าจะได้รับสิทธิ์แน่นอน 16.4% บอกว่าไม่แน่ใจ และ 1.5% บอกว่าไม่ได้แน่นอน ส่วนพฤติกรรมการใช้เงินในโครงการฯ ลักษณะการใช้จ่าย อันดับ 1 ที่ 32.6% บอกว่า จะใช้เต็มจำนวนต่อวัน 400 บาทต่อวัน รองลงมา 11.9% ใช้ทีละน้อยประมาณ 300 บาทต่อวัน และ 6.8% บอกว่าจะใช้ทีละน้อยประมาณ 200 บาทต่อวัน เมื่อถามถึงช่วงเดือนที่จะเริ่มใช้เงิน 56.8% ใช้เดือนต.ค. 39.2% ใช้เดือนพ.ย. และ 4% ใช้เดือนธ.ค.

    สำหรับสัดส่วนการใช้เงินในโครงการ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 37% สินค้าอุปโภคบริโภคเช่น อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น, 12% เครื่องดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอล์) ของใช้ส่วนตัว เครื่องปรุงรส เป็นต้น, 10.6% สินค้าวัตถุดิบเพื่อการเกษตร/เพื่อการค้า, 9% สินค้าเพื่อการศึกษา, 8.4% ยารักษาโรค, 8.2% บริการส่วนบุคคล เช่น ทำผม นวด, 7.8% ธูปเทียนและเครื่องสักการะ ชุดถวายสังฆทาน และ 6.9% สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ประชาชนจะใช้จ่ายเร็ว โดยเริ่มต้นในวันแรกวันที่ 29 ต.ค.68 และจากการสำรวจพบว่า 32% จะใช้วันละ 200 บาท (เติมไปอีกครึ่งหนึ่งรวมเป็น 400 บาท) ซึ่งจะใช้หมดภายใน 10-12 วัน ดังนั้น เศรษฐกิจในช่วงเดือนพ.ย. น่าจะมีความคึกคัก โดยเฉพาะช่วงวันลอยกระทง (5 พ.ย.) กว่าครึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันแรกของโครงการ 29 ต.ค. (29-31 ต.ค.68 รวม 3 วัน) และอีกประมาณ 39% จะใช้ในเดือนพ.ย.

    “ดังนั้น เม็ดเงิน 44,000 ล้านบาท รวมกับเงินที่ประชาชนเติมอีกครึ่งหนึ่งอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 80,000 กว่าล้านบาท น่าจะถูกหมุนในช่วงปลายเดือนต.ค. และต้นเดือนพ.ย. จนถึงกลางเดือนเป็นหลัก รวมถึงมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1,700 บาทต่อคน รวม 20,000 กว่าล้านบาทด้วย ดังนั้นโดยรวมแล้วในเดือนพ.ย. จะมีเม็ดเงินอย่างน้อย 60,000-70,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ถ้าไปเที่ยวในเมืองหลัก และหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าสำหรับการเที่ยวเมืองรอง อีกทั้งยังส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและวิสาหกิจ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสัมมนาในต่างพื้นที่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจอีกอย่างน้อยประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จากโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    “ดังนั้น คาดการณ์เศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 น่าจะถูกกระตุ้นได้อย่างน้อย 0.5-0.8% ไตรมาสที่ 4/68 จะเติบโตในกรอบประมาณ 0.8-1.1% ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี มีโอกาสเติบโตประมาณ 2.0-2.2% ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลาง เริ่มมีการลดระยะเวลาในการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับ และการประมูลจัดซื้อจัดจ้างโดยเร็ว และให้หน่วยงานของรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 4/68 และไตรมาสที่ 1/69 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีระบบการหมุนเวียนเพิ่มเติมขึ้น ดังนั้น เชื่อว่าโดยรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะโตเกิน 2%” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ในส่วนของผู้ประกอบการ เมื่อสอบถามว่า คาดว่าจะเข้าร่วมเป็นร้านค้าในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ พบว่า 58.4% เข้าร่วมโครงการ (โดย 56.3% ให้เหตุผลว่าจะทำให้ขายได้มากขึ้น และ 20.4% ได้รับเงินช้ากว่าขายปกติมาก) 22.4% ไม่เข้าร่วมโครงการ (โดย 21.4% มีความกังวลเรื่องภาษี, 11.3% กังวลว่าเงินจะไม่เข้าเนื่องจากระบบมีปัญหา, 9.8% กระบวนการเข้าร่วมโครงการยุ่งยาก, 8.5% ยังไม่รู้หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน และ 3.6% กังวลว่าจะไม่มีลูกค้า) และอีก 19.2% บอกว่ายังไม่แน่ใจ

    ส่วนผู้ประกอบการคิดว่า มาตรการ” คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้หรือไม่นั้น ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 31.6% มองว่า กระตุ้นได้ปานกลาง 20.3% กระตุ้นได้มาก 18.0% กระตุ้นได้น้อยมาก 18.0% กระตุ้นได้น้อย 8.3% ไม่สามารถกระตุ้นได้เลย และ 3.8% กระตุ้นได้อย่างมาก

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน เป็นเพียงเงินฝืดทางเทคนิค เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังขยายตัวเป็นบวก 0.65% เงินเฟ้อทั่วไปรวมอาหารและพลังงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสถานการณ์การเมือง คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 0% ไม่ใช่ติดลบทั้งปี ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำ คือราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ประมาณ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล และนโยบายของรัฐพยายามทำให้ราคาค่าไฟต่ำกว่า 4 บาท

    ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการต่าง ๆ อัดเข้าไป 100,000-150,000 ล้านบาท น่าจะดึงราคาสินค้าขึ้น ประกอบกับช่วงที่เหลือเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่นเดือน ต.ค.นี้มีเทศกาลกินเจ เดือนพ.ย. มีเทศกาลลอยกระทง และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าสถานการณ์เงินฝืดทางเทคนิค น่าจะหมดไปภายใน 1-2 เดือน ดังนั้นจึงไม่มีความน่ากังวลเรื่องเงินฝืด

    • กินเจปี 68 คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี

    ม.หอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเทศกาลกินเจปี 2568 ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเทศกาลกินเจปี 68 คาดเงินสะพัดอยู่ที่ 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนที่ 45,003 ล้านบาท หรือสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนมองว่าการกินเจเป็นสถานการณ์ปกติ แต่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย

    “มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม เพิ่มขึ้นเพียง 2% ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ไม่ได้โดดเด่นมาก เนื่องจากประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่าย แม้ว่าประชาชนจะรู้ว่ามีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เนื่องจากการลงทะเบียนจะเริ่มในวันที่ 20 ต.ค. 68 คนที่ลงทะเบียนไปแล้วในเฟสที่ 5 จะได้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ และเริ่มโครงการวันที่ 29 ต.ค. 68 แต่ช่วงเทศกาลกินเจเริ่มวันที่ 21 ต.ค. 68 ซึ่งคนละครึ่งยังใช้ไม่ได้ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงยังไม่มีผลต่อการกินเจมากนักในแง่ของรูปธรรม แต่ในแง่จิตวิทยาน่าจะมีผล” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ พฤติกรรมระหว่าง Generation พบว่า คน Gen Z และ Gen Y ทานเจแบบเน้นความสะดวก ดังนั้น เทศกาลกินเจปีนี้ การใช้ระบบออนไลน์และเดลิเวอรี่น่าจะมีความคึกคักมากขึ้น และสอดรับกับนโยบาย คนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้จ่ายกับแอปพลิเคชั่นออนไลน์ด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37uhkr9v-u6VDxH12YJl5u

  • “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นประเทศที่มีการเติบโตต่ำสุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2% เช่นเดียวกับสำนักวิจัยต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็มองที่ระดับ 2% เช่นกัน

    “กรอบการเติบโต 2-2.5% จึงเป็นกรอบที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีนี้ แต่ความเป็นไปได้สูงสุดคืออยู่ที่ 2% สำหรับปีหน้า IMF มองว่าเศรษฐกิจจะโตเพียง 1.6% และหลายสำนักวิจัย เริ่มมีมุมมองในเชิงที่ไม่ได้บวกมากสำหรับเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งอาจโตต่ำกว่าปีนี้ อาจเป็นผลพวงมาจากสงครามการค้า ที่ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ จะขึ้นกำแพงภาษีกับจีน 100% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หรือสงครามการค้าจะเบาบางลง” นายธนวรรธน์ ระบุ

    พร้อมมองว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 ถือว่ามีความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 จะมีความสำคัญมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้พลิกฟื้น และสร้างโมเมนตัมในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1/69 และไตรมาสที่ 2/69 ของปีหน้า ประเด็นสำคัญคือการยุบสภาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ จังหวะสำคัญ คือ เรื่องวันยุบสภา โดยรัฐบาลแถลงต่อสภาว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 69 แต่อาจมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดอาจมีมุมมองว่าอาจจะยุบสภาในเดือนมี.ค. 69

    โดยประเด็นเรื่องการยุบสภานี้ มีผลต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งผ่านเศรษฐกิจจากไตรมาสที่ 4/68 ไปยังไตรมาสที่ 1/69 มีความสำคัญมาก และระยะเวลาที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในไตรมาสที่ 1/69 จะเป็นตัวกำหนดว่าจะส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตเกินกว่าปีนี้ คือเติบโตเกิน 2% ดังนั้น ไตรมาสที่ 4/68 จึงเป็นรอยต่อที่สำคัญมากสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    • คาดคนละครึ่งพลัส-เติมเงินบัตรคนจน-เที่ยวไทย ดันศก.Q4 เพิ่มอีก 0.5-0.8%

    สำหรับผลสำรวจเรื่องการใช้จ่าย โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า ผลจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” 2568 และจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.44% โดยแบ่งเป็น

    1. ผลจากโครงการคนละครึ่งพลัส 2568 กลุ่มเป้าหมายรวม 20 ล้านคน มูลค่างบประมาณที่ใช้รวม 44,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 59,080 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.32% แบ่งเป็น

    – ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,400 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 26,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 33,880 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.18%

    – ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,000 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 18,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 25,200 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.14%

    2. ผลจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีจำนวน 13.4 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 1,700 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 22,780 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 22,780 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.12%

    ทั้งนี้ เมื่อสอบถามประชาชนว่า คาดว่าจะได้รับสิทธิ์โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ 82.1% มองว่าจะได้รับสิทธิ์แน่นอน 16.4% บอกว่าไม่แน่ใจ และ 1.5% บอกว่าไม่ได้แน่นอน ส่วนพฤติกรรมการใช้เงินในโครงการฯ ลักษณะการใช้จ่าย อันดับ 1 ที่ 32.6% บอกว่า จะใช้เต็มจำนวนต่อวัน 400 บาทต่อวัน รองลงมา 11.9% ใช้ทีละน้อยประมาณ 300 บาทต่อวัน และ 6.8% บอกว่าจะใช้ทีละน้อยประมาณ 200 บาทต่อวัน เมื่อถามถึงช่วงเดือนที่จะเริ่มใช้เงิน 56.8% ใช้เดือนต.ค. 39.2% ใช้เดือนพ.ย. และ 4% ใช้เดือนธ.ค.

    สำหรับสัดส่วนการใช้เงินในโครงการ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 37% สินค้าอุปโภคบริโภคเช่น อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น, 12% เครื่องดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอล์) ของใช้ส่วนตัว เครื่องปรุงรส เป็นต้น, 10.6% สินค้าวัตถุดิบเพื่อการเกษตร/เพื่อการค้า, 9% สินค้าเพื่อการศึกษา, 8.4% ยารักษาโรค, 8.2% บริการส่วนบุคคล เช่น ทำผม นวด, 7.8% ธูปเทียนและเครื่องสักการะ ชุดถวายสังฆทาน และ 6.9% สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ประชาชนจะใช้จ่ายเร็ว โดยเริ่มต้นในวันแรกวันที่ 29 ต.ค.68 และจากการสำรวจพบว่า 32% จะใช้วันละ 200 บาท (เติมไปอีกครึ่งหนึ่งรวมเป็น 400 บาท) ซึ่งจะใช้หมดภายใน 10-12 วัน ดังนั้น เศรษฐกิจในช่วงเดือนพ.ย. น่าจะมีความคึกคัก โดยเฉพาะช่วงวันลอยกระทง (5 พ.ย.) กว่าครึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันแรกของโครงการ 29 ต.ค. (29-31 ต.ค.68 รวม 3 วัน) และอีกประมาณ 39% จะใช้ในเดือนพ.ย.

    “ดังนั้น เม็ดเงิน 44,000 ล้านบาท รวมกับเงินที่ประชาชนเติมอีกครึ่งหนึ่งอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 80,000 กว่าล้านบาท น่าจะถูกหมุนในช่วงปลายเดือนต.ค. และต้นเดือนพ.ย. จนถึงกลางเดือนเป็นหลัก รวมถึงมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1,700 บาทต่อคน รวม 20,000 กว่าล้านบาทด้วย ดังนั้นโดยรวมแล้วในเดือนพ.ย. จะมีเม็ดเงินอย่างน้อย 60,000-70,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ถ้าไปเที่ยวในเมืองหลัก และหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าสำหรับการเที่ยวเมืองรอง อีกทั้งยังส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและวิสาหกิจ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสัมมนาในต่างพื้นที่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจอีกอย่างน้อยประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จากโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    “ดังนั้น คาดการณ์เศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 น่าจะถูกกระตุ้นได้อย่างน้อย 0.5-0.8% ไตรมาสที่ 4/68 จะเติบโตในกรอบประมาณ 0.8-1.1% ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี มีโอกาสเติบโตประมาณ 2.0-2.2% ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลาง เริ่มมีการลดระยะเวลาในการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับ และการประมูลจัดซื้อจัดจ้างโดยเร็ว และให้หน่วยงานของรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 4/68 และไตรมาสที่ 1/69 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีระบบการหมุนเวียนเพิ่มเติมขึ้น ดังนั้น เชื่อว่าโดยรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะโตเกิน 2%” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ในส่วนของผู้ประกอบการ เมื่อสอบถามว่า คาดว่าจะเข้าร่วมเป็นร้านค้าในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ พบว่า 58.4% เข้าร่วมโครงการ (โดย 56.3% ให้เหตุผลว่าจะทำให้ขายได้มากขึ้น และ 20.4% ได้รับเงินช้ากว่าขายปกติมาก) 22.4% ไม่เข้าร่วมโครงการ (โดย 21.4% มีความกังวลเรื่องภาษี, 11.3% กังวลว่าเงินจะไม่เข้าเนื่องจากระบบมีปัญหา, 9.8% กระบวนการเข้าร่วมโครงการยุ่งยาก, 8.5% ยังไม่รู้หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน และ 3.6% กังวลว่าจะไม่มีลูกค้า) และอีก 19.2% บอกว่ายังไม่แน่ใจ

    ส่วนผู้ประกอบการคิดว่า มาตรการ” คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้หรือไม่นั้น ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 31.6% มองว่า กระตุ้นได้ปานกลาง 20.3% กระตุ้นได้มาก 18.0% กระตุ้นได้น้อยมาก 18.0% กระตุ้นได้น้อย 8.3% ไม่สามารถกระตุ้นได้เลย และ 3.8% กระตุ้นได้อย่างมาก

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน เป็นเพียงเงินฝืดทางเทคนิค เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังขยายตัวเป็นบวก 0.65% เงินเฟ้อทั่วไปรวมอาหารและพลังงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสถานการณ์การเมือง คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 0% ไม่ใช่ติดลบทั้งปี ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำ คือราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ประมาณ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล และนโยบายของรัฐพยายามทำให้ราคาค่าไฟต่ำกว่า 4 บาท

    ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการต่าง ๆ อัดเข้าไป 100,000-150,000 ล้านบาท น่าจะดึงราคาสินค้าขึ้น ประกอบกับช่วงที่เหลือเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่นเดือน ต.ค.นี้มีเทศกาลกินเจ เดือนพ.ย. มีเทศกาลลอยกระทง และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าสถานการณ์เงินฝืดทางเทคนิค น่าจะหมดไปภายใน 1-2 เดือน ดังนั้นจึงไม่มีความน่ากังวลเรื่องเงินฝืด

    • กินเจปี 68 คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี

    ม.หอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเทศกาลกินเจปี 2568 ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเทศกาลกินเจปี 68 คาดเงินสะพัดอยู่ที่ 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนที่ 45,003 ล้านบาท หรือสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนมองว่าการกินเจเป็นสถานการณ์ปกติ แต่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย

    “มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม เพิ่มขึ้นเพียง 2% ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ไม่ได้โดดเด่นมาก เนื่องจากประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่าย แม้ว่าประชาชนจะรู้ว่ามีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เนื่องจากการลงทะเบียนจะเริ่มในวันที่ 20 ต.ค. 68 คนที่ลงทะเบียนไปแล้วในเฟสที่ 5 จะได้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ และเริ่มโครงการวันที่ 29 ต.ค. 68 แต่ช่วงเทศกาลกินเจเริ่มวันที่ 21 ต.ค. 68 ซึ่งคนละครึ่งยังใช้ไม่ได้ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงยังไม่มีผลต่อการกินเจมากนักในแง่ของรูปธรรม แต่ในแง่จิตวิทยาน่าจะมีผล” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ พฤติกรรมระหว่าง Generation พบว่า คน Gen Z และ Gen Y ทานเจแบบเน้นความสะดวก ดังนั้น เทศกาลกินเจปีนี้ การใช้ระบบออนไลน์และเดลิเวอรี่น่าจะมีความคึกคักมากขึ้น และสอดรับกับนโยบาย คนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้จ่ายกับแอปพลิเคชั่นออนไลน์ด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9F0IQ0F7GV3ULAHDN1YKL8ZWFULNGD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qb5HEqGcjZ5cqrZBrss4D

  • สมาคมท่องเที่ยวหัวหินชะอำ จัดอบรมช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้พนักงานโรงแรม | เดลินิวส์

    สมาคมท่องเที่ยวหัวหินชะอำ จัดอบรมช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้พนักงานโรงแรม | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5209775/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v6WRCNvnabSfJrQZajvGF

  • แนวโน้ม SET บวกต่อ รับแรงซื้อหุ้นท่องเที่ยว-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

    แนวโน้ม SET บวกต่อ รับแรงซื้อหุ้นท่องเที่ยว-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ (16 ตุลาคม 2568) คาดว่าดัชนียังมีโอกาสฟื้นตัวต่อได้ แม้ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่จากต่างประเทศ แต่ได้รับแรงหนุนจากทิศทางค่าเงิน โดยดอลลาร์สหรัฐยังอยู่ในภาวะอ่อนค่า ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้น ทำให้มีความคาดหวังต่อกระแสเงินทุนต่างชาติที่อาจไหลเข้าสู่ภูมิภาคมากขึ้น ทั้งนี้เงินบาทกลับมาแข็งค่าลงมา จึงช่วยหนุนแนวโน้มดัชนีให้มีแรงฟื้นตัว

    นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ได้ตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า มาตรการที่ออกมา ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวและโครงการ “คนละครึ่งพลัส” คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ต่อเนื่อง และส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวเด่น

    พร้อมกันนี้ แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เงินทุนทั่วโลกอาจเคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำเน้นลงทุนในกลุ่ม Domestic เป็นหลัก

    โดยให้กรอบแนวรับดัชนีที่ระดับ 1,268–1,265 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 1,295 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,310 จุด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/789284&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-qPud3q6ghYo1QuJEbCJg