Blog

  • “โกลเบล็ก” แนะสอย 6 หุ้นกลุ่ม “โรงแรม-การบิน” รับรัฐกระตุ้นท่องเที่ยว

    “โกลเบล็ก” แนะสอย 6 หุ้นกลุ่ม “โรงแรม-การบิน” รับรัฐกระตุ้นท่องเที่ยว

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในสัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,250–1,320 จุด ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทางโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับกฎระเบียบของจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการควบคุมการส่งออกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ทำให้เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกด้วย

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ โดยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อเริ่มส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 36 จุด สู่ระดับ -12.8 ในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ +9.5 โดยดัชนีที่มีค่าเป็นลบสะท้อนถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงดัชนี โดยล่าสุด ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ยืนยันความพร้อมในการเดินหน้าตามนโยบาย Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงานและรัฐบาล โดยจะจัดสรรงบประมาณปี 2568 เพื่อสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พลังงาน โดยเน้นพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนทุรกันดาร

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ด้าน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) โดยขยายประเภททรัพย์สินที่สามารถลงทุนได้ ให้ครอบคลุมถึงหน่วยลงทุนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Funds) ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ  วันที่ 14-21 ต.ค. หุ้นกลุ่มธนาคารส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3/68, สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค,

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและ วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 21 ต.ค. สหรัฐ รายงานยอดขายของห้างสรรพสินค้าในสหรัฐฯ,22 ต.ค. ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนก.ย.,สหรัฐ รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, 23 ต.ค. สหรัฐ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนก.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย., 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่ 7/68

    ขณะที่ นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก้  บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL,บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV โดยในสัปดาห์นี้จับตาการประชุมครม.จะพิจารณา “4 มาตรการใหญ่” กระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มการเดินทางเมืองรอง ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 2568 ราว 0.05-0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eH9ULaY8j78Wqb-I48SLM

  • ไม่ใช่แค่จีนแล้ว เพราะ ‘มาเลเซีย’ ก็เที่ยวไทยน้อยลง

    ไม่ใช่แค่จีนแล้ว เพราะ ‘มาเลเซีย’ ก็เที่ยวไทยน้อยลง

    สายท่องเที่ยวยังไหวอยู่ไหม? เพราะไม่ใช่แค่ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เท่านั้นที่มาเที่ยวไทยน้อยลง ตอนนี้ ‘นักท่องเที่ยวมาเลเซีย’ ก็มาเที่ยวไทยน้อยลงแล้ว!

    แม้จะเทียบกับนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงไปกว่า 35% ไม่ได้ แต่การลดลง 7% ของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางมาเที่ยวไทยก็มีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน

    คนมาเลเซียชอบเที่ยวไทย จนติด TOP2 มาตลอด

    รายงาน ‘ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยลดลง แต่ไปประเทศอื่นเติบโตดี’ ของ KReseach อธิบายว่า ปกติแล้ว ‘นักท่องเที่ยวมาเลเซีย’ เป็นนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนอันดับ 1 หรืออันดับ 2 ที่เดินทางมาไทยโดยตลอด จึงเป็นนักท่องเที่ยวชาติสำคัญสำหรับตลาดการท่องเที่ยวไทย

    สาเหตุที่ทำให้ไทยเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมาเลเซีย เพราะพรมแดนติดกันและไทยมีรูปแบบการท่องเที่ยวที่ตรงใจนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

    ทำให้จะวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดยาว นักท่องเที่ยวมาเลเซียก็เดินทางมาเที่ยวไทยได้ตลอด ซึ่ง 80% นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะเดินทางทางบกเข้ามาท่องเที่ยวในไทยและส่วนใหญ่กว่า 70% เน้นเที่ยวในจังหวัดภาคใต้ของไทยเป็นหลัก

    จังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สงขลา กรุงเทพฯ ยะลา ภูเก็ต และ นราธิวาสโดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยมีวันพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.3 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4,830 บาทต่อวัน

    สัญญาณมาเลเซียเที่ยวไทย ไม่ค่อยดี ลดลงจากปีก่อน

    แต่ตอนนี้สถานการณ์ ‘มาเลเซียเที่ยวไทย’ เริ่มแสดงอาการไม่ดีแล้ว เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในไทย (1 ม.ค. – 5 ต.ค. 68) มีจำนวน 3.53 ล้านคน ลดลง 7% และหากมาดูเจาะเป็นรายเดือนไปจะเห็นว่า 8 เดือนติดต่อกันแล้วที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียในไทยลดลงจากปีก่อน

    แต่นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังคงไปเที่ยวหลายๆ ประเทศเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ไปจนถึงญี่ปุ่น

    ซึ่ง KReseach วิเคราะห์ว่าเหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาเลเซียไปเที่ยวประเทศอื่นเพิ่มขึ้น เพราะหลายๆ สาเหตุ ตั้งแต่นโยบายฟรีวีซ่าระหว่างจีนกับมาเลเซีย ประเทศญี่ปุ่นปรับสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมุสลิมเพิ่ม อย่างเช่นห้องละหมาด ร้านฮาลาล

    นอกจากนั้น ราคาสินค้าและบริการของไทยยังแพงขึ้น ประกอบกับเงินบาทยังแข็งค่า นักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ให้ความสำคัฐกับงบประมาณจึงอาจจะได้รับผลกระทบ

    อีกอย่างที่สำคัญเลยคือ นักท่องเที่ยวหลายๆ คนกังวลเรื่องความปลอดภัย จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เนื่องจากกระทรวงต่างประเทศมาเลเซียแนะนำให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยัง 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย

    เตือนปล่อยนานไป จะยิ่งแก้ยาก แก้ลำบากขึ้น

    แม้ว่าผลสำรวจจะยืนยันว่า ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในไทยนักท่องเที่ยวมาเลเซียอยู่ แต่ KReseach บอกว่า “หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ การกลับมาของนักท่องเที่ยวมาเลเซียอาจลำบากขึ้น”

    จึงแนะนำให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่สำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ให้เดินทางมามากขึ้น

    โดยประเมินว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย “นักท่องเที่ยวมาเลเซียเที่ยวไทยน่าจะยังไม่ฟื้นตัว”

    คาดทั้งปี 2568 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย 4.60 ล้านคน ลดลง 7% จากปี 2567 และต่ำกว่าปี 2566 กระทบต่อไปยังรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ลดลง 8% จากปี 2567 ด้วย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/malaysia-thai-tourist/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M5xdJWWnwET53ZnOrfZhe

  • สมราคาทีมชาติ!‘ปัฐน์ธินันต์’ประเดิมลิ่วหวดจีเอสบี-ไอทีเอฟ

    สมราคาทีมชาติ!‘ปัฐน์ธินันต์’ประเดิมลิ่วหวดจีเอสบี-ไอทีเอฟ

    สมราคาทีมชาติ!‘ปัฐน์ธินันต์’ประเดิมลิ่วหวดจีเอสบี-ไอทีเอฟ

    วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก ระดับ เจ 60 รายการ GSB – ITF Juniors World Tennis Tour 2025 J60 (จีเอสบี – ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 เจ 60) สัปดาห์ที่ 1 ณ ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี รอบเมนดรอว์ ระหว่างวันที่ 20 – 25 ต.ค. 2568

    เปิดฉากรอบเมนดรอว์วันแรก เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างคึกคัก และคู่ที่น่าสนใจในประเภทหญิงเดี่ยว เมนดรอว์ รอบแรก (สาย 64) ปัฐน์ธินันต์ เผือกคำ ระเบิดฟอร์มนักหวดเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ประเดิมคว้าชัยด้วยการเอาชนะ ริทธิ ชินเด จากอินเดีย ด้วยสกอร์ 6-2 ทั้งสองเซต ปัฐน์ธินันต์ ผ่านเข้ารอบสอง หรือ 32 คนสุดท้าย พบกับ เฉิน ชิง ยิง มือวาง 1 จากไต้หวัน

     ทางด้านประเภทชายเดี่ยว เมนดรอว์ รอบแรก (สาย 64) แดนไทย ตาก้อง นักหวดไทย ก็คว้าชัยแมทช์แรกได้เช่นกัน โดยเอาชนะ อัลเลน ลีออง จากสิงคโปร์ 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-1 และ 7-6 ไทเบรก 7-4 ส่งผลให้ แดนไทย ผ่านเข้ารอบสอง พบกับ ไรอัน เบดวิค มือวาง 14 จากสหรัฐฯ ต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/922288&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ioTu4sDxIznBwBrKa77yi

  • “

    “เศรษฐกิจดิจิทัลไทย: โอกาสและความท้าทายในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคใหม่”


    20/10/2568 | 31 |

    ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต “เศรษฐกิจดิจิทัล” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจและภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    สถานการณ์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย (อ้างอิงจาก ETDA หรือ สศช.)

    สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เป็นหน่วยงานหลักที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานเกี่ยวกับมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง:

    1. การเติบโตของ E-commerce: การซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคและการลงทุนของแพลตฟอร์มต่าง ๆ

    2. การใช้บริการ Digital Services: บริการด้านดิจิทัลอื่น ๆ เช่น FinTech (บริการทางการเงินดิจิทัล), E-health (บริการสุขภาพดิจิทัล), และ Cloud Computing มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    3. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ภาครัฐและเอกชนยังคงลงทุนในการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเทคโนโลยี 5G เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    💡 เคล็ดลับการเขียน: อ้างอิงจากรายงานผลสำรวจมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของ ETDA (เช่น “รายงานผลสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย”) ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและอัปเดตอยู่เสมอ

    ทิศทางและนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อน (อ้างอิงจาก กระทรวงดิจิทัลฯ หรือ สศช.)

    ภาครัฐได้วางนโยบายและแผนงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES):

    • แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: เป็นกรอบการดำเนินงานหลักที่ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในภาคธุรกิจ, การพัฒนาบุคลากรดิจิทัล, และการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

      • แหล่งอ้างอิง: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ราชกิจจานุเบกษา

    • นโยบาย Thailand 4.0: มีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม ไปสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นแกนหลัก

      • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    การสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี, การส่งเสริมการใช้งาน Big Data, และการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดิจิทัล ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่แข็งแกร่ง


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/433140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HLiMxwcjXtn_8cRqX8Irx

  • “อภิสิทธิ์”มอบ”กรณ์”ขับเคลื่อนนโยบายใหม่ ปชป.ดันเศรษฐกิจโต

    “อภิสิทธิ์”มอบ”กรณ์”ขับเคลื่อนนโยบายใหม่ ปชป.ดันเศรษฐกิจโต

    “อภิสิทธิ์”มอบ”กรณ์”ขับเคลื่อนนโยบายใหม่ ปชป.ดันเศรษฐกิจโต

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เป็นครั้งแรก ว่า วันนี้เป็นการหารือทิศทางการทำงานเบื้องต้นของคณะกรรมการบริหารที่ได้รับเลือกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา แม้ต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเริ่มภารกิจอย่างเป็นทางการ แต่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีเวลาจำกัด และต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้ชัดเจนที่สุด

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หัวใจหลักของพรรคชุดนี้คือ “สร้างความหวังให้ประชาชน” โดยเฉพาะการฟื้นเศรษฐกิจที่ติดหล่มมายาวนาน พรรคประชาธิปัตย์จะเร่งวางแนวทางผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเกษตรกรรม เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดทางธุรกิจ พร้อมประกาศมอบหมายให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของพรรคโดยตรง

    พรรคเตรียมจัดเวทีระดมความคิดเห็นกับผู้ทรงคุณวุฒิในวันที่ 28 ตุลาคม เพื่อร่วมกันตอบคำถาม “ประเทศไทยต้องการอะไรจากการเมือง” ซึ่งจะเป็นกรอบแนวคิดนโยบายหลักของพรรคชุดใหม่

    หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเตรียมตัวผู้สมัครเลือกตั้ง โดยจะเร่งตั้งคณะกรรมการสรรหาและประชุมร่วมกับรองหัวหน้าพรรคในแต่ละภาค เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่ทั่วประเทศให้พร้อมแข่งขันทางการเมืองในอนาคตอันใกล้

    “ผมพูดคุยกับสมาชิกและอดีต ส.ส. หลายคนเข้าใจว่าบางคนอาจไม่ได้ร่วมงานกับผมต่อ ซึ่งก็เป็นเรื่องทางการเมือง แต่ผมพยายามรักษาทุกคนไว้ เพราะต้องการให้พรรคเดินไปด้วยกัน การกลับมาครั้งนี้เราตั้งใจเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้ประชาชน ทั้งในด้านนโยบายและบุคลากร” นายอภิสิทธิ์กล่าว
     

    นายอภิสิทธิ์ยังย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่จำกัดตัวเองอยู่ในพื้นที่ใด แต่เป็น “พรรคของทุกคนทั่วประเทศ” ส่วนจำนวนผู้สมัครที่จะส่งลงเลือกตั้ง ต้องประเมินตามความเป็นจริงและระยะเวลาเตรียมตัวที่เหลืออยู่ พร้อมระบุว่า “อยากได้เก้าอี้ให้มากที่สุด”

    ในประเด็นความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะกรณีจังหวัดตรังที่มีกระแสข่าวความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มการเมือง นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ได้พูดคุยกับทุกฝ่ายแล้วและพร้อม “สลายเหตุ” เพื่อให้เดินหน้าร่วมกันต่อไป

    สำหรับทิศทางการเมืองในอนาคต นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะยึดอุดมการณ์และสัจจะเป็นหลัก พร้อมตั้งเป้าให้การเมืองกลับมาเชื่อมโยงกับชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการต่อรองผลประโยชน์ในระบบอำนาจ

    “ผมอยากให้การเมืองกลับมาเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เกมของนักการเมือง เราต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเมืองคือความหวังได้อีกครั้ง” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WSc94-hU5inDpfkstHJT3

  • นายกฯประชุมครม.เศรษฐกิจ ลุย Quick Big Win ก.พลังงาน ลดค่าครองชีพ-สร้างรายได้ปชช.

    นายกฯประชุมครม.เศรษฐกิจ ลุย Quick Big Win ก.พลังงาน ลดค่าครองชีพ-สร้างรายได้ปชช.

    วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย , จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม , นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง , นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) , นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) , นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และนายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง เข้าร่วม

    นายกฯ กล่าวตอนต้นว่า ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง วันนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2/2568 ในการประชุมครั้งที่แล้ว ที่ประชุมรับทราบแผนงานโครงการด้านเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย Quick Big Win ตามที่นายเอกนิติ นําเสนอ แล้ววันพรุ่งนี้เราจะเสนอ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการประชุมของคณะกรรมชุดนี้

    นายกฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณาแผนงานภายใต้แผนนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน นําไปสู่การลดค่าครองชีพให้กับประชาชน วันนี้การลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความสนใจและชื่นชมจากประชาชน และนโยบายในวันนี้แผนงานภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน จะหาแนวทางและวิธีการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและสร้างรายได้ให้ชุมชน และเป็นการเตรียมความพร้อมและพลังงานให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะมาลงทุนในประเทศไทย สอดรับกับที่นายเอกนิติ ได้ร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งรัดบริษัทต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนม่ตั้งโรงงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยสําคัญจะต้องมีพลังงานด้านไฟฟ้าให้เพียงพอ ตนจึงเชิญผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย , ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง มาร่วมประชุมเพื่อรับนโยบายและไปช่วยกันขับเคลื่อนการดําเนินงาน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S4H_iMafJfJHO–UMzd5C

  • เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

    เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ จนถึงสิ้นเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบปี ท่ามกลางปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจีนสั่งควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของผู้นำจีนในสัปดาห์นี้

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยเมื่อวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า เศรษฐกิจจีนเติบโต 4.8% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบหนึ่งปี และลดลงจาก 5.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

    การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีปัจจัยหลักมาจากการปะทุของความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ทำให้การสงบศึกทางการค้าที่เปราะบางระหว่างสองประเทศสั่นคลอน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้การควบคุมแร่หายากของจีนทันที โดยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะพบหารือกับเจ้าหน้าที่จีนในสัปดาห์นี้ที่มาเลเซีย เพื่อพยายามบรรเทาความตึงเครียด และเตรียมจัดการประชุมระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

    อีกปัจจัยสำคัญคือ วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ของจีนยังคงดำเนินต่อไป โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงถึง 13.9% ในช่วง 9 เดือนจนถึงเดือนกันยายน ภาคส่วนนี้ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญกับการตกต่ำอย่างรุนแรง ทั้งราคาบ้านที่ลดลง และโครงการที่พักอาศัยที่ถูกทิ้งร้าง

    แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า เศรษฐกิจยังแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวา” โดยได้รับแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและบริการทางธุรกิจ โดยการส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 8.4% ในเดือนกันยายน ซึ่งช่วยชดเชย “การใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา” ตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

    รัฐบาลจีนได้พยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศด้วยมาตรการต่างๆ เช่น เงินอุดหนุน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่วนลด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ “ประมาณ 5%” ในปีนี้

    ตัวเลขการเติบโตล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักในการประชุมผู้นำระดับสูงของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อ กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้.

    ที่มา BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2890168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E5P21b4bSX2WWIgOKpEl9

  • CGSI : นักลงทุนสถาบันในฮ่องกง ยัง underweight ตลาดหุ้นไทย แต่กำลังมองหาโอกาสลงทุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CGSI : นักลงทุนสถาบันในฮ่องกง ยัง underweight ตลาดหุ้นไทย แต่กำลังมองหาโอกาสลงทุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันที่ 15-17 ต.ค.68 ได้เดินทางไปพบกับลูกค้านักลงทุนสถาบันในฮ่องกง เพื่ออัพเดทสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนกลุ่มนี้ยังระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และส่วนใหญ่ยัง Underweight หุ้นไทย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนฮ่องกงเชื่อว่าการเมืองไทยจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภาภายในเดือนม.ค.69 ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงเชื่อว่าไทยจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 29 มี.ค.69 และรัฐบาลใหม่น่าจะเริ่มทำงานช่วงปลายเดือนพ.ค.69 ซึ่งในขณะนี้ยังไม่แน่นอนว่าใครจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้ง

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ลูกค้าสถาบันในฮ่องกงกำลังมองหาโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่เชื่อว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่ง, มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการที่รัฐอาจนำมาใช้กระตุ้นการใช้จ่ายช่วงเทศกาลในเดือนธ.ค.68

    ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯเชื่อว่า บริษัทเหล่านี้น่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากมาตรการของรัฐ ซึ่งได้แก่ CPN แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 74.50 บาท, CENTEL แนะนำถือ ที่ราคาเป้าหมาย 31.0 บาท, ERW แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 3.10 บาท, KTC แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 31.0 บาท, MTC แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 54.0 บาท และ MOSHI แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 47.75 บาท

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25bp เป็น 1.25% ในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค.68 และอาจปรับลดอีกสองครั้งเป็น 0.75% ภายในปี 69 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยได้ โดยเชื่อว่าผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคอย่างเช่น MTC และ KTC จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปรับลดดอกเบี้ย แต่ธนาคารน่าจะยังมีมาร์จินลดลง ขณะเดียวกันมองว่าผู้ค้าปลีกอย่าง BJC แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 22.0 บาท และ CPN จะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซื้อสินค้า ส่วนในระยะยาว เชื่อว่ากลุ่มการแพทย์ยังมีมูลค่าน่าสนใจ โดย Top pick ในกลุ่มการแพทย์ได้แก่ BDMS แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 28.50 บาท และ PR9 แนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 33.50 บาท

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ อาจช่วยกระตุ้นการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย แต่เชื่อว่าปัจจัยบวกดังกล่าวน่าจะสะท้อนในราคาหุ้นแล้ว ดังนั้น การเลือกหุ้นลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พอร์ต outperform ขณะเดียวกันมองว่า downside risk จะมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้น หากพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจและ/หรือยื่นคำร้องต่อศาล รวมทั้งหากเกิดเหตุปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาขึ้นอีก ดังนั้น จึงคาดดัชนี SET สิ้นปี 68 อยู่ที่ 1,155 จุด ซึ่งจะเท่ากับ P/E 13.2 เท่าในปี 69 หรือ -1SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/20/587345/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zq6Qtq58j-4rRbul59mrK

  • ครม.เศรษฐกิจ ถก Quick Big Win พลังงาน หวังลดภาระปชช.-ดึงต่างชาติลงทุนอุตฯ เป้าหมาย : อินโฟเควสท์

    ครม.เศรษฐกิจ ถก Quick Big Win พลังงาน หวังลดภาระปชช.-ดึงต่างชาติลงทุนอุตฯ เป้าหมาย : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการประชุมตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน ในการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และหวังว่านโยบายของกระทรวงพลังงานในวันนี้ จะมีส่วนช่วยหาแนวทางลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ขณะเดียวกัน เป็นการเตรียมพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ให้สอดรับกับที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้เร่งรัดให้บริษัทจากต่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนการส่งเสริมให้เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยสำคัญ คือ ต้องมีพลังงานด้านไฟฟ้าให้เพียงพอ

    ดังนั้น วันนี้จึงได้มีการเชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มาร่วมรับฟังด้วย เพื่อมารับนโยบายช่วยกันขับเคลื่อน และผลักดัน ในแต่ละหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sXk0_xSjycIY1hJuqqcHU

  • P

    P


    ขออภัยไม่พบข้อมูลดังกล่าว

    Btn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.gsb.or.th/news/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599-11/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gW9KTWVKuzIrJNwdZpfo9