Blog

  • MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    ประชาสัมพันธ์

    20 ต.ค. 2025 เวลา 9:00 น.

    MEDEZE เข้าร่วมงาน “ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3″ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์เชิงลึก 

    นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เข้าร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3 (The 3rd National Forum on Continuing Medical Education) จัดโดยศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา ภายใต้แนวคิด “Care Revolution 2025: Power • Precision • Prosperity” ณ ห้องประชุมสยามมกุฎราชกุมาร อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี และได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Stem Cells for Longevity: Scientific Promises and the Road to Regulatory Approval” เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์เชิงลึก 

    MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลากหลายสาขาทั้ง ด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ และนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยให้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างยั่งยืน การเข้าร่วมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ MEDEZE ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเชิงนวัตกรรมของภูมิภาค HEALTH Economy

    MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1203608&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oNqXFgeLlQetjI5WriA7G

  • “ดีที่สุดเพื่อลูก”นี่มันแค่ไหนกัน? แรงบันดาลใจจากซีรีส์“ลักกันวันตาย”เมื่อการศึกษาดีๆคือ ทุนทรัพย์

    “ดีที่สุดเพื่อลูก”นี่มันแค่ไหนกัน? แรงบันดาลใจจากซีรีส์“ลักกันวันตาย”เมื่อการศึกษาดีๆคือ ทุนทรัพย์

    “หาเงินมาเยอะ ๆ นะพ่อ… 15 ล้านน่ะ มันแค่ค่าเล่าเรียน 

    แล้ว 12 ปีต่อจากนี้ ห้ามป่วย ห้ามเจ็บ ห้ามตายนะ”

    คำพูดจาก “จ๋า” ภรรยาของ “โต” ตัวละครเอกในซีรีส์ดัง “ลักกันวันตาย” ที่กำลังออนแอร์อยู่ใน Netflix ตอนนี้ กลายเป็นประโยคที่สะกิดใจพ่อแม่จำนวนมาก เพราะมันไม่ใช่แค่คำพูดของ “ตัวละคร” แต่มันคือเสียงของพ่อแม่จริง ๆ ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในโลกทุนนิยมไทยในยุคปัจจุบัน 

    โลกที่ “การศึกษา” กลายเป็นสินค้าราคาแพง และ “โอกาส” ที่ถูกขายเป็นแพ็กเกจแบบพรีเมียมเท่านั้น จนบางคนซื้อไม่ได้ ถ้ามีเงินไม่มากพอ 

    “เพื่อลูก”  คำสาปความรักที่มีราคาของพ่อแม่

    ซีรีส์ลักกันวันตาย เล่าถึงเรื่องราวของ “โต” พ่อคนหนึ่งที่เป็นพนักงานธนาคาร ตัดสินใจยักยอกเงินจากบัญชีคนตาย เพื่อเอามาใช้จ่ายค่าเทอมลูก ซึ่งแรงบันดาลใจของการก่อเหตุ ไม่ใช่เพราะเขาโลภ แต่เพราะเขา “กลัว” กลัวว่าลูกจะถูกระบบทิ้งไว้ข้างหลัง ,กลัวว่าความไม่มีจะสืบทอดต่อรุ่น และกลัวว่าลูกจะไม่มีที่ยืนในสังคมที่ “ต้นทุนชีวิต” เริ่มจากชื่อโรงเรียน

    ซึ่งนี่ล้วนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่แค่บทในซีรีส์ เพราะหากลองมองไปรอบๆตัวเรา จะพบว่า ปัจจุบัน มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยกำลัง “ขโมยอนาคต” ตัวเองอยู่ในทุกๆวัน บางคนกู้เงินเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก บางคนถอนเงินเกษียณออกมาก่อนเวลา และบางคนทำงานสองกะ หารายได้หลายทาง หมุนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต เพื่อหวังซื้ออนาคตให้ลูก ผ่านการศึกษา หรือ โรงเรียนที่เขาว่าดีที่สุด 

    ขณะที่ในโลกที่ทุกอย่างถูกตีด้วยมูลค่า คำว่า “เพื่อลูก” กลายเป็นใบอนุญาตให้เราทำทุกอย่างได้ แม้กระทั่งทำร้ายตัวเอง และทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

    เมื่อ “โรงเรียนดี” กลายเป็นสัญลักษณ์ทางชนชั้น

    สิ่งที่ “ลักกันวันตาย” สะท้อนอย่างแสบสันต์อีกอย่างหนึ่ง คือภาพของ “ระบบการศึกษาไทย” ที่ถูกบิดด้วยเศรษฐกิจ โดยที่โรงเรียนไม่ได้แข่งกันเรื่องหลักสูตรอีกต่อไป แต่แข่งกันเรื่อง “สังคม” และ “ภาพลักษณ์”

    ค่าแป๊ะเจี๊ยะกลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” การตลาดของโรงเรียนพูดถึง “คอนเนคชัน” มากกว่า “การเรียนรู้” โดยที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็พร้อมเล่นเกมนี้ด้วย เพราะกลัวลูกจะ “ตกขบวน”

    จนหลายคนอยากลองถามตัวเองเงียบ ๆ ว่าที่เรายอมจ่ายค่าเทอมแพงๆ เพราะเชื่อว่าโรงเรียนดีจริงหรือเพราะกลัวว่าลูกเราจะ “ดูด้อยกว่า” ลูกคนอื่น? จนบางครั้ง การศึกษา ไม่ต่างอะไรกับสนามแข่งของพ่อแม่ มากกว่าพื้นที่เรียนรู้ของลูก

    ลาออกเพื่อลูก : เมื่อความรักกลายเป็นภาระทางการเงิน

    อีกด้านของซีรีส์นี้คือ “จ๋า” ภรรยาของโต วิศวกรเครื่องบิน ที่ยอมลาออกจากงาน เพื่อทุ่มเทดูแลลูกเต็มเวลา เพราะเชื่อว่า “ไม่มีใครเลี้ยงลูกได้ดีเท่าแม่”มันคือภาพที่หลายบ้านรู้จักดี

    แม่ลาออกจากงาน เพราะอยากให้ลูกได้ดีที่สุด พ่อทำงานหนักขึ้น เพื่อแบกทั้งบ้านไว้คนเดียว แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ผลข้างเคียงทางการเงิน ของการตัดสินใจนั้น รายได้ครอบครัวลดลงครึ่งหนึ่ง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่าตัว

    ทั้งค่าเทอม ค่าเสริมทักษะ ค่ากิจกรรมพิเศษ และค่าใช้จ่ายที่ไม่รู้จบ เพื่อทำให้เด็กอาจเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่พ่อแม่กลับค่อย ๆ หมดแรงทางใจ หมดไฟในชีวิต และหมดเงินในบัญชี จนวันหนึ่ง ความเครียดแทรกกลางวงข้าวเย็น

    “ทำไมไม่บอกกันว่าเงินไม่พอ?”

    คำถามง่าย ๆ ที่หลายบ้านพูดไม่ได้ เพราะเรื่องเงินกลายเป็นเรื่อง “ห้ามพูด”ในบ้านที่พยายามทำให้ทุกอย่างดู “สมบูรณ์แบบ”

    อยากให้ลูกสบาย แต่ใครกันแน่ที่กำลังลำบาก

    ในสังคมที่ “ความดี” ของพ่อแม่ ถูกวัดด้วยความสามารถในการให้ คำถามที่ควรถามกลับคือ แล้วเรากำลังให้สิ่งที่ลูกต้องการจริง ๆ หรือเปล่า เพราะบางที ลูกไม่ได้ต้องการโรงเรียนที่ค่าเทอมแพงที่สุด แต่อยากได้พ่อแม่ที่ไม่ทะเลาะกันเรื่องเงินทุกเดือน บางทีเขาไม่ได้ต้องการทักษะพิเศษสิบอย่าง แต่อยากได้แค่เวลานั่งกินข้าวเย็นพร้อมหน้าโดยไม่มีใครเปิดโน้ตบุ๊กเรามักพูดว่า “อยากให้ลูกสบาย” แต่คนที่เหนื่อยที่สุดในบ้าน กลับกลายเป็นพ่อแม่

    ชวนคิด เรื่องลูกดีแค่ไหนถึงจะพอ

    ในเรื่องนี้ เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเด็ก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการเลี้ยงลูกเชิงบวกอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งมีผู้ติดตาม 8.3 แสนคน ได้มีการเปิดประเด็นชวนคิดจากซีรีส์เช่นกัน ว่า ความทะเยอทะยานการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แบบเกินตัว 

    ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม ไลฟ์สไตล์ ภาษีสังคมที่ต้องจ่าย กับความท้าทายของการทำงานและเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ควรตั้งอยู่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่ว่า การลงทุนทุกอย่างมี “จุดคุ้มทุน”แต่ในการเลี้ยงลูก พ่อแม่มักไม่ยอมให้มีคำนี้อยู่ในสมการเลย

    เพราะความรักมันไม่เคยพอและความกลัวว่าลูกจะไม่มี “ต้นทุนชีวิต” เหมือนคนอื่นทำให้เรายอมทุ่ม แม้รู้ว่า “เกินตัว”แต่ถ้าเรามองการศึกษาของลูกในฐานะ “การลงทุน” จริง ๆสิ่งที่ควรถามไม่ใช่ “โรงเรียนนี้ดีไหม” แต่คือ “ลูกเราเหมาะกับแบบไหน” เพราะสุดท้ายแล้ว โรงเรียนที่ดี ไม่ได้สร้างคนที่เก่งที่สุด แต่คือโรงเรียนที่ช่วยให้ “ลูกได้ค้นพบว่าตัวเองเก่งอะไร”

    พอดีที่สุด อาจจะดีที่สุด

    คำว่า “พอดี” อาจฟังดูธรรมดา แต่ในยุคที่ทุกอย่างแข่งขันกันจนเกินพอดี ความธรรมดานี่แหละที่ยากที่สุดจะรักษาไว้ พอดีสำหรับลูก อาจหมายถึงโรงเรียนที่สอนให้รักการเรียนรู้ ไม่ใช่กลัวสอบตก พอดีสำหรับพ่อแม่ อาจหมายถึงการไม่ต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่าเทอม พอดีสำหรับครอบครัว อาจหมายถึงการอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องแบกความสมบูรณ์แบบเกินไป

    สุดท้ายแล้ว “อนาคตที่ดีของลูก” ไม่ได้ซื้อได้ด้วยค่าเทอม หรือคอนเนคชัน แต่มันสร้างขึ้นจาก “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือ ลูกอาจไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่เพอร์เฟกต์แค่พ่อแม่ที่อยู่ด้วยกัน แล้วไม่หายไปไหนก็พอ

    ทั้งนี้ แม้ซีรีส์ “ลักกันวันตาย” อาจเป็นเรื่องแต่งแต่ความจริงที่มันสะท้อน คือชีวิตของพ่อแม่ไทยจำนวนมากที่กำลังวิ่งให้เร็วขึ้นทุกวัน เพื่อจะอยู่ให้รอดในโลกที่แพงขึ้นทุกปีและบางที… คำตอบของคำว่า “เพื่อลูก”อาจไม่ใช่ “ดีที่สุด” แต่อาจเป็นแค่ “พอดีที่สุด” ก็พอแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2890109&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t3vx9vL-o4Jskq2mkIe3Q

  • สปสช. เตรียมพร้อม ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ

    สปสช. เตรียมพร้อม ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ

    20 ต.ค. 256810:51 น.

    คนข้ามเพศจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการยาฮอร์โมนที่ปลอดภัย ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ และนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    จากการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศราว 1.6 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือในปี 2582 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้นถึง 2.2 ล้านคน

    ก่อนหน้านั้น ในปี 2563 มีสถิติจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรหญิงข้ามเพศ (ผู้ที่มีเพศกำเนิดชายข้ามเป็นหญิง) ประมาณ 313,747 คน สำหรับจำนวนประชากรชายข้ามเพศ (ผู้ที่มีเพศกำเนิดหญิงข้ามเป็นชาย) ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด

    โดยกลุ่มประชากรชายและหญิงข้ามเพศรวมถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหลาย ๆ คนจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการในการยืนยันเพศสภาพหรือการข้ามเพศ ซึ่งรวมถึงการเข้ารับคำปรึกษา การใช้ฮอร์โมน การผ่าตัด ซึ่งแม้ว่าประชากรส่วนหนึ่งอาจไม่จำเป็นหรือไม่ประสงค์จะรับฮอร์โมนหรือเข้ารับการผ่าตัด แต่ไม่ว่าจะเข้าสู่กระบวนแบบไหน ตลอดทั้งกระบวนการจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาและการดูแลเพื่อความปลอดภัย โดยบุคลากรทางการแพทย์

    ทว่าด้วยปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ รวมถึงค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมา คนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมากมักเรียนรู้และทดลองกระบวนการข้ามเพศกันเอง ผ่านเพื่อนฝูงและรุ่นพี่แบบปากต่อปากหรือผ่านการศึกษาจากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ มีการซื้อฮอร์โมนจากแหล่งต่าง ๆ ที่อาจไม่ได้รับคำแนะนำด้านการใช้อย่างปลอดภัย นำไปสู่การวิถีปฏิบัติในการใช้ยาหรือฮอร์โมนที่มีความเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากขาดการให้คำปรึกษาและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

    จากการสำรวจโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า มีชายข้ามเพศ 70% และหญิงข้ามเพศถึง 82% ที่ใช้ฮอร์โมนโดยไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์ บางรายใช้เกินขนาด และเสี่ยงเป็นโรคนิ่ว ตับ ไต หัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง และโรคกระดูกพรุน

    ชายข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนเพศชายในปริมาณมากเกินไปอาจเผชิญปัญหาภาวะเลือดข้นและความดันโลหิตสูง ขณะที่หญิงข้ามเพศจำนวนไม่น้อยใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อเร่งผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางสรีระ ซึ่งไม่เป็นไปตามคำแนะนำในการใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพตามแนวทางการแพทย์ในปัจจุบันและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าคนที่ไม่ใช้ฮอร์โมนถึง 20 เท่า

    สปสช. เห็นชอบบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ

    ที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อให้รัฐมองเห็นปัญหาและความสำคัญในประเด็นนี้มาอย่างยาวนานกว่าสิบปี จนมีการศึกษาทางวิชาการถึงความจำเป็นในการสร้างการเข้าถึงบริการนี้ผ่านกระบวนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ บวกกับมีนโยบายจากรัฐบาลในสมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จึงเกิดการพัฒนามาเป็นนโยบายชุดสิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ผู้ที่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพสามารถเข้าถึงบริการที่ปลอดภัย ถูกต้องตามองค์ความรู้ปัจจุบันและอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

    โดยขณะนี้ สปสช. ได้เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและคำแนะนำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประมวลผลความคิดเห็น ซึ่งมีหลักการดังนี้

    1. หน่วยบริการที่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสามารถให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
    2. เป็นการให้บริการแก่ผู้รับบริการ ที่มีความจำเป็นต้องได้รับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
    3. สำนักงานจะจ่ายค่าใช้จ่ายตามรายการและอัตรา ดังต่อไปนี้
      • การให้บริการให้คำปรึกษาและการดูแลสุขภาพองค์รวมทั้งก่อนและหลังเริ่มฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ รวมในค่าบริการเหมาจ่ายรายหัว กรณีหน่วยบริการที่ไม่ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับบริการพื้นฐาน (PP-Capitation) การจ่ายให้เป็นไปตามประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกี่ยวกับการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีการจ่ายตามรายการบริการ
      • สำหรับยาและฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ สำนักงานจะจัดหาผ่านเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ โดยการจ่ายยาและฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นไปตามคู่มือการเบิกจ่ายการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    การบริการฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพโดยภาครัฐ

    การใช้ชีวิตและแสดงออกตามเพศสภาพที่ต้องการ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้นไม่ควรมีใครต้องเจ็บป่วยจากยืนยันเพศสภาพของตนเอง สปสช.จึงมีมติบริการยาฮอร์โมน ให้ประชาชนมีเพศสภาพตามความต้องการได้

    เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2565 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุ “ภาวะการมีเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด” ใน ICD-11 หรือ “บัญชีจําแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับที่ 11” ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางเพศ เพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิคนที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงคนข้ามเพศ ซึ่งช่วยให้คนข้ามเพศเข้าถึงกระบวนการทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพ และการดูแลสุขภาพองค์รวม รวมถึงลดอคติ การเหยียดเพศ และเกิดการยอมรับของคนในสังคมเพิ่มขึ้น โดยสมาชิกองค์การอนามัยโลก 194 ประเทศ ลงนามรับรอง ICD-11 พร้อมนำมาเป็นแนวทางในการปรับใช้ เพื่อดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุข

    ดังนั้น การจัดบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นทางด้านสาธารณสุข โดยในปี 2559 ฝรั่งเศส ได้ออกกฎหมาย อนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพได้ในโรงพยาบาลรัฐ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยืนยันเพศสภาพที่ปลอดภัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมด้านการให้บริการสุขภาพในการยืนยันเพศสภาพแก่สหสาขาวิชาชีพเพื่อผลิตบุคลากรสาธารณสุขในการให้บริการที่ปลอดภัย

    สำหรับประเทศไทย การให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพยังไม่ถูกจัดอยู่ในระบบการให้บริการสาธารณสุขของภาครัฐ และมีสถานบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ (ไม่รวมสถานบริการเอกชน) เพียง ประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศ ที่ให้บริการให้คำปรึกษา ตรวจสุขภาพและระดับฮอร์โมน บางแห่งสามารถบริการผ่าตัดเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่

    • กลุ่มที่ 1 คลินิกในโรงเรียนแพทย์ 8 แห่ง เช่น GenV Clinic รพ. รามาธิบดี, คลินิกสุขภาพเพศ รพ.จุฬาฯ, และ Si-PRIDE Clinic รพ. ศิริราช
    • กลุ่มที่ 2 คลินิกในสังกัด กทม. 21 แห่ง ภายใต้โครงการ BKK Pride Clinic เช่น ที่โรงพยาบาลกลาง, Love Care Clinic, โรงพยาบาลตากสิน และศูนย์บริการสารารณสุขอีกหลายแห่ง
    • กลุ่มที่ 3 คลินิกสุขภาพชุมชน 11 แห่ง เช่นคลินิกสุขภาพ SWING, สมาคมฟ้าสีรุ้ง, มูลนิธิเอ็มพลัส, มูลนิธิแคร์แมท, มูลนิธิซิสเตอร์ และคลินิกแทนเจอรีน โดยสถาบันเพื่อการวิจัยและนัตกรรมด้านเอชไอวี

    อย่างไรก็ตาม สถานบริการส่วนใหญ่มีอยู่เพียงในเมืองใหญ่ เท่ากับว่าบริการเพื่อการยืนยันเพศสภาพยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ของทุกจังหวัดในประเทศไทย นโยบายฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพของ สปสช. จึงเป็นการขยายการบริการให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศมากขึ้น

    การเบิกจ่ายค่าบริการสำหรับผู้ให้บริการภาคประชาชน

    ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กำหนดให้ สปสช. สามารถขึ้นทะเบียน “หน่วยบริการอื่น” เช่น องค์กรภาคประชาชน องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่ใช่สถานบริการสาธารณสุขหลัก ให้เข้าร่วมให้บริการเฉพาะด้านได้

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้คลินิกชุมชน หรือ กลุ่มผู้ให้บริการชุมชน (Community-based Organization) สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดบริการสุขภาพ ที่สอดคล้องกับชุดสิทธิประโยชน์และสามารถเบิกจ่ายค่าบริการจากทาง สปสช. ได้

    กฤติมา สมิทธิ์พล จากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับ Policy Watch ว่า

    นโยบายฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพของ สปสช. ถือเป็นนโยบายแรกที่ภาครัฐรับรองสิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศ มองเห็นคนข้ามเพศอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐในการจัดบริการสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

    สปสช. พยายามจะให้มีการเริ่มใช้นโยบายนี้เร็วที่สุด น่าจะเป็นภายในปี 2568 นี้ ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมความพร้อมเรื่องรายการบริการ และการจัดซื้อยาต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมขั้นตอนในการเปิดการขึ้นทะเบียน มาตรา 3 สำหรับองค์กรชุมชนที่ให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพอยู่แล้ว โดยถ้าหากคลินิกชุมชนเหล่านี้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 3 เรียบร้อยก็จะสามารถเบิกจ่ายค่าบริการจากทาง สปสช. ได้ ซึ่งปัจจุบันคลินิกชุมชนเป็นหนึ่งในสถานบริการที่ได้รับความนิยมในการเข้าใช้บริการจากชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ

    ในช่วงปีแรกของการเริ่มใช้นโยบาย เข้าใจว่าทาง สปสช. จะให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการที่เป็นองค์กรคลินิกชุมชนและคลินิกในโรงเรียนแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถือเป็นจุดที่มีการเปิดให้บริการอยู่แล้ว ระหว่างนี้คงมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพสถานบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะหน่วยบริการสุขภาพของรัฐที่ทำงานอยู่ภายใต้ สปสช. เช่น โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุมและประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งหากขาดการสร้างเสริมศักยภาพของหน่วยบริการต่าง ๆ เพื่อขยายบริการ แม้จะมีการนำนโยบายออกประกาศใช้แล้ว ปัญหาก็จะกลับไปที่จุดเดิมคือ ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการ

    เตรียมความพร้อมก่อนบริการฮอร์โมน

    รีน่า จันทร์อำนวยสุข  ผู้จัดการโครงการคลินิกแทนเจอรีน ซึ่งเป็นคลินิกสุขภาพชุมชนคนข้ามเพศที่เปิดให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพแห่งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาค โดยสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI)และผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงการดำเนินการสวัสดิการฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพกับทาง Policy Watch ว่า เป็นอีกการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดย สปสช. ที่น่าชื่นชม ตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ สปสช. ได้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการให้ข้อมูลการพัฒนาระบบบริการต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม ชุดบริการสุขภาพคนข้ามเพศควรจะต้องเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะ สปสช. ยังติดที่ระบบการเบิกจ่าย การบันทึกเบิกในระบบ e-Claim เกณฑ์วิธีการจัดซื้อยาฮอร์โมน

    อันที่จริงแล้ว ยาฮอร์โมนมีอยู่แล้วในสปสช. ในชุดบริการสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องเรื่องฮอร์โมน เช่น ภาวะวัยทอง ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุหรือป่วยทำให้ต้องพึ่งฮอร์โมนทดแทน  หรือเด็กที่เกิดมามีปัญหาด้านพัฒนาการ จำเป็นต้องรับฮอร์โมนทดแทน

    แต่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้เพื่อกรณีข้ามเพศ ซึ่งมีหลายฮอร์โมนใช้สำหรับข้ามเพศได้ ในการบริการข้ามเพศจึงสามารถแก้ไขข้อกำหนดที่ข้อบ่งชี้ในการบริการ จากฮอร์โมนทดแทน โดยเพิ่มเพื่อกรณีข้ามเพศด้วย แต่ก็มีบางฮอร์โมนที่ทาง สปสช. ต้องเพิ่มเพื่อคนข้ามเพศ

    สำหรับการตรวจวัดติดตามผลการรับฮอร์โมนข้ามเพศ อาจมีข้อแตกต่างจากผู้รับฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง ที่แพทย์ด้านสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ต่อมไร้ท่อเป็นผู้ติดตามดูแล หากแต่สำหรับคนข้ามเพทย์จะเกี่ยวข้องทั้งสูตินรีแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ อายุรศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ เวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์ด้านอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ ซึ่งกล่าวได้ว่าการข้ามเพศจะสลายองค์ความรู้ทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดการบูรณาการมากขึ้น

    ในระหว่างที่ สปสช. กำลังดำเนินการอยู่นั้น รีน่า จันทร์อำนวยสุข เสนอว่า แต่ละโรงพยาบาลสามารถเตรียมความพร้อมในการบริการ ด้วยการฝึกอบรม เสริมสร้างความใจเกี่ยวกับการบริการคนข้ามเพศ เพราะเจ้าหน้าที่บุคลากรเองอาจจะยังไม่เข้าใจมิติคนข้ามเพศ โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลต่าง ๆ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือคลินิกชุมชน ทำความเข้าใจ สร้างระบบและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับความหลากหลายทางเพศ ปราศจากการตีตราเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จำนวนผู้ไปบริการที่คลินิกชุมชนมากกว่าโรงพยาบาล เพราะรู้สึกอุ่นใจกว่า เป็นมิตรกว่า

    ในเรื่องชุดความรู้ในการให้บริการ ทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพคนข้ามเพศ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออก “คู่มือการให้บริการสุขภาพคนข้ามเพศ” เพื่อใช้เป็นหลักและอ้างอิงในการให้บริการแล้ว

    นอกจากนี้ การขาดองค์ความรู้ในการให้บริการสุขภาพแก่คนข้ามเพศ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนข้ามเพศไม่ได้รับฮอร์โมนอย่างถูกต้อง จากผลการวิจัยเรื่อง “การเคารพต่อสาวประเภทสองโดยเปรียบเทียบกับการเกลียดกลัวคนข้ามเพศในทั่วโลก” โดยมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์กร Transgender Europe (TGEU) ในปี 2558 พบว่าคนข้ามเพศในประเทศไทยเกือบ 50% ไม่เคยพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาเรื่องสุขภาพ รวมไปถึงการข้ามเพศอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์  ซึ่งเหตุผลไม่เกี่ยวกับรายได้หรือเกิดกับผู้มีรายได้น้อยเสมอไป แต่เนื่องจากที่ผ่านมา คนข้ามเพศเคยมีประสบการณ์เชิงลบ ในการทางถูกตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เมื่อไปเข้ารับบริการในสถานพยาบาล

    ข้อโต้แย้งและข้อหักล้างสวัสดิการฮอร์โมนข้ามเพศ

    อย่างไรก็ตาม สวัสดิการบริการสุขภาพนี้ ยังคงถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลเฉพาะกลุ่มมากกว่าประชาชนทั้งประเทศ หากแท้ที่จริงแล้ว การบริการนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่รัฐพึงดูแลให้มีการเข้าถึงอย่างปลอดภัย ในลักษณะเดียวกับการคุมกำเนิด การคลอดบุตร และการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งรัฐมีพันธกิจในการดูแลไม่ให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและไม่ปลอดภัย

    เมื่อพิจารณาถึงที่มาของนโยบายนี้ กฤติมา สมิทธิ์พล  กล่าวว่า

    “นโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หรือเกิดจากการตัดสินใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว แต่มันผ่านกระบวนการการขับเคลื่อนทางสังคมมาอย่างยาวนาน มีการจัดบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพโดยองค์กรชุมชนที่ขยายจากหนึ่งแห่งไปเป็นสิบกว่าแห่งทั่วประเทศ มีการเปิดบริการนี้ในคลินิกของโรงเรียนแพทย์ ซึ่งปัจจุบันมีเกือบทุกแห่งในประเทศ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการสาธิตความเป็นไปได้ในการจัดบริการว่ามีความต้องการเข้าถึงสุขภาพในประเด็นนี้และสามารถเปิดให้บริการได้จริง”

    นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความจำเป็นและจัดลำดับความสำคัญของบริการนี้ผ่านกระบวนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ มีการศึกษางานบริการสุขภาพในประเด็นนี้จากต่างประเทศ ประกอบกับมีการวิจัยเพื่อศึกษาการเข้าถึงบริการนี้อย่างครอบคลุมโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดต้องผ่านการเห็นชอบจากบอร์ด สปสช

    หลัก ๆ คือบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นบริการที่มีความสำคัญและในทางการแพทย์มีความจำเป็นต่อประชาชนที่ต้องการเข้าถึง การจัดบริการในการดูแลสุขภาพนี้ประเด็นนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดการอันตรายจากการใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย ที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคล สังคมและเศรษฐกิจมากกว่าการป้องกัน การไม่ลงทุนในการให้การบริการเชิงป้องกัน จึงอาจส่งผลต่อการสูญเสียงบประมาณที่มากกว่าในการดูแลรักษา

    มากไปกว่านั้น บริการนี้ไม่ใช่การลงทุนใหม่ทั้งหมด เพราะเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายในการเข้าถึงบริการฮอร์โมนจากเดิมที่เคยครอบคลุมเฉพาะในกลุ่มชายหญิงที่ต้องการฮอร์โมนทดแทนให้ครอบคลุมกลุ่มบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ งบประมาณที่ต้องจัดสรรเพิ่มมีเพียง ค่าบริการตรวจสุขภาพ การตรวจแล็บ ยาฮอร์โมนบางชนิด การฝึกหัดอบรม สร้างความรู้ความเข้าใจ ซึ่งปัจจุบันก็มีองค์ความรู้ต่าง ๆ อยู่ค่อนข้างพร้อมแล้ว ตัวสถานที่ก็สามารถใช้สถานที่ที่มีอยู่แล้วได้เลย

    อย่างไรก็ตาม หลายคนเข้าใจว่า การเป็นคนข้ามเพศเป็นเรื่องของการ “เลือก” หรือเป็น “ความต้องการส่วนตัว” ทำไมรัฐต้องไปดูแล ซึ่ง กฤติมา ย้ำว่ากระบวนการนี้เป็นความจำเป็นทางการแพทย์ที่เลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการต้องมีการดูแลและคำนึงถึงความปลอดภัย ดังนั้นการที่รัฐจัดให้มีบริการนี้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ แต่เป็นความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

    หลังจากเริ่มใช้นโยบายนี้ เราจะได้ข้อมูลทางสุขภาพที่เป็นประโยชน์ในการออกแบบและพัฒนานโยบายสุขภาพต่อไป เช่นตัวเลขสถิติของคนข้ามเพศที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะชายข้ามเพศที่ขาดหายไปในระบบการจัดเก็บข้อมูล

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-203&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DrBYhjahFZJQeTtelJqez

  • คมนาคม ลั่นไม่มีแนวคิดย้ายหมอชิต 2 บขส.เตรียมทุ่ม 3 พันลบ.พลิกโฉมใหม่ : อินโฟเควสท์

    คมนาคม ลั่นไม่มีแนวคิดย้ายหมอชิต 2 บขส.เตรียมทุ่ม 3 พันลบ.พลิกโฉมใหม่ : อินโฟเควสท์

    นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันไม่มีแนวคิดในการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสาร (จตุจักร) หรือสถานีหมอชิต 2 โดยเห็นว่า อยู่ที่เดิมมีความเหมาะสมแล้ว โดยได้มอบหมายให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) พัฒนาสถานีหมอชิต 2 เพื่อให้บริการผู้โดยสารมีความสะดวก สบาย และจัดการระบบฟีดเดอร์ เชื่อมต่อเข้าสู่สถานีด้วยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย

    ทั้งนี้ บขส.รายงานว่า ได้มีการศึกษา แผนการพัฒนาการพัฒนาสถานีหมอชิต 2 โดยจะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงคมนาคมยังไม่เห็นข้อมูล คงต้องรอให้นำเสนอมาตามขั้นตอนก่อน หลักการ คือ ข้อมูลการศึกษา เอกสารประกอบต้องครบถ้วน และต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหน่วยงานเช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ด้วย ซึ่งคาดว่า คงต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพราะรัฐบาลนี้คงพิจารณาอนุมัติไม่ทัน

    ด้านนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.ได้ศึกษาแผนการพัฒนาสถานีหมอชิต 2 เสร็จแล้ว และผ่านความเห็นชอบของบอร์ดบขส. แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูล เพื่อนำเสนอกระทรวงคมนาคม

    โดยโครงการพัฒนาสถานีหมอชิต 2 นี้ บขส.จะขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 ในการดำเนินการปรับปรุงทั้งหมด เป็นสถานีหมอชิต 2 โฉมใหม่ โดยมีวงเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (3 เฟส) ซึ่งจะแบ่งการพัฒนาเป็นเฟส ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

    สำหรับการพัฒนาครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยจะรวมพื้นที่ สถานีขนส่ง สถานีของรถตู้โดยสารสาธารณะด้านตรงข้ามสถานีเข้ามาทั้งหมด มีพื้นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสาร มีสิ่งอำนวยความสะดวกบริการครบครัน มีพื้นที่จอดรถ บขส. รถตู้โดยสาร และจะรวมพื้นที่อู่จอดรถ ขสมก. ที่อยู่ด้านข้างอีกประมาณ 20 ไร่ เข้ามาด้วย โดยทำทางเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ จะทำให้เป็นสถานีขนส่ง มีพื้นที่กว่า 100 กว่าไร่

    ส่วนเอกมัย เป็นสถานีเดินรถเหมือนเดิม เพราะยังไม่เปลี่ยนผังสี ส่วนจะมีการจะย้ายหรือไม่ ขึ้นกับนโยบาย

    รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ดำเนินการพิจารณาและศึกษาแนวทางการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2, สถานีขนส่งเอกมัยและสถานีขนส่งสายใต้ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท ขนส่ง จำกัดไปอยู่ใกล้กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ผู้ใช้บริการและนักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถไฟไทย รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีน้ำเงินที่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายอื่นๆสะดวก

    ส่วนการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสาร(จตุจักร)หรือสถานีหมอชิต 2นั้นบขส.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในกรอบ วงเงิน 39 ล้านบาท (งบประมาณปี2568) โดยการพัฒนาจะครอบคลุม พื้นที่ 90 ไร่ของบขส. (พื้นที่เช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย) และมีพื้นที่ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ด้านทิศใต้ประมาณ 16 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์รวมการขนส่งสาธารณะโดยมีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยปลอดภัยให้บริการสำหรับคนทุกกลุ่มตามหลักการออกแบบเพื่อคนทุกวัย (Universal Design หรือ UD)จัดระบบบริการขาเข้าขาออกจัดระบบการจราจรภายในสถานีให้มีความคล่องตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538589&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JgU12QQWYpJOGc4c8ef9N

  • คงทรัพย์ คว้าตั๋วรอบเมนดรอว์ เทนนิสแคล-คอมพ์ฯ ไอทีเอฟ หัวหิน 2025

    คงทรัพย์ คว้าตั๋วรอบเมนดรอว์ เทนนิสแคล-คอมพ์ฯ ไอทีเอฟ หัวหิน 2025

    “ซีเจ” คงทรัพย์ คงคา นักหวดหนุ่มไทยหนึ่งเดียวผ่านเข้ารอบเมนดรอว์ ศึกเทนนิสอาชีพชาย “แคล-คอมพ์ฯ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน 2025” หลังพลิกแซงชนะนักหวดอินเดียสุดมัน

     “ซีเจ” คงทรัพย์ คงคา นักเทนนิสหนุ่มไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านเข้ารอบเมนดรอว์ ศึกเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 516,000 บาท) ที่อารีน่า หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568

     ประเภทชายเดี่ยว รอบคัดเลือก รอบสุดท้าย คงทรัพย์ คงคา มือวางอันดับ 3 ของรอบนี้ พลิกสถานการณ์จากที่พ่ายในเซตแรกให้แก่ ดีราช โคดันชา ศรีนิวาสัน มือวาง 14 จากอินเดีย 1-6 ก่อนจะกลับมาคว้าชัยในสองเซตถัดมาด้วยสกอร์ 6-1 และซูเปอร์ไทเบรก 10-3 คว้าชัย 2-1 เซต ทะลุเข้าสู่รอบเมนดรอว์ได้สำเร็จ

     ส่วน เปน จารุศร นักเทนนิสดาวรุ่งไทย มือวาง 9 ของรอบคัดเลือก ออกสตาร์ตได้ดีด้วยการเก็บเซตแรกจาก เอเลียส ยูเลียน แวร์เนอร์ มือวาง 6 จากเยอรมนี 6-3 แต่พ่ายในสองเซตต่อมา 0-6 และซูเปอร์ไทเบรก 6-10 ทำให้ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่ แวร์เนอร์ ผ่านเข้าสู่รอบเมนดรอว์ต่อไป

     สำหรับผลการแข่งขันคู่อื่นในรอบคัดเลือก รอบสุดท้าย มีดังนี้

    นพดล น้อยกอ (ไทย) แพ้ กีรติวสัน สุเรศ (อินเดีย) 5-7, 3-6

    แอนโทนี่ ซูซานโต (อินโดนีเซีย, มือ 2) ชนะ ริชาบห์เดฟ ราชเชการ์ รามัน (อินเดีย) 6-1, 6-2

    บิล ชาน (สิงคโปร์, มือ 4) ชนะ ทารัน คารา (อินเดีย, มือ 11) 6-4, 6-4

    ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา (อินเดีย) ชนะ เรียว มินากาตะ (ญี่ปุ่น) 6-3, 3-6, ซูเปอร์ไทเบรก 10-7

    ดานิล โบกาตอฟ (มือ 5) ชนะ แมทเทียส เซาท์คอมบ์ (สหราชอาณาจักร, มือ 13) 6-2, 3-6, ซูเปอร์ไทเบรก 11-9

    ดอเรียง เทรมเบลย์ (ฝรั่งเศส, มือ 16) ชนะ ฟินลีย์ ฮอลล์ (นิวซีแลนด์) 6-1, 6-3

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/92570/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QM4bqaBoZ240_goyPU_a6

  • ‘พิพัฒน์’ ลงใต้ลุยพัฒนาโครงข่ายทุกมิติ สั่งแก้รถติดภูเก็ตเร่งด่วน

    ‘พิพัฒน์’ ลงใต้ลุยพัฒนาโครงข่ายทุกมิติ สั่งแก้รถติดภูเก็ตเร่งด่วน

    ‘พิพัฒน์’ ลงพื้นที่ตรวจงาน จ.ภูเก็ต กางแผนเดินหน้าแก้ปัญหาจราจร สั่งเชื่อมโครงข่ายครบวงจร ‘ถนน–ราง–เรือ–อากาศ’  เร่ง ‘มอเตอร์เวย์–รถไฟรางเบา–สะพานสารสินแห่งใหม่’ ดัน MR-Map เชื่อมสนามบิน–ป่าตอง–อันดามัน ชูภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวฮับคมนาคมภาคใต้ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    20 ต.ค. 2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการจัดการจราจรและระบบขนส่งที่เป็นปัญหาหลักของจังหวัด

    ปัจจุบันภูเก็ตมีปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบนถนนสายหลักหมายเลข 402 ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง มีจุดตัดมากถึง 13 จุด ทำให้การเดินทางจากสนามบินภูเก็ตถึงตัวเมืองใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางเพียง 30 กิโลเมตร(กม.)เท่านั้น ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ กระทรวงคมนาคมจึงได้วางแผนพัฒนาภูเก็ตอย่างเป็นรูปธรรมทั้งใน ระยะเร่งด่วน และ ระยะยาว

    สำหรับแนวทางระยะเร่งด่วน มุ่งเน้นการเพิ่มความคล่องตัวของการจราจร และสร้างเส้นทางทางเลือกใหม่เข้าสู่ตัวเมือง โดยกระทรวงคมนาคมมอบหมายให้กรมทางหลวงเร่งดำเนินการทันที ได้แก่ ปรับปรุงจุดกลับรถบนทางหลวงหมายเลข 402 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของการสัญจรในเส้นทางหลัก การพัฒนาเส้นทางเลี่ยงเมืองหมายเลข 4027 ให้กลายเป็นถนนทางเลือกใหม่ ประกอบด้วย 3 โครงการได้แก่ 1. การขยายช่องจราจรที่เหลืออยู่ให้ครบ 4 ช่องทาง เพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ดำเนินการในปี 2567–2569 2. การสร้างเส้นทางเชื่อมถนนแนวใหม่เข้าสู่ ท่าอากาศยานภูเก็ตโดยตรง เพื่อแยกกระแสจราจรระหว่างผู้โดยสารกับประชาชนทั่วไป เริ่มปี 2568 คาดแล้วเสร็จปี 2571และ 3. การก่อสร้างถนนสาย บ้านป่าคลอก–บ้านบางคู เพื่อเชื่อมพื้นที่ตอนเหนือเข้าตัวเมืองภูเก็ตโดยตรง

    ส่วนระยะยาว กระทรวงคมนาคมจะบูรณาการทุกระบบคมนาคมในทุกมิติ ทางถนน ทางราง ทางอากาศเข้าด้วยกัน โดยมอบหมายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) พัฒนาโครงการทางพิเศษสายใหม่ของจังหวัดภูเก็ตในรูปแบบระหว่างมอเตอร์เวย์และระบบราง(MR-Map)โดยเชื่อมจากท่าอากาศยานภูเก็ตสู่หาดป่าตองและอำเภอเมือง แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตองระยะทาง 3.98 กม. เริ่มก่อสร้างปี 2569 เปิดบริการปี 2573  ระยะที่ 2 สนามบินภูเก็ต–กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. เริ่มก่อสร้างปี 2570 เปิดบริการปี 2573 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะลดเวลาเดินทางจากสนามบินถึงหาดป่าตอง จาก 1 ชั่วโมงครึ่งเหลือเพียง 20 นาที

    นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาสะพานสารสินแห่งใหม่ ในรูปแบบ “สะพานขึง” ที่ไม่มีตอม่อในทะเล เพื่อให้เรือสำราญสามารถลอดผ่านได้สะดวก พร้อมเชื่อมต่อกับ ท่าอากาศยานอันดามัน ซึ่งจะเปิดให้บริการในปี 2573 สะพานนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภูเก็ต และเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่าย MR-Map สาย MR9 สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต เชื่อมฝั่งอ่าวไทยกับอันดามันแบบไร้รอยต่อ รวมถึงแผนพัฒนาเส้นทางรถไฟสายใหม่ ทับปุด–กระบี่ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางระหว่างภูเก็ต–พังงา–กระบี่ เข้ากับระบบรถไฟสายใต้ของประเทศ โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2573 และเปิดบริการในปี 2577

    ทั้งนี้ ในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะภายในเมือง โดยเตรียมพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) ระยะทาง 42 กม. จาก ท่าอากาศยานภูเก็ต–ห้าแยกฉลอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ โดยในระยะแรกจะให้บริการด้วย รถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ก่อนจะปรับเป็นระบบรางเบาเต็มรูปแบบในปี 2574 เพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่เดินทาง สะดวก ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรองรับนักท่องเที่ยวจาดทั่วโลก

    ด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการทำงานระหว่างทุกหน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง การทางพิเศษฯ การรถไฟฯ หรือกรมเจ้าท่า เพื่อเร่งออกแบบ จัดลำดับความสำคัญ และบริหารแผนงานให้เห็นผลจริงภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยภูเก็ตจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่จะเป็นเมืองต้นแบบระบบคมนาคมภาคใต้ ที่เดินทางสะดวก ปลอดภัย เชื่อมต่อทั้งถนน–ราง–เรือ–อากาศ ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/881901/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EpNXwG8zAnlO4wYwWj2Ns

  • ‘คมนาคม’ ดัน 9 บิ๊กโปรเจ็กต์ จ.ภูเก็ต ปลุกถนน-ทางด่วนสายใหม่ แก้รถติด

    ‘คมนาคม’ ดัน 9 บิ๊กโปรเจ็กต์ จ.ภูเก็ต ปลุกถนน-ทางด่วนสายใหม่ แก้รถติด

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่นั้น

    ทั้งนี้จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ แต่ระบบขนส่งสาธารณะและเส้นทางจราจรยังไม่สมบูรณ์เพียงพอต่อการรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ขณะที่ปัญหาหลักอยู่ที่โครงข่ายถนนสายหลักซึ่งมีทางเข้าเมืองเพียงสายเดียว คือทางหลวงหมายเลข 402 ที่มีจุดตัดทางแยกขนาดใหญ่ถึง 13 จุด ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะช่วงสนามบินถึงตัวเมืองที่ใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า  สำหรับแนวทางระยะเร่งด่วน กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้กรมทางหลวงเร่งปรับปรุงจุดกลับรถบนทางหลวงหมายเลข 402 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของการจราจร พร้อมเดินหน้าโครงการพัฒนาทางเลี่ยงเมืองหมายเลข 4027 ให้เป็นทางเลือกใหม่ในการเข้าสู่ตัวเมือง โดยมี 3 โครงการสำคัญ คือ

    1. ขยายช่องจราจรที่เหลืออยู่ให้ครบ 4 ช่อง ดำเนินการปี 2567–2569 
     

    2. พัฒนาเส้นทางเชื่อมถนนแนวใหม่เข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ตโดยตรง เพื่อแยกกระแสจราจรระหว่างผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป เริ่มดำเนินการปี 2568 แล้วเสร็จปี 2571 และ 3. ก่อสร้างถนนสายบ้านป่าคลอก–บ้านบางคู เพื่อเป็นเส้นทางใหม่จากพื้นที่ตอนเหนือเข้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต

    “เราต้องการให้คนภูเก็ตเห็นผลจริงในระยะสั้น เดินทางสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น นักท่องเที่ยวใช้เวลาน้อยลง ขณะเดียวกันเราก็กำลังวางรากฐานระยะยาวเพื่ออนาคตของจังหวัดนี้” นายพิพัฒน์ กล่าว 

    ‘คมนาคม’ ดัน 9 บิ๊กโปรเจ็กต์ จ.ภูเก็ต ปลุกถนน-ทางด่วนสายใหม่ แก้รถติด

    สำหรับแนวทางระยะยาว กระทรวงคมนาคมจะบูรณาการการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ โดยมอบหมายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เร่งรัดพัฒนาทางพิเศษสายใหม่ของจังหวัดภูเก็ต ในรูปแบบบูรณาการระหว่างมอเตอร์เวย์และระบบราง (MR-Map) จากท่าอากาศยานภูเก็ตไปยังหาดป่าตองและอำเภอเมือง แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 

    โครงการทางด่วน ช่วงกะทู้–ป่าตอง ระยะที่ 1 ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างปี 2569 เปิดบริการปี 2573 ส่วนโครงการทางด่วน ระยะที่ 2 ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต–กะทู้ ระยะทาง 30.62 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างปี 2570 เปิดบริการปี 2573 เมื่อแล้วเสร็จจะลดเวลาเดินทางจากสนามบินสู่หาดป่าตองจาก 1 ชั่วโมงครึ่งเหลือเพียง 20 นาที

    ขณะเดียวกันยังมีแผนโครงการสะพานสารสินแห่งใหม่ เป็นโครงการใหม่ในรูปแบบสะพานขึงที่ไม่มีตอม่อในทะเล เพื่อให้เรือสำราญสามารถลอดผ่านไปยังท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตได้สะดวก ถือเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัด พร้อมทั้งเชื่อมต่อ โครงการท่าอากาศยานอันดามัน ที่จะเปิดให้บริการในปี 2573 

    อย่างไรก็ดีเส้นทางดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่าย MR-Map สาย MR9 สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต เชื่อมการเดินทางระหว่างอ่าวไทยและอันดามันอย่างไร้รอยต่อ

    ‘คมนาคม’ ดัน 9 บิ๊กโปรเจ็กต์ จ.ภูเก็ต ปลุกถนน-ทางด่วนสายใหม่ แก้รถติด

    รวมถึงมีแผนพัฒนาทางรถไฟสายทับปุด–กระบี่ เพื่อเชื่อมโยงภูเก็ต–พังงา–กระบี่ ให้เป็นเครือข่ายคมนาคมเดียวกัน โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2573 และเปิดให้บริการปี 2577

    นอกจากนี้หลังจากจัดการปัญหาการจราจรระยะสั้นแล้ว เป้าหมายต่อไปคือระบบขนส่งสาธารณะภายในเมืองภูเก็ต ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    โดยเตรียมพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) จากท่าอากาศยานภูเก็ตถึงห้าแยกฉลอง ระยะทาง 42 กิโลเมตร ในระยะแรกจะให้บริการด้วยรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ก่อน จากนั้นจะพัฒนาเป็นระบบรางเบาเต็มรูปแบบภายในปี 2574 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/641895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OuNnYipIFnaI5KpYaUgw1

  • กรุงเทพฯเมืองเดียวดึงดูดนทท.แซงอินเดียทั้งประเทศ ผู้เชี่ยวชาญชี้สะท้อนอุตฯท่องเที่ยวอินเดียล้มเหลว : อินโฟเควสท์

    กรุงเทพฯเมืองเดียวดึงดูดนทท.แซงอินเดียทั้งประเทศ ผู้เชี่ยวชาญชี้สะท้อนอุตฯท่องเที่ยวอินเดียล้มเหลว : อินโฟเควสท์

    ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียแสดงความผิดหวังต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ เพราะแม้อินเดียจะมีมรดกโลกมากมาย มีเทือกเขาหิมาลัย อาหารขึ้นชื่อ ชายหาดสวยงาม และวัฒนธรรมรุ่มรวย แต่อินเดียทั้งประเทศกลับดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้น้อยกว่ากรุงเทพฯ เมืองเดียว

    สุรัจ คูมาร์ ทัลเรจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในอินเดีย ได้โพสต์ข้อความลงแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) โดยระบุว่า อินเดีย “มีทุกอย่าง ยกเว้นนักท่องเที่ยว” พร้อมวิจารณ์ความย้อนแย้งในภาคการท่องเที่ยวของประเทศ

    โพสต์ดังกล่าวได้กลายเป็นไวรัลและมีสื่ออินเดียนำไปรายงานต่อ โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า การที่อินเดียมีนักท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้าหมายนั้น ไม่ใช่แค่ทำให้อินเดียเสียรายได้ แต่ยังพลาดโอกาสในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย และชี้ว่าอินเดียมีศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากเสน่ห์ที่มีอยู่ แต่กลับทำไม่ได้

    เขาเชื่อว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยว อินเดีย “ไม่จำเป็นต้องสร้างทัชมาฮาลใหม่” แต่ปัญหาของอินเดียอยู่ที่ประสบการณ์ของผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นความสกปรก การตื๊อนักท่องเที่ยว การหลอกลวง คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาเรื่องการตลาด และกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนสำหรับนักท่องเที่ยว

    พร้อมกันนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังได้เสนอแผนการเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของอินเดียให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งการรักษาความสะอาดของแหล่งท่องเที่ยว ฝึกอบรมบุคลากรด่านหน้า ปรับปรุงประสบการณ์การขอ e-visa เปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยว และโปรโมทภาคบริการต้อนรับให้เป็นค่านิยมหลักของชาติ เพื่อทำให้การเดินทางมาเยือนอินเดียเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องท้าทาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538822&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PKgpeoaVuy-63-UxkvRYm

  • เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตที่สำคัญ เพื่อต่อสู้กับภาวะหมดไฟและความเครียด และเทรนด์นี้กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต

    • Millennials และ Gen Z การดูแลตัวเองได้ขยายความหมายจากการพักผ่อนทั่วไปสู่ “การเดินทาง” ที่ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการบำบัดจิตใจและต่อสู้กับภาวะหมดไฟ
    • คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจ เช่น การสัมผัสธรรมชาติ กิจกรรมฝึกสติ และการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ มากกว่าการพักผ่อนในสถานที่หรูหรา
    • การเดินทางเพื่อสุขภาพจิต ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นเทรนด์ระดับโลกที่กำลังเติบโต ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางกลุ่มนี้มากขึ้น

    คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตที่สำคัญ เพื่อต่อสู้กับภาวะหมดไฟและความเครียด และเทรนด์นี้กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต

    คนรุ่นใหม่ทั้ง Millennials และ Gen Z ที่ต้องเผชิญกับความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burn Out) และปัญหาสุขภาพจิต กำลังหันมาใช้ “การเดินทาง” เป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาจิตใจและฟื้นฟูพลังชีวิต

    เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    ผลสำรวจนักเดินทาง 5,000 คนในยุโรปเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจ โดย 88% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าการเดินทางช่วยเพิ่มความสุขและเป็นช่วงเวลาจำเป็นในการปลดปล่อยความตึงเครียด

    สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ การเดินทางไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการสุขภาพจิต เปรียบเสมือน “กิจวัตรการดูแลตัวเอง” เพื่อรีเซ็ตสภาพจิตใจและอารมณ์

    สิ่งที่ทำให้การเดินทางโดดเด่นกว่ากิจกรรมบำบัดอื่นๆ คือการได้พาตัวเอง “หลีกหนี” ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง การได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง วิถีชีวิตที่ไม่คุ้นเคย และผู้คนใหม่ๆ ช่วยสร้างอิสระและความผ่อนคลายในแบบที่การบำบัดรูปแบบอื่นไม่สามารถให้ได้

    เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    ฟีบี โทมัส (Phoebe Thomas) วัย 29 ปี ได้ผนวกการเดินทางเข้ากับแผนการดูแลสุขภาพจิตของเธอ เธอใช้เวลาหลายเดือนแบกเป้ท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรมในอินเดีย เพื่อรับมือกับภาวะซึมเศร้าและสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์

    เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    ขณะที่ แมริแอนน์ มูนีย์ (Marianne Mooney) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากสหราชอาณาจักรซึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder) ได้วางแผนเดินทางในช่วงฤดูหนาวเป็นประจำเพื่อต่อสู้กับผลกระทบทางจิตใจจากสภาพอากาศที่มืดมน เธอยืนยันว่าการเดินทางเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เธอค้นพบความสงบทางใจได้อย่างแท้จริง

    เทรนด์การเดินทางเพื่อสุขภาพจิตกำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก แม้แต่หน่วยงานการท่องเที่ยวของสวีเดนยังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมกิจกรรมบำบัดแบบองค์รวม เช่น การบำบัดด้วยการนอนหลับ (Sleep Therapy) และการอาบป่า (Forest Bathing) โดยใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่เงียบสงบและสวยงามของประเทศ

    เที่ยว = บำบัด คนรุ่นใหม่ หันมาใช้ทริปท่องเที่ยว สู้ภาวะ Burn Out

    นักเดินทางกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาความหรูหรา แต่แสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมาย เช่น การเดินป่าท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ การเข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติ หรือการไปเยือนจุดหมายปลายทางที่ขึ้นชื่อเรื่องการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางได้กลายเป็นเครื่องมือ “ดูแลตัวเอง” ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้กดปุ่มรีเซ็ตทั้งร่างกายและจิตใจ และคาดว่าเทรนด์นี้จะกลายเป็นกระแสหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้นี้

    ที่มา : katakenyatravelandtourworld

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/860328&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oSphSHLKOEh7dVQoW5FiK

  • อิ่มบุญกับเทศกาลกินเจเยาวราช 2568 ขบวนแห่และของกินเพียบ

    อิ่มบุญกับเทศกาลกินเจเยาวราช 2568 ขบวนแห่และของกินเพียบ

    เทศกาลกินเจเยาวราช 2568 อิ่มบุญ อิ่มใจ อิ่มท้อง 10 วัน 10 คืน

              กินเจเยวราช 2568 ชวนเที่ยวชมขบวนแห่สุดคึกคัก และลิ้มรสเมนูอาหารเจหลากหลายรสชาติทั่วถนนเยาวราช ท่ามกลางบรรยากาศบุญสนุก อิ่มใจ อิ่มท้อง กับเทศกาลสำคัญของปี

              เทศกาลกินเจเยาวราช 2568 กลับมาอีกครั้ง พร้อมบรรยากาศคึกคักเต็มถนนเยาวราชที่เต็มไปด้วยสีสัน การร่วมลิ้มรสเมนูอาหารเจหลากหลายรสชาติ และการชมพิธีกรรมทางศาสนาที่งดงาม เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนานไปพร้อม ๆ กัน สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวสายบุญหรือชิมอาหารเจ เทศกาลกินเจ เยาวราช ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาดในปลายปีนี้

    กินเจเยวราช 2568 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ แจ้งกำหนดการจัดงานกินเจเยาวราช 2568 ตั้งแต่วันที่ 20-29 ตุลาคม 2568 ณ ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์

    กินเจเยวราช 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์

    กินเจเยวราช 2568 กิจกรรม

              สำหรับกำหนดการกิจกรรมต่าง ๆ ในงานกินเจเยาวราช 2568 มีดังนี้

    • วันที่ 20 ตุลาคม 2568 แห่เชิญเจ้า ตั้งแต่เวลา 14.00-16.00 น.

    • วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พิธีเปิด ตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น.

    • วันทีี 26 ตุลาคม 2568 พิธีลอยกระทงเจ ตั้งแต่เวลา 14.00-21.00 น.

    • วันที่ 29 ตุลาคม 2568 พิธีซิโกว ตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น.

    กินเจเยวราช 2568

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์

              พบกับขบวนแห่ศาลเจ้าและเทพเจ้าต่าง ๆ การสาธิตการทำอาหารเจแบบดั้งเดิม รวมถึงร้านค้าและแผงขายอาหารเจหลากหลายเมนู เช่น ขนมจีบเจ เต้าหู้ทอด ผัดไทยเจ และขนมหวานเจ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ อย่างการสวดมนต์และพิธีบูชาเทพเจ้าอีกด้วย

    กินเจเยวราช 2568

    *** ขบวนแห่ประเพณีสำคัญ

    • วันที่ 20 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 14.00-16.00 น. แห่อัญเชิญเทพเจ้า  

    • วันที่ 21 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. ขบวนรถบุปชาติและองค์สมมุติพระโพธิสัตว์กวนอิม (พิธีเปิด)  

    • วันที่ 26 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ขบวนแห่ลอยกระทงสะเดาะเคราะห์  

    • วันที่ 29 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ขบวนแห่อัญเชิญเทพเจ้ากลับวัดโลกานุเคราะห์

    กินเจเยวราช 2568

    ภาพจาก : Quality Stock Arts / shutterstock.com

    ทำไมถึงควรมาเที่ยวกินเจเยาวราช

              นอกจากได้อิ่มบุญจากการถือศีลกินเจแล้ว นักท่องเที่ยวยังได้สัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีแบบดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายจีน ชมขบวนแห่ที่ตระการตา และลองชิมเมนูเจที่หาทานได้ยากในช่วงปกติ อีกทั้งบรรยากาศริมถนนเยาวราชยังเต็มไปด้วยสีสันและความสนุก ทำให้เป็นประสบการณ์เที่ยวและกินที่ครบทั้งบุญและบันเทิง

    กินเจเยวราช 2568 ข้อแนะนำ

              ให้มาแต่เช้าหรือช่วงเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงคนแน่น ๆ สวมใส่รองเท้าเดินสบาย เตรียมกล้องถ่ายรูปหรือมือถือเพื่อเก็บภาพบรรยากาศ และอย่าลืมลองชิมอาหารเจที่มีขายเฉพาะช่วงเทศกาล นอกจากนี้ควรเตรียมใจเปิดรับทั้งความคึกคักและกลิ่นอาหารเจที่หอมลอยเต็มถนน

    กินเจเยวราช 2568 การเดินทาง

              แนะนำเส้นทางเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่น

    • รถประจำทางสาย: 1, 4, 8, 25, 40, 529, 542  

    • รถไฟฟ้า MRT: สถานีวัดมังกร, สถานีหัวลำโพง  

    • เรือด่วนเจ้าพระยา: ท่าราชวงศ์, ท่าสี่พระยา, ท่ากรมเจ้าท่า

              เทศกาลกินเจเยาวราช 2568 ชวนเที่ยวชมขบวนแห่สุดคึกคักและลิ้มรสเมนูอาหารเจหลากหลายรสเดินเล่นท่ามกลางบรรยากาศสีสันและวัฒนธรรมจีนแบบดั้งเดิม รับรองทั้งอิ่มบุญและอิ่มใจในครั้งเดียว ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ กินเจ 2568 สถานที่จัดงานกินเจ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295870.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vDhj_yTcG6pYZG94gOKNm