© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5217735/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JW7xFCZ8VZN1YxQRncmOH

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5217735/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JW7xFCZ8VZN1YxQRncmOH

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำรายงานสถานการณ์วิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยพบว่า ภาพรวมระยะยาว สถานการณ์ความยากจน ของประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 พบว่า จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 3.41
ขณะที่เส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้น มาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน โดยคนจนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร คิดเป็นสัดส่วนถึง ร้อยละ 45.49 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคเกษตรต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สถานการณ์นี้ ชี้ให้เห็นถึงลักษณะพลวัตของความยากจนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจและ สังคม รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แม้การเพิ่มขึ้นของคนจนในปีนี้อาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวแต่ก็เป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สศช. ประเมินว่า สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มี ความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3.60 ล้านล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 19.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยมีการเบิกจ่ายรวม 3.54 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 827,041 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.35 ของงบประมาณทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการลด ความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำและโครงการต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดสรรเงิน อุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินอุดหนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และค่าใช้จ่ายในการรักษา พยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ
สะท้อนให้เห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบันอาจยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างจำกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำซึ่งฝังรากลึกในระดับโครงสร้างยังไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนยากจน นโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และกระบวนการยุติธรรม
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาและการขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่บรรลุผล ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงทาง รายได้ หลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมและเพียงพอ การกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญ ดังนี้
หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลโครงการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยครอบคลุมทั้งระยะสั้น (เช่น การเข้าถึงบริการและความพึงพอใจของประชาชน) ระยะกลาง (เช่น ผลลัพธ์ ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือสถานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มเป้าหมาย) และระยะยาว (เช่น การยกระดับ คุณภาพชีวิต การลดความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนของมาตรการ)
ผลจากการประเมินดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐ มี “หลักฐานเชิงประจักษ์” ในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสม สามารถปรับปรุงหรือยุติโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า และโยกย้ายทรัพยากรไปยังโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงกว่า อีกทั้งช่วยสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นจากสาธารณชนต่อการใช้งบประมาณภาครัฐ และทำให้การใช้ทรัพยากรของรัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ระบบฐานข้อมูลกลางประชาชนที่ครบวงจรและมีเอกภาพจะช่วยแก้ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลแยกตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยต้องมีการกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสร้างกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรัดกุม
การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยให้ ภาครัฐประเมินความต้องการของประชาชนได้ตรงจุด สนับสนุนการจัดสวัสดิการและพัฒนาทุนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และการลงทะเบียนหลายรอบเพื่อเข้าถึงโครงการที่หลากหลาย สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของประชาชนในแต่ละช่วงชีวิต เพื่อให้บริการภาครัฐสอดคล้องกับความจำเป็นของทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
มาตรการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรควรเน้นการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินมาตรการหลายด้านร่วมกัน อาทิ
การยกระดับเครื่องมือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาวควรให้ความสำคัญกับ
(1) การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลทางการศึกษาที่สะท้อนศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ตามหลักสูตร การคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
(2) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงผลการประเมินกับข้อมูลนักเรียนและสถานศึกษาในระดับบุคคล เพื่อให้สามารถ ติดตามความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายบุคคลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนำข้อมูลดังกล่าวไปสนับสนุน การวางแผนและปรับปรุงการพัฒนาสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การขยายผลการจัดการศึกษาในรูปแบบเรียนรู้ควบคู่สร้างรายได้ (Learn to Earn) เป็นแนวทางสำคัญในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีเศรษฐฐานะต่ำให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลด ความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา
โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่มีอยู่แล้วให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศและมีเอกภาพ เพื่อรองรับการเทียบโอนผลการเรียนรู้จากหลายแหล่ง ทั้งจากการศึกษาในระบบ การถ่ายโอนระหว่างสถานศึกษา และจากประสบการณ์ทำงานจริง
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมโครงการฝึกอาชีพเชิงวิชาชีพ (Apprenticeship) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน ระยะยาวภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่มุ่งสร้างบุคลากรที่มีฝีมือและเชี่ยวชาญในสายงานใดสายงานหนึ่งจนสามารถประกอบอาชีพได้จริง ซึ่งแตกต่างจากการฝึกงาน (Internship) ที่ส่วนใหญ่ มีระยะสั้น และเน้นเพียงการเปิดโลกทัศน์และเพิ่มประสบการณ์มากกว่าการสร้างเส้นทางวิชาชีพที่มั่นคง
การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขควรดำเนินตามแนวทางการจัดระบบบริการสุขภาพแบบ S-A-P ที่เน้นบทบาทและศักยภาพของหน่วยบริการ โดยมีความหมายดังนี้
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) อย่างจริงจัง อาทิ การจัดจ้างให้เอกชนเข้ามาลงทุนและได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินงานจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการพัฒนายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ
โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพ เช่น การสนับสนุนสถานที่ รถรับส่งผู้ป่วย บุคลากร หรือการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุข และลดความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายทรัพยากรทางการแพทย์
ภาครัฐควรพัฒนากลไกและมาตรการเชิงระบบที่ช่วยลดต้นทุนแฝงหรืออุปสรรคที่ประชาชนต้องเผชิญในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เช่น ค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการดำเนินการ และความซับซ้อนของขั้นตอน โดยสามารถดำเนินมาตรการหลายด้านควบคู่กันไป ทั้ง
(1) การพัฒนาช่องทางการสื่อสารและการเผยแพร่ ความรู้ด้านสิทธิและกระบวนการยุติธรรมขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อที่หลากหลาย อาทิ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลัง (Empower) ให้ประชาชนสามารถปกป้องสิทธิของตนเอง
(2) การยกระดับระบบการช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพของทนายความช่วยเหลือและการปรับปรุงกลไกการจัดสรรทนายความให้สอดคล้องกับประเภทคดีที่ทนายมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดีและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641759&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LiZ_0JVdBatiyHrTrdWR3

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.48 น.
วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ โดยมีจำนวน 41 คน ดังนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค
รองหัวหน้าพรรค ตามภารกิจ จำนวน 8 คน
กรณ์ จาติกวณิช (ด้านเศรษฐกิจ)
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (ด้าน ศก.ดิจิทัล)
นายจูรี นุ่มแก้ว (ด้านสื่อสารองค์กร)
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน)
นายวีระพงษ์ ประภา (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (ด้านยุทธศาสตร์การเมือง ประสานการเมืองภาคประชาสังคม)
นายอิสรา สุนทรวัฒน์ (ด้านต่างประเทศ)
นายอัมพร พินะสา (ด้านการศึกษา)
เลขาธิการพรรค
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์
รองเลขาธิการพรรค จำนวน 6 คน
กันตวรรณ ตันเถียร
ขยัน วิพรหมชัย
เจะอามิง โตะตาหยง
ประชา ยอดวานิช
ราเมศ รัตนะเชวง
ม.ล.อภิมงคล โสณกุล
เหรัญญิก
เจิมมาศ จึงเลิศศิริ
นายทะเบียน
ผ่องศรี ธาราภูมิ
โฆษกพรรค
พงศกร ขวัญเมือง
รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาค ภาคละ 1 คน รวม 5 คน
ภาคเหนือ
สงกรานต์ จิตสุทธิภากร
ภาคกลาง
เมฆินทร์ เอี่ยมสอาด
ภาคอีสาน
ธนพร สมศรี
ภาคใต้
ชัยชนะ เดชเดโช
กทม.
สกลธี ภัททิยกุล
หัวหน้าสาขา/ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด (ภาคละ 1 คน รวม 5 คน)
ภาคเหนือ
ขนิษฐา นิภาเกษม
ภาคกลาง
สิทธิชัย จรานุพันธ์
ภาคอีสาน
วิมล มะลิลา
ภาคใต้
สาคร เกี่ยวข้อง
กทม.
กฤษณ์ชนม์ เมธีนพอนันต์
ตัวแทนสมาชิกสภาท้องถิ่น จำนวน 2 คน
ธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
สมชาย เต็มไพบูลย์กุล
กรรมการบริหารที่มาจากที่ประชุมใหญ่ จำนวน 8 คน
ธนิตพล ไชยนันทน์
ยุพราช บัวอินทร์
วิรัช ร่มเย็น
สมมาตร วิสุทธิวงศ์
ดร.เชวงศักดิ์ พลลาภ
รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
ธีรภัทร พริ้งศุลกะ
อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์
ดร.รุจรินทร์ ทองใหญ่ (สำรอง)
มรกต อิสระเสนารักษ์ (สำรอง)
อุดมการณ์ วรกิจ (สำรอง)
ราณี นิวงศ์ษา (สำรอง)
นอกจากนี้ ยังได้มีการเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร จำนวน 11 คน ประกอบด้วย
นายขยัน วิพรหมชัย
นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์
ม.ล.อภิมงคล โสณกุล
นายประชา ยอดวานิช
นายอัมพร พินะสา
นายวิชิต กลิ่นทอง
นายวิมล มะนิลา
นายสัญชัย แช่ลิ่ม
นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
ดร.พิมพ์รพี พันธุร์วิชาติกุล
นายสาธิต ปิตุเตชะ
สำรอง
นายเจะอะมิง โต๊ะตาหยง
นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ
นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ
นายวิจิตร กาหลง
นายเรืองเดช จอมเมือง
นายมารุต โมราสุข
ดร.เชวงศักดิ์ พลลาภ
นายชูศักดิ์ กุลธวัชรวงศ์
นายพลเดช ศรีแปงวงศ์
ดร.ผุสดี ตามไท
นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน
นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921970&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aIcrZgOwnyM7a9lP-W18L



ผู้ส่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.ภัทรินทร์ สุทธิภัทรธรรม สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.3 (สุราษฎร์ธานี – นครศรีธรรมราช) นำกำลังตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม บริเวณชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง (S.T.C.) ตลาดศาลเจ้า ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว


ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่มุ่งยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัย โดยเน้นการปราบปรามอาชญากรรมใน 10 กลุ่มต้องห้าม โดยเฉพาะกลุ่มที่ 1–4 ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว เช่น การฉ้อโกง หลอกลวง หรือสร้างความเดือดร้อนแก่นักท่องเที่ยว ทั้งยังสอดรับกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก

สำหรับกิจกรรมปล่อยแถวในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามอาชญากรรม แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจและภาคประชาชน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เป็นมิตร และน่าเชื่อถือ อันจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว



กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1361542&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9lqXeK-0fK21l7jeI2EU

เป็นไปตามคาด ที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้มีมติเลือก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้เป็นหัวหน้าพรรค ครั้งที่ 3 และเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 10 ด้วยคะแนนท่วมท้น ร้อยละ 96.18
การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยที่ 3 ของ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นเพียงการ “คืนเวทีการเมือง” ของอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลุกพลัง “พรรคสีฟ้า” ที่หลับใหล ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังผ่านช่วงเวลายากลำบากของพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศกว่า 77 ปี
เส้นทางชีวิตและการศึกษา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 (ปัจจุบันอายุ 61 ปี) ที่เมืองนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร เป็นบุตรของ นายอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตอธิบดีกรมอนามัย และ นางสดใส เวชชาชีวะ อดีตอาจารย์แพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สกุล “เวชชาชีวะ” มีเชื้อสายจีนและสืบตระกูลข้าราชการสายแพทย์
อภิสิทธิ์ เติบโตในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ได้เข้าเรียนที่ โรงเรียนอีตัน (Eton College) โรงเรียนชั้นนำของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถาบันผลิตนายกรัฐมนตรีและผู้นำอังกฤษหลายคน
จากนั้นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา Philosophy, Politics and Economics (PPE) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ (M.Phil in Economics) ที่สถาบันเดียวกัน
หลังสำเร็จการศึกษา อภิสิทธิ์ กลับประเทศไทย ในช่วงทศวรรษ 2530 และเริ่มชีวิตราชการเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว ในปี 2535
ดาวรุ่งประชาธิปัตย์
อภิสิทธิ์ ก้าวเข้าสู่การเมืองในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เขตพระนคร-ดุสิต กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2535 (สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน) และกลายเป็น “ดาวรุ่งรุ่นใหม่” ที่ได้รับการจับตาทันที ด้วยภาพลักษณ์นักการเมืองมือสะอาด พูดจาเฉียบคม และมีแนวคิดเสรีประชาธิปไตย
ในช่วง รัฐบาลชวน หลีกภัย เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะมีอายุเพียง 34 ปี นับเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และถูกยกย่องว่าเป็น “เลือดใหม่แห่งอนาคต” ของพรรคประชาธิปัตย์
เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หลังพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งหลายครั้ง อภิสิทธิ์ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 7 เมื่อปี 2548 และนำพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งพรรคได้ 165 ที่นั่ง เป็นพรรคอันดับสองรองจากพรรคพลังประชาชน
แต่จากการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองภายหลังการยุบพรรคไทยรักไทย และ พลังประชาชน ปี 2551 ทำให้ อภิสิทธิ์ ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส.หลายกลุ่มในสภา และได้รับเลือกจากที่ประชุมสภาให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย ขณะมีอายุเพียง 44 ปี ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบกว่า 60 ปี
ระหว่างดำรงตำแหน่ง (2551-2554) อภิสิทธิ์ ต้องเผชิญวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ ทั้งการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง, ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง, และความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ ได้รับการยอมรับในด้านการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจช่วงวิกฤติการเงินโลก ปี 2551-2552 ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “เช็คช่วยชาติ” และโครงการไทยเข้มแข็ง
เว้นวรรค-แต่ไม่หายไปจากการเมือง
หลังแพ้การเลือกตั้งปี 2554 ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย อภิสิทธิ์ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อจนถึงปี 2562 ก่อนประกาศลาออก หลังผลเลือกตั้งที่พรรคได้เพียง 52 ที่นั่ง ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของพรรค
จากนั้นได้วางมือจากตำแหน่งทางการเมืองชั่วคราว หันไปทำงานด้านการศึกษา การบรรยายเชิงนโยบาย และกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และให้ความเห็นทางการเมืองในหลายประเด็นสำคัญอยู่เป็นระยะ
2568 คืนบัลลังก์หัวหน้าพรรค
วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์มีมติ ร้อยละ 96.18 เสียง สนับสนุนให้อภิสิทธิ์ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ถือเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 10 และเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตทางการเมือง
การกลับมาครั้งนี้ มาพร้อมสัญญาณ “ยกเครื่อง ปชป.” ทั้งการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ เช่น ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง, นางการดี เลียวไพโรจน์, และ นายวีระพงษ์ ประภา เข้ามาเสริมทีม รวมถึงอดีตแกนนำอย่าง สาทิตย์ วงหนองเตย, กรณ์ จาติกวณิช, และ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่กลับมาร่วมอุดมการณ์อีกครั้ง
วิสัยทัศน์และแนวทางทางการเมือง
อภิสิทธิ์ ย้ำเสมอว่า เขาเชื่อมั่นใน “ประชาธิปไตยที่มีหลักการ” และ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” โดยมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ควรยืนอยู่ตรงกลางระหว่างอุดมการณ์เสรีนิยมและสังคมประชาธิปไตย
แนวนโยบายที่เขาเน้นคือ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการเมือง ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมปฏิเสธ “การเมืองแบบพึ่งอำนาจพิเศษ”
จากคนรุ่นใหม่สู่รุ่นเก่า-แต่ไม่หมดไฟ
กว่า 30 ปีบนเส้นทางการเมือง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผ่านทั้งจุดสูงสุดในฐานะนายกรัฐมนตรี และจุดต่ำสุดเมื่อพรรคตกต่ำสุดในประวัติศาสตร์ แต่เขายังคงยืนหยัดในหลักการทางการเมืองเดิมที่ว่า
“อำนาจต้องมาจากประชาชน และเพื่อประชาชนเท่านั้น”
การกลับมาครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การคืนตำแหน่ง หากแต่เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีพื้นที่ให้ “คนที่ยังไฟ” อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ของพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศ…
รายงานพิเศษ โดย…ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/641748&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i94goluduDwp5MlCq9mMs

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม 1,207,306.75 ล้านบาท โดยเป็นแผนการบริหารหนี้เดิม วงเงินรวม 1,876,915.14 ล้านบาท และแผนการชำระหนี้ วงเงินรวม 503,056.95 ล้านบาท
ทั้งนี้ ครม.ได้รับทราบแนวทางการจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงประมาณ 2569 โดยอยู่บนหลักการว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่าน การกู้เงินเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และ การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ
โดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ได้พิจารณาถึงนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพคล่องของตลาดการเงินภายในประเทศเพื่อรองรับการกู้เงินตามแผนฯ ในปีงบประมาณ 2569 และได้พิจารณากำหนดกลยุทธ์ในการบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง (Medium-Tern Debt Management Strategy: MTDS) สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.ศ. 2569 – 2573
เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกู้เงินที่เพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และสภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง เพื่อกำกับการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561
สำหรับแผนบริหารหนี้ ปีงบประมาณ 2569 ในส่วนของแผนการก่อหนี้ใหม่ 1,207,306.75 ล้านบาท ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงิน 1,116,482.53 ล้านบาท ประกอบด้วย รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง วงเงินรวม 951,423.53 ล้านบาท ได้แก่ เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2569 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ วงเงิน 8.6 แสนล้านบาท
รวมถึงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 ที่มีการขยายเวลาเงินออกไปภายหลังจากวันสิ้นปีงบประมาณสำหรับการเบิกจ่ายกันเหลือมปี (ตามมาตรา 21 ของ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ตามมาตรา 22และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ)
โดยคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นควรบรรจุโครงการลงทุนของส่วนราชการในแผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2 หน่วยงาน วงเงินรวม 11,423.53 ล้านบาท ได้แก่
เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปี 2569 (ตามาตรา 20) ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะวงเงิน 8.6 แสนล้านบาท
เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปี 2568 ที่มีการขยายเวลาเงินกู้ออกไปภายหลังจากวันสิ้นปีงบประมาณสำหรับการเบิกจ่ายกันเหลื่อมปี (ตามมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 8 หมื่นล้านบาท
การกู้เงินเพื่อดำเนินการโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม (ตามมาตรา 22 และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ) เพื่อใช้ในกระทรวงสาธารณสุขวงเงิน 6,873.55 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบท วงเงิน 4,550 ล้านบาท
ส่วนวงเงินที่รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อวงเงินรวม 51,641 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อจำนวน 2 โครงการวงเงินรวม 15,289.83 ล้านบาท ได้แก่
2.การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 36,351.17 ล้านบาท ได้แก่
พร้อมกันนี้ยังมีเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อบริหารสภาพคล่องเงินคงคลัง (ตาม มาตรา 20 (1/1) และ มาตรา 21/1 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) วงเงิน 113,518 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังมีแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ (หนี้ในประเทศ) มีรัฐวิสาหกิจ 16 แห่ง วงเงินรวม 89,952.48 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดได้แก่ แผนเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา มีรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง วงเงินรวม 39,806.04 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน วงเงิน 2,587.02 ล้านบาท และเงินกู้ ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน วงเงิน 36,914.02 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการกู้เงินได้แก่
ขณะที่แผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ในการดำเนินกิจการทั่วไป มีรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง วงเงินรวม 50,146.84 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน วงเงิน 27,511.50 ล้านบาท และเงินกู้ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน วงเงิน 22,635.34 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
ส่วนแผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ (หนี้ในประเทศ) มีหน่วยงาน 1แห่ง กู้เงินโดยเป็นเงินกู้ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) วงเงิน 871.34 ล้านบาท
ครม. ได้รับทราบการจัดทำแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2569 – 2573) เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะในระยะปานกลาง โดยมีโครงการลงทุนรวม 141 โครงการ และวงเงินลงทุนรวม 710,603.95 ล้านบาท ประกอบด้วย
โครงการในสาขาคมนาคมขนส่งสาขาพลังงาน สาขาสาธารณูปการ และสาขาอื่นๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปีเดิม ซึ่งมีโครงการลงทุนรวม 108 โครงการ และวงเงินลงทุนรวม 776,046.74 ล้านบาท พบว่ามีจำนวนโครงการที่ปรับเพิ่มขึ้น จำนวน 33 โครงการ และวงเงินลงทุนรวมที่ปรับลดลง จำนวน 65,442.79 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ มีความเห็นให้หน่วยงานเร่งรัดการดำเนินการและการลงทุนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการล่าช้า เพื่อเพิ่มการลงทุนของภาครัฐในระยะต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11isDHGlGO4GH91ERN4BPN

เรื่องราวของชายหนุ่มรายหนึ่งกำลังได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ เขาคือ “จาง” นักศึกษาชาวจีนผู้มีผลการเรียนยอดเยี่ยม ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ก่อนถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันเมื่อปี 2018
จางเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่น เขาสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน และสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้อย่างภาคภูมิใจ หลังเรียนจบเขาวางแผนจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2018 เขาพบจุดแดงผิดปกติบนผิวหนัง และเมื่อเข้ารับการตรวจจึงพบว่าเขาเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ข่าวร้ายนี้ทำให้ทั้งเขาและครอบครัวตกอยู่ในความเศร้า
หลังเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายในการต่อชีวิต ผลกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เขารู้ว่าการรักษาต่อจะทำให้ครอบครัวยากลำบากทั้งในด้านการเงินและจิตใจ
จางตัดสินใจหยุดการรักษา และกลับบ้านพร้อมบอกพ่อแม่ว่า “แม่ครับ ผมเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว” เขายอมรับชะตากรรมและเลือกที่จะจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี
แม้จะรู้ว่าตนเองมีเวลาเหลือไม่มาก จางได้แสดงความตั้งใจที่จะบริจาคร่างกายให้วงการแพทย์เพื่อใช้ในการศึกษาและช่วยเหลือผู้อื่นหลังเสียชีวิต ซึ่งในที่สุดพ่อแม่ก็เคารพการตัดสินใจของเขา
ที่สะเทือนใจคือ เขาเลือกไม่บอกความจริงกับคุณยาย ซึ่งรักเขาเหมือนลูก โดยบอกเพียงว่า “ผมจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” เพื่อให้ท่านไม่ต้องเสียใจในช่วงเวลาสุดท้าย
เรื่องราวของจางเป็นบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับความกล้าหาญ การเสียสละ และการเลือกที่จะให้ แม้ในยามที่ชีวิตกำลังจะสิ้นสุด
เขาอาจจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายเห็นคุณค่าของการมีชีวิต และความหมายของ “การให้โดยไม่มีเงื่อนไข” อย่างแท้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9851754/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FgfNIVZyqsJIXQKK2mtVe


มีคนถามเยอะว่าที่พรรคชูเรื่อง “การศึกษา” แล้วเรื่องการศึกษาจะมีเสน่ห์ ทำให้คนเลือกมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ซึ่งบางครั้งต้องบอกว่าเราต้องเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องก่อน และสิ่งที่ถูกต้องวันนี้ก็คือเริ่มจากการ “สร้างคน” เพราะคนคือปัจจัยชี้ขาด หากคนดี คนเก่ง ประเทศชาติก็เจริญ คนมีรายได้สูง ปัญหาเศรษฐกิจไม่มี การศึกษาจึงคือปากท้อง คือเศรษฐกิจ คืออนาคตทุกอย่าง
จากไทม์ไลน์การเมืองที่แน่ชัดว่า นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะยุบสภาภายในช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2569 และจะมีการเลือกตั้งในช่วงวันที่ 29 มีนาคม 2569 จึงทำให้หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับ เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปีหน้าที่เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ซึ่งในเชิงการเมืองก็ไม่แน่ อาจจะมีการยุบสภาเร็วขึ้นก่อนสิ้นเดือนมกราคมปีหน้าก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะยิ่งทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วตามไปด้วย จึงทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้
โดยหนึ่งในพรรคการเมืองน้องใหม่-ป้ายแดงที่เปิดตัวเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากประชาชน นั่นก็คือ “พรรคไทยก้าวใหม่” ที่มี “ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เป็นหัวหน้าพรรค
สำหรับ ดร.สุชัชวีร์ เป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์การทำงานทั้งแวดวงการศึกษาและการเมืองที่ทุกคนรู้จักกันดี อาทิ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, อดีตนายกสภาวิศวกร, อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, อดีตประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ส่วนในทางการเมืองก็เช่น อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
โดยพรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงเรื่อง “นโยบายการศึกษา” เป็นนโยบายหลักของพรรคในการหาเสียงและสื่อสารกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นกันมากนัก ทั้งที่เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติอย่างยิ่ง
“ไทยโพสต์” สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่” พร้อมด้วย “ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ที่มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจ เช่น อดีตผู้ช่วยเลขาธิการด้านเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) ในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” เป็นต้น
เริ่มที่ “ดร.สุชัชวีร์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่” เล่าถึงการตั้งพรรคไทยก้าวใหม่ว่า เป็นเรื่องของ passion เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเจอวิกฤตที่เข้ามาแบบถาโถมมากขนาดนี้ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงความสามารถในการแข่งขัน จนประเทศไทยเหมือนจะสู้คนอื่นไม่ได้ วันนี้ประเทศไทยจึงรออีกไม่ได้ ที่หากถามว่าถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลับมาเข้มแข็ง ให้กลับมาสู้ได้ ก็ต้องทำการเมือง เมื่อรออีกไม่ได้ก็ต้องสร้างพรรคการเมืองสักพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เป็นพื้นที่ของคนมีใจ คนมืออาชีพเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเป็นพรรคการเมืองที่ชูเรื่อง “การศึกษา” เป็นธงนำ
เพราะประเทศไทยมีปัญหาเยอะ แต่หากจะเลือกสักหนึ่งเรื่องเพื่อไปแก้ปัญหาหรือเป็นรากฐานของปัญหาอื่นๆ ไปด้วยจะแก้เรื่องอะไร เชื่อว่าเกือบทุกคนจะตอบว่าต้องเริ่มจากการสร้างคน ต้องเริ่มจากการศึกษา ก็เลยทำให้พรรคไทยก้าวใหม่ต้องเกิดขึ้น
…ก็มีคนถามเยอะว่าที่ชูเรื่อง “การศึกษา” แล้วเรื่องการศึกษาจะมีเสน่ห์ ทำให้คนเลือกกันมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ซึ่งบางครั้งต้องบอกว่าเราต้องเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องก่อน และสิ่งที่ถูกต้องวันนี้ก็คือเริ่มจากการ “สร้างคน” เพราะคนคือปัจจัยชี้ขาด หากคนดี คนเก่ง ประเทศชาติก็เจริญ คนมีรายได้สูง ปัญหาเศรษฐกิจไม่มี การศึกษาจึงคือปากท้อง คือเศรษฐกิจ คืออนาคตทุกอย่าง
…สิ่งที่เราสื่อไปอันดับแรกก็คือ “คุณเลือกเรา คุณได้เรา” คุณเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ คุณได้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ คุณได้ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค คุณได้เรา ทุกคะแนนที่ประชาชนเลือกเราคือคะแนนแท้ๆ ทำให้เรามีคนจำนวนมากพอไปสร้างคน ไปสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไปดูแลเรื่องการศึกษา-เศรษฐกิจ เช่นเดียวกัน พรรคการเมืองแม้จะชูธงเรื่องการศึกษา แต่ว่าเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ เราจะอธิบายว่าการศึกษาคือปากท้อง และไม่ใช่เรื่องระยะยาว อย่างหากเราไปเรียนเรื่อง AI หนึ่งชั่วโมงเราก็ได้ความรู้ตอนเรียนเลย หรือไปเรียนการทำอาหาร เพื่อออกไปขายของได้ เรียนแล้วก็ได้ตอนนั้นเลย เป็นเรื่องที่ได้ทันที
…อย่างไรก็ตาม พรรคมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่เราเรียกว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไทยก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน โดยต้องเป็นเศรษฐกิจที่สู้กับโลกได้ ไม่ใช่เป็นเศรษฐกิจที่เน้นแต่การกระตุ้น แต่สุดท้ายก็ยังอยู่แบบนั้น มันไม่ได้มีอะไรพัฒนาขึ้นมา คนตัวเล็กก็เล็กลง ไม่ได้โตขึ้น พรรคการเมืองก็ต้องทำทุกเรื่องเช่นเดียวกัน
…พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นเร็วมาก โดยหลังผมลาออกจากพรรคการเมืองเดิม (พรรคประชาธิปัตย์) แล้วประกาศว่าจะสร้างพรรคการเมืองที่ชูเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องนำ และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ ทำเรื่องคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ผมก็มีเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักกันมาเป็นสิบปี เราประทับใจซึ่งกันและกัน พรรคเราได้ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร ที่มีประสบการณ์ตรงกับนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ คือมีความเป็นมืออาชีพ จับต้องได้ ทำงานด้านตลาดทุนมา 20-30 ปี ทำให้มีประสบการณ์ที่น้อยคนจะมี แล้วก็ไปทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักลงทุนไฮเทคต่างชาติ ซึ่งการจะมาลงทุนในประเทศไทยก็เป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เราได้ ดร.คเณศมาร่วมงานที่ถือว่าเป็นโชคดีของพรรคไทยก้าวใหม่ และจะเป็นโชคดีของประเทศไทยหากวันหนึ่งเขาได้เข้าไปดูแลงานด้านเศรษฐกิจ
ดร.คเณศ-ที่ผ่านมาไม่เคยมีความคิดจะแวะเข้ามาด้านการเมืองเลย ไม่มีเลยตั้งแต่เรียนหนังสือมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผมเชื่อใน passion และความมุ่งมั่นของ ดร.เอ้ และผมมีความเชื่อจากด้วยตัวเองแบบไม่ลังเลยอยู่สองเรื่อง คือ 1.ชีวิตผมเปลี่ยนด้วยการศึกษา 2.ชีวิตผมเปลี่ยนด้วยพระพุทธศาสนา คือผมก็เป็นเด็กธรรมดา ที่ตอนเด็กก็เล่นฟุตบอลตั้งแต่เช้าจนเย็น แต่ตอนผมจบปริญญาตรี คุณแม่ก็ให้บวชที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ที่สกลนคร ที่เป็นวัดซึ่งเน้นการปฏิบัติ ได้ใช้เวลา 7 เดือน ตรงนั้นผมคิดว่าเปลี่ยนชีวิตผม คือเปลี่ยนให้ผมมีสติ มีความอดทน หลังจากนั้นชีวิตการศึกษาผมเปลี่ยนไปเลย คือไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ก็ไปจบปริญญาโทด้าน International Business MBA แล้วกลับมาทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ประเทศไทย ก็ทำอยู่ประมาณ 7-8 ปี แล้วก็ได้รับทุนจากอังกฤษให้ไปเรียนปริญญาโทด้านการตลาด Master of Arts ซึ่งความอดทน สติสมาธิ ทำให้เรามีความมุ่งมั่น มีสติ วินัย
ดร.สุชัชวีร์-สำหรับโลโก้พรรคไทยก้าวใหม่ ที่เป็นรูปธนูที่สื่อสารแล้วเข้าใจง่าย สีโลโก้พรรคเป็นสีเหลืองเลม่อน ที่เป็นสีของความคิดสร้างสรรค์ พลังความรู้ โดยตัดกับสีกรมท่าที่สื่อถึงความเป็นมืออาชีพ โดยรูปธนูก็คือการสื่อถึงนโยบายพรรค เรื่องธนูสี่ดอกที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า ก้าวใหม่ ก้าวไปพร้อมกันอย่างมั่นคงและด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างมืออาชีพ
นโยบายธนูสี่ดอก ธนูดอกแรกคือ “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย” ที่เป็นอัตลักษณ์ของพรรค เพราะการสร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษา จะทำให้เกิดเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน ที่เป็นธนูดอกที่สอง “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน” เพราะวันนี้เราจะไปขายแรงงานอย่างเดียวมันไม่ได้แล้ว แต่ต้องขายสมอง เพราะคนไทยก็เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ว่ายังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ ส่วนธนูดอกที่สาม “สร้างคุณภาพชีวิตใหม่ให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข” ไม่ใช่สะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ และก็จะมีปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นมาทุกปี เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้
รวมถึงเรื่องสาธารณสุข ผมเองก็มีประสบการณ์สร้างโรงพยาบาลมา ผมรู้ว่าต้องสร้างหมอพยาบาลเพิ่มให้ได้ รวมถึงเรื่องเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมยา ต้องทำให้เจริญเติบโตในประเทศไทย แล้วทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้จะถูกลง และธนูดอกที่สี่ “สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน” เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้คนดีต้องมีที่ยืน ต้องเป็นบ้านเมืองที่สนับสนุนคนดี ที่เริ่มต้นจากการปลูกฝัง การให้การศึกษา ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
“วันที่พรรคไทยก้าวใหม่เปิดตัวใหม่เมื่อ 3 ตุลาคม ก็คือการเปิดรับคนใหม่ๆ ที่มีใจ มีความเป็นมืออาชีพ ได้เข้ามาร่วมกันทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์”
–จะมีนโยบายอย่างไรให้ลูกหลานคนไทยสามารถได้รับการศึกษาที่ดีอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องใช้เงินทุนอะไรที่มากมายแบบที่บางคนทำ เช่นต้องส่งไปโรงเรียนอินเตอร์ฯ หรือเรียนพิเศษ?
ดร.สุชัชวีร์-อันดับแรกต้องบอกว่าเรื่องนี้ผมเข้าใจ เพราะผมเป็นลูกครูอาชีวะ ผมเกิดในบ้านพักครู แล้วผมมีโอกาสได้ไปเรียนต่างประเทศเพราะได้ทุน กลับมาผมก็ทำงานเป็นครู เป็นหัวหน้าครู จนเป็นอธิการบดี เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ทำงานด้านการศึกษามาทั้งชีวิต เรื่องนี้ผมจึงเข้าใจ ซึ่งการแก้ปัญหาโดยมืออาชีพจะช่วยได้เยอะ เพราะการแก้ปัญหาด้านการศึกษา เราก็ต้องเข้าใจครู ไม่ใช่ว่าครูจะเป็นจำเลยทั้งหมด ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ผมเข้าใจครูจริงๆ แล้วผมก็เข้าใจผู้ปกครอง
ลูกผมคนเล็กอายุหนึ่งขวบ อีกคนหนึ่งอายุหกขวบ ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะ และผมก็เข้าใจเด็ก เพราะอยู่กับเด็กจนคนเรียกพี่เอ้มาตลอด อันดับแรกหากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ ก็คือเลือกผมไปดูเรื่องการศึกษา ก็แก้แบบนี้ คือต้องยอมรับว่าเรื่องงบประมาณการศึกษาที่เคยพูดกันว่ามีงบเยอะ แต่ปัจจุบันไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ได้เยอะอย่างที่เคยว่ากัน มันก็มีข้อจำกัดอยู่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะใช้ให้คุ้มค่า
ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ระบบการศึกษาเหมือนโรงงาน ผลิตของออกไป ก็เหมือนผลิตคน ผลิตบัณฑิตออกไป ครูก็เหมือนวิศวกร หากโรงงานเก่า ไม่มีคนมาซ่อมแซม ไม่มีคนดูแล คนที่เป็นวิศวกรคือครู ไม่ได้รับการอัปเกรดเลย แล้วระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในโรงงาน เทียบกับการผลิตคนของเราก็ไม่ได้มีการนำมาใช้เลย แล้วจะไปผลิตคนผลิตของที่มีคุณภาพได้อย่างไร
เปรียบเทียบกับโรงงานเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม มีการอัปเกรดครู มีการใช้ระบบเทคโนโลยีต่างๆ เมื่อเจอข้อจำกัดตรงนี้ ก็ต้องการคนที่เป็นมืออาชีพที่จะใช้ทรัพยากรที่จำกัดตรงนี้ ผมเชื่อว่าพรรคไทยก้าวใหม่มีความเป็นมืออาชีพ เรารู้ว่าเราจะเข้าไปปรับเครื่องกลเครื่องยนต์อย่างไร เพราะเครื่องยนต์โรงงานเอาออกไม่ได้ เราจะไปทิ้งครูอะไรไม่ได้ เราจะปรับอย่างไรให้ดูสมบูรณ์ แล้วจะเติมเครื่องจักรใหม่อย่างไร ตรงนี้ก็เป็นความเชี่ยวชาญของเรา
พรรคไทยก้าวใหม่ที่เราจะดูแลเรื่องการศึกษาได้ และนโยบายที่เราประกาศไว้เมื่อ 3 ต.ค. ก็คือเด็กไทยต้องเรียนฟรีจริงๆ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย เพราะอย่างอดีต คนเกิดกันหนึ่งล้านสองแสนคน แต่ตอนนี้ไม่ถึงห้าแสนคน พูดง่ายๆ หากงบประมาณเท่าเดิม เท่ากับควรได้เงินสนับสนุนต่อหัวเพิ่มขึ้นสามเท่า มหาวิทยาลัยตอนนี้ก็โล่งมาก เด็กน้อยมากจริงๆ จึงเป็นจังหวะโดยธรรมชาติที่ต้องเรียนฟรี และในสาขาสำคัญๆ เช่น ด้านวิศวะ การแพทย์ ควรไปถึงระดับปริญญาเอกได้ ทางด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี และการอุดหนุนต้องถึงมือผู้ปกครองโดยตรง ตอนนี้ยังไม่ถึง ผู้ปกครองต้องนำใบเสร็จอะไรต่างๆ ไปให้ฝ่ายธุรการของโรงเรียนที่ก็มีงานเยอะอยู่แล้ว
“ทุกอย่างที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงคือ เรามีความเป็นมืออาชีพ ในข้อจำกัดเดิมๆ เราสามารถทำได้ดีกว่า”
เศรษฐกิจก้าวใหม่ สนับสนุน สตาร์ทอัป-เอสเอ็มอี ให้แข็งแรง แข่งขันได้
ดร.คเณศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่-เราแยกไม่ได้ระหว่างการศึกษากับเศรษฐกิจ หากมองในระยะยาว หากเราไม่ปูการศึกษาให้รองรับเศรษฐกิจในอนาคต จะยิ่งก่อให้เกิดปัญหา จะเป็นหลุมดำที่ไม่ขึ้นมาเลย ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง AI กำลังจะเปลี่ยนโลกการทำงาน หลายตำแหน่งหลายงานมันอาจจะหายไปจากโลกการทำงาน อย่างเรื่องการศึกษา เราอาจมีเด็กอัจฉริยะ เป็นเกรดเอ เอบวก เราจึงต้องมีหลักสูตรสนับสนุนให้เขาเป็นนักคิด ในการสร้างเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาในปัจจุบันเพราะหากเขาเป็นนักคิด เขาก็จะแก้ปัญหาได้ และจริงๆ เป็นหน้าที่ของรัฐด้วยที่ต้องสนับสนุนเขาให้สุด คือเด็กเก่ง ต้องดันให้สุด
ส่วนเด็กที่อาจกลางๆ อย่างลูกผมคนหนึ่งชอบฟุตบอล เขาก็มีความใฝ่ฝัน คือเด็กสมัยนี้มีความชัดเจนในตัวเองมาก เขาอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ภรรยาผมก็สนับสนุน ตอนแรกเราก็ยังเถียงกัน แต่ในที่สุดผมก็ยอมให้ทำ ดันให้สุด ถึงแม้สุดท้ายหากเขาเป็นไม่ได้ แต่เมื่อเขาได้เข้าสนามรบ ได้เข้าสนามจริงๆ ว่าการเป็นนักฟุตบอลอาชีพยากแค่ไหน ตอนนี้เขาจบปริญญาตรีที่ ม.เกษตรศาสตร์ แล้วก็ไปทำสปอร์ตมาร์เก็ตติงของคาราบาวกรุ๊ป ที่ทำคาราบาวคัพ ความฝันของเด็กอาจไปเจอของจริงได้ก็ด้วยการศึกษา

นอกจากนี้ บริบทการทำงานในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการทำงานในอนาคต เด็กอัจฉริยะอย่าง ดร.เอ้ต้องดันไปให้ได้ไกลที่สุด ส่วนกลางๆ อย่างลูกผมที่อยากเป็นนักฟุตบอล และอีกคนอยากเป็นศิลปิน เราต้องสนับสนุนให้เขามีความคิดที่จะเป็นผู้ประกอบการ ให้เขาได้ใช้เทคโนโลยี ได้ใช้ AI ที่เป็นเหมือนเครื่องมือประจำชีวิต เพราะเมื่อเขาเรียนจบมา เขาต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในการ survive เอาชีวิตรอด เพราะในอนาคตเลี่ยงไม่ได้ที่งานหลายงานมันจะหายไป และเลี่ยงไม่ได้ที่นักธุรกิจจะลดต้นทุนเพื่อเอาสิ่งเหล่านั้นมาทดแทน
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของ “อาชีวะ” เพราะหากเราต้องการจะเป็นฮับของการลงทุน โดยเฉพาะการมีนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเน้นเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ กลุ่มอาชีวะจะมีทักษะที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตรงนี้ได้ และเศรษฐกิจระยะยาวมันจะดันได้ตรงนี้ โดยระยะสั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องลงทุนในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม คือทำเครื่องมือที่จะทำให้ผู้ประกอบการทั้งกลุ่ม SME-Startup ให้เขาได้ใช้ประโยชน์ เช่นอาจจะมีแพลตฟอร์มสักแพลตฟอร์มหนึ่งเพื่อให้เขาได้ใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเขา เช่นเรื่องบัญชีหรือเรื่องการบริหารคลังสินค้า โดยหากมีการทำระบบกลางสักหนึ่งระบบที่ทำให้ SME หรือกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาใช้ได้ฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด ก็จะทำให้เขาลดต้นทุนการผลิตและมีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องนวัตกรรม
…ขณะเดียวกันในส่วนของ Startup กับ SME จะมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน Startup อาจจะใช้ Data Analytics เยอะ และการวิเคราะห์ Data อาจจะใช้ Cloud เยอะ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากภาครัฐเข้าใจและมีเครื่องมือไปช่วยเขา ก็จะทำให้เขาสร้างเศรษฐกิจให้ได้
…เรื่องที่น่าห่วงมากเพราะเกิดมาแล้วไม่รอดส่วนใหญ่ คือเรื่อง “การเข้าถึงแหล่งเงินทุน” รวมถึงกฎหมายไม่ได้รองรับ เช่นการจะได้รับเงินทุนจากแต่ละหน่วยงาน จะมี commitment ว่าต้องจ่ายเงินคืน คุณออกไปก่อนแล้วจ่ายคืน ซึ่งเป็นหลักคิดที่ไม่ได้ผิด เพราะเงินของรัฐคือเงินของประชาชน การใช้จึงต้องมีความรอบคอบ แต่ธรรมชาติของ Startup มันมีความเสี่ยง จึงต้องมีกลไกบางอย่างที่สามารถนำมารองรับความเสี่ยงตรงนี้ได้ โดยรัฐเป็นผู้ดูแล โดยอาจต้องมีการมานั่งคิดระบบกลไกต่อไป
นอกจากนี้เรื่องการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งผมเคยได้ไปร่วมงานกับนักวิชาการของทีดีอาร์ไอและจากจุฬาฯ ทำงาน เรียกว่า Regulatory Guillotine ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ทีดีอาร์ไอและกลุ่มที่ร่วมกันทำโปรเจกต์ดังกล่าว ทำเพื่อรื้อฟื้นกฎหมายทั้งหมด ว่ามีกฎหมายอะไรที่เป็นอุปสรรคบ้าง ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ได้ทำสำเร็จ ถือว่ามีคู่มือไว้แล้ว หากเรานำสิ่งนี้มาทำจริง มาทำการแก้ไข ทำการตัดหรือทำการลดก็จะช่วยได้ เพราะข้อมูลที่ได้จากการทำเอกสารดังกล่าวได้มาจากตัวผู้ประกอบการ เพราะเป็นการสัมภาษณ์โดยตรงกับนักลงทุน
นอกจากนี้ เราจะสนับสนุนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัป ซึ่งกำลังมีการทำกันอยู่ หากสำเร็จได้ก็จะโชคดีมาก แต่หากไม่สำเร็จเราก็จะดันต่อ เพื่อให้กลุ่มสตาร์ทอัปมีกฎหมายเฉพาะในการจะเดินหน้าต่อไป
ดร.สุชัชวีร์-กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัปจำเป็นต้องใช้ High Technology ซึ่ง Super Ai Computer เป็นร้อยล้านทั้งนั้น ไปซื้อไม่ไหว ก็เป็นนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ รัฐจะเป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ไม่ได้เปิดให้คนภายนอกเข้าไปใช้อย่างมีระบบ เพราะการชนะไม่ได้ชนะด้วยสมองอย่างเดียว ต้องมีเครื่องมือที่ดีด้วย คิดเก่งแต่ไม่มีเครื่องมือก็สู้ไม่ได้ จุดนี้เป็นนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ คือให้ภาครัฐเป็นผู้ซื้อ เป็นผู้สนับสนุน จะทำให้กลุ่มสตาร์ทอัปได้แต้มต่อ
เช่นเดียวกัน กลุ่ม SME จากที่ต้องคอยมานั่งทำบัญชี ก็ไม่ต้องไปทำมาหากินกัน แต่ปัจจุบันมีระบบซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้ง่าย รัฐก็ต้องเข้าไปสนับสนุน หรือเรื่องเทคโนโลยีด้านการเกษตร เกษตรกรอยากได้โดรนทุกคน แต่ถามว่าซื้อไหวหรือไม่ อยากได้เครื่องตัดอ้อยทุกคน ของแบบนี้รัฐบาลต้องทำพูลรวม จะทำให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
นโยบายธนูสี่ดอกของพรรคไทยก้าวใหม่ ทั้งเรื่อง “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย” “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน” มันจะพุ่งออกไป มันคือเรื่องเดียวกัน การศึกษาสร้างคน กับการสร้างเศรษฐกิจใหม่มันคือเรื่องเดียวกัน ที่พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญ และทำไปพร้อมกัน
ในช่วงท้าย “ดร.สุชัชวีร์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่” กล่าวถึงการเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งในปีหน้า 2569 ว่า พรรคไทยก้าวใหม่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ในช่วงแรกก็จะต้องเน้นเรื่องการสื่อสาร ต้องสื่อสารให้ชัดว่าพรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นอย่างไร ที่ก็ต้องบอกว่าเกิดขึ้นมาเพื่อ “สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ” เป็นพรรคการเมืองที่เปิดพื้นที่สำหรับ “คนมืออาชีพ”
“สิ่งที่พรรคไทยก้าวใหม่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นก็คือ เราชูเรื่องการศึกษา เป็นธงนำของพรรค เพราะหากเราสร้างคนไม่สำเร็จ อย่าไปหวังว่าจะทำอย่างอื่นสำเร็จ ต้องเริ่มจากตรงนี้ ดังนั้นในช่วงแรกคือการสื่อสารต้องชัด และต้องตอบคำถามกับความลังเลของคนที่จะกา (ลงคะแนน) เพราะอย่าคิดว่าเราสองคนจะมีแฟนคลับเยอะแล้วจะแปลงเป็นคะแนนได้เยอะ เพราะคนเวลาจะกาบัตรในคูหา เขาก็คิดว่าคะแนนเขาจะเสียหรือไม่ ซึ่งการสื่อสารของพรรคไทยก้าวใหม่ชัดเจนว่า ทุกคะแนนเสียงทำให้ผมและ ดร.คเณศได้เข้าไปทำงานให้ ไปทำเรื่องการสร้างคน เรื่องการศึกษา ดูแลลูกหลานท่าน ดูแลเรื่องเศรษฐกิจก้าวใหม่คนไทยต้องมาก่อน ช่วงแรกพรรคก็จะเน้นเรื่องการสื่อสาร”
…ขณะเดียวกัน ทีมงานเบื้องหลังทีมพื้นที่ตอนนี้ทำงานกันเรียกว่า ทุกวินาทีเพื่อจะดูพื้นที่เป้าหมาย ตอนนี้ก็กำลังรับสมัครสมาชิกและคนที่จะลงสมัคร สส.ระบบเขต ที่ตอนนี้ก็มีคนสนใจมาสมัครเยอะมาก โดยติดต่อกับพรรคผ่านช่องทางต่างๆ เช่นเฟซบุ๊กของพรรคไทยก้าวใหม่ หรือที่เว็บไซต์ของพรรคไทยก้าวใหม่ โดยสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ ตอนนี้ทีมงานหลังบ้านของพรรคไทยก้าวใหม่ก็ทำงานกันเร็วมาก โดยมีสโลแกนพรรคคือ “พรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง”

ด้าน “ดร.คเณศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่” ที่จากอดีตทำงานภาคธุรกิจ แต่วันนี้เข้าสู่ถนนการเมืองกับพรรคไทยก้าวใหม่ย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะทำงานอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเราก็ได้เห็นตัวอย่างที่ดีและที่ควรปรับปรุง ที่เห็นได้จากจอโทรทัศน์ ซึ่งที่ผ่านมาผมทำงานเพื่อส่วนรวมตั้งแต่ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่ EEC ก็ทำหน้าที่ชักชวนนักลงทุนซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ งานตรงนี้ก็ไม่ได้หวั่นใจ โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด
พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นอย่างไร ที่ต้องบอกว่าเกิดขึ้นมาเพื่อ “สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ” เป็นพรรคการเมืองที่เปิดพื้นที่สำหรับ “คนมืออาชีพ”…สิ่งที่พรรคไทยก้าวใหม่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นก็คือ เราชูเรื่องการศึกษา เป็นธงนำของพรรค เพราะหากเราสร้างคนไม่สำเร็จ อย่าไปหวังว่าจะทำอย่างอื่นสำเร็จ ต้องเริ่มจากตรงนี้
ลงลึกนโยบายธนูสี่ดอก
อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. พรรคไทยก้าวใหม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพมหานคร
วันดังกล่าว “ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่” แถลงข่าวเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมแถลงวิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่
โดย ดร.สุชัชวีร์กล่าวว่า ทุกชาติที่พัฒนาแล้วในโลก ยกระดับคนจากความยากจนสู่ความมั่งดั่งจากการสร้างคนด้วยการศึกษา เพราะการศึกษาคือปากท้อง คือเศรษฐกิจ อนาคต ยาแก้จน อาวุธที่มีอานุภาพสูงสุด ดังนั้นสิ่งที่จะฟื้นฟูประเทศไทย ต้องเริ่มต้นจากการสร้างคน เริ่มต้นจากการศึกษา พรรคไทยก้าวใหม่จึงประกาศชูการศึกษาเป็นธงนำการพัฒนาประเทศไทย เพื่อพาคนไทยพ้นความยากจน
…พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นภายใต้สโลแกน “พรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” เราต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นชาติที่อยู่ด้วยมันสมองมากกว่าแรงงาน สามารถส่งออกนวัตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างชาติที่ทั่วโลกอยากมาลงทุน และเราต้องการสนับสนุน SMEs ไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบในประเทศ สามารถผงาดขึ้นเป็นบริษัทที่มั่นคง ทันสมัย และสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งเรายังต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทย อุตสาหกรรมไทย เด็กไทย โดยมีเป้าหมายว่าคนไทยต้องมาที่หนึ่ง และประเทศไทยต้องก้าวใหม่เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง
งานวันดังกล่าว “ดร.สุชัชวีร์” ชูนโยบายธนู 4 ดอก เปลี่ยนแปลงประเทศพรรคไทยก้าวใหม่ วางนโยบายหลัก 4 ประการ ที่เสมือนธนู 4 ดอก ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สตรอง ก้าวพ้นความยากจน ก้าวล้ำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก้าวหน้าปราบทุจริตคอร์รัปชัน
ธนูดอกที่หนึ่ง “สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทย” เพราะเด็กไทยทุกคนเป็นเหมือนลูก การลงทุนกับเด็กไทยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดทางเศรษฐกิจ คือ 1.การศึกษาฟรีจริงๆ ถึงระดับปริญญา เงินอุดหนุนต้องถึงพ่อแม่โดยตรง เด็กจบมาไม่เป็นหนี้มีโอกาสตั้งตัวได้ทุกคน 2.ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ลดประกัน ลดประกวด ลดประเมิน เพิ่มทักษะเพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพครู 3.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สอง เด็กไทยได้เรียน AI Coding เป็นภาษาที่สาม เพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก 4.ขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน ที่ทำร้ายลูกหลานไทย
ธนูดอกที่สอง “สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน” เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้เอื้อให้คนสร้างฐานะ ไม่ได้เอื้อให้ธุรกิจแข่งขันได้ รัฐต้องสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในสังคม คือ 1.ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัดกรรม อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ 2.สนับสนุนให้คนไทย จากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัดกรรม สนับสนุนการสร้างตลาดทั้งในและต่างประเทศ 3.ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์ และงานนวัตกรรมของคนไทย 4.ผลักดันให้รัฐลงทุนในเครื่องมือทางเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อให้ SMEs และ Startup ไทยได้ใช้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน 5.สร้างระบบนิเวศทางการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่ออุตสาหกรรมมูลค่าสูง จ้างงานคนไทยในแผ่นดินไทย
ธนูดอกที่สาม “สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข” เพราะความปลอดภัยและสุขภาพดี คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย และแผ่นดินไทยคือมรดกของลูกหลานไทย คือ 1.ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติสะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตออย่างโปร่งใส 2.แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยี ไม่ให้เกิดซ้ำซาก การบริหารซ้ำซ้อน 3.รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย AI และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า แก้ปัญหาการอนุญาตก่อสร้างผิดกฎหมาย ตรวจสอบต้นตอปล่อยมลพิษโดยไม่เกรงใจใคร 4.สนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน ปลดล็อกกฎหมายที่กดทับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการผลิตยาของไทย
ธนูดอกที่สี่ “สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน” เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอร์รัปชัน คือ 1.ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษา เด็กไทยมีวินัย ยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่ทนกับการทุจริต คอร์รัปชัน ส่งเสริมคนดี ให้ทำงานเพื่อสังคม 2.สร้าง Open Data เพื่อประชาชน ข้อมูลโครงการรัฐ เงินงบประมาณต้องเปิดเผย เข้าถึงง่าย แบบ Real Time 3.ป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ AI 4.สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องคอร์รัปชัน
“วันนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ไม่มีทิศทาง ไม่รู้อนาคต ไม่รู้จะสู้ชาติอื่นอย่างไร เราจึงคล้ายคนอ่อนแรงใกล้เข้าขั้นวิกฤตในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไม่ได้ต้องการยากระตุ้นชั่วคราว แต่ยารักษาที่ดีที่สุดคือการศึกษา ที่จะทำให้ประเทศก้าวออกจากหลุมดำทางเศรษฐกิจ แก้จน แก้ปัญหาปากท้อง เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนการเมืองด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญพลังของความรู้ จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นและกลับมาแข็งแรงสตรองได้” ดร.สุชัชวีร์ระบุ
“ดร.สุชัชวีร์” กล่าวไว้ในวันแถลงข่าวเปิดตัวพรรคว่า เราจะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเปิดพื้นที่ให้คนมีใจ คนมืออาชีพ คนมีฝีมือ และคนไทยทุกคนได้เข้ามาทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมทำงานกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อไม่ทำแบบเดิม ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าหากพรรคการเมืองขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังความรู้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่า และกลับมาสตรองได้ ขอให้ทุกคนสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อให้เราดูแลคนไทยทุกคน ไม่มีท่าน ไม่มีเรา เราขออาสาได้ดูแลตัวท่านและลูกหลานท่าน เพื่ออนาคตของประเทศไทย เราเชื่อว่าประเทศไทยจะก้าวใหม่ ประเทศไทยจะเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้แล้วจริงๆ มาร่วมกับเราพรรคไทยก้าวใหม่ ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง
ทั้งนี้ รายชื่อตําแหน่งอื่นๆ ภายในพรรค ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรค นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ผู้ช่วยเลขาธิการด้านเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรค ผศ. ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองหัวหน้าพรรค นายชยพงศ์ สายฟ้า รองหัวหน้าพรรค นายอนุพงษ์ มาคำ รองหัวหน้าพรรค นายกิติ วงษ์กุหลาบ รองหัวหน้าพรรค นายณัฐวัฒน์ บูรณะกนก รองหัวหน้าพรรค นางสาวจิตติกานต์ แจ้งเจนจิต เหรัญญิกพรรค นายภคภณ เทพอินทร์ชัย นายทะเบียนสมาชิกพรรค นางสาวธัญชนก นานา กรรมการบริหารพรรค นายธนกร บรรพศิริ กรรมการบริหารพรรค นายธีรคุปต์ ธรรมมณีวงศ์ กรรมการบริหารพรรค น.ต.ปวิณ ปีตะวรรณ กรรมการบริหารพรรค
โดยพรรคไทยก้าวใหม่มีสัญลักษณ์พรรค มีลักษณะเป็นลูกศร สีเหลืองเลมอน ชี้ขึ้นทางขวา โดยสีเหลืองเลมอน แสดงถึงพลังงาน ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และความหวัง สีกรมท่าหมายถึง ความมั่นคงสุขุม และความเป็นมืออาชีพ โดยโลโก้ไทยก้าวใหม่ สื่อสารการก้าวใหม่ การพัฒนาด้วยพลังความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ บนรากฐานที่มั่นคงและความเป็นอาชีพ.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/880992/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WqwbtoF3bYhjLSaLMpf7D

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)
การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 วาระเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ นายเทอดพงศ์ ไชยนันทน์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ได้เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง
ที่ประชุม มีมติ 96.18 % ให้นายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 10 ของพรรคประชาธิปัตย์ และถือว่าได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคครั้งที่ 3 หลังจากที่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2548 และ 2554
ภายหลังได้รับเลือก นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรค ที่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง และให้กำลังใจกับตนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสักครู่เดินเข้ามานักข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไร ตนก็ตอบสั้นๆเพียงว่าใจไม่เคยเปลี่ยน
พร้อมกล่าวด้วยว่านับตั้งแต่เพื่อนสมาชิกมาหารือเพื่อให้ตนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค สิ่งที่ตนหนักใจที่สุดคือเวลาที่จำกัด ตนอยากเติมกำลังให้กับพรรคเรา เพราะฉะนั้นตนใช้เวลาเป็นตัวกำหนด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเชิญชวนคนกลับพรรค และต้องการให้คนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่า ทำเพื่อพรรค
จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่อ กรรมการบริหารพรรคโดยระหว่างที่เสนอชื่อนายวีระพงษ์ ประภา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ปฎิเสธตำแหน่งในรัฐบาล เนื่องจากได้คุยกับตนและต้องการมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ปฎิเสธ จากนั้นที่ประชุมเลือกรองหัวหน้าพรรคประกอบด้วย
นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคด้านนโยบาย
นางสาวการดี เลี่ยวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
นายนายจุรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าด้านสื่อสารองค์กร
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคด้านสตรี เยาวชนและความยั่งยืน
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคด้านยุทธศาสตร์การเมือง
นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคด้านการต่างประเทศ
นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคภาคอีสานและการศึกษา
รวมทั้ง นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค
สำหรับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค จำนวน 6 คน ประกอบด้วย นางกันตวรรณ ตันเถียร นายขยัน วิพรหมชัย นายเจะอามิง โตะตาหยง นายประชา ยอดวานิช นายราเมศ รัตนะเชวง และ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ส่วนตำแหน่งเหรัญญิก
นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ตำแหน่งนายทะเบียนพรรค คือ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ และนายพงศกร ขวัญเมือง เป็นโฆษกพรรค
การประชุมในวันนี้ยังคงดำเนินการต่อไปในช่วงบ่ายเพื่อให้มีคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ครบทั้ง 41 ตำแหน่ง พร้อมกับเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครฯ อีก 11 คน ซึ่งจะทำให้พรรคฯ มีผู้นำทัพเพื่อกอบกู้ศรัทธาและก้าวผ่านวิกฤตทางการเมืองต่อไป
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์โพสเฟซบุ๊ก”ขอบคุณพี่น้องประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสกลับมาทำงานรับใช้ประชาชนครับ”
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9H0IQ7N6O3K63E68P06XHE3DISPZ9E&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17cnL_KQmDEsHun23gbcAn

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.25 น.
เปิดโฉมกก.บห. ปชป.แต่งตั้งเลขาธิการพรรค รองหัวหน้าพรรค ตามข้อเสนอหัวหน้าพรรคคนใหม่
หลังจากได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อรองหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ประกอบด้วย
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคด้านนโยบาย
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
นายจูรี นุ่มแก้ว รองหน้าพรรคด้านการสื่อสารองค์กร
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคด้านสตรีฯ
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหน้าพรรคด้านยุทธศาสตร์การเมือง และประสานงานภาคประชาสังคม
นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคด้านการต่างประเทศ
นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคด้านการศึกษา
เลขาธิการพรรค นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์
โดยที่ประชุมได้ลงมติรับรองทุกตำแหน่ง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921889&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10ZfdjoryFIGUhlZN_66KT