Blog

  • “พาณิชย์” ลุยศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียว” ลดราคาปุ๋ย-เคมีเกษตรสูงสุด 200 บาท/กระสอบ เดินหน้า “Quick Big Win” หนุนเกษตรกรชายแดนลดต้นทุน ยกระดับสินค้า GI สร้างรายได้ชุมชน

    “พาณิชย์” ลุยศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียว” ลดราคาปุ๋ย-เคมีเกษตรสูงสุด 200 บาท/กระสอบ เดินหน้า “Quick Big Win” หนุนเกษตรกรชายแดนลดต้นทุน ยกระดับสินค้า GI สร้างรายได้ชุมชน

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดศรีสะเกษ จำกัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ให้สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระต้นทุน และรักษาเสถียรภาพการผลิตทางการเกษตร

    นางศุภจี กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของท่านนายกรัฐมนตรี คือการดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร โครงการธงเขียวครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน นำปุ๋ยและเคมีเกษตรราคาพิเศษมาจำหน่ายให้กับพี่น้องชาวศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับเกษตรกรในพื้นที่ชายแดน

    “จังหวัดศรีสะเกษเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน เราจึงตั้งใจนำโครงการธงเขียวและธงฟ้ามาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน โดยจะมีคาราวานธงฟ้าโมบายเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก พร้อมจับมือกับไปรษณีย์ไทยในการช่วยค่าขนส่ง เพื่อเปิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคของศรีสะเกษออกสู่ตลาดในวงกว้าง ให้เกิดทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้เกษตรกร” นางศุภจี กล่าว

    โดยภายในงานมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี 6 สูตรหลักที่ใช้ในพืชเศรษฐกิจ เช่น นาข้าว พืชไร่ ผัก และไม้ผล ได้แก่ 15-15-15, 16-16-8, 46-0-0, 13-13-21, 21-4-21 และ 15-5-20
    ลดราคาสูงสุดถึง 200 บาทต่อกระสอบ พร้อมมอบคูปองส่วนลดมูลค่า 50 บาท สำหรับใช้ซื้อสารเคมีเกษตรอื่น ๆ เช่น ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืช

    การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมการค้าภายใน และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย รวมถึงห้างค้าปลีกสมัยใหม่ นำเสนอสินค้าคุณภาพดี ราคายุติธรรม และนวัตกรรมเกษตรทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    “โครงการธงเขียวและธงฟ้าจะไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อให้พี่น้องชาวศรีสะเกษมีต้นทุนที่ดี ผลผลิตที่มีคุณภาพ และช่องทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น เราจะเดินหน้าทำงานเคียงข้างเกษตรกรอย่างยั่งยืน”นางศุภจี กล่าว

    ด้าน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบนโยบายให้เร่งดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้รับมอบหมายให้จัดโครงการธงเขียวและธงฟ้า เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและต้นทุนของเกษตรกรใน 7 จังหวัดชายแดน ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ไปจนถึงเกษตรกรรายย่อย

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 7 และเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายโครงการไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด โดยเราจะดำเนินการให้ครบทุกพื้นที่ตามนโยบายของรัฐมนตรี เพื่อให้เกษตรกรในแต่ละจังหวัดได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

    นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้านโยบาย Quick Big Win ส่งเสริมและยกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมีการจัดแสดงสินค้า GI จังหวัดศรีสะเกษภายในงาน เพื่อสร้างการรับรู้และขยายตลาดสินค้าอัตลักษณ์ของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จังหวัดศรีสะเกษมีสินค้า GI ทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ และครุน้อยบ้านสะอาง
    ศรีสะเกษ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 4,500 ล้านบาท ในอนาคตยังมีสินค้าใหม่ที่เตรียมขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม เช่น ไก่ย่างไม้มะดัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับจังหวัดได้มากขึ้น

    นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่เข้ามาส่งเสริมและผลักดันสินค้า GI ของจังหวัด ศรีสะเกษมีสินค้า GI หลายรายการที่สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่สร้างมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท ถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด

    ขอเชิญชวนเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมงาน “ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” ระหว่างวันที่ 17–18 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00–16.00 น. ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดศรีสะเกษ จำกัด เพื่อร่วมลดต้นทุนการผลิต เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kubb2tanOAdBvTjfq6ips

  • นักวิชาการเตือนไทยเสี่ยงภาวะเงินฝืด

    นักวิชาการเตือนไทยเสี่ยงภาวะเงินฝืด

    ไทยเสี่ยงภาวะเงินฝืด Quick Big win เพียงช่วยบรรเทา แนะต้องปรับโครงสร้างใหญ่หนีรั้งท้ายอาเซียน กับดักซ้ำซ้อนกดทับประชาชนฐานราก                 

    19 ต.ค. 2568 – รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับใกล้ 0% หรือติดลบเล็กน้อยในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมาต่อเนื่อง 6 เดือนแล้วและคาดว่าอาจติดลบไปจนถึงต้นปีหน้า ภาคส่งออกนั้นมีสัญญาณชะลออย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม ตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมนั้นหากไม่รวมการส่งออกทองคำและชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์จะมีการขยายตัวติดลบ 2% นอกจากนี้ภาคการบริโภคขยายตัวต่ำจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ รายได้ฟื้นตัวช้า ทำให้มาตรการ Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจมีขีดจำกัดในการกระตุ้นการบริโภคอาจเพียงช่วยบรรเทาปัญหาการชะลอตัวและความยากลำบากทางเศรษฐกิจเท่านั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการใช้งบประมาณเดิม ไม่ได้เพิ่มเม็ดเงินงบประมาณใหม่เพิ่มเติม การเพิ่มเม็ดเงินใช้จ่ายจากงบประมาณใหม่และการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมมีความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไหลลงลึกไปกว่านี้ป้องกันการปิดกิจการของธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็กและขนาดกลาง

    เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีการผ่าตัดใหญ่และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปัญหาบางอย่างต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าและไม่สามารถรอรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งได้ สังคมไทยโดยเฉพาะประชาชนในระดับฐานรากเจอกับกับดักซ้ำซ้อน กับดักหนี้สิน กับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักปัญหาสถาบันครอบครัว กับดักรายได้ต่ำขาดเงินออมและไม่มีความมั่นคงในงาน   

     รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเทศไทยนั้นก็ติดกับดักรายได้ระดับปานกลางตั้งแต่ปี 2531 และขยับสูงขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลางตั้งแต่ปี 2553 มีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงขึ้นและสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศในระดับสูง อาทิ กลุ่มยานยนตร์ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยวและการบริการด้านสุขภาพ ปัญหาความยากจนลดลงจากร้อยละ 20.0 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 10.9 ในปี 2556  ประชากรมีโอกาสเข้าถึง บริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างไรก็ตาม ต่อมา เศรษฐกิจถดถอยลงและมีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำมาตลอดหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และ หลังวิกฤติเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในช่วงปี พ.ศ. 2563 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างอ่อนแอโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้  ประเทศไทยก็ยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างหลายด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ได้แก่ โครงสร้างสังคมผู้สูงวัย แต่คุณภาพคนโดยเฉลี่ยยังต่ำและการออมไม่เพียงพอ ขาดแคลนแรงงานทั้งในกลุ่มทักษะฝีมือสูงและฝีมือระดับล่าง ทั้งระบบเศรษฐกิจมีผลิตภาพการผลิตรวมต่ำ ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีสัดส่วนภาคการค้าระหว่างประเทศต่อขนาดเศรษฐกิจสูงกว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมาก จึงมีการผันผวนตามปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ฐานการผลิตเกษตรและบริการต่ำโดยที่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มมูลค่ายังมีน้อย การลงทุนเพื่อการวิจัยไม่เพียงพอ การพัฒนาด้านนวัตกรรมมีน้อย สำหรับการดำเนินและการบริหารจัดการภาครัฐก็ยังขาดการบูรณาการจึงสิ้นเปลืองงบประมาณ ยังมีปัญหาการคอร์รัปชันเป็นวงกว้าง ขาดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพต่ำ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆไม่สมบูรณ์และล่าช้า การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิผลและกฎระเบียบต่างๆล้าสมัยไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ปัญหาด้านการไม่เคารพสิทธิผู้อื่นและไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ อีกทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกในสังคมไทยยังเป็นปัญหาที่ท้าทายมาก

     รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประเมินว่า ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะร่วงหล่นไปอยู่อันดับ 5 ของอาเซียนโดยถูก ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม แซงหน้า ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2030) โดยขนาดเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 654 พันล้านดอลลาร์ ใน ปี ค.ศ. 2030 จาก 558 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ อันดับที่ร่วงหล่นลงจะเป็นผลจากจีดีพีของไทยโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนอย่างต่อเนื่องในอนาคต และ จะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยไม่เกิน 2% หากไม่ต้องการให้ ขนาดเศรษฐกิจ “ประเทศไทย” ร่วงหล่นมาอยู่ในอันดับ 5 ของอาเซียน เราจำเป็นต้องทำให้อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยของไทยอยู่ในระดับ 4-5% เป็นอย่างน้อย การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องมุ่งไปที่การสร้างฐานรายได้ใหม่ของประเทศ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve ยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมเดิมให้แข่งขันได้ดีขึ้นพร้อมกับพัฒนาแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น มุ่งเน้นการลงทุนในการสร้างนวัตกรรมและทุนมนุษย์ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเทียบกับจีดีพีให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 30%-40% การเปิดกว้างในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติต้องมาพร้อมกับเป้าหมายอันชัดเจนที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบและสามารถบูรณาการกับอุตสาหกรรมภายในเพื่อเสริมความแข็งแกร่งได้ดียิ่งขึ้น  

    มีการวางยุทธศาสตร์และแผนระยะยาวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่เป้าหมายตามวาระการดำรงอยู่ของรัฐบาล พัฒนาตลาดทุนเป็นกลไกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบการเงินของประเทศจากระบบ Bank-based Financial System มาเป็นระบบ Market-based Financial System มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุล ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศมากขึ้น ทำตลาดทุนให้เป็นเรื่องเข้าถึงได้ง่ายโดยกิจการเอสเอ็มอีและประชาชน มีการยกระดับมาตรฐานเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรมและร่วมสร้างโอกาสเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/881222/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uy8Vvw4j4ymJKn_X6-TpO

  • วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ย้ำเงื่อนไขการใช้สิทธิสำหรับประชาชน

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ย้ำเงื่อนไขการใช้สิทธิสำหรับประชาชน

    เปิดวิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก พร้อมย้ำเงื่อนไขการใช้สิทธิ สำหรับประชาชน

    ภายหลังจาก “คณะรัฐมนตรี” ได้มีมติเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะ “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย” ให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    สำหรับปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่อาจจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน

    คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 2568

    • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
    • มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประจำตัวประชาชน
    • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
    • ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่
      (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    ช่องทางลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

    ลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

    • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง

    เงื่อนไขการใช้สิทธิสำหรับประชาชน

    • ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้โดนตัดสิทธิตามเงื่อนไขโครงการ
    • ใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00 – 23.00 น. โดยชำระผ่าน G Wallet

    วิธีลงทะเบียน-ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส

    เริ่มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 เวลา 06:00 – 22:00 น.

    “ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ” โครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ “เป๋าตัง” เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ “เป๋าตัง” และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง และ SMS (ภายใน 3 วัน)

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    “ผู้ที่เคยรับสิทธิ” โครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    วิธีลงทะเบียน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง

    • ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ เป๋าตังสำเร็จ
    • เลือก G Wallet เลือก “สมัครใช้บริการ”
    • กด “ยินยอม” การจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
    • ถ่ายบัตรประชาชน และกรอกข้อมูลตามขั้นตอน
    • เลือกวิธีการยืนยันตัวตน “สแกนใบหน้า”
    • สแกนใบหน้า ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล
    • เข้าสู่หน้าหลัก เริ่มการใช้งาน

    อ้างอิง www.คนละครึ่งพลัส.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2889879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OiLu2fiEF8Gdki62wx7eE

  • เปิด 41 ชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์

    เปิด 41 ชื่อกรรมการบริหารชุดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.48 น.

     วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ โดยมีจำนวน 41 คน ดังนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    รองหัวหน้าพรรค ตามภารกิจ จำนวน 8 คน

    กรณ์ จาติกวณิช (ด้านเศรษฐกิจ)
    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (ด้าน ศก.ดิจิทัล)
    นายจูรี นุ่มแก้ว (ด้านสื่อสารองค์กร)
    นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน)
    นายวีระพงษ์ ประภา (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)
    นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย (ด้านยุทธศาสตร์การเมือง ประสานการเมืองภาคประชาสังคม)
    นายอิสรา สุนทรวัฒน์ (ด้านต่างประเทศ)
    นายอัมพร พินะสา (ด้านการศึกษา)

    เลขาธิการพรรค

    นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

    รองเลขาธิการพรรค จำนวน 6 คน

    กันตวรรณ ตันเถียร
    ขยัน วิพรหมชัย
    เจะอามิง โตะตาหยง
    ประชา ยอดวานิช
    ราเมศ รัตนะเชวง
    ม.ล.อภิมงคล โสณกุล

    เหรัญญิก

    เจิมมาศ จึงเลิศศิริ

    นายทะเบียน

    ผ่องศรี ธาราภูมิ

    โฆษกพรรค

    พงศกร ขวัญเมือง

    รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาค ภาคละ 1 คน รวม 5 คน

    ภาคเหนือ
    สงกรานต์ จิตสุทธิภากร

    ภาคกลาง
    เมฆินทร์ เอี่ยมสอาด

    ภาคอีสาน
    ธนพร สมศรี

    ภาคใต้
    ชัยชนะ เดชเดโช

    กทม.
    สกลธี ภัททิยกุล

    หัวหน้าสาขา/ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด (ภาคละ 1 คน รวม 5 คน)
     

    ภาคเหนือ
    ขนิษฐา นิภาเกษม

    ภาคกลาง
    สิทธิชัย จรานุพันธ์

    ภาคอีสาน
    วิมล มะลิลา

    ภาคใต้
    สาคร เกี่ยวข้อง

    กทม.
    กฤษณ์ชนม์ เมธีนพอนันต์

    ตัวแทนสมาชิกสภาท้องถิ่น จำนวน 2 คน

    ธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
    สมชาย เต็มไพบูลย์กุล

    กรรมการบริหารที่มาจากที่ประชุมใหญ่ จำนวน 8 คน

    ธนิตพล ไชยนันทน์
    ยุพราช บัวอินทร์
    วิรัช ร่มเย็น
    สมมาตร วิสุทธิวงศ์
    ดร.เชวงศักดิ์ พลลาภ
    รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
    ธีรภัทร พริ้งศุลกะ
    อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์

    ดร.รุจรินทร์ ทองใหญ่ (สำรอง)
    มรกต อิสระเสนารักษ์ (สำรอง)
    อุดมการณ์ วรกิจ (สำรอง)
    ราณี นิวงศ์ษา (สำรอง)

    นอกจากนี้ ยังได้มีการเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร จำนวน 11 คน ประกอบด้วย

    นายขยัน วิพรหมชัย
    นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์
    ม.ล.อภิมงคล โสณกุล
    นายประชา ยอดวานิช
    นายอัมพร พินะสา
    นายวิชิต กลิ่นทอง
    นายวิมล มะนิลา
    นายสัญชัย แช่ลิ่ม
    นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
    ดร.พิมพ์รพี พันธุร์วิชาติกุล
    นายสาธิต ปิตุเตชะ

    สำรอง
    นายเจะอะมิง โต๊ะตาหยง
    นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ
    นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ
    นายวิจิตร กาหลง
    นายเรืองเดช จอมเมือง
    นายมารุต โมราสุข
    ดร.เชวงศักดิ์ พลลาภ
    นายชูศักดิ์ กุลธวัชรวงศ์
    นายพลเดช ศรีแปงวงศ์
    ดร.ผุสดี ตามไท
    นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน
    นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aIcrZgOwnyM7a9lP-W18L

  • ส.อ.ท.จ่อถก ธปท. 3 วาระร้อน ‘ค่าเงินบาท-การค้าโลก-หนี้ SMEs’

    ส.อ.ท.จ่อถก ธปท. 3 วาระร้อน ‘ค่าเงินบาท-การค้าโลก-หนี้ SMEs’

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี้ ส.อ.ท. จะประชุมหารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงรุกและกำหนดทิศทางการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

    ทั้งนี้ วาระสำคัญที่ต้องจับตา โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 

    “การประชุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการผนึกกำลังระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานกำกับดูแลการเงินระดับประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า จะนำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมภายใต้กลยุทธ์ 4GO ซึ่งประกอบด้วย GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global, และ GO Green โดยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641776&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07twW8nvC0V-O610waRD36

  • อัดบิ๊กอีเวนต์-3มาตรการ ดันท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย! | เดลินิวส์

    อัดบิ๊กอีเวนต์-3มาตรการ ดันท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย! | เดลินิวส์

    ปี 68 ภาคการท่องเที่ยวถูกฝากความหวังไว้อย่างสูงให้เป็น“พระเอก”ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาชายแดน ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ที่จะกระทบภาคการส่งออกไทยอย่างรุนแรง ภาคการท่องเที่ยว จึงเปรียบเหมือนเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจสามารถไปรอด ไปถึงฝั่ง   

    ดังนั้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หน่วยงานหลักอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงตั้งเป้าหมายเชิงรุกว่า ปี 68 ไทยต้องดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาให้ได้ 39-40 ล้านคน  ส่วนนักท่องเที่ยวไทยก็เที่ยวเมืองไทยประมาณ 205 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด โดยสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ สูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 18-19% ของจีดีพีประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดยอด 9 เดือน ภาคการท่องเที่ยวกลับไม่ได้ฉายแสง เป็นเทพบุตรขี่ม้าขาวอย่างที่ใครคิด เพราะสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเข้าไทยตั้งแต่ 1 .. – 30 .. 68 เพิ่งมีเพียง 24.11 ล้านคน ห่างไกลเป้าหมายลิบลับถึง 15 ล้านคน แถมยังหดตัว 7.56% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติก็มีเพียง 1.11 ล้านล้านบาท ลดลง 5.85% 

    หันเป้าครั้งใหญ่ 

    ส่งผลให้ ททท. ต้องปรับแผนกันยกใหญ่  ยอมปรับลดเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี เหลือเพียง 33.4-34.5 ล้านคน หรือหายไปกว่า 5 ล้านคน ส่วนรายได้การท่องเที่ยว ที่เคยตั้งไว้ 3.5 ล้านล้านบาท ก็ประเมินว่าจะเหลือเพียง 2.7-2.8 ล้านล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ดี แม้จะลดเป้าไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ทำให้ถึงอยู่ดี เพราะตอนนี้เหลือเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เป็นภารกิจท้าทายที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึง ททท.ต้องดึงต่างชาติเข้ามาให้ได้ถึง 10 ล้านคน

    เมื่อส่องดูโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่มาไทย พบว่าตลอดหลัก 5 อันดับแรก มีถึง 3 ใน 5 ที่ตัวเลขติดลบ  โดยมาเลเซียที่ปีนี้มาไทยอันดับหนึ่ง แต่เหลือเพียง 3.47 ล้านคน ลดลงไป 7.05% ขณะที่จีนแชมป์เก่าหลายปีก็วูบลงน่าใจหาย เหลือ 3.41 ล้านคน หรือลดลง 34.97% ขณะที่เกาหลีอันดับ 5 ก็มาเพียง 1.13 ล้านคน ลดลงไป 17.7% จะมีเพียงอินเดียที่โตแรงขึ้นมาที่ 1.77 ล้านคน และรัสเซียที่ขยายตัวเป็น 1.27 ล้านคน แต่ก็ไม่เพียงพอที่ฉุดให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขึ้นจากหล่มได้

    สารพัดปัญหารุมเร้า 

    สาเหตุหลักที่ท่องเที่ยวไทยต้อเผชิญวิกฤตเช่นนี้ เกิดจากหลายเรื่องมะรุมมะตุ้ม ทั้งด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัย จากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวจีน และคดีลักพาตัวนักแสดงชาวจีนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นชาวจีนรุนแรง ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางชาติอื่น ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวไทยสูงขึ้น จนชาวต่างชาติเลือกไปประเทศอื่นที่ค่าเงินอ่อนซึ่งคุ้มค่ากว่า อย่างญี่ปุ่น หรือเวียดนาม นอกจากนี้ หลาย ๆ ประเทศ ก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายใน ทำให้คนเที่ยวเมืองนอกลดลง และอีกเรื่องคือทุกประเทศต่าง แข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งหลักของไทย 

    ด้วยสถานการณ์หลังพิงฝาสุด ๆ ในโค้งสุดท้าย 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ จึงเป็นฮึดเฮือกสุดท้าย ที่รัฐบาลจะต้องใส่เกียร์ 5 เดิมพันครั้งใหญ่ผลักดันการท่องเที่ยวฟื้นกลับให้ได้ เพื่อจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยที่กำลังอ่อนเปรี้ยให้รอดถึงฝั่ง ทำให้ รัฐบาล และ ททท. ได้เทหมดหน้าหวังพลิกสถานการณ์ช่วงทดเวลาบาดเจ็บออกมาหลายแนวทาง เริ่มจากททท. ที่ทุ่มสุดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้  วางบิ๊กอีเวนต์ใหญ่ออกมารัว ๆ ปลุกบรรยากาศเที่ยวไทยให้คึกคักอีกรอบ

    กดปุ่มบิ๊กอีเวนต์

    เริ่มด้วยเดือน ต.ค.68 ได้จัดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 เทศกาลแสงสี ดิวาลี เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-อินเดีย ตลอดเดือนต.ค.68  ถัดมาเดือนพ.ย.68 ได้จัดงานมหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025 ยกระดับเทศกาลลอยกระทงให้เป็นเทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีไฮไลท์ ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยังเติมเต็มด้วย งานวิจิตร เจ้าพระยา 2025 การแสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้น 1 พ.ย.–15 ธ.ค. 68 งาน Amazing Thailand Marathon 2025 กิจกรรมวิ่งมาราธอนใหญ่ วันที่ 30 พ.ย. 2568  และปิดท้าย เดือนธ.ค.68 ด้วยกิจกรรม Amazing Thailand Countdown 2026 เฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ   

    ดึง “ลิซ่า” โหมระดับโลก

    นอกจากนี้ ยังมีทีเด็ดสุดๆ คือ  การดึง ลิซ่า  ลลิษา มโนบาล ศิลปินระดับโลกสัญชาติไทย มาช่วยในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” หรือทูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาโลก ตลอด 1 ปี  โดยเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และเพิ่มภาพลักษณ์ไทยให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก โดย ททท. คาดหวังว่า ลิซ่า จะช่วยกระตุ้นรายได้การท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ยาวไปจนถึงปี 69 โดยแคมเปญบิ๊กอีเวนต์ใหญ่ที่เกิดขึ้น ททท.ปักหมุดเป้าหมายไปที่ตลาดระยะไกล อย่างยุโรป ซึ่งชาวยุโรปนิยมหนีฤดูหนาวมาท่องเที่ยวในประเทศเขตร้อน ทั้งเยอรมนี สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส อิตาลี และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งทั้งหมดมีสัญญาณการฟื้นตัวและเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีรัสเซียที่เป็นตลาดสำคัญ ที่ได้รับอานิสงส์การยกเว้นวีซ่า โดยนิยมมาพักผ่อนระยะยาวในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและพัทยา  รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตลาดที่นับจับตา หลังสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส มีการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ และเพิ่มความถี่เที่ยวบินจากสหรัฐฯ มาไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องเร่งกระตุ้นตลาดใหญ่ อย่าง จีน และรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งของ อินเดีย ให้เติบโตควบคู่ไปด้วย 

    ไทยเที่ยวไทยชะลอ

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยวในประเทศ หรือ  “ไทยเที่ยวไทย” แม้ในปี 68 จะยังไม่ติดลบ แต่ก็เผชิญความเสี่ยงเติบโตต่ำ โดยประเมินว่าจะมีคนไทยเที่ยวด้วยกันเอง 205 ล้านครั้ง และสร้างรายได้ 1.14-1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.0-2.2% เนื่องจากถูกปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นตัวเต็มคอยกดทับ ก็ทำให้ไทยเที่ยวไทย ไม่สามารถเร่งเครื่องมาชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หดตัวแรงได้

    ทำให้ ล่าสุด ครม.เศรษฐกิจ ได้งัดแพ็กเกจกระตุ้นการท่องเที่ยว อีกชุดใหญ่ 3 มาตรการ เพื่อหวังให้การท่องเที่ยวในประเทศ เป็นแรงเสริมช่วยรายได้ท่องเที่ยวในภาพรวมอีกแรง ประกอบด้วย  1. มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวในประเทศ ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุด 20,000 บาทต่อคน สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศ  เช่น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ และที่พิเศษหากใช้จ่ายใน “เมืองรอง” สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มในอัตรา 1.5 เท่า เช่น จ่ายจริงในเมืองรอง 10,000 บาท นำไปลดหย่อนได้ 15,000 บาท เริ่มตั้ง 29 ..-15 .. 68 

    งัด 3 มาตรการฟื้นคืนชีพ

    มาตรการที่ 2 เร่งรัดการจัดสัมมนาและอบรมของรัฐ โดยให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการจัดประชุม อบรม สัมมนา และศึกษาดูงาน จนถึงเดือนม.ค. 69 ซึ่งมีเม็ดเงินกว่า 6-7 พันล้านบาท และมาตรการที่ 3. สนับสนุนการปรับปรุงสถานประกอบการ  โรงแรม ให้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือต่อเติมอาคารของโรงแรม ที่พักได้ 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายจริง โดยเน้นไปที่โรงแรมเมืองรองเป็นพิเศษ ครอบคลุมถึงการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความยั่งยืน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือระบบบำบัดน้ำเสียด้วย

    เรียกว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ รัฐพยายามทุ่มสุดตัว ทั้งแคมเปญบิ๊กอีเวนต์ มาตรการกระตุ้นเที่ยวในประเทศหวังจะฉุดโมเมนตั้มการท่องเที่ยวกลับมา แต่ถามว่าจะกู้วิกฤติได้แค่ไหน หากวิเคราะห์ตามเนื้อผ้า โอกาสในไตรมาสที่ 4 แม้มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะสร้างผลดีต่อตลาดไทยเที่ยวไทย โดยเฉพาะการดึงคนกำลังซื้อสูงให้เที่ยวในประเทศ  ขณะที่การเร่งรัดงบสัมมนาก็ช่วยให้เกิดเงินกระจายตัวในประเทศ  ช่วยชดเชยการขาดหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า มาตรการชุดนี้ยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะไปปะผุ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แย่มาทั้งปีได้พอ   

    ยกเครื่องแก้โครงสร้าง

    แต่หากมองไปข้างหน้า รัฐบาลอาจต้องเบนเข็ม หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและความยั่งยืน” มากกว่า “ปริมาณ”  การเดินหน้าแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี เช่น งานอีเวนต์ขนาดใหญ่และเทศกาลต่าง ๆ จะต้องเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง และเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริง ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทัวร์สีเทาเหมือนที่ผ่านมา 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องไม่ลืม คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความปลอดภัย สาธารณูปโภค และการยกระดับมาตรฐานการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ดีแต่แรงโปรโมต แต่พอนักท่องเที่ยวมาถึง กลับต้องพบแต่ปัญหา? และขาดความประทับใจ!! ซึ่งไม่มีใครต้องการกลับมาเยือนอีก ดังนั้นในช่วงที่ปริมาณนักท่องเที่ยวชะลอตัว ภาครัฐควรมองเป็นโอกาสที่จะยกเครื่องแก้สารพัดปัญหา เพื่อให้ไทยกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่ต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก แต่ขอให้มีรายได้มาก จะดีกว่า !!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5216467/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TjC3I0_TrPpgaJjiUEU09

  • “ของหายได้คืน” ตำรวจท่องเที่ยวไทยย้ำความมั่นใจนักเดินทาง — พร้อมช่วยทุกขั้นตอน แค่โทร 1155

    “ของหายได้คืน” ตำรวจท่องเที่ยวไทยย้ำความมั่นใจนักเดินทาง — พร้อมช่วยทุกขั้นตอน แค่โทร 1155

    ตำรวจท่องเที่ยวไทยเปิดโครงการ “Lost & Found” สร้างความอุ่นใจให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก หากของสูญหายระหว่างท่องเที่ยวในประเทศไทย เจ้าหน้าที่พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่รับแจ้ง ตรวจสอบ จนถึงติดตามของคืนให้ถึงมือเจ้าของ

    กรมตำรวจท่องเที่ยวเปิดตัวโครงการ “ของหายได้คืน (Lost & Found)” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเน้นบริการช่วยเหลือกรณีสิ่งของสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทาง โทรศัพท์มือถือ หรือทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมให้บริการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับแจ้ง ตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการประสานติดตามของคืนสู่เจ้าของ โดยทำงานร่วมกับสถานีตำรวจในพื้นที่ หน่วยงานสนามบิน โรงแรม และจุดท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1155 เพื่อให้ “ทุกการเดินทางในประเทศไทย ปลอดภัยและอุ่นใจเสมอ”

    ตำรวจท่องเที่ยวย้ำว่า “ความสบายใจของนักท่องเที่ยว คือภารกิจของเรา” พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q31kfOnV9-4hIBiaHcRR9

  • ภูกระดึง18 องศา ทะเลหมอกขาวละมุน ชมแสงอาทิตย์แรกวันใหม่

    ภูกระดึง18 องศา ทะเลหมอกขาวละมุน ชมแสงอาทิตย์แรกวันใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

    19 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศบริเวณในจังหวัดเลยทั่วไปมีอากาศเย็นในช่วงเช้า และมีหมอกหนา โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาทำให้ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามยอดภูในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ต่างมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเพื่อมาสัมผัสหนาวในช่วงปลายฝนต้นหนาว และต่างก็ไม่ผิดหวังกับอากาศเย็นในยามเช้าโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตตลอดกาลของหนุ่มสาว เพื่อไปสัมผัสอากาศหนาวและธรรมชาติสวยๆบนยอดภู

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เผยว่า เผยว่าในเช้าวันนี้อุณหภูมิบนยอดภู 18.0 องศาเซลเซียส มีหมอกลงจัดต่างไม่ผิดหวังกับบรรยากาศในช่วงปลายฝนต้นหนาวอุทยานแห่งชาติภูกระดึง มักจะเกิดทะเลหมอกขึ้น ตามจุดเดินไปผานกแอ่นจุดชมพระอาทิตย์ลูกโตๆส่องแสงเป็นสีส้มในยามเช้านักท่องเที่ยวขึ้นไปพักค้างแรมบนยอดเขารวม 480 คน ลงทะเบียนขึ้นวันนี้660 คน ทำให้มียอดนักท่องเที่ยวสะสมรวมทั้งสิ้น 1,140 คน

    ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นบนภูกระดึงนักท่องเที่ยวขึ้นมาชมธรรมชาติ จนเหมือนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงเช้าจะเดินออกจากที่พักเพื่อรับแสงแรงของวันใหม่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นในช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหล่มสัก แต่ที่ขาดไม่ได้คือชื่นชมความสวยงามของใบเมเปิล แม้ช่วงนี้ยังไม่เปลี่ยนสีที่น้ำตกถ้ำใหญ่และกิจกรรมในช่วงกลางวันชมจุดท่องเที่ยวอื่นๆ

    อย่างลานพระศรีนครินทร์, สระอโนดาต, ผาเหยียบเมฆ, ผาแดง, ผาหล่มสัก,ผานาน้อย, ผาจำศีล, ผาหมากดูก และน้ำตกต่าง ๆซึ่งแต่ละจุดในช่วงนี้กำลังสวยมาก หลังธรรมชาติพักปิดภูมา 4 เดือนประกอบกับช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้บนภูกระดึงเขียวชอุ่มดอกไม้กำลังชูช่อรับนักท่องเที่ยวและหนาวในปีนี้ทางอุทยานฯ มีความพร้อมทุกด้านเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาคารบ้านพัก สถานที่ สนามเพื่อกางเต็นท์และจัดเต็นท์ไว้บริการ ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าที่ระลึกสินค้าเพื่อป้องกันความหนาวเย็นชนิดต่างๆ ตลอดจนห้องอาบน้ำ ห้องสุขาที่บริการกดน้ำดื่ม และด้านความปลอดภัยมีเจ้าหน้าที่ประจำแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ คอยบริการและให้คำแนะนำมีหน่วยปฐมพยาบาลบนหลังแปลนั้นจึงขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในการบริการของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงจำกัดไว้ที่ 3,500 คนต่อวัน

    .012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/921986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26mszhRVy-ajqzVCgiV1Au

  • ผู้โดยสารบนเครื่องผวา “ไฟไหม้กระเป๋าเดินทาง” คาดพาวเวอร์แบงก์ระเบิด

    ผู้โดยสารบนเครื่องผวา “ไฟไหม้กระเป๋าเดินทาง” คาดพาวเวอร์แบงก์ระเบิด

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 Breaking Aviation News & Videos เปิดเผยว่า เกิดเหตุไฟไหม้ที่ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ บนเที่ยวบิน CA139 ของสายการบินแอร์ไชน่า ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองหางโจว ประเทศจีน ไปยังโซล ประเทศเกาหลีใต้

    โดยลูกเรือสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ และนักบินได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้-ผู่ตง ประเทศจีน ได้อย่างปลอดภัย

    ทั้งนี้ คาดว่าต้นเหตุของเพลิงไหม้ดังกล่าว เกิดจากแบตเตอรี่ลิเทียมในกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารลุกไหม้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59373&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1arKCrmLR9d7OV_ksK8G7V

  • โฆษกรัฐบาล ​ ยันไทยไม่มีปล่อยตัว 18 เชลยศึก​ หากกัมพูชา ไม่ทำตามข้อตกลงปราบสแกมเมอร์ และข้อตกลงที่เหลือ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โฆษกรัฐบาล ​ ยันไทยไม่มีปล่อยตัว 18 เชลยศึก​ หากกัมพูชา ไม่ทำตามข้อตกลงปราบสแกมเมอร์ และข้อตกลงที่เหลือ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110110&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JxSQ8c5Hc6q-PP_DJFPiL