Blog

  • กทม. เตรียมจัดลอยกระทงสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร

    กทม. เตรียมจัดลอยกระทงสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร

    กทม. เตรียมจัดลอยกระทงสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร

    (17 ต.ค. 68) นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมการจัดงานเทศกาลลอยกระทงของกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อหารือการเตรียมความพร้อมการจัดงานเทศกาลลอยกระทงบริเวณสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่  

    สำหรับการจัดงานเทศกาลลอยกระทงบริเวณสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ เป็นความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ 7 เขต ได้แก่ จตุจักร บางซื่อ ลาดพร้าว หลักสี่ ดอนเมือง บางเขน และสายไหม ร่วมกับ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ รวมถึงหน่วยงานภายนอก ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ จัดขึ้นเพื่อสืบสาน อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย
    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

    โดยในวันนี้มีหน่วยงานภาคเอกชนที่สนับสนุนการจัดงาน อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) Big C คณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขต (คคพ.) ลุงถั่ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันเสนอแนวคิดว่าควรจัดกิจกรรมใดบ้างในวันจัดงาน รวมถึงกิจกรรมไฮไลต์ที่จะทำให้ผู้มาร่วมงานได้รับความสนุกสนาน และมีความสุขจากการร่วมงานลอยกระทงในครั้งนี้ตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน โดยจะมีการประชุมสรุปรายละเอียดที่ชัดเจนในครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59377&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mFJ_Xu-DTIzgKtu-52oo0

  • ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการ กรมการท่องเที่ยว บุกจับ “ทัวร์เถื่อน” คาสนามบินสุวรรณภูมิ หลังปล่อยให้จบทริปเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเสียหาย

    ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการ กรมการท่องเที่ยว บุกจับ “ทัวร์เถื่อน” คาสนามบินสุวรรณภูมิ หลังปล่อยให้จบทริปเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเสียหาย

    ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการ กรมการท่องเที่ยว บุกจับ “ทัวร์เถื่อน” คาสนามบินสุวรรณภูมิ หลังปล่อยให้จบทริปเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเสียหาย

    กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) โดยกองกำกับการสืบสวน บูรณาการกำลังร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงไฮซีซั่น เข้าจับกุม นายจัน (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี อดีตหัวหน้าทัวร์ ที่ลักลอบเปิดบริษัทนำเที่ยวและจัดทัวร์ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีประกันภัยเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยการจับกุมเกิดขึ้นที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 1 ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ ภายหลังปล่อยให้คณะทัวร์เดินทางกลับจากต่างประเทศอย่างปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
    ​ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน นำโดย พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท. และ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สว.กก.สืบสวน บช.ทท. ดำเนินการตามมาตรการระดมกวาดล้างอาชญากรรมและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

    ​พฤติการณ์ของผู้ต้องหาคือ นายจัน (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี ได้อาศัยความสนิทสนมและสัมพันธ์ส่วนตัวกับกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุ ซึ่งเคยเป็นลูกทัวร์สมัยที่ตนเป็นหัวหน้าทัวร์ให้กับบริษัทที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ก่อนจะแยกมาลักลอบเปิดบริษัททัวร์เถื่อนเอง โดยการแอบอ้าง ใช้โลโก้และโปรไฟล์บริษัทใหญ่โตเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และชักชวนให้ซื้อโปรแกรมนำเที่ยวต่างประเทศแบบทริปแสวงบุญในราคาตัดหน้าบริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าบริษัทของนายตันติกรฯ เป็นเพียงห้องเช่าในการเคหะ อาคาร 13 ชั้น 4 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และไม่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจนำเที่ยวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    ​เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บช.ทท. ได้สืบสวนหาข่าวมาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2568 และได้เข้าสังเกตการณ์พร้อมถ่ายภาพเก็บหลักฐานขณะที่นายตันติกรฯ นัดแนะลูกทัวร์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวตามโปรแกรม แต่ยังไม่ได้เข้าจับกุมในทันที เนื่องจากเกรงว่าการจับกุมจะทำให้การท่องเที่ยวของคณะดังกล่าวเสียหาย เนื่องจากมีการชำระค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ​ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนและรอเข้าจับกุมนายตันติกรฯ ในขากลับเมื่อแผนการท่องเที่ยวเสร็จสิ้นแล้วในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าชั้น 1 ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ และได้แจ้งข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนฯ” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59382&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kECFSbo0sAIjX2WiRw4Ai

  • มิติใหม่วงการกีฬา! ทัพฮอกกี้น้ำแข็งรวมทีม

    มิติใหม่วงการกีฬา! ทัพฮอกกี้น้ำแข็งรวมทีม

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

     นักกีฬาฮ็อกกี้น้ำแข็งเยาวชนจากหลายสโมสร รวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจภายใต้ชื่อ “Amazing Thailand”  ทีมผู้เล่น 12 คน อายุไม่เกิน 13 ปี  โดยได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  การกีฬาแห่งประเทศไทย   สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย    บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) และองค์กรภาคธุรกิจมากมาย  ได้แก่ Emdistrict  BMW Millenium Auto   Silkspan  Ari Audrey Cafe   Krispy Kreme Thailand  ลานสเก็ต IWIS  TIIHA The RINK  Subzero 

    ทีม Amazing Thailand  เกิดขึ้นจากโครงการ “Youth Ice Hockey for Thai Tourism”  โดยมี นางสาวจณิสตา (ลิ่วเฉลิมวงศ์) จรูญสมิทธิ์ เป็นประธานโครงการ  และผู้จัดการทีม  ร่วมกับคณะผู้ปกครองนักกีฬาและผู้ฝึกสอนฯ   โดย นางสาวจณิสตา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวคิด ” PASS & PLAY  with PRIDE“  โดยต้องการปลูกฝังให้นักกีฬาเยาวชนฯ  ได้เกิดความภาคภูมิใจที่ตนเองได้นำกีฬาฯตนชื่นชอบไปสร้างประโยชน์ให้ประเทศผ่านการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย  เพิ่มเติมจากความมุ่งหวังชัยชนะจากการไปแข่งกีฬาแต่เพียงอย่างเดียว  ซึ่งนอกเหนือจะเป็นการปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมที่ดี และการรักชาติแล้ว  ยังจะเป็นการเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติได้รู้จักประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

    ทีม ”Amazing Thailand”  ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขันใน 13th International Peewee Tournament   ระหว่างวันที่ 20-25 ตุลาคม 2568 ณ เมืองนิวคาสเซิล  ประเทศออสเตรเลีย เป็นครั้งแรก  ซึ่งเป็นทัวร์นาเม้นท์ที่มีทีมนานาชาติเข้าร่วมการแข่งขัน 2 รุ่นรวม  12 ทีม โดยทีม Amazing Thailand มีความมุ่งหวังที่จะนำร่องทำกิจกรรมมิตรสัมพันธ์ เช่นเดียวกับแสดงฝีมือให้ผ่านเข้าสู่รอบชิงและคว้าชัยกลับมาให้ได้

    ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB/IG/TT/Youtube : AmazingThailandonIce

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/921959&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KzWcx30_LyJJlJScMumlr

  • ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    กลุ่ม Digital Services เติบโต 19.54% โดยเฉพาะในกลุ่ม e-Retail ที่เติบโตถึง 49.37% และ e-Logistics ที่เติบโต 46.29% ขณะที่ FinTech เติบโต 23.89% การเติบโตในกลุ่มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการออนไลน์มากขึ้น และความต้องการระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและสะดวก

    กลุ่ม Software and Software Services เติบโต 8.46% โดยบริการซอฟต์แวร์ (Software Services) เติบโตสูงกว่า Software On-Premise อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Cloud และ SaaS ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

    กลุ่ม Digital Content เติบโต 14.41% แม้จะมีสัดส่วนต่ำที่สุด แต่มีแนวโน้มขยายตัวจากการบริโภคเนื้อหาดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบวิดีโอสั้น Podcast และคอนเทนต์แบบ Interactive ที่สามารถสร้าง Engagement ได้สูง

    แนวโน้มเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตลาด

    เทคโนโลยีที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและการบริโภคสื่อในปี 2567 ได้แก่ AI และ Machine Learning ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค Cloud Computing ที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น Big Data & Analytics ที่เป็นหัวใจของการวางกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization และ IoT ที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

    นอกจากนี้ Blockchain และ FinTech ยังมีบทบาทในการสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกรรม ขณะที่ AR/VR และ Metaverse เปิดโอกาสใหม่ในการสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่ล้ำสมัยและมีความแตกต่าง

    การเปลี่ยนแปลงด้านแรงงานและบุคลากร และ การผลิตบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้อง

    ในปี 2567 มีบริษัทในกลุ่ม Software and Services จำนวน 14,429 แห่ง กลุ่ม Hardware and Devices จำนวน 10,144 แห่ง กลุ่ม Digital Services จำนวน 752 แห่ง และกลุ่ม Digital Content จำนวน 277 แห่ง

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมมีทั้งหมด 575,000 คน โดยกลุ่ม Hardware and Devices มีจำนวนมากที่สุดที่ 305,875 คน รองลงมาคือ Software and Services ที่ 175,254 คน Digital Services ที่ 86,177 คน และ Digital Content ที่ 7,688 คน

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการจ้างงานในบางกลุ่มเริ่มลดลงจากการใช้ AI และฟรีแลนซ์แทนพนักงานประจำ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานในยุคดิจิทัล นักการตลาดควรปรับทีมให้มีความยืดหยุ่น และเน้นการใช้เครื่องมืออัตโนมัติควบคู่กับการสร้างสรรค์

    ขณะที่อัตราการจบการศึกษาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 71.38% วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ 86.28% ขณะที่สาขาดิจิทัลและข้อมูลมีอัตราการจบสูงถึง 200.73% และ 200.00% ตามลำดับ

    การผลิตบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสายดิจิทัลและข้อมูล ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน นักการตลาดควรให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาด และสร้างโอกาสในการฝึกงานหรือโครงการร่วมกับแบรนด์

    การคาดการณ์ภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัล ปี 2568–2570

    มูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยในปี 2568 จะอยู่ที่ 2.69 ล้านล้านบาท ปี 2569 ที่ 2.89 ล้านล้านบาท และปี 2570 ที่ 3.11 ล้านล้านบาท ขณะที่จำนวนบุคลากรจะเพิ่มขึ้นจาก 592,333 คนในปี 2568 เป็น 633,890 คนในปี 2570

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ Digital Services โดยเฉลี่ย 10–14% ต่อปี โดยเฉพาะ e-Retail, FinTech และ Logistics ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักการตลาดควรจับตามองและวางแผนลงทุนอย่างจริงจัง

    บทสรุป:

    อุตสาหกรรมดิจิทัลไทยกำลังเติบโตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นักการตลาด โฆษณา และประชาสัมพันธ์จึงควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

    ขอบคุณข้อมูลจากdepa_Digital-Industry-2024_PressCon_Presentation_TH https://www.depa.or.th/th/article-view/press-conference-digital-industry-2024

    ผู้นำวิสัยทัศน์ หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,140 วันที่ 16 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/leader/641684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PCkM3FPdj_kpIk99oFVXG

  • ยอดส่งออกแร่หายากของจีนลดฮวบในเดือนก.ย. หลังจีนเพิ่มมาตรการควบคุม : อินโฟเควสท์

    ยอดส่งออกแร่หายากของจีนลดฮวบในเดือนก.ย. หลังจีนเพิ่มมาตรการควบคุม : อินโฟเควสท์

    ปริมาณการส่งออกแร่หายากของจีนในเดือนก.ย. ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลังรัฐบาลจีนคุมเข้มมาตรการควบคุมการส่งออกมากขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและเพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ข้อมูลจากศุลกากรจีนที่เผยแพร่ในวันนี้ (18 ต.ค.) ระบุว่า การส่งออกแร่หายากอยู่ที่ 6,538 ตันในเดือนก.ย. ลดลงจาก 7,338 ตันในเดือนส.ค. ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มก่อนหน้าที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปีเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา

    ในเดือนนี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมใหม่ ขยายขอบเขตไปถึงสินค้าที่ผลิตนอกประเทศแต่มีส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยที่มาจากวัตถุดิบแร่หายากของจีน มาตรการดังกล่าวถูกฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงด้านอุปทานทั่วโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนยืนยันว่าเป็นการตอบโต้ต่อข้อจำกัดทางการค้าที่สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่บางชนิดตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดส่งออกลดลงชั่วคราว ก่อนจะฟื้นตัวในช่วงหลายเดือนต่อมา หลังสองประเทศตกลงลดความตึงเครียดชั่วคราวในข้อพิพาททางการค้า

    อย่างไรก็ตาม มาตรการล่าสุดของจีนได้กระตุ้นให้หลายประเทศเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้ โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการร่วมมือระหว่างชาติพันธมิตร เพื่อรับมือกับการควบคุมของจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ตลาดการค้าทั่วโลกขณะนี้กำลังจับตาการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ โดยทั้งสองมีกำหนดหารือกันนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่จะจัดขึ้นที่เกาหลีใต้ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. ถึง 1 พ.ย.นี้ การพบปะดังกล่าวถูกมองว่าอาจเป็นโอกาสสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดและขยายข้อตกลงชะลอการเก็บภาษีระหว่างสองประเทศต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ixTP2msPqiD1F93NTpKbj

  • ศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียว” เดินหน้า “Quick Big Win” หนุนเกษตรกรชายแดนลดต้นทุน ยกระดับสินค้า GI สร้างรายได้ชุมชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียว” เดินหน้า “Quick Big Win” หนุนเกษตรกรชายแดนลดต้นทุน ยกระดับสินค้า GI สร้างรายได้ชุมชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k9n9lNZLPuH8Zx0QZ9evh

  • เปิดประวัติ!

    เปิดประวัติ!

    เปิดประวัติ! ‘ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์’ เลขาฯปชป.คู่ใจ ‘อภิสิทธิ์’

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

    เปิดประวัติ ‘ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์’ เลขาธิการปชป. เป็น สส. 6 สมัยไม่เคยสอบตก 

    นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันอายุ 66 ปี  เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 ได้รับพระราชทานปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

    เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน เริ่มต้นชีวิตทางการเมืองจากเป็นสมาชิกสภาจังหวัดตาก ในปี 2538 และได้เป็น สส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ สมัยแรกเมื่อปี 2539 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ติดต่อกันถึง 6 สมัย ก่อนจะเว้นวรรคไม่ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี 2566

    นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังได้รับมอบหมายจากกพรรคประชาธิปัตย์ดูแลการเลือกตั้งโซนภาคเหนือตอนบน ร่วมกับ นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ และ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

    ส่วนตำแหน่งฝ่ายบริหาร เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    จนกระทั่งวันนี้ (18 ตุลาคม) นายชัยวุฒิ ได้รับการรับรองชื่อจากที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ตามการเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนใหม่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แง้มโผ'เลขาฯปชป.'อีก 1 'ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์'อดีต สส.6 สมัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921885&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IdkArATD4wMZhLYNFhS-b

  • พีระพันธุ์ ชี้รัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่คุ้มครองนักการเมือง ร่างแก้ รธน. เปิดช่องแก้หมวด 1-2 เพราะไม่ได้ระบุห้ามไว้ในหลักการ

    พีระพันธุ์ ชี้รัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่คุ้มครองนักการเมือง ร่างแก้ รธน. เปิดช่องแก้หมวด 1-2 เพราะไม่ได้ระบุห้ามไว้ในหลักการ

    วันนี้ (18 ตุลาคม) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตอบคำถามในประเด็นเกี่ยวกับการทำงานการเมืองในอนาคตว่า นอกเหนือจากด้านพลังงาน ถ้าเป็นไปได้ตนอยากดูแลด้านการศึกษา และมีความสนใจงานด้านกลาโหมเป็นพิเศษ อีกทั้งยังได้ตอบข้อซักถามที่ประชาชนได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยว่า รัฐบาลต้องมีความชัดเจนและยึดผลประโยชน์ของประเทศสำคัญเหนืออื่นใด

    พีระพันธุ์กล่าวว่า ขอพูดแบบตรงไปตรงมา ทุกอย่างอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลต้องมีความชัดเจนและยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความมั่นคงของประเทศสำคัญกว่า หากเกิดปัญหากับเพื่อนบ้าน ความมั่นคงของประเทศต้องนำหน้า ไม่มีใครอยากเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากเราคิดฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่คิดแบบเราปัญหาก็เกิดขึ้นได้ ก็ยากที่จะดำเนินความสัมพันธ์ต่อไปได้ และเราต้องประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไหนควรทำอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจ คือ อธิปไตยของคนไทย แผ่นดินไทย และผลประโยชน์ของประเทศไทย

    ส่วนผลงานที่ภาคภูมิใจนั้น พีระพันธุ์ได้หยิบยกความสำเร็จในคดีโฮปเวลล์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการศึกษาและหามุมกฎหมายใหม่เพื่อแนวทางแก้ปัญหา รวมทั้งการรวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริง การหามุมกฎหมายที่เหมาะสม และการตามหาพยานบุคคลเพื่อยืนยันข้อมูล แม้ตอนแรกจะไม่แน่ใจว่าจะทำได้แค่ไหน แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้ถึงที่สุด ตนจึงรู้สึกดีใจและภูมิใจที่สามารถทำคดีนี้สำเร็จได้ อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิด” ทั้ง ๆ ที่แพ้คดีมานานถึง 30 ปี มีความยากลำบากในหลายด้าน เนื่องจากเหตุการณ์และคดีมีความซับซ้อนและผ่านมาเป็นเวลานาน

    พีระพันธุ์ยังเปิดเผยถึงอีกนโยบายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติคือ การใช้หนี้ด้วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แทนการดำเนินคดีฟ้องร้องผู้กู้ยืมกองทุนฯ ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา และอาจทำลายอนาคตของผู้มีความรู้ความสามารถ ควรให้ผู้กู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ด้วยเหตุผลความจำเป็น สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาช่วยงานหรือบริการสังคมเพื่อทดแทนหนี้คืนรัฐ แนวทางนี้จะดีกว่าการฟ้องร้องและสร้างภาระเพิ่ม ตนคิดว่าหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ ใช้หนี้ด้วยงาน

    พีระพันธุ์ กล่าวถึงคำถามเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญในประเทศไทย มักถูกสื่อปลูกฝังให้เป็นเรื่องการเมือง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง แต่แท้ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญคือเครื่องมือป้องกันตัวของประชาชน เป็นหลักประกันความยุติธรรมในชีวิต ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง เวลาแก้ไขก็จะเน้นเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างทางการเมือง ในการเลือกตั้ง หรือเรื่องของจำนวนสมาชิกในรัฐสภา

    พีระพันธุ์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายต่างๆ ความสำคัญอยู่ที่หลักการ การจะออกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่แก้รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายทั่วไปจะเริ่มต้นด้วยหลักการที่ว่า ทำไมต้องมีกฎหมายฉบับนี้และในกฎหมายฉบับนี้เราจะให้ทําอะไรได้ หรือไม่ให้ทําอะไร การที่รัฐสภาลงมติวาระแรก เพื่อรับหลักการยังไม่ใช่การรับเนื้อหาข้างในกฎหมาย เพราะในชั้นกรรมาธิการพิจารณาเนื้อหากฎหมายยังสามารถแก้ไขได้ ถ้าเนื้อหาดังกล่าวไม่ขัดกับหลักการที่ทางรัฐสภารับรองแล้ว

    ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ไม่มีฉบับไหนเลยที่ระบุในหลักการว่า ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 ดังนั้นในชั้นพิจารณาของกรรมาธิการจึงสามารถแก้ไขได้ และที่สำคัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฉบับที่ไม่ได้เป็นหลัก ยังเปิดช่องให้แก้ไข โดยเขียนระบุไว้ในหลักการว่า ถ้าจะแก้หมวด 1 หมวด 2 ต้องทำอย่างไร ซึ่งหากไม่ต้องการให้แก้ไขอย่างที่อ้าง ทำไมไม่ระบุไปในหลักการ เมื่อไม่ได้ระบุไว้ถือเป็นการเปิดช่องให้มีการแก้ไข หมวด 1 หมวด 2 ได้นั่นเอง

    “ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง แก้เพื่อเป็นหลักประกันของประชาชน แก้เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้รัฐธรรมนูญคุ้มครองตัวเองจากการใช้อำนาจไม่ถูกต้องของภาครัฐ แก้เพื่อให้ประชาชนสามารถคุ้มครองตนเองจากการใช้สิทธิทางกฎหมายที่ไม่ชอบโดยคนที่มีอำนาจทางอิทธิพล ทางเศรษฐกิจ หรือการทางด้านการเงินเหนือกว่า ถ้าจะแก้เพื่อให้นักการเมืองเสวยอำนาจกันต่อไปได้ไม่ควรจะแก้ และไม่ใช่วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ” พีระพันธุ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/peerapan-constitution-protect-people/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lg8ZiSDJsKFM1iB4aanqO

  • ดรีมทีม ‘มาร์ค’ คัมแบ็ก ‘ปชป.’ ผนึกกำลังยุคคลาสสิคสู้ลต.

    ดรีมทีม ‘มาร์ค’ คัมแบ็ก ‘ปชป.’ ผนึกกำลังยุคคลาสสิคสู้ลต.

    ภายหลังที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการการลงมติให้  ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลำดับที่ 10 ได้มีการเสนอชื่อ ‘เลขาธิการพรรค – รองหัวหน้าพรรค’ เพื่อดำเนินกิจการตาทภารกิจของพรรค ประกอบด้วย  

    ‘ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์’ เป็นเลขาธิการพรรค ‘กรณ์ จาติกวณิช’ เป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านนโยบายเศรษฐกิจ ‘การดี เลียวไพโรจน์ ‘ เป็นรองหัวหน้าพรรค ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ‘จุรี นุ่มแก้ว’ เป็นรองหัวหน้าพรรค ด้านการสื่อสารองค์กร ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ รองหัวหน้าพรรคด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน  

    ขณะที่ ‘วีระพงษ์ ประภา’ ถูกเสนอเป็นรองหัวหน้าพรรค ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ‘สาธิต วงษ์หนองเตย’ รองหัวหน้าพรรค ด้านยุทธศาสตร์การเมือง ‘อิสรา สุนทรวัฒน์’ รองหัวหน้าพรรค ด้านการต่างประเทศ และ ‘อัมพร พินะสา’ รองหัวหน้าพรรค ด้านการศึกษา  

    สำหรับตำแหน่ง ‘รองเลขาธิการพรรค’ มีจำนวน 6 คน ประกอบด้วย ‘กันตวรรณ ตันเถียร – ขยัน วิพรหมชัย – เจะอามิง โตะตาหยง – ประชา ยอดวานิช – ราเมศ รัตนะเชวง -ม.ล.อภิมงคล โสณกุล’ ส่วนตำแหน่ง ‘เหรัญญิก’ ได้ ‘เจิมมาศ จึงเลิศศิริ’ ตำแหน่ง ‘นายทะเบียนพรรค’ คือ ‘ผ่องศรี ธาราภูมิ’ และ ‘พงศกร ขวัญเมือง’ เป็นโฆษกพรรค 

    โดยภายหลังได้มีการนับคะแนน – ผลรับรองมติ ‘เห็นชอบ’ ให้ดำรงตำแหน่งตามที่ ‘หัวหน้าพรรคคนใหม่’ เสนอ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-democrat-party-appoints-the-party-executive-committee&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KOnGqVg2QRiI1-YsSkj2b

  • กรมควบคุมโรค แนะท่องเที่ยวปลอดภัย ลงเล่นน้ำระวังการสัมผัสแมงกะพรุน

    กรมควบคุมโรค แนะท่องเที่ยวปลอดภัย ลงเล่นน้ำระวังการสัมผัสแมงกะพรุน

           กรมควบคุมโรค เตือนนักท่องเที่ยวระมัดระวังการสัมผัสถูกแมงกะพรุน  หลังมีรายงานพบผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสัมผัสแมงกะพรุนพิษ บริเวณหาดป่าตอง และหาดกะหลิม จังหวัดภูเก็ต เมื่อประชาชนรู้สึกตัวว่าถูกพิษจากการสัมผัสถูกแมงกะพรุนพิษ ให้รีบขึ้นจากน้ำ ล้างพิษด้วยน้ำส้มสายชูบริเวณที่สัมผัสอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการรุนแรงรีบพาไปโรงพยาบาลโดยเร็ว ห้ามใช้น้ำจืด เหล้าขาว หรือแอลกอฮอล์ราดเด็ดขาด ห้ามขัดหรือถูบริเวณที่สัมผัส เพราะจะกระตุ้นการยิงเข็มพิษทำให้พิษเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น

           ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รายงานว่าแมงกระพรุนทั่วโลกมีมากกว่า 9,000 สายพันธ์ และมากกว่า 100 สายพันธ์มีพิษต่อมนุษย์ สำหรับข้อมูลแมงกระพรุนพิษในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2553 – 2564  จำแนกชนิดของแมงกระพรุนตามลักษณะความเป็นพิษได้ 5 กลุ่ม โดยอาการของพิษมีตั้งแต่ มีพิษเฉพาะบริเวณที่สัมผัส เป็นผื่นแดงปวดแสบปวดร้อนไปจนถึงมีพิษต่อระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

           วันนี้ (18 ตุลาคม 2568) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์  อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคได้รับรายงานพบนักท่องเที่ยวหลายรายสัมผัสแมงกระพรุนพิษมีอาการผื่นแดง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง หลังขึ้นจากลงเล่นน้ำทะเล บริเวณหาดป่าตองและหาดกะหลิม จังหวัดภูเก็ต โดยนักท่องเที่ยวได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดเทศบาลป่าตองในการปฐมพยาบาลด้วยการราดน้ำส้มสายชู และนำผู้ป่วยที่มีอาการแพ้มากส่งต่อโรงพยาบาล โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต

           นายแพทย์มณเฑียร ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า แมงกระพรุนพบได้มากขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะหลังฝนตก บริเวณทะเลน้ำตื้นหรือใกล้ชายฝั่ง หากประชาชนหรือนักนักท่องเที่ยว แนะนำหลีกเลี่ยงการสัมผัสไว้ก่อน เมื่อร่างกายคนสัมผัสถูกแมงกระพรุนที่มีพิษจะปล่อยเข็มพิษสู่ร่างกายคนทำให้มีอาการปวดแสบบริเวณสัมผัส หากเป็นชนิดที่พิษรุนแรง พิษก็จะกระจายสู่ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือดและหัวใจ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ในกรณีที่เกิดขึ้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต น่าจะเป็นแมงกระพรุนไฟที่มีพิษเฉพาะที่ต่อผิวหนังที่สัมผัส ซึ่งต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดและเทศบาลเมืองป่าตองที่มีความรู้และทักษะ รวมทั้งความพร้อมในการปฐมพยาบาล โดยจัดให้มีน้ำส้มสายชูพร้อมใช้อยู่ในบริเวณหาด ทำให้เมื่อเกิดเหตุสามารถใช้ต้านพิษได้ทันที โดยน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์ยับยั้งการฉีดพิษของแมงกระพรุน

           หากสงสัยว่าโดนพิษแมงกะพรุนกรมควบคุมโรคขอแนะวิธีปฐมพยาบาล ดังนี้ 1. รีบขึ้นจากน้ำทะเล และรีบขอความช่วยเหลือพร้อมโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 2. ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ และห้ามขัดถูบริเวณที่สัมผัส เนื่องจากการเคลื่อนไหวอาจเป็นการกระตุ้นการสัมผัสพิษมากขึ้น 3. ใช้น้ำส้มสายชูความเข้มข้น 4 – 6% ที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป ราดบริเวณที่สัมผัสต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด น้ำเปล่า หรือแอลกอฮอล์) เพื่อให้เข็มพิษหลุดเช่นเดียวกับโดนแมงกะพรุน 4. หากผู้บาดเจ็บหากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว 

           ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว สวมเสื้อผ้ามิดชิดลงเล่นน้ำ ไม่ควรเล่นน้ำหลังฝนตก สังเกตจุดวางน้ำส้มสายชูและปฏิบัติตามป้ายแจ้งเตือน หากพบว่ามีซากของแมงกะพรุนกล่อง อยู่ตามชายหาด ไม่ควรลงเล่นน้ำ หรือลงเล่นน้ำในบริเวณปลอดภัยที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น และให้ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

     *************************************
    ข้อมูลจาก : กองป้องกันการบาดเจ็บ/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
    วันที่ 18 ตุลาคม 2568

    View 40    18/10/2568   ข่าวในรั้ว สธ.    สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/328763&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xLnE5YSOrrDxwKjAgSgSN