Blog

  • นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คกก.นโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้านโยบาย Quick Big Win ด้านพลังงาน

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ คกก.นโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้านโยบาย Quick Big Win ด้านพลังงาน

    นายกฯ “อนุทิน” ประชุม คกก.นโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้านโยบาย Quick Big Win ด้านพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ให้กับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

    วันนี้ (20 ตุลาคม 2568)  เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจครั้งที่แล้ว (วันพุธที่ 15 ต.ค. 68) ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบแผนงาน/โครงการด้านเศรษฐกิจ ภายใต้ “นโยบาย Quick Big Win” ในส่วนของกระทรวงการคลัง ที่รองนายกฯ เอกนิติ ได้นำเสนอ และในวันพรุ่งนี้จะมีการนำเรื่องเสนอ ครม. เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการประชุมครั้งที่แล้ว
       
    สำหรับการประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณาแผนงานภายใต้ “นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะนำไปสู่การลดค่าครองชีพให้กับประชาชน การสร้างรายได้ให้ชุมชน และยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะมาลงทุนในประเทศไทย สอดรับกับที่รองนายกฯ เอกนิติ ได้ร่วมกับ BOI เร่งรัดให้บริษัทต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน มาตั้งโรงงาน ซึ่งจะต้องมีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ

    “วันนี้นายกรัฐมนตรีจึงได้ให้เชิญผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้ามาร่วมรับฟังด้วย เพื่อจะได้รับนโยบายไปช่วยกันขับเคลื่อนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ทันที”

    สำหรับที่ประชุมได้มีการพิจารณาและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ที่ประชุมรับทราบรายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 1/2568 และรายงานความก้าวหน้านโยบายนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น โครงการคนครึ่ง พลัส ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ทั้งฝั่งร้านค้าและผู้ซื้อ โดยข้อมูล วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 15.15 น.  ฝั่งร้านค้า 300,000 ร้าน  และฝั่งผู้ซื้อ เหลือสิทธิ์ 248,131 สิทธิ์ (จาก 20,000,000 สิทธิ์)   รวมไปถึงการรับทราบความก้าวหน้าในการใช้ Dashboard ติดตามโครงการตามนโยบาย Quick Big Win

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรการด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานขอเสนอมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโนบาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ผ่านโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงาน 3 มาตรการ 9 แผนงาน/โครงการ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร การส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อน (FPV) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการมาตรการด้านพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านพลังงาน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และให้ดำเนินเป็นตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

    นายกรัฐมนตรีย้ำให้ดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้ก่อนและเป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร การส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านที่อยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือประชาชนได้จริงโดยเฉพาะการลดรายจ่าย สร้างรายได้ รวมไปถึงมาตรการคาร์บอนเครดิต ในการส่งเสริมการลดโลกร้อนตามนโยบายรัฐบาลและสามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ได้อีกด้วย

    นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกกระทรวงพิจารณาถึงโครงการหรือกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ที่ไม่ใช่งาน Routine และดำเนินการได้ภายในเวลา 3 เดือนที่เหลือ และส่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อรวบรวมอยู่ใน Dashboard และนำมารายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจในการประชุมทุกครั้ง
      
    ทั้งนี้ ข้อมูลโครงการที่ส่งมาเข้า Dashboard ขอให้มีการทำ cost-benefit analysis และให้ระบุถึงต้นทุน งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะเกิดจากการดำเนินโครงการให้ชัดเจน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ทุกโครงการและกิจกรรมที่รัฐบาลจะดำเนินการจะต้องมีความโปร่งใส ยึดหลักวินัยการเงินการคลัง ยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือของประเทศไทยต่อนักลงทุนและ Rating Agency รวมทั้งให้กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามแผนงานที่นำเสนอ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับกฎหมายระเบียบ และ มติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง
     
    ในการนี้ ขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง สนับสนุนและให้ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงานอย่างเต็มที่ด้วย

    “โดยในการประชุมครั้งต่อไป คาดว่าจะเป็นการคุยกันเรื่องมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การค้า การส่งออกรวมถึงการดูแลค่าครองชีพประชาชน” นายสิริพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16v4FNB9QulUiJpoUwkmrj

  • “ศุภจี” ผนึกห้างท้องถิ่น 800 แห่ง เปิดรับ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “ศุภจี” ผนึกห้างท้องถิ่น 800 แห่ง เปิดรับ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (20 ต.ค.68) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวการจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่  “รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย” (LOCAL Low COST) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2568 เพื่อรวมผู้ประกอบการห้างค้าส่งและค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 90 ราย 800 สาขาทั่วประเทศ ลดราคาสินค้าจำเป็นสูงสุดกว่า 60% พร้อมเปิดให้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดอย่างทั่วถึง

    โดยรัฐบาลสนับสนุนวงเงิน 2,000 บาทสำหรับประชาชนทั่วไป และ 2,400 บาทสำหรับผู้เสียภาษี ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการทั้งร้านโชห่วยและห้างท้องถิ่นก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากยอดขายที่สูงขึ้น

    “กระทรวงพาณิชย์เดินหน้านโยบายช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ตามแนวทาง Quick Big Win” เน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ SMEs และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ” นางศุภจี กล่าว

    นอกจากการจัดมหกรรมลดราคา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมเดินหน้ายกระดับ ร้านโชห่วย ทั่วประเทศผ่านโครงการ “พี่เลี้ยงโชห่วย” พัฒนาร้านค้าปลีกท้องถิ่นให้ก้าวสู่ “สมาร์ทโชห่วย” ที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ และขยายช่องทางการขายออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือจากห้างค้าปลีกท้องถิ่นเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อเพิ่มรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ ภายในงานมีการจำลองพื้นที่จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากพันธมิตรหลายภาคส่วน อาทิ บูธห้างค้าส่งและค้าปลีกท้องถิ่น บูธผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายสินค้า บูธจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) นำเสนอสิทธิประโยชน์โครงการ OTOP AI Transformation บูธจาก SME D Bank ที่เสนอสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงบูธสินค้าชุมชนจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อแสดงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TRVmqUtrLQXi274yhAZvy

  • ปลุกเศรษฐกิจภาคตะวันออกคึกคัก

    ปลุกเศรษฐกิจภาคตะวันออกคึกคัก

    โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล นำโดย สุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ ริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ประเทศไทย เปิดตัว “โก โฮลเซลล์ สาขาระยอง” สาขาลำดับที่ 14 อย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ในฐานะแหล่งซื้อขายวัตถุดิบคุณภาพ ราคาคุ้มค่า ช่วยลดต้นทุนเพิ่มกำไร ท่ามกลางผู้ประกอบการ ลูกค้าประชาชนที่ให้ความสนใจมาเลือกซื้อสินค้า ในศูนย์ค้าส่งฯ แห่งใหม่ของจังหวัด โดยมี ภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน ที่โก โฮลเซลล์ สาขาระยอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3raPdjumerEfKGYq8wtOoX

  • รมว.อว.ลั่นคืนความเป็นธรรม “ดร.สืบพงษ์” เหยื่อถูกถอด “อธิการ ม.ราม”

    รมว.อว.ลั่นคืนความเป็นธรรม “ดร.สืบพงษ์” เหยื่อถูกถอด “อธิการ ม.ราม”

    วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

    กระทุ้งกลางสภา ! “สว.เปรมศักดิ์” ถามตรงนายกฯปม “ดร.สืบพงษ์” เป็นเหยื่อถูกถอดพ้น “อดีตอธิการบดีรามคำแหง” ยืนยันหลักสูตรต่างประเทศได้รับการรับรองตามมาตรฐานแล้ว แฉถูกมือมืดชักใยกลายเป็นตลกร้ายวงการอุดมศึกษา ขณะที่ “รมว.อว.” รับปากไม่ปล่อยให้มี “เหยื่อรายต่อไป” พร้อมเร่งยกระดับมาตรฐานตรวจวุฒิให้โปร่งใส

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุรสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม โดน  นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาว่า ปัจจุบันเกิดความไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา (อว) โดยเฉพาะกรณีผู้ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.พ.อ้างว่าไม่ใช่อำนาจของตน ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาหลายรายไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมตามมาตรฐานสากล

    ทั้งนี้มีตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผู้สำเร็จการศึกษาจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองโดย ACICS และเคยบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในตำแหน่งอาจารย์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ.ทุกขั้นตอน ต่อมาในปี พ.ศ.2564 หลังได้รับเลือกเป็นอธิการบดี มร. หลักเกณฑ์เดิมถูกนำมาตรวจสอบใหม่ ทั้ง ก.พ. และ สป.อว. ถูกสอบถามซ้ำเกี่ยวกับคุณสมบัติและการรับรองวุฒิ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือผ่านสถานกงศุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ตรวจสอบ Pacific States University และหลักสูตร DBA (Doctor of Business Administration) เป็นหลักสูตรปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ และได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามหาวิทยาลัยว่าได้รับการรับรองจาก ACICS ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 – 2021 และหลักสูตร DBA ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.2011 ตรงกับช่วงเวลาที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ศึกษาอยู่จริง

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศพบว่าสถาบันได้รับการรับรอง แต่หลักสูตรไมได้รับการรับรองโดยตรง แต่ตามมาตรฐานสากลของสหรัฐอเมริกา การรับรองสถาบันจะครอบคลุมการรับรองหลักสูตรด้วย ข้อมูลนี้กลับไม่ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดการถอดถอนตําแหน่งอธิการบดี มร. เลิกจ้างจากตำแหน่งอาจารย์ เพิกถอนตำแหน่งวิชาการ และเรียกคืนเงินประจำตำแหน่ง ในขณะเดียวกันนักศึกษาไทยที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกันและเวลาใกล้เคียงกันกลับได้รับการบรรจุ และผ่านการรับรองคุณวุฒิจาก ก.พ.เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียม และไม่เป็นมาตรฐานของการตรวจวุฒิการศึกษา จึงเกิดข้อกังขาว่าการตรวจสอบกรณีอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหง อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการรักษามาตรฐาน

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ จึงขอถามว่าข้าพเจ้าขอตั้งกระทู้นายกรัฐมนตรีว่า 1.รัฐบาลจะกำหนดอำนาจของ ก.พ. และ สป.อว.ให้ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร และจะดำเนินการเมื่อใดเพื่อรับรองคุณวุฒิต่างประเทศตามมาตรฐานสากล และป้องกันการเลือกปฏิบัติ หรือการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง 2.รัฐบาลมีแนวทางสร้างฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมได้หรือไม่อย่างไร  พร้อมกำหนดกลไกป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดช้าได้หรือไม่อย่างไร จึงขอทราบรายละเอียด

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า กพ.หน้าที่รับรองคุณวุฒิเฉพาะข้าราชการที่จะเข้ารับราชการในสังกัดข้าราชการพลเรือนทั่วไป แต่ถ้าหน่วยงานอื่นจะมีหน่วยงานเฉพาะของตนเองในการรับรอง เช่น ทหาร ตำรวจ หรือครู แต่ถ้าเป็นกระทรวง อว. จะมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งคือ ก.พ.อ.เป็นผู้พิจารณาเปรียบเทียบรับรองคุณวุฒิเพื่อใช้ประโยชน์ในการเข้ารับราชการ โดยหลักสูตรของสถาบันในต่างประเทศต้องได้รับการรับรองตามกฎหมายของประเทศนั้น และต้องได้รับการรับรองจากองค์กรวิชาชีพหรือองค์กรในประเทศนั้น ถ้าเทียบแล้วเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐานอุดมศึกษา ก.พ.อ.จึงได้ออกประกาศรับ โดยการรับรองต้องรับรองสถาบัน รับรองหลักสูตร และรับรองในแต่ละช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกันไม่ใช่รับรองครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอดไป

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯได้สั่งการให้ กระทรวง อว. ต้องมีความโปร่งใส ซึ่งในปี 2569 กระทรวง อว.จะทำแฟลตฟอร์มกลางเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศเช็คได้ว่าหลักสูตรไหน ในช่วงเวลาไหนได้รับการรับรอง ต่อไปนี้ผู้จบต่างประเทศสามารถยื่นหลักฐานเพื่อขอเทียบวุฒิจากแพลตฟอร์มกลางได้อีกด้วย

    นพ.เปรมศักดิ์ ถามต่อว่าที่รัฐมนตรีตอบเป็นปัญหาพื้นฐาน แต่สิ่งที่ตนยกกรณีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ไม่ได้อยู่ในมาตรฐาน เพราะเป็นกรณี 2 มาตรฐานที่ได้รับการสรรหาได้รับโปรดเกล้าฯให้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่มือมืดมายื่นตรวจสอบภายหลัง เพื่อหวังผลให้เกิดการถอดถอน จนเกิดการถอดถอนจริง เลิกจ้างจากตำแหน่งอาจารย์และเรียกคืนเงินด้วย ตรงนี้เป็นกรณีที่สะเทือนวงการอุดมการศึกษามาก

    “ผมขอฝาก รมว.กระทรวง อว. ปัจจุบันปัญหาในวงการศึกษามาจากผู้จบการศึกษาเป็นจำนวนมากสรรหาแล้วยังไม่สามารถทำงานได้ มีเบื้องลึกเบื้องหลัง เพราะระบบการสรรหาของสภามหาวิทยาลัย เมื่อสภามหาวิทยาลัยสรรหาอธิการแล้ว อธิการก็สรรหานายกสภาใหม่ ผลัดกันเกาหลัง จะได้คนในแวดวงเดิมๆคนเก่าๆจนหน้าซ้ำ ทั้งที่เราบอกว่าเป็นวงการอุดมศึกษาเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจำนวนมาก แต่ทำไมผลัดการเกาหลัง ทำให้วงการศึกษาไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปเรื่อยๆ กรณีอาจารย์สืบพงษ์เป็นตลกร้าย เป็นอธิการ 1 ปีแล้วแต่กลับถูกถอดถอนว่าคุณวุฒิที่ได้รับการรับรองแล้ว กลับถูกถอดถอน เรื่องมาตรฐานที่รัฐมนตรีชี้แจงเป็นเรื่องดีคนทั่วไปไม่มีปัญหา แต่เป็นกรณีของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ต้องออกจากตำแหน่งอธิการอย่างเหลือเชื่อ กรณีนี้จะทำอย่างไรถึงจะลบล้างระบบผลัดกันเกาหลังได้ เพื่อไม่ให้เกิดมาเฟียในวงการอุดมศึกษา จึงอยากให้รัฐมนตรีมาแก้ไขเพื่อให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์เป็นเหยื่อรายสุดท้าย” สว.เปรมศักดิ์กล่าว

    อย่างไรก็ตามกรณีของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์จะมีการเยียวยาอย่างไร เพราะถูกกระทำจนแทบไม่เหลือที่ยืน กรณีนี้คนที่ฟังรู้ว่าไม่เป็นธรรมแน่นอน เมื่อไม่เป็นธรรมแล้วจะแก้ไขอย่างไร เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อมหาวิทยาลัยอื่นๆทั่วประเทศ หรืออาจจะมีแล้วก็ได้ แต่เรื่องไม่ใหญ่เท่ากับมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีนี้จะเยียวยาอย่างไรเพราะเขาถูกกระทำขอให้นายสุรศักดิ์ทำเรื่องนี้ให้เป็นผลงานที่เข้ามาสะสางวงการศึกษาด้วย

    รมว.กระทรวง อว. ชี้แจงอีกครั้งว่าจะต้องไม่มีเหยื่อรายไหนเป็นรายสุดท้ายแบบกรณีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ได้ยื่นอุทธรณ์มาหลายครั้ง และขณะนี้เรื่องอยู่ที่ศาลปกครอง คณะกรรมการอุทธรณ์ของกระทรวง อว.จึงรอผลจากศาลปกครองก่อน กรณีนี้ความเป็นธรรมต้องเกิด และผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรม ใช้สิ่งที่ไม่ถูกต้องเกินอำนาจหน้าที่ตัวเองจะต้องได้รับผิดอย่างแน่นอน ตนจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านเลยไป ขอยืนยันว่าเรื่องนี้กระทรวง อว.จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ให้เกิดความถูกต้องทำให้กระทรวง อว.มีมาตรฐานในการตรวจสอบ การพัฒนาประเทศโดยไม่มีการเมืองและผลประโยชน์ใดเข้ามาแทรกแซงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yi4lWDTD1ZQUZ5gK9coU2

  • “ดร.แดน” ชี้ แก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นจน

    “ดร.แดน” ชี้ แก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นจน

    “ดร.แดน” ชี้ แก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นจน

    20 ตุลาคม 2568  ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) กล่าวถึงประเด็น “ประเทศไทยจะพ้นจนได้อย่างไร” โดยมองว่า ประเทศไทยตอนนี้ กำลังประสบปัญหาในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งคนยากจนมาก คนเสี่ยงยากจน 24.3 ล้านคน และความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง อันดับ 1 ของ East Asia & Pacific (2021)

    ปัญหาทั้งสาม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด คือ ความยากจน ซึ่งถือเป็นรากฐานของปัญหาอื่นทั้งหมด จากข้อมูลสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่า ประชากรที่ยากจนส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร ถึง45.49% มีระดับการศึกษาต่ำ กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะใน 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด เช่น แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในภาวะยากจนคือการขาดเงินออม ปัญหาหนี้สิน การขาดที่ดินทำกิน และการขาดทักษะอาชีพที่สร้างรายได้สูง  

    โดยสาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2567 ร้อยละ 84 ของผู้มีรายได้น้อยประสบปัญหาจากการขาดเงินออม อันเป็นผลจากรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำ ขณะที่ร้อยละ 71 เผชิญภาระหนี้สินซึ่งกัดกร่อนความสามารถในการดำรงชีพและลงทุนเพื่ออนาคต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันกลายเป็นวงจรความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ยากต่อการหลุดพ้นจากความยากจน หากไม่มีการปฏิรูปเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหาความยากจนมาโดยตลอด

    แต่นโยบายที่นำมาใช้มีข้อจำกัดคือ  1) มาตรการที่ขาดประสิทธิภาพ เช่น นโยบายเรือธงอย่าง ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งถือเป็นเป็นนวัตกรรมสวัสดิการของไทยและมีเจตนาที่ดีในการสร้างฐานข้อมูลและโอนเงินช่วยเหลือโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดปัญหาการตกหล่น คนจนจริงกว่าครึ่งไม่ได้รับสิทธิ์ ขณะที่งบประมาณส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) 2) เน้นการสงเคราะห์เฉพาะหน้า นโยบายส่วนใหญ่ของรัฐบาลต่างๆ มักเป็นนโยบายประชานิยมที่เน้นการให้ความช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การแจกเงิน หรือการพักชำระหนี้ ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก (ร้อยละ 78.45 ของงบแก้จนในปี 2567 เป็นต้น) แต่ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้

    และ 3) ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น งบประมาณปี 2567 ในส่วนที่ควรใช้ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ การปรับโครงสร้างการผลิต หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 21.28 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชน ซึ่งไม่เพียงเกิดขึ้นกับงบประมาณในปี 2567 แต่เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง ว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินนโยบาย  โดยจะต้องมีชุดนโยบายที่ผสมผสานกันในหลายระดับทั้งระดับมหภาค ซึ่งเป็นนโยบาย “กวาด” คนจนส่วนใหญ่ และมีระดับจุลภาค และ ระดับบุคคล เป็นนโยบาย “เก็บตก” เพื่อช่วยคนจนที่เหลือ ที่เป็นกลุ่มคนเจาะจง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประชากรสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน แทนที่การพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว   ซึ่งนโยบายระดับมหภาค ควรมุ่งเน้นในการแก้ไขคนจนจำนวนมาก เป็นการ “กวาด” คนส่วนใหญ่ให้พ้นจนโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม เพื่อสร้างโอกาสและลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้กับประชาชน โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ คือ “การขยายความเป็นเมืองอย่างชาญฉลาดและทั่วถึง” เนื่องจาก มีงานศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการลดความยากจน ซึ่งอาจทำได้ ดังนี้

    1) การพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดและบ้านเช่าในเมืองใหญ่และเมืองรอง (Urban Housing for All) ควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดผ่านแนวคิด “โฉนดชุมชนในเมือง” เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงและป้องกันการถูกไล่รื้อ 

    2) การลงทุนขยายระบบขนส่งสาธารณะราคาถูกให้เชื่อมโยงพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑล (Connected Cities) พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Fiber/5G) ให้ครอบคลุม เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและตลาด

    3) การจัดตั้งกองทุนพิเศษและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุน SMEs และสตาร์ทอัพในเมืองรอง (Inclusive Urban Economy) เพื่อสร้างงานและกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงในกรุงเทพมหานคร  4) การจัดตั้งศูนย์ยกระดับทักษะอาชีพในเขตเมืองที่ประชากรมีรายได้น้อย (Human Capital in Cities) โดยเน้นทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ทักษะดิจิทัล โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งประกันการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI)

    นอกจากนี้ ดร.แดน ยังกล่าวถึง นโยบายระดับจุลภาค ที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนต้องเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งควรมีนโยบายดังนี้    1) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานภาคเกษตร แรงงานภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมด แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนถึงผลิตภาพที่ต่ำมาก ภาครัฐต้องมีนโยบายเชิงรุกในการ “ย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่ภาคบริการและการผลิตที่มีผลิตภาพสูงกว่า” ผ่านโครงการ Reskilling และ Upskilling พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Farm Mechanization) และการทำฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตร   2) การส่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงการลงทุนกับผู้หญิง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการแก้ไขปัญหา ความยากจน งานวิจัย พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มนำรายได้ไปใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสุขภาพของบุตรหลาน ดังนั้นภาครัฐควรดำเนินนโยบาย เช่น ขยายบริการศูนย์ดูแลเด็กให้ครอบคลุมนอกเวลาทำการ เพื่อให้ผู้หญิงมีเวลาในการทำงานมากขึ้น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการหญิง การแก้ไขช่องว่างของรายได้และบำนาญระหว่างเพศชาย-หญิง รวมทั้งการสนับสนุนการรวมกลุ่ม ในรูปแบบสหภาพหรือสมาคม  เช่น โมเดล Self-Employed Women’s Association (SEWA) ในอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายและอำนาจต่อรอง เป็นต้น และ 3) การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป้าหมาย (Targeted Poverty Alleviation): ประยุกต์ใช้แนวทางที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน โดยการ “จับคู่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ยากจน” เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกของแต่ละครัวเรือนและชุมชน และเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐที่เหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและวัดผลได้

    ส่วนนโยบายระดับปัจเจกบุคคล สำหรับประชากรที่อาจตกหล่นจากนโยบายในระดับมหภาคและจุลภาค ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบาย ”เก็บตก” ที่สร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับทุกคน ได้แก่
    1) การพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานสากล (Universal Basic Competency) และการรับประกันการมีงานทำ (Job Guarantee): รัฐต้องเปลี่ยนจากการสงเคราะห์เป็นการสร้างศักยภาพ โดยส่งเสริม “สมรรถนะพื้นฐานสากล” (Universal Basic Competency) ให้กับประชาชนทุกคน ควบคู่ไปกับการพิจารณาโครงการ “รับประกันการจ้างงาน” (Job Guarantee) ที่รัฐเป็นนายจ้างทางเลือกสุดท้าย (Employer of Last Resort) จัดหางานในโครงการสาธารณะประโยชน์ให้แก่ผู้ที่หางานไม่ได้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้และความมั่นคง  2) การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า (Universal Share Holding) และกระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทุน ภาครัฐควรพิจารณานโยบาย “การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า” โดยกระจายหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้แก่ประชาชนผ่านระบบการออมภาคบังคับ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีรายได้จากเงินปันผล นอกเหนือจากรายได้ค่าจ้างเพียงอย่างเดียว เรียกว่า กระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital)

    “การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย ต้องการการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับ และให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การดำเนินนโยบายเชิงรุกที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างศักยภาพให้ประชาชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 3 ระดับตั้งแต่การปรับโครงสร้างประเทศ ในระดับมหภาค การพุ่งเป้าไปยังกลุ่มประชากรและพื้นที่เฉพาะในระดับจุลภาค ไปจนถึงการสร้างหลักประกันให้รายบุคคล ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างจริงจังและบูรณาการ พร้อมกับการออกแบบนโยบายของรัฐที่ตรงจุด ที่ต้องไม่มุ่งเน้นใช้งบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม แต่มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองให้สุจริต ไม่โกง ไม่มีการใช้เงินซื้อเสียงในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ประเทศไทยจะสามารถสร้างอนาคตที่ประชาชนทุกคน มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968319&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SiphKm2Zvr1S7d8DTFwzz

  • GBS แนะช้อป 6 หุ้นรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS แนะช้อป 6 หุ้นรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250–1,320 จุด ท่ามกลางแรงกดดันความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ประกอบกับเศรษฐกิจส่อชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง จับตามารตการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายพลังงาน “Quick Big Win” การขนส่งทางราง และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว แนะกลยุทธ์ช้อป 6 หุ้นเด่น MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA, AAV    

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในสัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,250–1,320 จุด ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทางโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับกฎระเบียบของจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการควบคุมการส่งออกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ทำให้เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกด้วย

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ โดยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อเริ่มส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 36 จุด สู่ระดับ -12.8 ในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ +9.5 โดยดัชนีที่มีค่าเป็นลบสะท้อนถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงดัชนี โดยล่าสุด ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ยืนยันความพร้อมในการเดินหน้าตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงานและรัฐบาล โดยจะจัดสรรงบประมาณปี 2568 เพื่อสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พลังงาน โดยเน้นพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนทุรกันดาร

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) โดยขยายประเภททรัพย์สินที่สามารถลงทุนได้ ให้ครอบคลุมถึงหน่วยลงทุนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Funds) ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 14-21 ต.ค. หุ้นกลุ่มธนาคารส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3/68, สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและ วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 21 ต.ค. สหรัฐ รายงานยอดขายของห้างสรรพสินค้าในสหรัฐฯ,22 ต.ค. ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนก.ย.,สหรัฐ รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, 23 ต.ค. สหรัฐ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนก.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย., 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่ 7/68

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก้  MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA, AAV โดยในสัปดาห์นี้จับตาการประชุมครม.จะพิจารณา “4 มาตรการใหญ่” กระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มการเดินทางเมืองรอง ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 2568 ราว 0.05-0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/20/587477/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Go9xWc4R4EqqYKwZfFjA1

  • ตำรวจปทุมวัน-ท่องเที่ยว สุดไว! ตามคืน “มงกุฎ Miss Universe ศรีลังกา” หายกลางสยาม

    ตำรวจปทุมวัน-ท่องเที่ยว สุดไว! ตามคืน “มงกุฎ Miss Universe ศรีลังกา” หายกลางสยาม

    “มงกุฎ Miss Universe Sri Lanka 2025” สูญหาย หลังนางงามลืมไว้บนแท็กซี่ โชคดีตำรวจ สน.ปทุมวัน ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวตามสัญญาณวงจรปิดจนเจอ คนขับรีบนำส่งคืนทันที

    เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.48 น. เกิดเหตุมงกุฎของ Lihasha Lindsay-White ผู้ครองตำแหน่ง Miss Universe Sri Lanka 2025 สูญหายภายในบริเวณ สยามเซ็นเตอร์พอยต์ สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงและเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

    เบื้องต้นผู้เสียหายแจ้งว่าได้โดยสารแท็กซี่สีขาว-ชมพู ทะเบียน ทฬ 5714 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนาย บุญชื่น มาตรคำจันทร์ เป็นคนขับ เมื่อลงจากรถจึงพบว่ามงกุฎและชุดเดรสสีเขียวเข้มที่นำติดตัวมาหายไป

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว และฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดจนพบรถแท็กซี่คันดังกล่าว จึงประสานสหกรณ์แท็กซี่ในวันทำการถัดมา และสามารถติดต่อคนขับได้ ก่อนนายบุญชื่นนำมงกุฎมาคืนให้ผู้เสียหายผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว

    เหตุการณ์ครั้งนี้ได้รับคำชื่นชมในความรวดเร็วและประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ ที่สามารถติดตามทรัพย์สินสำคัญของนางงามต่างชาติกลับคืนได้ภายในเวลาอันสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250362&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23D99IVsxljcjdmsWp1ZLT

  • จังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 “นั่งรถไฟแม่กลอง วิ่งไป เที่ยวไป (ชิมไป) กับแม่บ้านมหาดไทย สุขใจที่สมุทรสงคราม”

    จังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 “นั่งรถไฟแม่กลอง วิ่งไป เที่ยวไป (ชิมไป) กับแม่บ้านมหาดไทย สุขใจที่สมุทรสงคราม”

    จังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 “นั่งรถไฟแม่กลอง วิ่งไป เที่ยวไป (ชิมไป) กับแม่บ้านมหาดไทย สุขใจที่สมุทรสงคราม”


    19/10/2568 | 50 |

    จังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 “นั่งรถไฟแม่กลอง วิ่งไป เที่ยวไป (ชิมไป) กับแม่บ้านมหาดไทย สุขใจที่สมุทรสงคราม” (19 ตุลาคม 2568) เวลา 15.00 น. นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดกิจกรรม วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 “นั่งรถไฟแม่กลอง วิ่งไป เที่ยวไป (ชิมไป) กับแม่บ้านมหาดไทย สุขใจที่สมุทรสงคราม“ พร้อมด้วย นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่งเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นางณัฐสุดา วงษ์สุวรรณ รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรสงคราม และสมาคมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกิจกรรม

    ด้วย สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการช่วยเหลือสังคม จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีสุขภาพแข็งแรง จิตใจแจ่มใส รวมถึงใช้เวลาเวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี (2) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัด ผ่านกิจกรรมวิ่งในเส้นทางที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของแต่ละพื้นที่ โดยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน ส่งเสริมรายได้อย่างยั่งยืน (3) เพื่อสนับสนุนการศึกษาและกิจกรรมสาธารณกุศล โดยรายได้จากการจัดโครงการหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี ผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านโครงการทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

    กิจกรรมในครั้งนี้ วิ่งในเส้นทางที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มจากบริเวณตลาดร่มหุบ จุดที่รถไฟออกจากสถานีแม่กลอง แวะช็อปชิมร้านมะพร้าวน้ำหอม ร้านส้มโอขาวใหญ่ ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง ร้านขายของฝาก และของดีเมืองสมุทรสงคราม ไหว้ศาลเจ้าพ่อแม่กลอง สักการะหลวงพ่อบ้านแหลม จากนั้นวิ่งไปยังท่าน้ำวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ที่มองเห็นสะพานแขวนชมวิวแม่น้ำแม่กลอง และปิดท้ายด้วยบรรยากาศยามเย็นริมเขื่อนวัดเพชรสมุทรวรวิหาร พร้อมรับชมการแสดงโขน

    ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสงครามและชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรสงคราม เชิญชวนประชาชนทุกเพศทุกวัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมสุขภาพดีและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมสามารถแชร์ภาพความประทับใจจากกิจกรรมลงบน Facebook พร้อมติดแฮชแท็ก #วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย #สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เพื่อลุ้นรับของรางวัลรวม 4 รางวัล ได้แก่ รางวัลที่ 1 ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศสำหรับ 2 ท่าน พร้อมที่พักโรงแรมอนันตรา 3 วัน 2 คืน และ รางวัลที่ 2 ที่พักโรงแรมอนันตรา 3 วัน 2 คืน จำนวน 3 รางวัล โดยสามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568

    #วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย

    #สมาคมแม่บ้านมหาดไทย

    #จังหวัดสมุทรสงคราม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/432977&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eLCusoFXuOGPAIBsP54W5

  • ชมความงามทุ่งดอกบัวตอง 2568 พร้อมพิกัดเด็ดทั่วไทย

    ชมความงามทุ่งดอกบัวตอง 2568 พร้อมพิกัดเด็ดทั่วไทย

              ทุ่งดอกบัวตอง 2568 ชวนสัมผัสความงามสีเหลืองทองที่ปกคลุมทั่วขุนเขา บรรยากาศสดชื่นและวิวสุดตระการตา เหมาะกับการเก็บภาพความประทับใจและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

              ต้อนรับลมหนาว 2568 กับความงดงามของทุ่งดอกบัวตอง ที่กลับมาบานสะพรั่งแต่งแต้มสีเหลืองทองทั่วขุนเขาอีกครั้ง บรรยากาศเย็นสบาย ละอองหมอกยามเช้า และวิวสุดอลังการของธรรมชาติรายล้อม ชวนให้ทุกคนออกเดินทางไปสัมผัสความงามของดอกไม้ป่าที่ผลิบานเต็มพื้นที่ ว่าแต่จะมีที่ไหนให้เที่ยวชม รายละเอียดเป็นยังไง ? มาดูกันเลย

    ทุ่งดอกบัวตอง 2568

    ทุ่งดอกบัวตองบ้านหัวแม่คำ จังหวัดเชียงราย

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานเชียงราย แจ้งกำหนดการจัดงานเทศกาลทุ่งดอกบัวตอง บ้านหัวแม่คำ จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2568 

    ภายในงานพบกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น 

    • พบกับการแสดงวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ 7 ชนเผ่า

    • การประกวดธิดาชนเผ่า

    • กิจกรรมขันโตกชาวดอย

    • เที่ยวชมการจัดแสดงนิทรรศการและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    • เที่ยวชมความงามของทุ่งดอกบัวตอง, น้ำตกดอยหัวแม่คำ วนอุทยานดอยหัวแม่คำ และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายภายในงาน

    ทุ่งดอกบัวตอง ดอยหัวแม่คำ

    ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

              ฤดูหนาวปีนี้ ชวนคุณออกเดินทางสู่ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จุดชมวิวระดับตำนานที่งดงามราวภาพวาด เมื่อดอกบัวตองนับล้านต้นพร้อมใจกันผลิบานเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วเนินเขา ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและทิวทัศน์ขุนเขาสลับซับซ้อนสุดตระการตา ยิ่งได้ชมแสงแรกของวันท่ามกลางทะเลหมอกยามเช้า บอกเลยว่าสวยจนลืมหายใจ ใครกำลังหาที่เที่ยวธรรมชาติสุดโรแมนติก ต้องไม่พลาดมาเช็กอินที่นี่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้

    ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

    ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

              อัปเดต : เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ดอกตูมเริ่มมาให้เห็นแล้ว แต่ยังไม่บาน (วันเปิดเทศกาล วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ช่วงที่บานพีคสุด ๆ ประมาณวันที่ 15-25 พฤศจิกายน)

    ทุ่งดอกบัวตองเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

              ชวนเก็บภาพสวยท่ามกลางสีเหลืองสดใสของ “ทุ่งดอกบัวตอง” ในเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ 2568 ณ สวนพฤกษชาติ กฟผ. แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่บานสะพรั่งรับลมหนาวเต็มพื้นที่เขาแม่เมาะทุกปีช่วงปลายตุลาคมถึงต้นธันวาคม ที่นี่ไม่เพียงมีวิวภูเขาและอ่างเก็บน้ำโอบล้อมให้ชมแบบ 360 องศา แต่ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น มุมถ่ายรูปยอดฮิต และโซนของกินของฝากท้องถิ่นให้เดินเพลิน บอกเลยว่าใครอยากสัมผัสอากาศดีพร้อมวิวธรรมชาติสุดตระการตา ต้องไม่พลาดมาเยือนแม่เมาะในช่วงนี้ของปี

    ทุ่งดอกบัวตอง แม่เมาะ

              ตารางเปิด-ปิด สถานที่ : ทุ่งบัวตองจะเริ่มบานประมาณต้นเดือนตุลาคม 2568 โดยจะเปิดให้เข้าชมในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 07.30-17.30 น. **ยกเว้นวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 จะเปิดเวลา 07.00 น.

    ทุ่งดอกบัวตอง เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ

    ทุ่งดอกบัวตอง เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ

              ปลายปีนี้อย่าพลาดโอกาสไปสัมผัสความงามของทุ่งดอกบัวตอง 2568 ที่จะบานเหลืองอร่ามทั่วเนินเขา รับลมหนาว พร้อมเก็บภาพความประทับใจท่ามกลางธรรมชาติสีทอง ที่สวยจับใจจนอยากกลับมาอีกครั้ง ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวหน้าหนาว ที่เที่ยวสวนดอกไม้ ที่เที่ยวธรรมชาติ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295891.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C8HbZvkmP_I01mDq5erUk

  • เจอแล้ว! “มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา” หายกลางกรุงเทพฯ-ลืมไว้บนแท็กซี่

    เจอแล้ว! “มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา” หายกลางกรุงเทพฯ-ลืมไว้บนแท็กซี่

    ตำรวจปทุมวัน-ตำรวจท่องเที่ยว ตามคืนมงกุฎ Miss Universe Sri Lanka ได้สำเร็จ หลังผู้เสียหายลืมไว้บนแท็กซี่ หายกลางกรุงเทพฯ

    จากกรณีเกิดเหตุทรัพย์สินสูญหายภายในพื้นที่สยามเซ็นเตอร์พอยต์ สยามสแควร์ ซอย 3 แขวงและเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา  โดยผู้เสียหายคือ  Lihasha Lindsay-White Miss Universe Sri Lanka 2025 ซึ่งได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน หลังตรวจพบว่ามงกุฎและชุดเดรสที่นำติดตัวมาสูญหายไป โดยทรัพย์สินที่สูญหายประกอบด้วย มงกุฎ Miss Universe Sri Lanka จำนวน 1 ชิ้น, ชุดเดรสสีเขียวเข้ม จำนวน 1 ชุด

    ทั้งนี้จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้โดยสารรถแท็กซี่ สีขาว–ชมพู กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายบุญชื่น มาตรคำจันทร์ เป็นผู้ขับขี่ เมื่อเดินทางถึงที่หมาย ผู้เสียหายลงจากรถและภายหลังจึงพบว่าทรัพย์สินได้สูญหายไป จึงเข้ามาแจ้งความและประสานตำรวจท่องเที่ยวให้เข้าร่วมติดตาม

    เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุ พบหมายเลขทะเบียนรถแท็กซี่คันที่ผู้เสียหายโดยสารมา จึงประสานไปยังสหกรณ์แท็กซี่ต้นสังกัด แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดทำการ จึงสามารถติดตามได้ในวันถัดมา

    ต่อมา เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อคนขับรถแท็กซี่ได้ และได้ประสานให้นำทรัพย์สินที่พบส่งคืนให้ผู้เสียหาย ผ่านทางตำรวจท่องเที่ยว โดยผู้เสียหายได้รับคืนมงกุฎและชุดเดรสครบถ้วน เบื้องต้น ผู้เสียหายขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจาก สน.ปทุมวัน และตำรวจท่องเที่ยว ที่เร่งรัดติดตามทรัพย์สินจนได้คืนอย่างรวดเร็ว และไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ขับขี่แท็กซี่แต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/259625/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L3n2cgJOmb9vcy22xvaez