Blog

  • หมดปัญหาฟองอากาศ-ฟิล์มเบี้ยว! ญี่ปุ่นเปิดตัว “ตู้ติดฟิล์มหน้าจอมือถืออัตโนมัติ” : PPTVHD36

    หมดปัญหาฟองอากาศ-ฟิล์มเบี้ยว! ญี่ปุ่นเปิดตัว “ตู้ติดฟิล์มหน้าจอมือถืออัตโนมัติ” : PPTVHD36

    ฟิล์ม ติดฟิล์ม ลอกฟิล์มออกเพราะใส่ฟิล์มไม่แน่น พังอีก แล้วก็ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ จนสุดท้ายก็ยอมแพ้และยอมติดฟิล์มที่ไม่ค่อยพอดี. “Film Labo” คือตู้จำหน่ายฟิล์มอัตโนมัติที่ไม่เพียงแต่ขายฟิล์มเท่านั้น แต่ยังติด …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/259614&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_foOiCBsVbuvRwVq9FChB

  • สพร. 30 ปราจีนบุรี ฝึกอบรมช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 ฟรี สร้างโอกาส สร้างอาชีพมั่นคง

    สพร. 30 ปราจีนบุรี ฝึกอบรมช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 ฟรี สร้างโอกาส สร้างอาชีพมั่นคง

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตร ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 ฝึกอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างอาชีพแก่แรงงานในพื้นที่

    นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง ต้องการให้แรงงานมีความรู้ มีคุณภาพ มีทักษะฝีมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีหน้าที่ในการฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี จึงเปิดฝึกอบรมหลักสูตร “ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1” ให้กับบุคคลที่สนใจ จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่าง วันที่ 24 – 28 พฤศจิกายน 2568 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ใช้เวลาอบรม รวม 30 ชั่วโมง ไม่มีค่าใช้จ่าย และจำกัดจำนวนผู้เข้าอบรม รุ่นละ 20 คนเท่านั้น

    นายภัทรวุธ กล่าวอีกว่า หลักสูตรนี้มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านการติดตั้ง เดินสาย ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าภายในอาคารตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถประกอบอาชีพได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มีความพร้อมในการเข้ารับการอบรมตลอดหลักสูตร มีประสบการณ์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง หรือสำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานไฟฟ้า ผู้ที่สนใจสามารถสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ นายกันต์พจน์ โทร. 095-306-8968 Line ID: kanphot55 นางสาวอารียา โทร. 086-825-2886

    ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 เพื่อยื่นขอหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ เพื่อนำไปประกอบอาชีพช่างไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย นายภัทรวุธ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965397&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bre6rulsZcZGTwAx9I1Dg

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนจัดแคนตันแฟร์ครั้งที่ 138 ชูนวัตกรรมหุ่นยนต์บริการอัจฉริยะ | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนจัดแคนตันแฟร์ครั้งที่ 138 ชูนวัตกรรมหุ่นยนต์บริการอัจฉริยะ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/10/2025 21:23

    งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน หรือ “แคนตันแฟร์”ครั้งที่ 138 จัดโซนพิเศษ เพื่อแสดงนวัตกรรมหุ่นยนต์หลากหลายรูปแบบ อาทิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ลาดตระเวน หุ่นยนต์ทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ และหุ่นยนต์เพื่อการศึกษา

    ผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 46 ราย เข้าร่วมจัดแสดงนวัตกรรมหุ่นยนต์ หนึ่งในผู้จัดแสดงเปิดเผยว่า นำโมเดล AI มาประยุกต์ใช้กับหุ่นยนต์ หากคุณต้องการดื่มน้ำ หุ่นยนต์จะถามกลับว่าอยากได้เครื่องดื่มอะไร จากนั้นหุ่นยนต์จะนำมาให้
    .
    ปีนี้ แคนตันแฟร์ยังเปิดโซน “เทคโนโลยีการแพทย์อัจฉริยะ” เป็นครั้งแรก มีบริษัท 47 แห่ง นำเสนอนวัตกรรม อาทิ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ระบบติดตามสัญญาณชีพอัจฉริยะ และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะเพื่อสุขภาพ
    .
    สำนักงานศุลกากรแห่งประเทศจีนระบุว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกหุ่นยนต์อุตสาหกรรมของจีนเพิ่มขึ้นถึง 54.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
    .
    งานแคนตันแฟร์ครั้งที่ 138 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 32,000 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยงานจะจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง
    .
    คลิปจาก China Media Group

    qwdqws

    3

    ก้าวแรกสู่วันแห่งเกียรติยศ บัณฑิตราชมงคลสุวรรณภูมิเข้าซ้อมใหญ่รับพระราชทานปริญญาบัตร

    รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดการอบรมก่อนสอบนักธรรมชั้นโทและชั้นเอกประจำปีการศึกษา 2568 ในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอพระนครศรีอยุธยา และคณะสงฆ์อำเภอบ้านแพรก

    กรมการท่องเที่ยวจัด Roadshow 4 ภาค ยกระดับท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล

    “สุชาติ ชมกลิ่น” ลงพื้นที่นครฯ มอบนโยบาย ย้ำข้าราชการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    วัดพระธรรมกาย–มูลนิธิธรรมกาย มอบอาหารและเครื่องดื่ม สนับสนุนกิจกรรม ตชด.ภาค 1

    แน่นกรุงไทย! ผู้สูงอายุแห่สมัคร “คนละครึ่งพลัส” วันแรก คึกคักทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1363094&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36dDVJPKw-Zvw6WYSTHTMu

  • ธอส. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธอส. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568” จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนและสร้างคุณประโยชน์ในกิจการของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียน และครูของโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568” เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 โดยมี พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี โดย ธอส.ให้การสนับสนุนและสร้างคุณประโยชน์ในกิจการของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียน และครูของโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันรวมกว่า 5,960 ราย ผ่าน 4 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนในถิ่นทุรกันดารโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 7 โรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนและครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย ธอส. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน คัดเลือกโรงเรียนที่มีอาคารเรียนไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน สภาพอาคารเรียนเก่า ทรุดโทรม เพื่อดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุงซ่อมแซม โดยตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ธอส. ได้สนับสนุนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารแล้วจำนวน 39 แห่ง
    2. โครงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ครอบครัวของนักเรียน จำนวน 20 ครอบครัว ส่งผลให้นักเรียนในโครงการได้มีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมมากขึ้น
    3. โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา (พัฒนาครู) ต่อยอดความรู้ให้กับครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยครูที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้จากการอบรมไปต่อยอดเพื่อพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด และทำการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    4. โครงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้โรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนในถิ่นทุรกันดารได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ รวมถึงเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ การสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านการศึกษา ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ด้านของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร โดย ธอส.
    เข้ารับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568”
    ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/20/587571/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O6bodLVEIQamD1BxUxoVR

  • วว. เปิดบ้านงานวิจัยต้อนรับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    วว. เปิดบ้านงานวิจัยต้อนรับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    วว. เปิดบ้านงานวิจัยต้อนรับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมต้อนรับ ศ. (วิจัย) ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานกรรมการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิต ผู้อำนวยการ บพข. พร้อมคณะ ในโอกาสติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการและประชุมหารือ เนื่องในงาน “เปิดบ้านนักวิจัย วว.” ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    โอกาสนี้ วว. ได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) พร้อมนำเสนอโครงการวิจัย พัฒนาและบริการ ซึ่ง บพข. สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ วว. เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2566 และ 2567 รวมทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 354,448,133 ล้านบาท จำนวน 25 โครงการ ดังนี้

    ปี 2566 – 2567 จำนวน 13 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสถานที่และกระบวนการผลิต Allogenic umbilical cord-derived mesenchymal stem cell ตามมาตรฐาน GMP สำหรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัด 2.โครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกท้องถิ่นสายพันธุ์ไทย 3. โครงการต้นแบบผลิตวัสดุดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากเถ้าโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับสังคมคาร์บอนต่ำ 4.โครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิลครบวงจร 5. โครงการวิจัยและพัฒนาพอลิเมอร์ดูดซับน้ำมากจากชานอ้อยสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย 6.โครงการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยให้ปลอดภัยและเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (ปีที่ 2) 7. โครงการพัฒนาศักยภาพการสอบเทียบเครื่องวัดความชื้นข้าว (ปีที่ 2) 8.โครงการสร้างเครือข่ายและยกระดับความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานพลาสติก rPET สำหรับบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร 9. โครงการเสริมศักยภาพการทดสอบสมรรถนะความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า L3 และ M1 แบบเต็มคัน 10.โครงการทดสอบสมบัติการสลายตัวทางชีวภาพในน้ำทะเลและระดับความเป็นพิษตกค้างตามมาตรฐานสากลสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (ปีที่ 3) 11.โครงการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบในการผลิตวัสดุเคมีชีวภาพมูลค่าสูงจากชีวมวลและของเหลือทิ้งภาคการเกษตร 12. โครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ฐานชีวภาพสำหรับแคปซูลกาแฟ และ 13.โครงการผลิตปุ๋ยเชิงเดี่ยวไนโตรเจนสูงรูปพื้นฐานเกลือแอมโมเนียมคลอไรด์ (สูตร 25-0-0) จากผมและขนสัตว์

    ปี 2568 จำนวน 12 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสถานที่และกระบวนการผลิต Allogenic umbilical cord-derived mesenchymal stem cell ตามมาตรฐาน GMP สำหรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัด (ระยะที่ 2) 2. โครงการจัดตั้งระบบธนาคารชีวภาพแบบอัตโนมัติเพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง 3.โครงการวิจัยและพัฒนาวัสดุเรซินเชิงประกอบสำหรับการพิมพ์สามมิติในงานทันตกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า 4. โครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกท้องถิ่นสายพันธุ์ใหม่ (ปีที่ 2) 5.โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีความบริสุทธิ์สูงจากสมุนไพร 6. โครงการพัฒนาพลาสติกคอมโพสิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสำหรับการใช้งานเป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก 7.โครงการพัฒนานวัตกรรมการผลิตวัตถุดิบรอบสองและสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากบรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกหลายชิ้น (มัลติเลเยอร์) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 8.โครงการพัฒนาศูนย์วิจัยและสาธิตเทคโนโลยีการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์อัจฉริยะ 9.โครงการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยให้ปลอดภัยและเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (ปีที่ 3) 10.โครงการทดสอบมาตรฐานพลาสติกชนิด rPET สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร (ปีที่ 3) 11.โครงการพัฒนาศักยภาพการบริการอุตสาหกรรมด้านการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่มีความบริสุทธิ์สูงจากสมุนไพรไทย และ 12.การพัฒนาห้องปฏิบัติการประเมินความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์อาหารจากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงแปรใช้ใหม่

    ศ. (วิจัย) ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานกรรมการ บพข. กล่าวในตอนหนึ่งว่า นับเป็นมิติใหม่ของ บพข. ที่จะออกไปเยี่ยมชมหน่วยงานที่ได้รับทุนจำนวนมาก มีความต่อเนื่อง และผลงานมีผลกระทบสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ขอให้กำลังใจ วว. ซึ่งมีโครงการสำคัญหลายโครงการและมี Impact ต่อสังคม/ เศรษฐกิจของประเทศ เชื่อมั่นว่าหลายๆ สถาบันที่ดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จะสามารถตอบโจทย์และสร้างผลงานสู่สังคมเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การผลิตผลงานวิจัยมีความจำเป็นมากและจะเป็นลมหายใจสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็งมากขึ้น

    ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิต ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางการดำเนินงานว่า บพข. มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการ โดยเร่งให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกการบริหารงานวิจัยและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย บพข. ได้รับมอบหมายในการทำหน้าที่จัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงทุนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาแพลตฟอร์มทางนวัตกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการ ทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการเพื่อการให้บริการด้านคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยการให้ทุนดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ อาทิ SMEs และภาคอุตสาหกรรม

    ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 จวบปัจจุบัน วว. ได้รับการสนับสนุนจาก บพข. ทั้งในด้านงบประมาณ คำแนะนำ และความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่สนับสนุนให้ วว. ดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม หลายโครงการที่ บพข. ได้ให้การสนับสนุน เช่น การพัฒนาเซลล์บำบัดตามมาตรฐาน GMP การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารด้วยเทคโนโลยีโพรไบโอติก การสร้างนวัตกรรมวัสดุชีวภาพและบรรจุภัณฑ์ฐานชีวภาพ การพัฒนาวัสดุดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานของ วว. ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างสองหน่วยงาน ที่มีเป้าหมายร่วมกันคือ “การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” การติดตามความก้าวหน้าในวันนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่คณะผู้บริหารและนักวิจัยของ วว. ได้รายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และนำเสนอความสำเร็จที่เกิดขึ้น ซึ่ง บพข. ได้ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ พร้อมส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และประเทศชาติโดยรวมต่อไป ตามเจตนารมณ์ร่วมกันในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965408&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nxhCmyxxjQTTVAbqW0qzl

  • “รมว.วัฒนธรรม” เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชวนคนไทย “แต่งชุดไทยพระราชนิยมไปลอยกระทง” สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เตรียมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่มรดกวัฒนธรรมโลก | TOPNEWS

    “รมว.วัฒนธรรม” เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชวนคนไทย “แต่งชุดไทยพระราชนิยมไปลอยกระทง” สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เตรียมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่มรดกวัฒนธรรมโลก | TOPNEWS

    วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ภายในพระบรมมหาราชวัง

    โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระด้านการจัดการความรู้และสื่อสารการศึกษา ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ อาทิ นิทรรศการชุดไทย จากราชสำนักสู่ราชนิยม นิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

    นิทรรศการราชภูษิตาภรณ์สยาม ห้องกิจกรรมมองสยามตามสมัย ตลอดจนเยี่ยมชมร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จำหน่ายสินค้า หนังสือเกี่ยวกับผ้า และเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับนิทรรศการ

    นางสาวซาบีดา กล่าวถึงการเยี่ยมชมในครั้งนี้ว่าถือเป็นการสืบสานและเผยแพร่ความรู้เรื่องผ้าไทย พร้อมทั้งเป็นการ รณรงค์เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    แต่งชุดไทยพระราชนิยม ในโอกาสต่างๆ ตามแบบที่ถูกต้อง ประกอบกับกระทรวงวัฒนธรรมยังได้เตรียมผลักดันให้ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ”

    เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น รายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ปี 2569 โดยองค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก

    รมว.วธ. ยังกล่าวถึงที่มาของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้ฉลองพระองค์ในแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย

    เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

    เมื่อปี พ.ศ. 2503 ซึ่งในช่วงแรกทรงออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 แบบ และต่อมาได้เพิ่มเป็น 8 แบบ ซึ่งรู้จักกันในนาม “ชุดไทยพระราชนิยม”

    อันเป็นต้นแบบ ชุดประจำชาติของสตรีไทย ในปัจจุบัน ที่สะท้อนความงดงามของผ้าไทยและการผสมผสานระหว่างขนบการแต่งกายไทยโบราณกับความร่วมสมัยอย่างลงตัว

    รมว.วธ. กล่าวเชิญชวนว่า “ในโอกาสเทศกาลอันใกล้นี้ ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมกันแต่งชุดไทยพระราชนิยมไปลอยกระทงในปีนี้

    เพื่อแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างภาคภูมิ” โดยชุดไทยพระราชนิยมที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในโอกาสวันลอยกระทง สำหรับสุภาพสตรี

    คือ ชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยอมรินทร์ ส่วนสุภาพบุรุษสามารถเลือก ชุดไทยแขนสั้น ชุดไทยแขนยาว หรือชุดไทยแขนยาวคาดเอว ตามความเหมาะสม

    รมว.วธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันส่งเสริมการสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยม เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อมสู่การนำเสนอ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติกับยูเนสโกในปี 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1362957&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2stVqS1YsRYEXCGJwrfz7c

  • สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (นวัตกรรมเชิงประจักษ์)

    สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (นวัตกรรมเชิงประจักษ์)

    วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (นวัตกรรมเชิงประจักษ์) ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร

    ด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนในการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้ดำเนินการเพิ่มทางเลือกในการขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานหรือนวัตกรรมในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ ให้สามารถนำผลงานหรือนวัตกรรมดังกล่าว มาเสนอขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะได้ ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการลงพื้นที่รับฟังปัญหา อุปสรรคการดำเนินงาน ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูฯ ในหลายมิติ

    ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้เร่งดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว รวมทั้งได้นำความคิดเห็นต่าง ๆ มาวิเคราะห์และประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาหลักเกณฑ์การให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะเกี่ยวกับผลงานหรือนวัตกรรมเชิงประจักษ์ โดยให้คำนึงถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหรือบริบทการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน

    สำหรับการประชุมในวันนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร สำนักงาน ก.ค.ศ. ผู้แทนส่วนราชการ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งวิเคราะห์แนวทางในการกำหนดรายละเอียดของ “นวัตกรรมเชิงประจักษ์” ให้มีความชัดเจน เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความทันสมัย เหมาะสม สอดคล้องกับระบบการศึกษาในปัจจุบันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหรือบริบทการปฏิบัติงานที่มีความแตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้มีผลงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะอย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความก้าวหน้า และเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมต่อไป

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93011&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IXecc1ik5OTBVcDJeOG1L

  • คนละครึ่งพลัส ‘คลัง’ เปิดลงทะเบียนสิทธิคงเหลืออีกรอบพรุ่งนี้

    คนละครึ่งพลัส ‘คลัง’ เปิดลงทะเบียนสิทธิคงเหลืออีกรอบพรุ่งนี้

    คนละครึ่งพลัส ‘คลัง’ เปิดลงทะเบียนสิทธิคงเหลืออีกรอบพรุ่งนี้

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการวันนี้เป็นวันแรก พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ครบภายในวงเงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. 

    ทั้งนี้ เป็นการคำนวณวงเงินสิทธิจากจำนวนผู้ลงทะเบียนภายใต้สมมติฐานเบื้องต้นว่า ผู้เข้าร่วมโครงการฯ แต่ละรายอาจได้รับวงเงินสิทธิสูงสุดที่ 2,400 บาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะมีการนำข้อมูลของผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบคุณสมบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้น 

    พรุ่งนี้ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตรวจสอบสิทธิคงเหลือจากหน้าแรกของเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com“

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เข้าไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ใหม่ในพรุ่งนี้ คือ วันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 ในระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น.

    สำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบคุณสมบัติในส่วนของการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะต้องเป็นการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91, หรือ ภ.ง.ด. 95 ของปีภาษี 2567 เท่านั้น และจะต้องยื่นแบบดังกล่าวภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยสามารถตรวจสอบวันที่ยื่นแบบได้ด้วยตนเอง ดังนี้ 

    1. กรณียื่นแบบ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา สามารถตรวจสอบข้อมูลวันที่ยื่นแบบได้จากใบเสร็จรับเงินที่ได้รับ ณ วันยื่นแบบภาษีเงินได้ หรือ 
    2. กรณียื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตสามารถตรวจสอบวันที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (https://efiling.rd.go.th/rd-cms/)  

    สำหรับความคืบหน้าของการลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ในช่วงที่ผ่านมามีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568

    เวลา 14.00 น. มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 223,088 แบ่งเป็น ร้านค้ารายเดิม 86,224 ราย และร้านค้ารายใหม่ 136,864 ราย

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 และร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

    อนึ่ง ผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนสามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ และรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00k_HhkWd8se12eQqNC-gO

  • ครม. เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการพลังงาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.4 ลลบ.

    ครม. เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการพลังงาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.4 ลลบ.

    เศรษฐกิจ

    20 ต.ค. 2025 เวลา 17:09 น.

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ 3 มาตรการด้านพลังงาน Quick Big Win มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน หวังสร้างผลประโยชน์ทางการเงินและเศรษฐกิจกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันนี้ (20 ต.ค.) โดยระบุว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการพิจารณาแผนงานภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน เพื่อนำไปสู่การลดค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการสร้างรายได้ให้ชุมชน และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

    โดยสอดคล้องไปกับการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะการการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อออกมาตรการมาเร่งรัดให้บริษัทต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินการจะต้องมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในการประชุมวันนี้จะได้แนวทางที่ชัดเจน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้เห็นชอบกรอบมาตรการการดำเนินมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้น เศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะมีโครงการสำคัญที่กระทรวงพลังงานเสนอเพื่อดำเนินการ ประกอบด้วย 

    1.โครงการโซลาร์ ฟาร์มชุมชน 2.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร 3.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย 4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ 5.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ

    อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริงและรวดเร็ว ต้องเกิดภายในปีนี้ ซึ่งจะมี 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร และโครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ส่วนโครงการอื่นๆ เป็นการอนุมัติในกรอบนโยบายให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

    “คาดว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ โดยยกตัวอย่างว่าปัจจุบันประชาชนซื้อไฟในราคาประมาณ 4.90 บาท แต่หากมีโซลาร์ชุมชน จะสามารถซื้อไฟได้ในราคา 3 บาทกว่า ซึ่งทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลง”

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำด้วยว่า โครงการโซลาร์เซลล์ต่างๆ ที่นำเสนอ ต้องไม่เป็นลักษณะการผูกขาดให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง ต้องทำให้ได้เกิดประโยชน์เป็นวงกว้าง ขณะที่การดำเนินโครงการโซลาร์ ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้านเรื่องค่าสายส่ง เพื่อรองรับการกระจายตัวของโซลาร์ชุมชนในหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับประเด็นการซื้อไฟกลับสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมีรายละเอียดที่ชัดเจนในการเสนอมาตรการนี้เข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบการดำเนินงานมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้น เศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 28 ต.ค.นี้ 

    โดยชุดมาตรการที่กระทรวงพลังงานเสนอมีจำนวน 3 มาตรการ ซึ่งประเมินว่าจะทำให้ภาครัฐ มีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 131,864 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางการเงิน และเศรษฐกิจรวมกว่า 1,465,378 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 39,761 คน และลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases : GHGs) ได้ประมาณ 29.446  ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

    สำหรับมาตรการที่มีการเสนอเพื่อดำเนินการนั้น ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 การสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงานโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ได้แก่ 1.โครงการโซลาร์ ฟาร์มชุมชน  เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3 หมื่นล้านบาท และเกิดผลประโยชน์ทางบวกอื่นๆ คือเกิดการจ้างงาน 1,785 คน – ลด GHGs 0.976  MtCO2eq ต่อปี – ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 410.4 ล้านบาทต่อปี

    2.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ระยะ 50 ระบบ เกษตรกรประหยัดค่าไฟ จากการสูบน้ำ 1,500 บาท/ไร่/ปี  เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและทำ เกษตรในฤดูแล้งโดยปลูกพืชอายุ สั้นใช้น้ำน้อย 66.14 ล้านบาท/ปี หรือ 4,300 บาท/ไร่/ปี ส่งผลภาพรวมเกษตรกรมี ค่าใช้จ่ายลดลงและรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาท/ไร่/ปี ระยะต่อมาขยายเป็น 1,150 ระบบ จำนวนครัวเรือนได้รับ ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 23,000 ครัวเรือน ภาพรวมจะลด GHGs  0.064 MtCO2eq ต่อปี  ผลประโยชน์ด้านการเกษตร รวม 12,000  ล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานทั้งหมด 13,800 คน

    3.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้าน อยู่อาศัยด้วยมาตรการ ทางภาษี รัฐสูญเสียค่าใช้จ่าย 5,166.24 ล้านบาท  แต่จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท  เกิดการจ้างงาน 450  คน  และลด GHGs 0.280  MtCO2eq ต่อปี

    4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโครงการนี้มีการลงทุน 53,368 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 140,440 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 450 คน และลด GHGs 0.280  MtCO2eq ต่อปี 

    5.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ โดยมีการลงทุน 9,000 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 77,522 ล้านบาท โดยจะทำให้หน่วยงานของรัฐมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ประมาณ 16,600 ล้านหน่วยต่อปี 

    มาตรการที่ 2 มาตรการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้แก่

    1.มาตรการการเร่งรัดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม Data center หรือ มาตรการ Direct PPA เพื่อสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ 

    โดยเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจาก ต่างประเทศโดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการแข่งขันและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในตลาด ไฟฟ้าสะอาดโดยอนุญาตให้บุคคลที่สามใช้บริการระบบส่งผ่าน (TPA) พร้อมจ่ายค่าบริการตามที่กำหนด และเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผ่านช่องทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    ขณะที่ปัจจุบันมีกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบกิจการ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียนตามข้อกำหนดจากบริษัทแม่ และเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ โดยกำหนดปริมาณกรอบเป้าหมาย การดำเนินการ Direct PPA ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ โดยมาตรการนี้จะมีการส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าในระยะแรก ในพื้นที่ภาคตะวันออกรวม 37,500  ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนของ กฟผ. 33,500 ล้านบาท และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 4,000 ล้านบาท

    สำหรับผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในโครงการนี้ ได้แก่ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศรองรับ อุตสาหกรรม Data Center และการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออกเพื่อพัฒนา ระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กระตุ้น เงินลงทุนทางเศรษฐกิจกว่า 65,000  ล้านบาท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า  1.66  ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และเกิดการสร้างงานมากกว่า  3,094 คน  

    2.การพัฒนาระบบส่งระบบจำหน่ายไฟฟ้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เพื่อ รองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภท Data Center ในพื้นที่ EEC ได้ประมาณ  3,8167.6 เมกะวัตต์ โครงการนี้ใช้เงินลงทุน 33,500 ล้านบาท 

    โดยต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้ กฟผ.ใช้งบประมาณคงเหลือภายใต้โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPE) จำนวน 3,000 ล้านบาท และเสนอโครงการปรับปรุง ระบบส่งไฟฟ้าใหม่เพื่อขออนุมัติ ครม. จำนวน  30,500 ล้านบาทม าใช้ในการดำเนินการ โครงการนี้จะเกิดผลประโยชน์กว่า 580,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงาน 4,580 คน 

    มาตรการที่ 3 สร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 โดยผลักดันโครงการนำร่องนำเทคโนโลยีเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Storage: CCS) อาทิ การศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ CO2 ในบริเวณอ่าวไทย ตอนบนเพื่อรองรับการปลดปล่อยจากคาร์บอนจากพื้นที่ EEC

    รวมไปถึงการเสนอให้ดำเนินการโครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แหล่ง ก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ (Arthit CCS Pilot Project) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อัตรา 1 ล้านตันต่อปี ระยะที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ.2571 – 2579 โดยมีงบลงทุนประมาณ 16,500 ล้านบาท

    นอกจากนั้นจะมีการเร่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ให้แล้วเสร็จใน 4 เดือน เพื่อที่ประเทศไทยจะวางแผนจัดหากำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g7nH7cVxwKHseXSAnBRY8

  • เดินหน้า ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ ม.ค.นี้ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    เดินหน้า ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ ม.ค.นี้ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจ

    20 ต.ค. 2025 เวลา 16:43 น.

    โฆษกรัฐบาลเผยเตรียมเปิดคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่ม ม.ค.นี้ ขยายสิทธิประชาชนที่ตกหล่นรอบแรก ขณะที่ล่าสุดยอดลงทะเบียนเฟส 1 เต็มแล้ว 20 ล้านสิทธิ

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการคนละครึ่งพลัส โดยระบุว่า วันนี้ (20 ต.ค.68) ผลการดำเนินการโครงการ คนละครึ่งพลัส พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจสมัครลงทะเบียนจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมเพื่อขยายโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งได้รับการยืนยันจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้ว โดยมีกำหนดจะเริ่มในเดือนม.ค.2569 หลังสิ้นสุดเฟส 1 วันที่ 31 ธ.ค.68 นี้

    สำหรับ โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ของปีงบประมาณ 2569 แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้วงเงินเท่าใด และจะครอบคลุมผู้ใช้สิทธิกี่ราย เนื่องจากต้องรอประเมินผลการดำเนินโครงการเฟสแรก ถึงจำนวนผู้ใช้สิทธิจริง และการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะเริ่มลงทะเบียนในช่วงปลายปีนี้

    “โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ผู้ที่จะได้รับสิทธิเบื้องต้นจะพิจารณากลุ่มผู้ตกหล่นจากคนละครึ่งพลัสเฟสแรกเป็นกลุ่มแรกก่อน ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการทั้งหมด จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้า ต่อเนื่องจากปลายปีนี้” 

    นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ทราบว่าปัจจุบัน ประชาชนที่ลงทะเบียน และยังอยู่ระหว่างรอตรวจสอบสิทธิมีความกังวลว่าจะได้รับสิทธิหรือไม่นั้น ยืนยันว่าผู้ที่ลงทะเบียนจะเปรียบเสมือนการจองสิทธิ หลังจากนั้นเมื่อ ธนาคารกรุงไทย ตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขกำหนดแล้วเสร็จ จะมีการแจ้งผลภายใน 3 วัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าได้ทำจองสิทธิเรียบร้อยแล้ว และไม่ต้องไปต่อแถวหรือต่อคิวใหม่ แต่หากไม่ได้รับสิทธิ แสดงว่าอาจขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งตามที่กำหนดไว้

    สำหรับกรณีที่มีผู้เสียภาษีแต่ได้รับสิทธิเพียง 2,000 บาท ไม่ใช่ 2,400 บาทนั้น ทางกระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงิน 2,400 บาท ต้องเป็นผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 และ ภ.ง.ด. 95 ตามข้อมูลของกรมสรรพากรในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

    ส่วนปัญหาการยืนยันตัวตน รัฐบาลได้ตระหนัก และขออภัยในความไม่สะดวกที่ประชาชนต้องรอคิวยืนยันตัวตน โดยทางรัฐบาลได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยให้พัฒนา และเพิ่มจุดบริการอย่างมาก และคาดว่าสถานการณ์ของประชาชนจะคลี่คลายในสัปดาห์นี้ ขณะที่การลงทะเบียนร้านค้า ปัจจุบันมียอดลงทะเบียนแล้วเสร็จประมาณ 300,000 ร้านค้า และยังเปิดลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนวันแรก คนละครึ่งพลัส ในวันนี้ (20 ต.ค.68) เปิดให้ลงทะเบียนเป็นวันแรก ผลปรากฏว่ามีประชาชนลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในเวลาราว 16.00 น. มีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวน 20 ล้านสิทธิ โดยผู้ลงทะเบียนได้รับสิทธินั้นจะต้องเริ่มใช้ครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย.68 นี้ ก่อนเวลา 23.00 น.เพื่อไม่ให้โดนตัดสิทธิตามเงื่อนไขกำหนด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t6Vyw_Wr7ys2j0PDaXbY-