Blog

  • เปิดแฟ้ม ครม.21 ต.ค. เตรียมเคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    เปิดแฟ้ม ครม.21 ต.ค. เตรียมเคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    เศรษฐกิจ

    21 ต.ค. 2025 เวลา 6:12 น.

    เปิดแฟ้ม ครม.21 ต.ค. เตรียมเคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    เปิดแฟ้ม ครม.พิจารณาชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว–บริการ และเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ นายกฯ ชงปราบสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (21 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม 

    โดยจะมีการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยได้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) แล้ว โดยเป็นมาตรการเพื่อกระตุ้น และสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว 4 มาตรการ ได้แก่ 

     1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568 ให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load) ระยะเวลาดำเนินการเดือนต.ค.2568 – ม.ค.2569 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท.

    โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พัก และค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    3.ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2569 ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก10 % เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลานจ์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น.

    4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค.2568 – 31 มี.ค. 2569 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว

    โดยทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี) 

    สำหรับวาระอื่นๆ เช่น สำนักงบประมาณ เสนอมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ วงเงินรวมกว่า 4 ล้านล้านบาท 

    นอกจากนี้นายกฯ รัฐมนตรีจะรายงานใน ครม.เรื่องการยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์ และมิจฉาชีพออนไลน์ โดยรัฐบาลเป็นวาระแห่งชาติพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน

    กระทรวงมหาดไทยเสนอขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี ๒๕๖๘ และขออนุมัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๖๘

    สำหรับวาระเพื่อทราบได้แก่ 

    กระทรวงแรงงานเสนอร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน พ.ศ. ….

    กระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (นายบุญชอบ วิเศษปรีขา)

    กระทรวงการต่างประเทศเสนอรัฐบาลฮังการีเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งฮังการีประจำประเทศไทย (นางสาวซิลเวีย ซอโลก็)

    การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 

    การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

    กระทรวงสาธารณสุขเสนอการแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203977&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zvu7GjJQWPFj85wCyiWqe

  • “ปัฐน์ธินันต์” หวดลิ่วรอบ 2 ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์” | เดลินิวส์

    “ปัฐน์ธินันต์” หวดลิ่วรอบ 2 ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก ระดับ เจ 60 รายการ “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 เจ 60” สัปดาห์ที่ 1 ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 68 ในรอบแรก (64 คน) ประเภทหญิงเดี่ยว ปัฐน์ธินันต์ เผือกคำ นักหวดเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี โชว์ฟอร์มแกร่งหวดชนะ ริทธิ ชินเด จากอินเดีย 2-0 เซต 6-2, 6-2 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ เฉิน ชิง ยิง มือวาง 1 จากไต้หวัน

    ขณะที่ ประเภทชายเดี่ยว แดนไทย ตาก้อง เอาชนะ อัลเลน ลีออง จากสิงคโปร์ 2-0 เซต 6-1, 7-6 ไทเบรก 7-4 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ ไรอัน เบดวิค จากสหรัฐ ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ประเภทหญิงเดี่ยว มะลิ อ่องลออ ชนะ จิตตานันท์ วิมุกตานนท์ 6-1, 6-1, พิชญาภัค ศรีมุกข์ ชนะ นิฏฐา อุริยะพงศ์สรรค์ 6-2, 6-3, ริโอะ ฮิกาชิ ชนะ ณปภัช เสรยานนท์ 6-0, 6-3, พิมพ์พิศา วงษ์วานิชขจร ชนะ มาเรีย อูวาโรวา (รัสเซีย) 6-2, 6-2, พลอยเพชร ด้วงเขียว ชนะ ยาชิธา เอเรติ (อินเดีย) 6-1, 6-0, ปวีณอร นวลศรี ชนะ ณัฐรดา ผลเจริญ 6-4, 6-4, อารีรัตน์ เดชเพชร ชนะ ธนภรณ์ ก้อนศิลา 6-2, 6-3, ภัทรวดี ชนะวงศ์ ชนะ เรมิ อิอูจิ 6-4, 6-2, พลอยทิพย์ ธนศิรินวกุล ชนะ เรอา อโรรา (อินเดีย) 6-4, 6-1

    กนกอินทร์ วงศ์ภูวรักษ์ แพ้ ชิโอริ อิซึกะ (ญี่ปุ่น) 1-6, 1-6, อันนา ซาโต้ แพ้ หยวน ชิฉิง (จีน) 1-6, 1-6, ณชัญญา ธรรมมงคล แพ้ ไลลา ลุยซา ทรูบ (สวิตเซอร์แลนด์) 4-6, 2-6, ทิพย์ธารา สองเป็ง แพ้ ป่าน เจียหยู่ (จีน) 1-6, 0-6, จิณห์นิภา ตราชูวณิช แพ้ สวานิก้า รอย (สหรัฐ) 3-6, 6-2, 2-6, จิรัฎฐ์ อุดมอัครพล แพ้ หวง หมิน เจิน (ไต้หวัน) 6-4, 4-6, 3-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5223137/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36MmwwMD5mjZp0675lgvoo

  • เตือนกับดักซื้อด่วน ใช้บันเทิง-โปรโมชั่นจูงใจ สร้างภาระ “ผู้บริโภค” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เตือนกับดักซื้อด่วน ใช้บันเทิง-โปรโมชั่นจูงใจ สร้างภาระ “ผู้บริโภค” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เตือนกับดักซื้อด่วน ใช้บันเทิง-โปรโมชั่นจูงใจ สร้างภาระ “ผู้บริโภค”

    ปรากฏการณ์ เจนนี่ ไลฟ์ขายของยอดทะลุ 264 ล้านบาทใน 4 วัน กระตุ้นพฤติกรรมการซื้อแบบกะทันหันผ่านความบันเทิงและอารมณ์ร่วม อาจเป็น “กับดักทางอารมณ์” ที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อโดยไม่ทันไตร่ตรอง สร้างภาระการเงินระยะยาว

    ปรากฏการณ์ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ไลฟ์ขายของผ่านติ๊กต๊อกสร้างยอดขายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกรณีศึกษาที่ตอกย้ำถึงการทำงานของกลไกตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่ใช้ความบันเทิงควบคู่กับกับสร้างปฏิสัมพันธ์แบบทันที กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อแบบกะทันหัน ขาดการไตร่ตรอง สภาผู้บริโภคหวั่นสร้างภาระการเงินในระยะยาว

    หยุดคิดก่อนตัดสินใจซื้อกะทันหัน

    แม้การตลาดแบบการซื้อแบบกะทันหัน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างยอดขายอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือ “กับดักทางอารมณ์” ที่ผู้บริโภคควรระมัดระวังการซื้อโดยไม่วางแผนล่วงหน้า ที่เกิดจากแรงกระตุ้นชั่วขณะ ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิงจากเนื้อหาที่สนุกสนาน โปรโมชั่นสุดพิเศษ หรือความตื่นเต้นจากข้อเสนอพิเศษแบบจำกัดเวลา ซึ่งล้วนทำให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยขาดการไตร่ตรองถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า

    สิ่งที่ตามมา คือการซื้อสินค้าที่อาจไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตจริง เช่น ของที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ ซื้อเพราะรู้สึกว่าถูกหรือเพราะ “ของมันต้องมี” แต่สุดท้ายกลับถูกวางทิ้งไว้เฉย ๆ หรือหมดอายุก่อนใช้งานจริง นอกจากนี้ ร้านค้ายังมีผลกระทบตามจากการตัดสินใจซื้อกะทันหัน ทำให้เกิดการยกเลิกออร์เดอร์ หรือปฏิเสธรับสินค้าและตีกลับ เพราะเมื่อผู้บริโภคได้มีเวลาพิจารณาทำให้มีการเปรียบเทียบมากขึ้น และพบว่าสิ่งที่ซื้อมานั้นอาจไม่คุ้มค่าหรือไม่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งในกรณีไลฟ์ของเจนนี่เกิดการคืนสินค้าจำนวนมากกว่า 1,000 ออร์เดอร์
    สภาผู้บริโภคจึงขอแนะนำว่า ก่อนจะกด “สั่งซื้อทันที” ลองหยุดคิดสักนิดว่าสินค้านั้นตอบโจทย์ความต้องการจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการซื้อเพราะอารมณ์ชั่ววูบจากโปรโมชั่นและเนื้อหาที่ชวนตัดสินใจเร็วเกินไป อาจสร้างภาระทางการเงินโดยไม่จำเป็น และอย่าลืมตรวจสอบด้วยว่าสินค้ามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปหรือไม่ เพราะการคิดให้รอบคอบ อาจช่วยให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและมีความจำเป็นต้องใช้ ไม่ก่อให้เกิดขยะจากของที่ไม่ได้ใช้

    อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อของการซื้อสินค้าออนไลน์ และได้ของไม่ตรงปก หรือได้ของไร้คุณภาพ ไม่เป็นไปตามโฆษณา ผู้บริโภคที่เลือกการสั่งซื้อแบบ เก็บเงินปลายทาง (COD) ยังมีสิทธิสำคัญที่ควรรู้ นั่นคือ “เปิดก่อนจ่าย” หากพบว่าสินค้า ไม่ตรงกับที่สั่ง ชำรุด หรือบกพร่อง ผู้บริโภค มีสิทธิไม่รับของและไม่ต้องจ่ายเงิน แต่หากเป็นกรณีเพียง “ไม่พอใจสินค้า” เช่น สีหรือแบบไม่ถูกใจ จะไม่เข้าข่ายคืนสินค้าได้

    แม้จะมีผู้ประกอบการบางรายออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนให้ยกเลิกระบบเก็บเงินปลายทาง โดยอ้างว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งมักยกเลิกออร์เดอร์หรือปฏิเสธรับของภายหลัง แต่ต้องไม่ลืมว่า สิทธิในการตรวจสอบสินค้าก่อนจ่ายเงินนี้ คือกลไกปกป้องผู้บริโภคจากการ ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ หากผู้ประกอบการค้าขายอย่างโปร่งใสและซื่อสัตย์ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสิทธิดังกล่าว เพราะความมั่นใจของผู้บริโภคคือรากฐานของการค้าขายที่ยั่งยืน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/urgent-purchase-trap/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kY-ogN3dTUxEDkY_ArS2p

  • ผู้ว่าฯ ธปท.ถกเอกชนสู้บาทแข็ง   เร่งพยุงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ผู้ว่าฯ ธปท.ถกเอกชนสู้บาทแข็ง เร่งพยุงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    เศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯ ธปท.ถกเอกชนสู้บาทแข็ง เร่งพยุงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    21 ต.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    ธปท.เดินสายหารือภาคเอกชน รับฟังความเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจ “หอการค้า” เสนอแก้ปัญหาบาทแข็ง ขอแยกบัญชีเทรดเงินคริปโทเคอร์เรนซี ทองคำ พร้อมหาแนวทางประกันความเสี่ยงชำระเงินเพื่อส่งออกไปตลาดใหม่ “ส.อ.ท” เสนอแก้ค่าเงินหวังฟื้นกำลังส่งออกไทยมอง GDP ไทยสิ้นปีนี้โตไม่เกิน 2% จากแรงกดดันปัจจัยลบรุมเร้า

    • ผู้ว่าฯ ธปท. ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน (หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ) เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าซึ่งกระทบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจโดยรวม
    • ภาคเอกชนเสนอให้ ธปท. ดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดให้เป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมแสดงความกังวลต่อความผันผวนที่อาจเกิดจากการเก็งกำไร
    • ข้อเสนอจากภาคเอกชนรวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) สำหรับผู้ประกอบการ SME และการพิจารณาใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงิน

    ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันสินค้าส่งออกไทย โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งเผชิญ Reciprocal tariff จากสหรัฐ อัตราใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้ค่าเงินอ่อนเป็นการเพิ่มแต้มต่อ แต่ช่วงที่ผ่านมาไทยเผชิญสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า

    ล่าสุดค่าเงินบาทวันที่ 20 ต.ค.2568 อยู่ที่ประมาณ 32.70 บาท แต่ถ้าย้อนไปปี 2567 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 34.10 บาท โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบราคาทองคำขาขึ้น

    ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 ได้มีแผนหารือทำความเข้าใจกับภาคเอกชนเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2568 ผู้ว่าฯ ธปท.ได้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น ผลกระทบจากนโยบายนำเข้าของสหรัฐ สถานการณ์ค่าเงินบาท การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. ในระยะข้างหน้า

    “ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการที่จะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของเอสเอ็มอี และภาคธุรกิจที่สำคัญ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว”

    หวัง ธปท.คุมเงินบาทให้เป็นไปตามกลไก

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาททางหอการค้าขอให้ ธปท.ดูแลอย่างใกล้ชิด และให้เป็นไปตามกลไกที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาเงินบาทมีความผันผวนมาก และน่าห่วง เพราะอาจมีการดำเนินการในลักษณะเก็งกำไร หรือส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงินบาทที่เข้ามาในระบบ อาทิ เงินคริปโทเคอร์เรนซี การส่งออกทองคำ 

    โดยในส่วนนี้ยังอยู่ในระบบที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก จะทำอย่างไรไม่ให้มาปะปนกับตัวเลขการส่งออกเนื่องจากเป็นการเทรด อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็ไม่ได้ตอบอะไรในเชิงลึก แต่รับปากว่าจะดูแลค่าเงินบาทให้ความเหมาะสม

    ส่วนข้อเสนออีกเรื่อง คือ ตลาดสหรัฐที่คาดว่าจะทำให้การส่งออกของไทยลดลงจากมาตราเก็บภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ดังนั้นไทยจำเป็นต้องไปเปิดตลาดใหม่ ซึ่งการหาตลาดใหม่เป็นประเด็นที่ทั้งรัฐ และเอกชนก็เห็นตรงกันไม่ว่าจะใช้การเจรจา การกระชับความสัมพันธ์ การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 

    อย่างไรก็ตามตลาดใหม่ที่กึ่งเป็นตลาดเก่าที่ไทยเคยส่งออกแต่ติดปัญหาการเงินที่ประเทศนั้นอาจไม่มีระบบระบบสวิฟท์ (SWIFT) ที่สามารถโอนเงินมายังไทยโดยตรงได้ หรือ บางประเทศมีความน่ากังวลเรื่องการชำระเงิน หากส่งออกสินค้าไปแล้วโดยไม่มีการชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า เป็นต้น 

    “ตรงนี้อยากให้ ธปท.เข้ามาช่วยดูเรื่องระบบการเงินว่าจะทำอย่างไร แม้เราจะมีเอ็กซิมแบงก์ในการค้ำประกันความเสี่ยงค่าเงินแต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งในจังหวะที่เราต้องหาตลาดใหม่ทางภาครัฐจะเข้าไปช่วยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง”

    ส.อ.ท.ถก ธปท.แก้บาทแข็งหนุนส่งออก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 21 ต.ค.2568 ส.อ.ท.เตรียมหารือกับผู้ว่าฯ ธปท.เพื่อร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้ ซึ่งสถานการณ์ของค่าเงินดังกล่าวยอมรับว่าความผันผวนคือ เรื่องปกติ แต่ที่ผ่านมาตั้งข้อสังเกตว่าเงินบาทไทย ที่เมื่อเวลาแข็งหรืออ่อนค่ามักสูงที่สุดในภูมิภาค

    ส.อ.ท.ยังเตรียมข้อเสนอต่อ ธปท.ในการดูแลค่าเงินบาทเพื่อให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบในการค้า และการแข่งขันโดยเฉพาะกับผู้ส่งออก โดยอยากให้มีการสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียม และอบรมความรู้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อช่วยรับมือค่าเงินบาทแข็งค่า” นายเกรียงไกร กล่าว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท.มีข้อเสนอให้มีการใช้เครื่องมือทางการเงิน/การธนาคารกลาง ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้น่าดึงดูดต่อการลงทุนภายใน ลดการไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างไม่มีประสิทธิผล

    ส.อ.ท.คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 โตต่ำ

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ค่อนข้างน่าเป็นห่วงซึ่งเปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” เพราะยังคงมีปัจจัยลบจากเรื่องของปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข นั่นคือ 1.มีวันทำงานน้อยเพราะไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย 2.การคอร์รัปชันของระบบราชการรวมถึงกฎหมายที่ล้าหลัง 3.กับดักรายได้ปานกลาง 4.งบประมาณที่ไม่สมดุลในการเบิกจ่าย 5.ระบบการศึกษา

    ดังนั้น จึงคาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP ไทยอาจโตแค่ 0.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขนาด GDP ไทยจะโตได้เพียง 2% เท่านั้น แต่หากไตรมาส 4 รัฐบาลสามารถเอามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนละครึ่ง กระตุ้นการลงทุน แก้ปัญหาหนี้ครัว และมีมาตรการช่วยหนี้เสีย (NPL) SMEs ได้อาจทำให้ช่วยดัน GDP ได้อีก 0.4% หรือ GDP โตไปได้ในกรอบ 1.8-2.2%

    IMF เตือนศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าอาเซียน

    ขณะเดียวกัน GDP ปี 2569 ซึ่ง IMF ประเมินว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.7% เท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย GDP ปี 2558-2567 (ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี) อยู่ที่ 2.0% เนื่องจากมีความเสี่ยงทั้งภายใน และภายนอกข้างต้น 

    รวมถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยยังตํ่ากว่าประเทศอื่นในอาเซียน ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยทั้ง Aging Society, กฎหมายที่ล่าสมัย, อุตสาหกรรมเก่า ขาดเทคโนโลยี ต้นทุนสูง, รัฐมีรายจ่ายเกินรายได้, และการศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม

    “เศรษฐกิจไทยปีหน้ายังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นเดียวกับปี 2568 ที่มีปัจจัยลบมาจากการส่งออกชะลอตัว การผลิตชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภาคการเกษตร ผลผลิต เช่นน้ำท่วม ภัยแล้ง” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเร่งการปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับ Global Supply Chain โดยข้อมูลของสํานักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ FDI เติบโตขึ้นกว่า 132%YoY โดยคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 737,572 ล้านบาท 

    โดยเฉพาะ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เช่น ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพ และแปรรูปอาหาร เป็นต้น

    “แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ แต่ยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วย เช่น การลงทุนยังมีการขยายตัว ซึ่งประเทศไทยเองจะต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับรวมถึงน้ำ ไฟฟ้า บุคลากร เพราะจะเกิดการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรม คลาวด์ PCB ดาต้าเซนเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหาร BCG และยังคงมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปี 2568 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น”

    ชง 6 ข้อเสนอแนะรัฐบาลพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.อยากเสนอแนะให้รัฐบาลพลิกโครงการให้เข้มแข็งขึ้น แบ่งเป็น

    1.ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม โดยให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางจริงจัง

    2.จับคู่กับมาตรการเสริมศักยภาพ SME เช่น ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ ฝึกอบรม ปรับระบบดิจิทัล

    3.ให้ร้านค้า / SME สามารถเข้าถึงระบบรับจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ได้อย่างสะดวก

    4.ควบคุม และตรวจสอบไม่ให้มีการตั้งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกินควร

    5.วางแผนนโยบายต่อเนื่อง เมื่อโครงการสิ้นสุด ต้องมีแผนต่อยอด เช่น โครงการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนรายได้ตํ่า โครงการช้อปช่วยชาติ หรือบัตรสวัสดิการ

    6.ผสมกับนโยบายโครงสร้าง เช่น ปรับภาษี ลดภาระต้นทุนธุรกิจ ให้ SME อยู่ได้แม้สภาวะเศรษฐกิจ ไม่เอื้อ ทั้งนี้ หากดําเนินให้ดี โครงการนี้มีศักยภาพเป็นตัว “จุดชนวน” ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับรากหญ้าได้ แต่ต้องอยู่บนฐานนโยบายบูรณาการ และโครงสร้างที่เข้มแข็ง

    วอนพรรคการเมืองเร่งนโยบายระยะยาว

    “ส.อ.ท.อยากให้ทุกพรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้งครั้งนี้ เอาเรื่องที่เราเสนอไปศึกษาให้มันมีแนวทางออกมาให้ตรงโจทย์ให้มาก อย่าเอานโยบายที่เป็นประชานิยมมากจนเกินไป” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ควรนำเรื่องที่เอกชนเสนอเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ควรต้องใช้วิธีการปรึกษากัน ไม่ใช่ช่วยฝ่ายหนึ่งแล้วโยนภาระให้อีกฝ่ายหนึ่งมันไม่ใช่การแก้ปัญหา ทุกประเทศปรับตัวหมุนดิ้นแรง ไทยก็เล่นกันต้องดิ้น ตัดสินใจให้เร็ว เพราะจากนี้การแข่งขันโลกจะรุนแรงขึ้น

    ส่วนกรณีประเด็นเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ที่ถูกเสนอโดยพรรคประชาชน ในการปรับแก้เรื่องของเวลาการทำงาน การเพิ่มวันหยุด ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องการให้ภาครัฐทบทวนให้ดี เพราะผลที่เกิดจะมีผลเสียมากกว่า โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานที่จะลดลง เป็นต้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jvUIiU-AkblQEeRkXdvkD

  • เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    หนึ่งในการขยายผลจากกรอบการวิจัย การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 11 แห่ง เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลจำนวน 3 แห่ง กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 8 แห่ง จึงจัดงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานราก:แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมปี 2568 หรืองาน “Apptech Matching Day 2025” เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี โดยจัดขึ้นอย่างครอบคลุมในทุกภูมิภาคต่อไป

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม นวัตกรรมพร้อมใช้

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงเป้าประสงค์หลักเพื่อเชื่อมโยงการประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม นวัตกรรมพร้อมใช้ ซึ่งเป็นผลงานจากภูมิปัญญาคณาจารย์ นักวิจัยของเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของกลุ่มคนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสในการพัฒนาข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการและสร้างการเปลี่ยนแปลง

    ตลอดจนจัดการแก้ปัญหาคนจนลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมทั้งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั้งภาคชนบทและเมือง ให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทที่สอดคล้องกับภูมิสังคม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    โดยภายในงาน มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั่วภาคอีสานร่วมส่งผลงานเพื่อจัดแสดงนวัตกรรมพร้อมใช้กว่า 96 ผลงาน และผ่านการพิจารณาคัดเลือก 72 ผลงาน 

    ดร.กิตติ ได้ตัวอย่างความหลากหลายบางส่วนของผลงานเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ ที่ถูกจัดแสดงและสาธิตการใช้ประโยชน์จริงภายในงาน ครอบคลุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทั้งพืชไร่ พืชสวน รวมทั้งปศุสัตว์ ได้แก่เทคโนโลยีกรรมวิธีการผลิตข้าวฮางงอก โรงเรือนเลี้ยงไหมอัตโนมัติ เครื่องสแกนทุเรียน เตาเผาถ่านสุญญากาศและเครื่องควบแน่นน้ำส้มควันไม้ การผลิตหนอนแมลงโปรตีน ไก่โคราช เครื่องฉีกหมูฝอยแบบกึ่งอัตโนมัติ การผลิตลูกปลานิลแปลงเพศ

    “เทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมพร้อมใช้ ทั้งหมดที่คัดสรรไปจัดแสดงให้ชาวบ้านได้ชมและทดลองภายในงาน ล้วนเป็นผลงานที่ผ่านกระบวนการใช้งานจริงโดยชาวบ้านกลุ่มตัวอย่าง ในพื้นที่วิจัย และสามารถช่วยยกระดับคุณภาพ ยกระดับประสิทธิภาพผลผลิตได้จริง อีกทั้งยังช่วยยกระดับรายได้ครัวเรือนกลุ่มตัวอย่างให้สูงขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท”

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่ม YEC กลุ่มอาชีพ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาคีเครือข่าย และผู้สนใจทั่วไป รวมจำนวนทั้งสิ้น 721 คน เกิดการขับเคลื่อนและหนุนเสริมให้มหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานประสานพลังและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานรากทั้งระดับอาชีพครัวเรือน กลุ่มอาชีพ ธุรกิจชุมชน ท้องถิ่น เครือข่ายธุรกิจชุมชนและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครื่องปั้นดินด่านเกวียน จากนวัตกรรมเตาเผาเซรามิก LPG

    “นวัตกรรมเตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งคือหนึ่งในอาชีพสำคัญที่สืบทอดกันมายาวนานในชุมชน

    เครื่องปั้นดินเผา ซึ่งต้องประสบปัญหาทางด้านความสามารถในการแข่งขัน ขายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ราคา และมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ต้นตอหลักที่เป็นปัญหา คือขาดการพัฒนากระบวนการผลิต อีกทั้งขาดการพัฒนาเครื่องมือ ที่ได้มาตรฐานในการผลิต และที่สำคัญที่สุดคือการใช้เตาเผาแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้คุณภาพ ควบคุมคุณภาพการผลิตไม่ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ขาดคุณภาพไม่เป็นไปตามจุดประสงค์

    ลักษณะเตาเผาแบบดั้งเดิมที่ใช้ฟืน ก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน ทั้งการควบคุมอุณหภูมิที่ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่คงที่ เกิดของเสียจากการแตกร้าว และการปล่อยเขม่าควัน นอกจากนี้ การพึ่งพาฝากเผาในเตาขนาดใหญ่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้าย และบางครั้งผลิตภัณฑ์เกิดการแตกหักระหว่างขนย้าย รวมถึงและไม่สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ต้นทุนสูงขึ้น ขาดคุณภาพทำให้สินค้าราคาต่ำลง

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า “นวัตกรรมเตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG” มีคุณสมบัติเด่นคือเป็นเตาเผาขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายง่าย ประหยัดเชื้อเพลิง สามารถควบคุมอุณหภูมิได้สูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส ด้วยเทคนิคการเผาที่หลากหลายได้ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเตาฟืนแบบเดิม

    การนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ร่วมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิตที่เชื่อมโยงกับคุณภาพของเตาเผา จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    งานวิจัยดังกล่าวนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมเตาเผาเซรามิกที่ใช้เชื้อเพลิงแก๊ส LPG ให้แก่ผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ 5 ตำบล (6 กลุ่ม) ได้แก่ 1) อ.เมือง ต.จอหอและสีมุม 2) อ.โชคชัย ต.ด่านเกวียน และ ท่าอ่าง 3) อ.หนองบุนมาก ต.สารภี 4) อ.เทพสถิต ต.โป่งนกรวม จ.ชัยภูมิ

    ทั้งนี้ได้ดำเนินการผ่านการลงพื้นที่สำรวจความต้องการจริง การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับตำบล และการพัฒนา “นวัตกร” ในชุมชนให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 71 คน ส่งผลให้เกิดนวัตกรในชุมชน 17 คนที่สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ในการขยายผลองค์ความรู้

    “ถ้าสร้างเตาแล้วขายให้ชุมชน แบบนี้จะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับชุมชนและผู้ประกอบการเลย แต่เป็นชุมชนและผู้ประกอบการมาสร้างด้วยกัน มาเรียนรู้สร้างเตาเผาด้วยกัน และนำไปประยุกต์และสนับสนุนให้คนในชุมชนใช้เตาแก๊ส”

    เตาเผาที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงสามารถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า โดยใช้แก๊ส LPG ในปริมาณเฉลี่ย 7.5 กิโลกรัมสำหรับการเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส และ 9.85 กิโลกรัมสำหรับอุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส สะท้อนถึงการลดต้นทุนการผลิตที่ชัดเจนและส่งผลต่อมูลค่าของราคาที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับคุณภาพ

    และจากการคำนวณเรื่องงบประมาณหากเผาที่ 800 องศาเซลเซียส จะใช้งบประมาณกว่า 200 บาท/ครั้ง และถ้าเผาที่ 1,200 องศาเซลเซียส จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 309 บาท /ครั้ง

    ขณะที่ผลทางด้านเศรษฐกิจพบว่าผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 36.80 ต่อเดือน โดยผู้ประกอบการมีกำไรสุทธิต่อเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีปัญหาขาดทุนไปสู่การมีกำไรสุทธิระหว่าง 5,739 – 12,575 บาท

    ปัญญา มรกต ผู้ประกอบการเซรามิก และ นวัตกร

    ปัญญา มรกต ผู้ประกอบการเซรามิก และ นวัตกร

    ปัญญา มรกต ผู้ประกอบการเซรามิก และ นวัตกร

    นายปัญญา มรกต หรือ ตี๋ อายุ 27 ปี ผู้ประกอบการเซรามิก และนวัตกร ในพื้นที่ ต.ท่าอ่าง อ.โชคชัย ผู้ได้รับรางวัลชมเชยชุดอาหารจากดินด่านเกวียน ที่ใช้เตาเผาเซรามิก LPG ที่ได้แรงบันดาลใจจากความอุดมสมบูรณ์ขอเมืองโคราชในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และแมวศรีสวาด มาออกแบบ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

    จากเดิมที่ปั้นงานเสร็จต้องขนชิ้นงานไปฝากเผาที่ด่านเกวียน ผลิตภัณฑ์เสียหายจากการขนย้าย การเผาที่อุณหภูมิไม่เสมอทำให้ชิ้นงานออกมาไม่เรียบเนียน บางครั้งเนื้อดินยังดูดซึมน้ำ ไม่สามารถทำเทเบิลแวร์ หรือ อุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะอาหารได้ หลังใช้เตาเผาเซรามิก LPG ชิ้นงานสามารถนำมาใช้งานได้จริง

    ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เตาเผาเซรามิก LPG เป็นการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งปัจจุบันวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งใน จ.นครราชสีมา และในกรุงเทพฯ และยังเปิดตลาดออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น

    สำหรับผลิตภัณฑ์เน้นการดีไซน์ใหม่ๆ ที่เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงของประดับตกแต่ง นอกจากนี้ยังเปิดเวิร์กชอปในการเปิดสอนปั้นงานให้กับนักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียนในพื้นที่

    “ผำโคราช” ยกระดับผักพื้นบ้าน ให้เป็นผักเศรษฐกิจใหม่ มาตรฐานไทย มาตรฐานสากล

    “ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจ ที่ได้รับความสนใจถูกมองเป็น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ด้วยจุดเด่น ย่อยและดูดซึมง่าย ใยอาหารสูง แคลอรี่และไขมันต่ำ ไขมันดีมีมากกว่าโปรตีนสัตว์ เหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมค่าคอเลสเตอรอล ผู้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยโปรตีนจากสัตว์ได้ กลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการโปรตีนเสริมมวลกล้ามเนื้อแต่ย่อยง่าย กลุ่มผู้มีปัญหาระบบขับถ่าย

    ทั้งนี้ผำใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิ อาหารคน อาหารเสริม อาหารสัตว์ ยา เวชสำอาง เชื้อเพลิงชีวภาพ

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ระบุว่า เริ่มทำการวิจัยผำตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งผำเป็นพืชที่ทานในท้องถิ่นแต่ไม่มีงานวิจัยรองรับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพาะเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    โดยการวิจัยใน 5 ปีแรกก็ได้ข้อมูลเรื่องของสายพันธุ์ การเติบโตและพฤติกรรมปัจจัยในการเลี้ยงดู สำหรับ 5 ปีหลังเริ่มมีในเรื่องของ future food เรื่องของพืชในอนาคต และพืชทางเลือกที่เป็นอาหารใหม่ๆ ซึ่งผำก็เป็นหนึ่งในนั้น

    จึงทำให้มีการวิจัยเชิงลึกและขยายผลมากขึ้น เป็นอุตสาหกรรมแต่ในขณะเดียวกันก็มองในเชิงของชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงในพื้นฐานเดิมอยู่ จึงเป็นการทำคู่ขนานระหว่างผำที่ใช้ในชุมชนกับผำที่จะมีการขยายเป็นเชิงอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ครัวเรือนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 60,000 บาท/ครัวเรือน/ปี 150 ครัวเรือน

    และต้นแบบผลิตภัณฑ์ผำโคราช จำนวน 4 กลุ่มได้แก่ 1).ผำชุมชน 2).ผำซุปเปอร์ฟู๊ด 3).ผำอุตสาหกรรม และ 4).ผำอาหารสัตว์ ที่ต้องดำเนินการภายใต้ตัวระบบมาตรฐานและเทคโนโลยีที่จะนำไปถ่ายทอดดัดแปลง ให้เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ

    ผศ.ดร.อารักษ์ ยังกล่าวว่า “ผำโคราช – มาตรฐานไทย มาตรฐานสากล” ถือเป็นโครงการเกิดขึ้นจากความต้องการ ที่จะผลักดันให้เมืองโคราช เป็น “เมืองแห่งจักรวาลผำอุตสาหกรรม” เพื่อการส่งออก ภายใน 3 ปี โดยได้รับสนับสนุนทุนวิจัยและคำแนะนำปรึกษา จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    สุปรานี ชิตเจริญ ผู้ประกอบการเลี้ยงผำ

    สุปรานี ชิตเจริญ ผู้ประกอบการเลี้ยงผำ

    สุปรานี ชิตเจริญ ผู้ประกอบการเลี้ยงผำ

    “คุณอ้อย” สุปรานี ชิตเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบการเลี้ยงผำต้นแบบที่จะขยายผลเป็นอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต.ตะคุ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เล่าว่าได้มีโอกาสไปอบรมกับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และเริ่มสนใจเรื่องไข่ผำ ที่เป็นพืชลอยน้ำขนาดเล็ก ไม่มีใบ ไม่มีราก จึงจัดการด้านเขตกรรมได้ง่าย ใช้น้ำและปุ๋ยน้อย ศัตรูน้อย แตกหน่อเร็วใน 1-5 วัน อายุเก็บเกี่ยวสั้น 5-20 วัน รวมถึงเป็นอาหารโภชนาการสูง จึงเริ่มมีการเลี้ยงผำในโรงเรือนที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ 7 บ่อ และกำลังจะขยายไปยังโรงเรือนที่ 2

    โดยใช้นวัตกรรมของมหาลัยทั้งการควบคุมคุณภาพของน้ำ การใช้ปุ๋ยการปรับกรด ปรับค่าต่างๆ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเลี้ยง รวมถึงกระบวนการจัดการที่มีความเกี่ยวข้องกับมาตรฐานฟาร์ม เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งผู้รับซื้อในรูปแบบ Contract Farming จะนำไปแปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผำแห้ง ผงผำ ไอศกรีม นมอัดเม็ด และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปัจจุบันสามารถผลิตผำสดอยู่ที่ 1.2-1.5 ตันต่อเดือน และขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท

    เราทำแบบต้องการคุณภาพเราจะทำคุณภาพ อยากได้มาตรฐานเราก็วิ่งไปหามาตรฐานตามรูปแบบ

    อ่านข่าว :

    “นิยาย” ครองแชมป์งานมหกรรมหนังสือฯ Gen Z พลังขับเคลื่อนหลัก

    วิกฤตเด็กเกิดน้อย มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ชู “นมแม่” สร้างต้นทุนมนุษย์ของชาติ

    “ขาดเงินออม-หนี้สิน” มูลเหตุหลักความยากจน บพท.เสนอ 10 แนวทางแก้ไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZA00S8STziuYOiNB79sN

  • เอกชนชี้เศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าห่วง จีดีพีโตแค่ 0.3% เปรียบเป็นรถติดหล่ม

    เอกชนชี้เศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าห่วง จีดีพีโตแค่ 0.3% เปรียบเป็นรถติดหล่ม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 ว่า ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยเปรียบเสมือนรถติดหล่ม เพราะยังคงมีปัจจัยลบจากเรื่องของปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข ประกอบด้วย 

    • มีวันทำงานน้อยเพราะไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย 
    • การคอรัปชั่นของระบบราชการรวมถึงกฎหมายที่ล้าหลัง 
    • กับดักรายได้ปานกลาง 
    • งบประมาณที่ไม่สมดุลในการเบิกจ่าย 
    • ระบบการศึกษา 

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มาจากความเสี่ยงอื่น คือ ภาษีทรัมป์ สินค้าทุ่มตลาด สงครามระหว่างประเทศ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หนี้ครัวเรือน เงินบาทแข็ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อการเกษตร และการเมืองภายในประเทศ 

    เอกชนชี้เศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าห่วง จีดีพีโตแค่ 0.3% เปรียบเป็นรถติดหล่ม

    ทั้งนี้ จึงคาดว่าไตรมาส 4 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ไทยอาจโตแค่ 0.3% โดยส่งผลให้ทั้งปี 68 GDP โตได้เพียง 2% เท่านั้น 

    อย่างไรก็ดี หากไตรมาส 4 รัฐบาลสามารถนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนละครึ่ง กระตุ้นการลงทุน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และมีมาตรการช่วยหนี้เสีย (NPL) เอสเอ็มอี (SMEs) ได้อาจทำให้ช่วยดัน GDP ได้อีก 0.4% หรือ GDP โตไปได้ในกรอบ 1.8-2.2% 

    ขณะเดียวกัน GDP ปี 69 ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ประเมินว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.6% เท่านั้น เพราะยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นเดียวกับปี 68 ปัจจัยลบมาตากการส่งออกชะลอตัว การผลิตชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภาคการเกษตร ผลผลิต เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วย เช่น การลงทุนยังมีการขยายตัว ซึ่งประเทศไทยเองจะต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับรวมถึงน้ำ ไฟฟ้า บุคคลากร เพราะจะเกิดการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมคลาวด์ ,PCB ,ดาต้าเซ็นเตอร์ ,ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ,อาหาร ,BCG และยังคงมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปี 69 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น 

    “เอกชนต้องการให้ทุกพรรคที่จะลงเลือกตั้งครั้งนี้ นำเรื่องที่เสนอไปศึกษาให้มีแนวทางออกมาให้ตรงโจทย์ให้มาก อย่างการนำนโยบายที่เป็นประชานิยมมากจนเกินไป ควรนำเรื่องที่เอกชนเสนอเพราะเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ควรต้องใช้วิธีการปรึกษากัน ไม่ใช่ช่วยฝ่ายหนึ่งแล้วโยนภาระให้อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหา ทุกประเทศปรับตัวหมุนดิ้นแรง ไทยก็เช่นกันต้องดิ้น ตัดสินใจให้เร็ว เพราะจากนี้การแข่งขันโลกจะรุนแรงขึ้น” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AeARboNVU9biLMOJ3JUuC

  • เปิดแฟ้มครม.21ต.ค.68 นายกฯอนุทินเสนอปราบสแกมเมอร์วาระชาติ

    เปิดแฟ้มครม.21ต.ค.68 นายกฯอนุทินเสนอปราบสแกมเมอร์วาระชาติ

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน พิจารณาวาระสำคัญทั้งด้าน “ความมั่นคงทางเทคโนโลยี” และ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว”

    นายกฯอนุทิน เตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง การยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์และมิจฉาชีพออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานบูรณาการร่วมกันแก้ปัญหา ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์และดำเนินคดีมูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาทแล้ว แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ โดยนายกฯอนุทินยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยและจะเร่งปฏิบัติให้เข้มข้นขึ้น

    นายกฯอนุทิน ย้ำว่า “การปราบสแกมเมอร์” เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของกระบวนการเจรจาสันติภาพ ที่ไทยต้องแสดงความจริงจังในเชิงปฏิบัติ
     

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุม ครม. ยังพิจารณา 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนุนภาคการท่องเที่ยว ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ได้แก่

    มาตรการภาษีท่องเที่ยว

    • หักลดหย่อนค่าที่พัก–ร้านอาหารได้สูงสุด 20,000 บาท (ช่วง 29 ต.ค.–15 ธ.ค. 68)
    • ใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปหรือ e-Tax Invoice
    • จังหวัดท่องเที่ยวรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่า

    มาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบฝึกอบรม (Front Load)

    • ดำเนินการ ต.ค. 68 – ม.ค. 69
    • ส่วนราชการ–รัฐวิสาหกิจ–อปท. ต้องเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60%
    • เน้นจัดในจังหวัดท่องเที่ยวรอง กำหนดเป็น KPI ของหัวหน้าหน่วยงาน

    ขยายเวลาลดภาษีสถานบันเทิง

    • ลดภาษีสรรพสามิตจาก 10% เหลือ 5% อีก 1 ปี (1 ม.ค.–31 ธ.ค. 69)
    • ครอบคลุมไนต์คลับ ผับ บาร์ และร้านที่มีการแสดงหลังเที่ยงคืน

    มาตรการภาษีปรับปรุงโรงแรม

    • หักรายจ่ายลงทุนปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า (29 ต.ค. 68 – 31 มี.ค. 69)
    • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% ของรายจ่าย ใช้สิทธิทยอยหัก 20 รอบบัญชี

    นอกจากนี้ สำนักงบประมาณ ยังเสนอ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและรัฐวิสาหกิจรวมกว่า 4 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงปลายปีงบประมาณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732149&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29-ySrr61zl5xDZgJXWMYs

  • เตือน นทท. เข้าป่ากางเต็นท์ ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วย “โรคไข้รากสาดใหญ่”

    เตือน นทท. เข้าป่ากางเต็นท์ ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วย “โรคไข้รากสาดใหญ่”

    เตือน นทท. เข้าป่ากางเต็นท์ ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วย “โรคไข้รากสาดใหญ่”

    กรมควบคุมโรค เตือนนักท่องเที่ยวเข้าป่ากางเต็นท์ สัมผัสอากาศหนาว ระวังถูกตัวไรอ่อนกัด เสี่ยงป่วย “โรคไข้รากสาดใหญ่” บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง จนเสียชีวิต

    มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 68 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอากาศเริ่มเย็นลงเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ประชาชนมักจะเดินทางไปท่องเที่ยวตามป่าเขา และกางเต็นท์นอนเพื่อชมหมอก หรือสัมผัสอากาศหนาว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกตัวไรอ่อนที่อาศัยอยู่ในป่ากัด ซึ่งอาจติดเชื้อ และป่วยเป็นโรคสครับไทฟัส (Scrub typhus) หรือ โรคไข้รากสาดใหญ่ได้

    สถานการณ์โรคไข้รากสาดใหญ่ในประเทศไทย ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 7,055 ราย อัตราป่วย 10.66 ต่อประชากรแสนคน กระจายใน 74 จังหวัด พบมากบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี และตาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน ประกอบอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยยังพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่รวมทั้งสิ้น 6 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.09

    โรคไข้รากสาดใหญ่ เกิดจากการถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ทำให้คนได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลบริเวณผิวหนังที่ถูกกัด ซึ่งตัวไรอ่อนมีขนาดเล็กมาก จนอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ตามใบไม้ ใบหญ้าใกล้กับพื้นดิน และไต่ไปตามยอดหญ้าแล้วเกาะตามเสื้อผ้าของคนที่เดินผ่าน บริเวณที่มักถูกกัดคือ รักแร้ ขาหนีบ รอบเอว หากถูกตัวไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ประมาณ 10 – 12 วัน จะมีอาการ ไข้สูง ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย บริเวณที่ถูกกัดอาจจะมีผื่นแดงขนาดเล็กค่อย ๆ นูนหรือใหญ่ขึ้น และอาจจะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (Eschar) แต่จะไม่ปวดและไม่คัน ผู้ป่วยบางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

    กรมควบคุมโรคขอแนะนำประชาชนที่จะเดินทางท่องเที่ยวและกางเต็นท์นอนในป่า ควรสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนบนพื้นหญ้า และใช้สเปรย์หรือโลชั่นกันแมลงที่มีส่วนผสมของสาร DEET 20-30% หลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณแหล่งอาศัยของตัวไรอ่อน เช่น ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้าชายป่าหรือบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง 

    หลังออกจากป่าให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและสระผม สำรวจร่างกายตนเองว่ามีผื่น แผล หรือแมลงเกาะตามตัวหรือไม่ และควรนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกเข้มข้นทันที เพราะอาจจะมีตัวไรอ่อนติดมากับร่างกายหรือเสื้อผ้าได้ 

    ภายหลังจากกลับจากเที่ยวป่า หรือกางเต็นท์ภายใน 2 สัปดาห์หากป่วย มีไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ หรือตรวจพบสะเก็ดแผลที่มีรอยไหม้คล้ายถูกบุหรี่จี้ที่ผิวหนัง ขอให้นึกถึงโรคนี้ และควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเข้าไปในป่า เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว ป้องกันการเสียชีวิต หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2890287&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CcWVYwXA36jg4sviLfAHc

  • ครม. ถกใหญ่คลอดแพ็คเกจภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว-เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    ครม. ถกใหญ่คลอดแพ็คเกจภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว-เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยการประชุมครั้งนี้ มีไฮไลท์ที่ต้องติดตามคือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว 4 มาตรการ ครอบคลุมทั้งมาตรการภาษี การใช้จ่ายงบประมาณฝึกอบรม และมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก ที่ได้เห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว

    สำหรับ 4 มาตรการมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประอบด้วย

    1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว 

    เป็นมาตรการภาษี สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท

    โดยอัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม

    โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ เน้นเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก และกำหนดให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569

    3.มาตรการภาษี ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 10 %เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี มีระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569

    4.มาตรการเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569

    ขณะที่มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นการกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 โดยมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3,780,600 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,918,863.71 ล้านบาท 2.รายจ่ายลงทุน จำนวน 861,736.29 ล้านบาท 

    ทั้งนี้เมื่อรวมเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อีกจำนวน 320,996.41 ล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณที่หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินงาน รวมกันเป็นวงเงินทั้งสิ้น 4,101,596.41 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตามในช่วงก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641906&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WSE5NbdyO4Ox2eFccHii6

  • นายกฯ หารือหอการค้าสหรัฐ ผลักดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน ดึงดูดการลงทุน | เดลินิวส์

    นายกฯ หารือหอการค้าสหรัฐ ผลักดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน ดึงดูดการลงทุน | เดลินิวส์

    วันนี้ (จันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568) เวลา 14.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นางไฮดี้ แกลแลนท์ (Ms. Heidi Gallant) กรรมการบริหารหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (The American Chamber of Commerce in Thailand: AMCHAM) และนางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม รองประธาน AMCHAM นำผู้บริหารและบริษัทสมาชิก เข้าพบหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับคำแนะนำและอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย รวมถึงแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจของไทย 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บริษัทสมาชิกของ AMCHAM ที่เข้าร่วมครั้งนี้มีกว่า 30 บริษัท โดยมาจากหลากหลายสาขาธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน อาทิ Bank of America, Citibank, MasterCard ด้านยานยนต์ อาทิ Ford Motor และ American Axle ด้านพลังงานและปิโตรเคมี อาทิ Chevron และ Dow Thailand ด้านอาหาร อาทิ Coca-Cola และ Ingredion ด้านสาธารณสุข อาทิ Pfizer, Johnson & Johnson, Viatris และด้านเทคโนโลยี อาทิ AWS, Western Digital, Meta เป็นต้น

    นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจาก AMCHAM ซึ่งวันนี้เป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลงทุนจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยรัฐบาลมุ่งดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อให้การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ผ่านการเสริมสร้างความโปร่งใส ปรับปรุงขั้นตอนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่าง ๆ พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้านรองประธาน AMCHAM กล่าวว่า AMCHAM มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสมาชิกที่เป็นบริษัทสหรัฐฯ ในไทย ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่รัฐบาล รวมถึงยังมีผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเสนอแนะมุมมองเชิงนานาชาติ และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และเสนอแนะแนวทางการจัดทำนโยบายให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน นำไปสู่การดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ และการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ AMCHAM ได้นำคณะผู้บริหารและบริษัทสมาชิกมาเข้าพบในครั้งนี้จากหลากหลายภาคธุรกิจ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย 

    โอกาสนี้ AMCHAM ยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในระยะเวลาไม่นาน แต่สามารถผลักดันนโยบายที่มีผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนจำนวนมาก

    ในการหารือครั้งนี้ ผู้แทนบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในไทย โดยตัวแทนในด้านการลงทุน กล่าวย้ำความมุ่งมั่นต่อการดำเนินธุรกิจในไทย และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง Data center ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบคลาวด์ที่จำเป็นต้องอาศัยการผลิตฮาร์ดดิสก์และเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งไทยมีศักยภาพและความโดดเด่นในด้านนี้ โดยพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับรัฐบาลและ BOI เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของโลก

    ด้านการเงิน ตัวแทนบริษัทด้านการเงินของสหรัฐฯ กล่าวสนับสนุนไทยในการยกระดับศักยภาพทางการเงินและการลงทุนสู่เวทีโลก โดยไทยมีพื้นฐานการตลาดทางการเงินที่แข็งแรง ทั้งตลาดหุ้นและตลาดธนบัตร พร้อมเสนอให้ไทยเร่งสร้างการรับรู้ในเวทีโลก และปรับปรุงอันดับในดัชนีการลงทุนสากล รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและข้อจำกัดที่ เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างประเทศ โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ พร้อมทำงานกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค        

    ด้านเทคโนโลยี ผู้แทนกล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัว Data Center Region แห่งใหม่ในประเทศไทย เมื่อต้นปี 2025 ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงกว่าหมื่นตำแหน่ง และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย ทั้งยังขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการลงทุนดิจิทัล พร้อมเสนอความร่วมมือ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ และการเจรจานโยบายดิจิทัลระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

    ด้านพลังงาน ผู้แทนกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนบุคลากรไทยที่มีความสามารถอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเห็นว่าไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงผ่านการเสริมสร้างความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ การส่งเสริมการปฏิรูปด้านพลังงาน และการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างยั่งยืน โดยบริษัทพร้อมยืนหยัดเคียงข้างและร่วมพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง

    ด้านสาธารณสุข ผู้แทนภาคเอกชน กล่าวว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกับภาครัฐและประชาชนไทยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทพร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือในด้านนวัตกรรมยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์

    สำหรับด้านอาหาร ผู้แทนอุตสาหกรรมอาหารสหรัฐฯ กล่าวถึงการสร้างงานให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านอาหารและพืชผลเกษตรของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาซัพพลายเชนร่วมกับภาครัฐและ AMCHAM เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานความยั่งยืน โดยเฉพาะการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทมุ่งแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหารและเกษตรสมัยใหม่ เพื่อช่วยเสริมสร้างความยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่ระดับโลก

    โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยเร่งดำเนินงานตามแนวทาง “Quick Big Win” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม การรับฟังข้อคิดเห็นและอุปสรรคจากภาคเอกชนสหรัฐฯ ครั้งนี้ช่วยให้รัฐบาลเข้าใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และสามารถปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High-Value Economy)” ผ่านการยกระดับมาตรฐานกฎหมาย พร้อมเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณผู้บริหารและสมาชิก AMCHAM ที่สละเวลาเข้าร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในวันนี้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะทั้งหมดและจะนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง  พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้คำมั่นสัญญาว่า รัฐบาลพร้อมรับฟัง ปรับปรุง และเดินหน้าร่วมกับภาคเอกชนในฐานะพันธมิตรที่แท้จริง โดยเฉพาะกับมิตรประเทศสหรัฐอเมริกา และเชื่อมั่นว่า การหารือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5222725/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LG7UKnA8AC4-_R0biAlrA