Blog

  • แฉเล่ห์‘อิสราเอล’! แต่งงานสาวไทย ส่อสวมนอมินี เปิดธุรกิจนำเที่ยวบนเกาะพะงัน

    แฉเล่ห์‘อิสราเอล’! แต่งงานสาวไทย ส่อสวมนอมินี เปิดธุรกิจนำเที่ยวบนเกาะพะงัน

    แฉเล่ห์‘อิสราเอล’! แต่งงานสาวไทย ส่อสวมนอมินี เปิดธุรกิจนำเที่ยวบนเกาะพะงัน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.46 น.

    15 ตุลาคม 2568 ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้ร่วมกับ พ.ต.ท.วัสส์ธนภูมิ กุลจิตติชุติพร รอง ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน เข้าจับกุมมัคคุเทศก์เถื่อนที่มีทั้งคนไทยและต่างด้าวรวม 5 ราย ขณะกำลังนำนักท่องเที่ยวขับรถเอทีวีชมเส้นทางธรรมชาติ

    กรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้รับการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1155 ว่ามีกลุ่มบุคคลทั้งคนไทยและชาวต่างด้าว ได้ลักลอบประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยมีพฤติกรรมการนำเที่ยวด้วยการใช้รถสี่ล้อเอทีวี โดยใช้เส้นทางถนนท้องนาง-ท้องนายปาน หมู่ที่ 2 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    หลังได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.สุราษฎร์ธานี และฝ่ายปกครอง อ.เกาะพะงัน ลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการซุ่มสังเกตการณ์ เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลกำลังขับขี่รถสี่ล้อวิบาก หรือ เอทีวี นำนักท่องเที่ยวต่างชาติไปท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ โดยควบคุมตัวผู้กระทำความผิดได้ 5 ราย พร้อมของกลางเป็นรถเอทีวี และรถบักกี้ รวม 11 คัน ประกอบด้วย

    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้งห้ารายได้แก่ 1.นายทองสุข อายุ 19 ปี ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต (หัวหน้ามัคคุเทศก์) พร้อมของกลางรถเอทีวีและรถบักกี้รวม 11 คัน 2.นายศราวุธ อายุ 39 ปี ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต 3.นายวิโรจน์ อายุ 53 ปี ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต 4.นายจอ ซิน เพียว (Mr.Kyaw Zin Phyo) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน และ 5.นายซิท ไชน์ (Mr.CHIT SHINE) อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน

    โดยทั้งหมดทำงานให้กับบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อผู้หญิงไทยแต่มีสามีเป็นชาวอิสราเอล ลักษณะการให้บริการมุ่งเป้ากลุ่มลูกค้าชาวอิสราเอลโดยเฉพาะ ทั้งป้ายร้านและโฆษณาเป็นภาษาฮิบรู และติดต่อผ่านแอปพลิเคชันเป็นหลัก เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัททัวร์ว่าเข้าข่ายการเป็น “นอมินี” หรือไม่ หากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายทราบ และนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับนายจ้างในความผิดฐาน เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพมัคคุเทศก์

    การจับกุมครั้งนี้เป็นไปนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ในการปราบปรามการกระทำความผิดของกลุ่มชาวต่างชาติและธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ประกอบการและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์อย่างเคร่งครัด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมันให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในพ้นที่เกาะพะงัน.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921329&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw125TuW4WLFAWz8suMMcuJA

  • ‘ฟิทช์’ เตือนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ อาจฉุดรายได้สินเชื่อ ‘4 แบงก์ใหญ่’ วูบ

    ‘ฟิทช์’ เตือนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ อาจฉุดรายได้สินเชื่อ ‘4 แบงก์ใหญ่’ วูบ

    ต่างประเทศ

    16 ต.ค. 2025 เวลา 11:05 น.

    ‘ฟิทช์’ เตือนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ-หนี้ครัวเรือนสูง-ฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาค จ่อฉุดรายได้สินเชื่อ ‘4 แบงก์ใหญ่’ ไตรมาส 3 วูบ กดดันความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

    บลูมเบิร์กรายงานว่า มีการคาดการณ์ว่า ธนาคารพาณิชย์ ขนาดใหญ่ 4 แห่งของไทย จะมีกำไรจากดอกเบี้ยลดลงอย่างรวดเร็วในไตรมาส 3 ของปี 2568 เนื่องจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สูง และภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้การปล่อยสินเชื่อและการหารายได้ของธนาคารเป็นไปได้ยาก

    'ฟิทช์' เตือนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ อาจฉุดรายได้สินเชื่อ ‘4 แบงก์ใหญ่’ วูบ

    ภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ได้ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้อง ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.5% ซึ่งเป็นระดับที่เคยเห็นเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่เท่านั้น

    ฟิทช์ เรทติ้งส์” ระบุในรายงานว่า การฟื้นตัวของไทยหลังการระบาดใหญ่ยังคงอ่อนแอกว่าภูมิภาค และแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงปี 2568-2569 ก็คาดว่าจะยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงเป็นตัวสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อลลดลง

    คาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยสุทธิไตรมาส 3 ของ 4 ธนาคารใหญ่ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    'ฟิทช์' เตือนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ อาจฉุดรายได้สินเชื่อ ‘4 แบงก์ใหญ่’ วูบ

    แรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM)

    ซาราห์ เจน มาห์มุด นักวิเคราะห์อาวุโสของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ชี้ว่า ธนาคารอาจจำเป็นต้อง คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่น่าดึงดูดใจ ไว้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงจะกดดันรายได้ก็ตาม

    “ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากกำไรจากรายได้ดอกเบี้ยถูกจำกัดมากขึ้น ประกอบกับสินเชื่อที่อ่อนแอและหนี้เสีย”

    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์กล่าวเสริมว่า ธนาคารขนาดใหญ่ของไทยยังคงอยู่ใน “สถานะที่ดี” ที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยระบุว่า “ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของไทยมีบัฟเฟอร์หรือมีเงินสำรองหรือทุนที่พร้อมรับมือกับความเสี่ยงได้พอสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้นมาสร้างปัญหาใหญ่ให้กับฐานะการเงินของธนาคาร”

    อ้างอิง Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1203342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RqTe-56_fnhZFwtbEczQX

  • เศรษฐกิจ UK ขยายตัว 0.1% ในเดือนส.ค. รับภาคการผลิตฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจ UK ขยายตัว 0.1% ในเดือนส.ค. รับภาคการผลิตฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (16 ต.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรขยายตัว 0.1% ในเดือนส.ค. สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากที่หดตัวลง 0.1% ในเดือนก.ค. โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต ซึ่งช่วยชดเชยภาวะซบเซาในภาคบริการ

    ผลผลิตในภาคโรงงานของสหราชอาณาจักรปรับตัวขึ้น 0.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่ภาคบริการทรงตัว และภาคก่อสร้างหดตัวลง

    ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 3 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนเล็กน้อยให้กับราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ ก่อนที่จะมีการประกาศงบประมาณในวันที่ 26 พ.ย. โดยรีฟส์ต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อทำให้สถานะการคลังของรัฐบาลมีเสถียรภาพ และเพื่อให้บรรลุตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงการเลือกตั้งว่าจะมีการลงทุนมากขึ้นในการบริการสาธารณะ และยกระดับมาตรฐานการครองชีพ

    อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติมของรัฐบาล

    ONS คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรจะขยายตัวในไตรมาส 3 เว้นแต่ว่าตัวเลข GDP จะหดตัวลง 0.5% หรือมากกว่านั้นในเดือนก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537788&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Crn1J2_S4sgmN7WfEaG0g

  • กรุงไทยเชิญลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กรุงไทยเชิญลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    กรุงไทยเชิญลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ธนาคารกรุงไทย สาขาลพบุรี เชิญชวนประชาชนและร้านค้าใหม่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ และสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย

    โครงการนี้รัฐร่วมจ่าย 50% ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้มีรายได้ยื่นภาษีจะได้สิทธิ์สูงสุด 2,400 บาท ส่วนผู้ไม่ยื่นภาษีสูงสุด 2,000 บาท ระยะเวลาใช้สิทธิ์ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568

    วันนี้เป็นวันแรกของการลงทะเบียนร้านค้าใหม่ ร้านค้าเก่าที่เคยเข้าร่วมโครงการไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงอัปเดตแอปถุงเงินและกดยอมรับเงื่อนไข สำหรับร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียน 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 2568 ผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com / https://www.xn--42caj4e1a2ame9b2cq0dyo.com/

    ผู้สนใจต้องมีบัญชีธนาคารกรุงไทย และบัตรประชาชนพร้อมรูปถ่ายร้านค้า สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดาหรือ OTOP นำแบบฟอร์มยืนยันการประกอบการจริง ส่วนร้านนิติบุคคลรายย่อยส่งเอกสารตรวจสอบหน่วยงานรัฐก่อนติดต่อธนาคาร

    ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนได้ 20 – 26 ต.ค. 2568 ผ่านแอป “เป๋าตัง” เวลา 06.00–22.00 น. และเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือธนาคารกรุงไทย โทร. 0-2111-1122 และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02-273-9020 ต่อ 3510, 3238, 3313, 3512, 3532 หรือ 3502

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18uKHm-0BpaNSOTkBrJiJV

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘Quick Big Win’ : คุยคุ้ยหุ้น 16/10/68 (ช่วงที่1)

    ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘Quick Big Win’ : คุยคุ้ยหุ้น 16/10/68 (ช่วงที่1)

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/TQS3Xi2uroA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ifAnDCoTVGK4-P5TZdV7s

  • ครม.เศรษฐกิจ ชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนภาษี

    ครม.เศรษฐกิจ ชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนภาษี

    ครม.เศรษฐกิจ ชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี เที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง ลดหย่อนภาษี

    ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เดือนของรัฐบาล เตรียมเสนอมาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่เข้า ครม. สัปดาห์หน้า ทั้งลดหย่อนภาษีจากการเที่ยวเมืองหลักได้ 1 เท่า เมืองรอง 1.5 เท่า เพดานที่ 20,000 บาท เร่งภาครัฐจัดสัมมนาภายใน ม.ค. 2569 และให้สิทธิ์โรงแรมเมืองรองหักค่าใช้จ่ายรีโนเวทในการยื่นภาษีได้ 2 เท่า ถึง มี.ค. 2569 พร้อมเดินหน้าเร่งรัดเบิกงบปี 2569 กว่า 3.78 ล้านล้าน ตั้งเป้าเบิกจ่ายได้ 93% โฆษกรัฐบาลคาดมาตรการหนุนเศรษฐกิจโตได้ 0.4%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า การประชุมครั้งแรกนี้ได้ทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 4 เดือน ที่เริ่มแล้วคือการเปิดลงทะเบียนร้านค้าสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา

    ส่วนที่หารือกันและจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ติดลบ 8% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยวประกอบไปด้วย 3 มาตรการหลักได้แก่ 

    1. มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรอง 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568

    2. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้ว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคม 2568 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ นอกจากนี้ ประธานสภาหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    3. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก โดยให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการรีโนเวตได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค. 2569 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียได้ด้วย

    นอกจากนี้ จะพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้แค่ 65% เท่านั้น ในปีนี้จึงมีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ 93% และงบลงทุนฯ ไว้ที่ 75% รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการด้วย โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีของรัฐบาลจะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมกับมาตรการสินเชื่อที่จะลงไปเพิ่มเติมหลังจากนี้

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2889184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0koaHxaWFfYeq3d0Bpc97c

  • ‘บัญชีกลาง’ ปลดล็อกเบิกจ่ายงบ69 หวังเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ‘บัญชีกลาง’ ปลดล็อกเบิกจ่ายงบ69 หวังเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ‘บัญชีกลาง’ ปลดล็อกแนวทางภาครัฐเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 69 เปิดช่องลดเวลาประกาศ TOR และกำหนดระยะเวลาการตรวจรับงานที่ชัดเจน หวังเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    15 ต.ค. 2568 – นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีงบประมาณรายจ่าย ทั้งในส่วนเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีและเงินงบประมาณรายจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมาย ที่กำหนด คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (คณะกรรมการวินิจฉัย) จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อให้การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเกิดความคล่องตัว รวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. หน่วยงานสามารถลดระยะเวลาการเผยแพร่ร่างประกาศและร่างเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธี E-BIDDING รวมถึงการจ้างที่ปรึกษาหรือการจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างให้สั้นลง และ 2. กรณีที่มีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว หรือยื่นหลายรายแต่ถูกต้องตามเงื่อนไขเพียงรายเดียว หากคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาแล้วสมควรที่จะดำเนินการต่อไป ก็สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ ตามนัย 
ข้อ 56 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

    นางแพตริเซีย กล่าวอีกว่า ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดซื้อจัดจ้างคือการที่ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการตรวจรับไว้อย่างชัดเจน 
ทำให้การตรวจรับในหลายโครงการล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐล่าช้าตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีแนวทางปฏิบัติในการตรวจรับพัสดุ สามารถเบิกจ่ายเงินให้กับคู่สัญญาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นไปตามเป้าหมายตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินในแต่ละปี คณะกรรมการวินิจฉัยจึงได้กำหนดระยะเวลาในการตรวจรับพัสดุเพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้างหรืองานจ้างก่อสร้าง

    ทั้งนี้ หากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือผู้ควบคุมงานมีเหตุผลความจำเป็นไม่อาจดำเนินการได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.4/ว 680 ลงวันที่ 8 ต.ค. 2568 และหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.4/ว 681 ลงวันที่ 8 ต.ค. 2568

    “การกำหนดระยะเวลาตรวจรับนอกจากจะช่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายแล้ว ยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ปฏิรูปกระบวนการตรวจรับงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสัญญา ให้มีมาตรฐานและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงบประมาณของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดภาระให้กับคู่ค้าภาครัฐอีกด้วย” นางแพตริเซีย ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/879263/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06YgZC6RgrPMEj0Tj6k6yb

  • พิธีมอบทุนการศึกษา SMBC แก่นิสิตจุฬาฯ ปีการศึกษา 2567

    พิธีมอบทุนการศึกษา SMBC แก่นิสิตจุฬาฯ ปีการศึกษา 2567

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ จัดพิธีมอบทุนการศึกษา SMBC Bangkok Branch Scholarship Program ประจำปีการศึกษา 2567 แก่นิสิตจุฬาฯ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 5 โดยมี รศ.ดร.ปกรณ์ วรานุศุภากุล ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านกิจการนิสิต กล่าวรายงาน รศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองอธิการบดี กล่าวขอบคุณ จากนั้นคุณโนริฮิโกะ นากามุระ กรรมการผู้จัดการสาขากรุงเทพฯ ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวสุนทรพจน์ ศ.ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองอธิการบดี มอบของที่ระลึก

    ในโอกาสนี้ คุณโนริฮิโกะ นากามุระ กรรมการผู้จัดการสาขากรุงเทพฯ ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นิสิตจำนวน 6 คนจากคณะอักษรศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะรัฐศาสตร์ จำนวนทุนที่นิสิตได้รับคนละ 40,000 บาท จำนวนทุนการศึกษาที่ธนาคารฯ มอบให้นิสิตจุฬาฯ ในปีนี้รวมทั้งสิ้น 240,000 บาท

    ทั้งนี้ ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่นได้มอบทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาฯ ตั้งแต่ปี 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนิสิตที่มีศักยภาพทางวิชาการ และมีความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/265414/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_KDoDrA2_PJSYMakJTcWP

  • อ่อนแอจากภายใน ตลาดแรงงานไทยล้า จบใหม่ตกงาน-คนมีงานน้อยลง

    อ่อนแอจากภายใน ตลาดแรงงานไทยล้า จบใหม่ตกงาน-คนมีงานน้อยลง

    จบใหม่ตกงาน โบนัสไม่มี โอทีอย่าหวัง ขอแค่ยังมีงานให้ทำก็พอแล้ว!

    หลายคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย! อัตราการว่างงานของไทยลดลงมาเหลือแค่ 1% ตั้งแต่หลังโควิด แล้วทำไมถึงยังบอกว่า ตลาดแรงงานไทยอ่อนแอจากภายในอีก เราชวนมาอ่านสรุปจากรายงาน ‘ตลาดแรงงานไทย : ความเปราะบางภายใต้เลขว่างงานที่ดูแข็งแรง‘ ของ SCB EIC ที่กำลังบอกเราว่า ตลาดแรงงานไทยไม่ได้แกร่งอย่างที่ทุกคนคิด

    จบใหม่ว่างงาน-คนมีงานทำหายไป 5 แสน

    SCB EIC เริ่มต้นจากอธิบายก่อนว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำต่อเนื่องนานๆ ส่งผลต่อตลาดแรงงานไทยให้อ่อนแอจากภายในจริงๆ โดยจะเห็นได้จากสัญญาณหลักๆ อย่างเช่น ‘อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม’

    โดยเฉพาะ ‘อัตราการว่างงานเด็กจบใหม่’ หรือแรงงานอายุ 15-24 ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นจนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 หรือขยับจากอัตราการว่างงาน 5.55% ในปี 2024 ขึ้นมาเป็น 5.31% ในไตรมาส 1 ของปีนี้ และขึ้นมาเป็น 5.89% ในไตรมาส 2 ของปี

    ยิ่งกับแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีอัตราการเร่งตัวขึ้นเป็น 18.9% ในไตรมาส 2 ของปี ขยับขึ้นมาจาก 16.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนว่าเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ในยุคนี้จะหางานยากขึ้น

    สอดคล้องกับการศึกษาของ TDRI ที่บอกว่า ประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์หางานกว่า 63% ต้องการผู้ที่ ‘มีประสบการณ์’ และมีแค่ 22% ของประกาศรับสมัครงานเท่านั้นที่บอกว่า ‘ไม่ต้องมีประสบการณ์’ ก็ได้ ซึ่งปรากฎการณ์นี้ก็เริ่มเผยตัวออกมาให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อนแล้ว

    นอกจากนั้น ตลาดแรงงานไทยตอนนี้ยังมี ‘ผู้มีงานทำ’ ลดลงสะสมมา 5 แสนคนแล้ว ถ้าเทียบกับตอนปี 2023 ที่เคยมีผู้มีงานทำสูงสุดเกือบ 40 ล้านคนตอนประเทศฟื้นจากโควิด เพราะตำแหน่งงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่ลดลง และภาคบริการที่เริ่มชะลอตัวลง

    อีกอย่างคือ ชั่วโมงทำงาน Full-time และล่วงเวลา (OT) ก็ปรับลดลง ประมาณ 2% ขณะที่ ‘ผู้ทำงานไม่เต็มเวลา’ ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 5.8% มาเป็น 8% ด้วย สะท้อนว่า หลายๆ ธุรกิจเริ่มลดการจ้างงาน ลดชั่วโมงการทำงาน เปลี่ยนจากงานประจำเป็นพาร์ตไทม์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของแรงงานไทย

    หรือสรุปภาพรวมได้ว่า ตอนนี้ ‘ตลาดแรงงานไทย’ กำลังส่งสัญญาณอาการเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ

    แผลเก่าอย่าง ‘รายได้ไม่ฟื้น-แรงงานหลุดจากระบบ’ ก็ยังอยู่

    แถมตลาดแรงงานไทยยังมี ‘รอยแผลเป็น’ จากอดีตด้วยด้วย SCB EIC อธิบายว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ทิ้งรอยแผลไว้นานหลายปี หลักๆ คือทำให้ รายได้แรงงานฟื้นไม่เต็มที่ ส่งผลให้ตอนนี้รายได้แรงงานไทยยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 อยู่เลย แม้จะผ่านมา 5 ปีแล้ว

    นอกจากนั้น แรงงานไทยยังหลุดไปทำงานนอกระบบมากขึ้น โดยในปี 2024 ไทยมีแรงงานนอกระบบมากถึง 21 ล้านคน คิดเป็น 52.8% ของแรงงานทั้งหมด

    ปัญหาคือแรงงานนอกระบบเหล่านี้มีรายได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัว มีรายได้ไม่แน่นอน ขาดสวัสดิการ หลักประกันทางสังคม ทำให้รายได้เติบโตน้อยในช่วงเวลาที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูงและเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง

    แรงงานไทย 5 ล้าน เสี่ยงถูกเลิกจ้าง-ลดชั่วโมงทำงาน

    ฟากความท้าทายครั้งใหม่อย่าง ‘สงครามการค้ารอบใหม่’ ก็จะส่งผลกระทบกับตลาดแรงงานไทยอีก โดย SCB EIC ประเมินว่า จะมีแรงงานไทยประมาณ 5 ล้านคนที่ ‘เสี่ยงสูง’ จะได้รับผลกระทบ เพราะภาคส่งออกไทยจะต้องแข่งดุขึ้นท่ามกลางภาวะที่เงินบาทแข็งค่า

    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเสี่ยงสูง ได้แก่ ยางพารา สิ่งทอ ยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์ Electronic component, Consumer electronics & HDD, Home appliances, เหล็ก, กุ้ง, เม็ดพลาสติกและ ผลิตภัณฑ์พลาสติก, Power electronics และยานยนต์ ซึ่งคิดเป็น 12.3% ของลูกจ้างทั้งหมดในตลาดแรงงงาน

    หากรวมกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงปานกลางด้วยแล้ว จะมีแรงงานเสี่ยงได้รับผลกระทบประมาณ 8.7 ล้าน
    คน (ราว 20% ของลูกจ้างทั้งหมด) ที่อาจถูกเลิกจ้าง ลดการจ้างงาน ลดชั่วโมงการทำงาน ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วในช่วง 6 เดือนแรกของปี อย่างกลุ่มเสี่ยงสูงจ้างงานลดลง 2.5 แสนคน และกลุ่มเสี่ยงปานกลางจ้างงานลดลง 4.7 แสนคน

    ข้อจำกัดก็มี เพราะสูงวัยหนัก-แรงงานหด

    ไม่ใช่แค่แผลเก่า-แผลใหม่ กับสงครามการค้า แต่ SCB EIC ยังบอกอีกว่า ตลาดแรงงานไทยก็มี ‘ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง’ ที่กระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาวด้วย

    เพราะไทยนั้นเข้าสู่สังคมสูงวัยตั้งแต่ปี 2005 และกลายเป็น ประเทศสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2024 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 20.8% แถมตอนนี้ประเทศไทยยังมีอัตราการตายมากกว่าเกิด ทำให้ ‘กำลังแรงงานไทย’ มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ ด้วย

    งานศึกษาของ World Bank เองก็บอกว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่
    ผู้ทำงานลดลงเร็วสุดในโลก ทำให้อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อประชากรวัยทำงาน (Old-age dependency ratio) อาจเพิ่มจาก 22% ไปเป็น 50% ในปี 2050

    ส่งผลต่อเนื่องให้ ‘ผลิตภาพแรงงานไทย’ ลดลง เพราะปัญหาโครงสร้างรวมกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและทุนมนุษย์ที่ไม่ค่อยสูงนัก ขาดการลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน ทำให้แรงงานไม่สามารถปรับตามเทคโนโลยีใหม่ได้ และจะกลายเป็นอีกปัจจัยทำให้รายได้แรงงานเติบโตช้าในอนาคต

    แนะปรับทักษะ-การเงิน-ทันโลก

    SCB EIC แนะนำให้แรงงานไทย “ปรับตัว” เพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจจะเข้ามาโดยไม่คาดคิด ซึ่งสิ่งที่จะต้องปรับมี 3 ข้อหลักๆ ได้แก่  ‘ปรับทักษะ’ เชื่อในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้ทักษะใหม่หลากหลายตามความต้องการของตลาดแรงงาน เรียนรู้การใช้เครื่องมือใหม่อย่าง AI

    รวมถึง ‘ปรับทัศนคติการเงิน’ ผ่านการประเมินรายรับ-รายจ่ายสม่ำเสมอ เข้าใจสถานะการเงินตนเอง สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้ หารายได้หลายทาง ลดรายจ่ายไม่จำเป็น เพิ่มสัดส่วนเงินออมเผื่อฉุกเฉิน วางแผนการชำระหนี้แบบมีวินัยด้วย และสุดท้ายคือ ‘ปรับตัวทันโลก’ ตามเทรนด์โลกและปรับตัวรับกับรูปแบบการทำงานใหม่ ค่านิยมใหม่ เพื่อให้อยู่รอดให้ได้ในตลาดแรงงานยุคนี้

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/scb-eic-labour-force-in-thailand-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw043OxPeJCM6uxdABPjDGWM

  • ประกาศคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งคณะทำงานปฏิรูปกระบวนการยุติธธรรมทางอาญาชั้นการสอบสวน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ประกาศคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งคณะทำงานปฏิรูปกระบวนการยุติธธรรมทางอาญาชั้นการสอบสวน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ประกาศคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งคณะทำงานปฏิรูปกระบวนการยุติธธรรมทางอาญาชั้นการสอบสวน

    ประกาศคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งคณะทำงานปฏิรูปกระบวนการยุติธธรรมทางอาญาชั้นการสอบสวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/criminal-justice-investigation-reform-working-group/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VA111Zl8rdENqWK1g6908