Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘รัฐบาล’ ปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย’ เงินสะพัด60ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘รัฐบาล’ ปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย’ เงินสะพัด60ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รองโฆษกรัฐบาล เผย “มท.” ขับเคลื่อนจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ครั้งที่2 ทั่วประเทศ ปชช.เข้าร่วมกว่า2แสนคน เงินสะพัด27ล้าน รวมแล้วกระฉูดกว่า60ล้าน ชี้ ไม่ใช่แค่ขายของลดราคา แต่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 พร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 217,619 คน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินโครงการในครั้งที่ 2 มีร้านค้าเข้าร่วมรวม 9,721 ร้าน ประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านค้า OTOP และร้านค้าชุมชน/SMEs พร้อมนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมจำนวนสินค้ากว่า 153,856 ชิ้น

    ผลการดำเนินงานสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 27.11 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 6.23 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อรวมผลการดำเนินงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พบว่า สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 60.85 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 13.66 ล้านบาท แล้ว

    สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดราชบุรี ขณะที่อำเภอที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

    ด้านสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และน้ำตาล ส่วนสินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายดี ได้แก่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าชุมชนที่ประชาชนเลือกซื้อจำนวนมาก ได้แก่ อาหารสด วัตถุดิบประกอบอาหาร และอาหารแปรรูป

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ให้เข้าถึงประชาชนทุกชุมชนทั่วประเทศ

    “โครงการไทยช่วยไทย ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมลดราคาสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1233220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJQ18ByXY0ieDEHpswAZX

  • เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เปิดรายละเอียดพ.ร.ก.กู้เงินพลังงานปี 2569 แบ่งวงเงินคนละครึ่ง 2 แสนล้านบาท ระหว่างการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน กับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนและคาร์บอนเครดิต ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ฯ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    รายงานพิเศษ: เจาะลึกกลไก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่าวิกฤตพลังงาน 2569

    สรุปใจความสำคัญและเหตุผลความจำเป็น

    รัฐบาลมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2569 เนื่องจากวิกฤตการณ์ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก รัฐจึงต้องมีงบประมาณวงเงิน 400,000 ล้านบาท สำหรับเข้าแทรกแซงสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

    กรอบวงเงินและกำหนดระยะเวลาการกู้เงิน

    ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้รับอำนาจกู้เงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องดำเนินการกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รายละเอียด 2 แผนงานหลักตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.

    งบประมาณถูกจัดสรรแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ดังนี้ 

    • แผนงานที่ 1: เน้นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อประคับประคองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
    • แผนงานที่ 2: เน้นการเปลี่ยนผ่านและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การลงทุนในพลังงานทดแทน ระบบคาร์บอนเครดิต การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์

    โครงสร้างการบริหารและหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

    การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้อนุมัติแผนงานตามที่เสนอ, กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการกู้เงินและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโครงการกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

    องค์ประกอบและหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ

    คณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมด้วย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, เลขาธิการ สศช. และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน มีอำนาจพิจารณากลั่นกรองโครงการ ตรวจสอบการใช้จ่าย และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบที่เคร่งครัด เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคเศรษฐกิจ

    มาตรการควบคุมความโปร่งใสและการติดตามผล

    เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ต้องรายงานความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และมีอำนาจในการเสนอให้ปรับลดวงเงินหรือยุติโครงการทันทีหากพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังต้องจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนของภาครัฐในระยะยาว

    แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : ราชกิจจานุเบกษา (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/politics/domestic/742133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Px0q4kkaRzCt3gu-iInGz

  • ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เล็งเป็นโอกาสดันการเงิน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

    10 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

    โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และตุรกี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย

    สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    “ท่านนายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LlYCYsBZVwTHdaJHadu8i

  • สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.44 น.

    10 พฤษภาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมไทยควรช่วยกันตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ คือ “คุณภาพของการใช้เงิน” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณของเงิน”

    ที่ผ่านมา เวลาประเทศเผชิญวิกฤต เรามักคุ้นเคยกับแนวคิดการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายสถานการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น

    แต่โลกยุคใหม่ การใช้งบประมาณของรัฐไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใช้เงินได้เร็วแค่ไหน”

    แต่ต้องวัดว่า “สร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศได้หรือไม่”

    เงินกู้จำนวนมหาศาล จึงไม่ควรจบลงเพียงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสในการวางรากฐานระยะยาวให้ประเทศด้วย

    ผมคิดว่า มีหลักคิดสำคัญที่ควรนำมาใช้กำกับการใช้งบประมาณครั้งนี้เพิ่มเติม

    – ทุกโครงการควรตอบคำถามให้ได้ว่า “ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นอย่างไรหลังใช้งบนี้” ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว

    – ต้องสร้างเศรษฐกิจที่กระจายโอกาส ไม่ใช่กระจุกตัว เม็ดเงินภาครัฐไม่ควรหมุนอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือเมืองหลัก แต่ต้องเปิดโอกาสให้ SME วิสาหกิจชุมชน และคนตัวเล็กเข้าถึงได้จริง

    – งบประมาณควรถูกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การศึกษา ทักษะแรงงาน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต

    – ต้องกล้ายกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า การรักษาวินัยทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้เงิน แต่หมายถึงการกล้าหยุดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ แม้จะผ่านการอนุมัติไปแล้วก็ตาม

    – ประเทศไทยต้องสร้าง “วัฒนธรรมความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ เอกชน หรือประชาชน ต้องร่วมกันมองว่าเงินงบประมาณคือเงินของประเทศ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    ผมเชื่อว่า คนไทยไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาประเทศ และไม่ได้ปฏิเสธการลงทุนของรัฐ

    แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือความมั่นใจว่า ทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    เพราะสุดท้ายแล้ว ความเข้มแข็งของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินมากที่สุด แต่เกิดจากการใช้เงินอย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบมากที่สุด

    #สนธิรัตน์ #ความเข้มแข็งของประเทศ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vpzTSKXEEqL5965vZvuNR

  • หอการค้าไทยหนุน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชูยุทธศาสตร์ “ประคองระยะสั้น-ลงทุนอนาคต” รับมือวิกฤตพลังงานโลก

    หอการค้าไทยหนุน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ชูยุทธศาสตร์ “ประคองระยะสั้น-ลงทุนอนาคต” รับมือวิกฤตพลังงานโลก


    หอการค้าไทย หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน จี้รัฐใช้เงินโปร่งใส เน้นอุ้ม SME-ภาคเกษตร พร้อมเร่งสปีดลงทุนพลังงานสะอาดเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผย หอการค้าไทยมีมติเห็นชอบในหลักการต่อการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ภาคเอกชนแสดงความเป็นกังวลว่า ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังสร้างภาระหนักให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ลากยาวจะกระทบต่อการจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศอย่างรุนแรง หอการค้าไทยจึงมองว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้คือมาตรการเชิงรุกที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัว

    หอการค้าไทยเสนอแนะให้รัฐบาลบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ผ่านยุทธศาสตร์ที่สมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการสร้างการเติบโตในระยะยาว ดังนี้:

    มาตรการระยะสั้น: มุ่งเน้นการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง การเพิ่มสภาพคล่องในระบบ และการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการต่าง ๆ

    มาตรการระยะยาว: เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy) เทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ และระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)

    นายพจน์ย้ำว่า การใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการ “ประคองเศรษฐกิจ” ให้ผ่านไปวัน ๆ แต่ต้องเป็นการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อรณรงค์ให้เกิดการบริโภคสินค้าในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย และดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    “วันนี้โลกกำลังแข่งกันที่ต้นทุนพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม” นายพจน์ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dzLaLciU8vEPFjoVYKWm7

  • ราคาน้ำมันดิบ 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    ราคาน้ำมันดิบ 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iPA0aPg_kiHx6SyrdV_Vl

  • ทองปิดเพิ่ม $19.80 หลังนลท.คลายกังวลเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ทองปิดเพิ่ม $19.80 หลังนลท.คลายกังวลเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ (8 พ.ค.) และเพิ่มขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง

    ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 19.80 ดอลลาร์ หรือ 0.42% ปิดที่ 4,730.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ทองคำซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน มักเผชิญแรงกดดันในภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

    นักวิเคราะห์จาก High Ridge Futures กล่าวว่า ขณะนี้ทองคำเคลื่อนไหวเหมือนสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย การฟื้นตัวของทองคำเชื่อมโยงกับแนวโน้มการลดความตึงเครียดในอิหร่าน เมื่อราคาพลังงานลดลง ตลาดจึงมองว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตมีมากขึ้น

    สหรัฐฯ คาดว่าจะได้รับการตอบสนองจากอิหร่านต่อข้อเสนอล่าสุดเพื่อยุติสงครามในอ่าวเปอร์เซียภายในวันศุกร์นี้ แม้ว่ากองกำลังของสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงปะทะกันในอ่าวเปอร์เซีย

    การอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยให้ทองคำซึ่งซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์มีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ขณะที่ราคาพลังงานที่ลดลงช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดมองว่า มีโอกาสเพียง 14% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ลดลงจากประมาณ 22% ในวันก่อนหน้า

    สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เขาหวังว่า เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดต่อไปเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ขณะที่เควิน วอร์ช มีแนวโน้มจะเข้ารับตำแหน่งผู้นำเฟดคนต่อไป หากได้รับการรับรองจากวุฒิสภา

    ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า การจ้างงานของสหรัฐฯ ในเดือนเม.ย. 2569 เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำขยายช่วงบวกชั่วคราวหลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

    ด้านความต้องการทองคำในอินเดียยังคงซบเซาในสัปดาห์นี้ เนื่องจากการฟื้นตัวของราคาทำให้ผู้ซื้อชะลอการเข้าซื้อ ขณะที่ความต้องการซื้อในจีนทำให้ค่าพรีเมียมทองคำยังคงทรงตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11tKIFw3SbylALLRfBOZy3

  • ข่าวดีซ้อนข่าวดี โลกคลายตึงเครียดพลังงาน ไทยท็อป 5 เศรษฐกิจแกร่ง

    ข่าวดีซ้อนข่าวดี โลกคลายตึงเครียดพลังงาน ไทยท็อป 5 เศรษฐกิจแกร่ง

    ข่าวดีซ้อนข่าวดี โลกคลายตึงเครียดพลังงาน ไทยท็อป 5 เศรษฐกิจแกร่ง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4, 199 ระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเข้มข้นเช่นเคย

    *** ขอไปเริ่มต้น “ข่าวดี” ที่ทำเอาตลาดทุนและตลาดพลังงานทั่วโลกตาโตกันก่อน นั่นคือ กรณี ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา สร้างเซอร์ไพรส์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ด้วยการประกาศระงับปฏิบัติการ “Project Freedom” หรือ ภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพียงแค่ 48 ชั่วโมงหลังเริ่มสตาร์ทเครื่อง โดยระบุว่า มีความก้าวหน้าในการเจรจากับ “อิหร่าน” ผ่านตัวกลางอย่างปากีสถาน จนใกล้จะบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

    *** สัญญาณสันติภาพนี้ส่งผลบวกทันควัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงกราวรูดกว่า 6% ลงมาแตะระดับ 102-103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดเกือบ 7% แตะ 95 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นขานรับทันทีกว่า 2% ด้วยความหวังว่าวิกฤตพลังงานที่ตึงเครียดมานานจะจบลงเสียที

    *** มีรายงานว่า ร่าง MOU 14 ข้อ ที่กำลังพิจารณากันอยู่นั้น มีประเด็นเด็ดทั้งเรื่องการที่ “อิหร่าน” ยอมระงับเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ แลกกับการที่สหรัฐจะเลิกคว่ำบาตรและคืนทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงเปิดทางให้สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เสรี แม้ทาง มาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่านจะยังคงสงวนท่าที และมองว่า เป็นเกมกดดันฝ่ายเดียว แต่โลกก็คาดหวังว่า “ดีลนี้” จะจบลงได้จริงภายใน 48 ชั่วโมง หากจบสวย…นี่คืออานิสงส์ใหญ่ต่อต้นทุนพลังงานโลกทันที!

    *** หันมาดู “ข่าวดี” ต่อฝั่ง “เศรษฐกิจไทย” กันบ้าง ล่าสุด สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s Ratings ออกบทความยกย่อง “ประเทศไทย” ติดโผ Top 5 ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่รับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีที่สุดร่วมกับ อินเดีย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ เม็กซิโก

    *** Moody’s วิเคราะห์ว่าไทยมี “ภูมิคุ้มกัน” ที่ดีเยี่ยม เพราะรู้จัก ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ชัดเจน ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน และที่สำคัญคือ การมี “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” ที่แข็งแกร่งเป็นกันชนชั้นยอด ทำให้แม้โลกจะเจอพายุโควิด-19 หรือ ดอกเบี้ยขาขึ้นรุนแรง แต่ความเสี่ยงเครดิต (Risk Premium) ของไทยกลับไม่พุ่งขึ้นรุนแรงเหมือนวิกฤตในอดีต

    *** ที่น่าสนใจคือ Moody’s จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” (Baa1 Stable) เพราะมีดุลการชำระเงินระยะยาวที่แข็งแรงและหนี้ต่างประเทศต่ำ แต่กระนั้น “ว.เชิงดอย” ก็ต้องฝากเตือนไปยังรัฐบาลด้วยว่า Moody’s ทิ้งท้ายถึงจุดเปราะบางเรื่อง “ภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งอาจเป็นตัวฉุดรั้งความสามารถในการรับมือวิกฤตในอนาคตได้ หากปล่อยให้หนี้พอกพูนจนเกินเยียวยา

    *** สรุปว่าภาพรวมตอนนี้ ไทยเรามี “ฐานราก” ที่ดีเยี่ยมจนฝรั่งยังชม แต่การจะรักษาแชมป์ความยืดหยุ่นไว้ได้ วินัยการคลังและการบริหารหนี้สาธารณะต้อง “เป๊ะ” ยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้ “เศรษฐกิจไทย” ยืนหนึ่งในเวทีโลกได้อย่างถาวร

                                  ข่าวดีซ้อนข่าวดี โลกคลายตึงเครียดพลังงาน ไทยท็อป 5 เศรษฐกิจแกร่ง

    *** ปิดท้าย…เป็นที่ชัดเจนแล้วสำหรับ โครงการคนละครึ่งพลัส และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง บอกว่า จะเปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ และเริ่มใช้ 1 มิ.ย. 2569 ผู้มีสิทธิ์อายุที่ 18 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 เฟสๆ ละ 2 เดือนๆ จ่าย เดือนละ 1,000 บาท ต่อเนื่องรวม 4 เดือน 4,000 บาท ส่วนผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการของรัฐจะใช้เกฑณ์เดิม จากเดิมได้รับ 300 บาท บวกเพิ่ม 700 บาท เป็น 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nH6gS5eSsDLHT54OIfNV1

  • 5 พืชไทย “ของล้ำค่า” ในตลาดโลก บางชนิดต่างชาติยอมจ่าย ราคาพุ่งถึงหลักล้าน!

    5 พืชไทย “ของล้ำค่า” ในตลาดโลก บางชนิดต่างชาติยอมจ่าย ราคาพุ่งถึงหลักล้าน!

    พืชเศรษฐกิจไทย ดาวเงียบที่ต่างชาติยอมจ่ายแพง บางชนิดราคาพุ่งถึงหลักล้าน

    หลายคนอาจคุ้นตากับพืชไทยบางชนิดจนมองว่าเป็นของธรรมดา แต่ในตลาดโลกกลับถูกยกให้เป็น “ของล้ำค่า” ที่หลายประเทศพร้อมทุ่มเงินซื้อในราคาสูง โดยเฉพาะเมื่อผ่านการแปรรูป วิจัย หรือพัฒนาเป็นสินค้าพรีเมียม มูลค่าของพืชเหล่านี้ก็ยิ่งพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

    ปัจจุบัน ตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันที่ปริมาณอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากขึ้น ส่งผลให้พืชเศรษฐกิจของไทยหลายชนิดกลายเป็นสินค้าดาวรุ่ง ทั้งในกลุ่มอาหาร สมุนไพร ไม้หอม และพืชทางเลือกเพื่อสุขภาพ

    “กฤษณา” ทองคำแห่งป่า ไม้หอมที่แพงระดับโลก

     

    หนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลแบบเงียบ ๆ คือ “กฤษณา” ไม้หอมที่ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในไม้ที่แพงที่สุดในโลก

    จุดเด่นของกฤษณาไม่ได้อยู่ที่เนื้อไม้ทั่วไป แต่เป็น “เรซินหอม” ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นไม้ได้รับบาดแผลหรือติดเชื้อตามธรรมชาติ จนเกิดการสะสมเป็นเนื้อไม้สีเข้ม มีกลิ่นเฉพาะตัว และกลายเป็นวัตถุดิบชั้นสูงในอุตสาหกรรมน้ำหอมระดับลักชัวรี

    ตลาดตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น และยุโรป มีความต้องการกฤษณาคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์ที่บางเกรดมีราคาสูงถึงหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อกิโลกรัม จนถูกเรียกว่า “ทองคำแห่งป่า”

    “ทุเรียนไทย” ผลไม้ที่ไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายความหายาก

    อีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่ต่างชาติยอมจ่ายแพง คือ “ทุเรียนพรีเมียมไทย” โดยเฉพาะสายพันธุ์หายากอย่าง “ทุเรียนนนท์” และ “หลงลับแล” ที่มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อเนียน รสชาติเข้มข้น และกลิ่นไม่แรงจนเกินไป

    ในตลาดจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ทุเรียนไทยระดับพรีเมียมสามารถขายได้ในราคาหลายหมื่นบาทต่อลูก โดยเฉพาะผลผลิตจากสวนเก่าแก่ที่มีใบรับรองแหล่งผลิตชัดเจน

    บางฤดูกาล ทุเรียนนนท์เกรดพิเศษเคยถูกประมูลในราคาหลักแสนบาทต่อลูก เพราะถือเป็นสินค้าหายากระดับสะสม และเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้คุณภาพสูงจากไทย

    “ไข่ผำ” จากพืชพื้นบ้าน สู่ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต

    จากพืชน้ำพื้นบ้านที่คนไทยคุ้นเคย วันนี้ “ไข่ผำ” กำลังถูกจับตามองในระดับโลก หลังนักโภชนาการหลายแห่งยกให้เป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต”

    เหตุผลสำคัญคือ ไข่ผำมีโปรตีนสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด และใช้ทรัพยากรในการเพาะปลูกต่ำกว่าพืชโปรตีนอื่นอย่างถั่วเหลือง

    ปัจจุบัน หลายบริษัทอาหารระดับโลกเริ่มนำไข่ผำไปพัฒนาเป็นโปรตีนทางเลือก อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ส่งผลให้มูลค่าของพืชชนิดนี้เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าหลังผ่านการแปรรูป

    “กระชายดำ” สมุนไพรไทยที่ต่างชาติสนใจต่อเนื่อง

    “กระชายดำ” เป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในตลาดสุขภาพ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา

    สมุนไพรชนิดนี้มีสารสำคัญในกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระสูง จนถูกเรียกว่า “โสมไทย” และถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านพลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และชะลอวัย

    กระชายดำในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นมีราคาสูงกว่ารากสดหลายเท่า และกำลังกลายเป็นพืชส่งออกที่ถูกจับตามองอย่างมากในตลาดสมุนไพรโลก

    “ไม้ด่าง” และไม้ประดับหายาก ตลาดนักสะสมยังแรง

    แม้กระแสไม้ด่างจะไม่ได้ร้อนแรงเท่าช่วงโควิด-19 แต่ตลาดนักสะสมระดับบนยังคงมีความต้องการสูง โดยเฉพาะสายพันธุ์หายากที่มีลวดลายด่างสมบูรณ์ หรือผ่านการเพาะพัฒนาสายพันธุ์โดยนักปลูกไทย

    ไม้บางต้นสามารถซื้อขายกันในราคาหลักแสนถึงหลักล้านบาท โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่มองว่าไม้ประดับไทยมีคุณภาพโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    พืชไทยธรรมดา อาจเป็นสินค้าระดับโลกในอนาคต

    หลายพืชเศรษฐกิจของไทยอาจดูเป็นของใกล้ตัว แต่เมื่อโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และคุณค่าทางสุขภาพมากขึ้น พืชเหล่านี้จึงมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกอย่างมหาศาล

    สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การปลูกให้ได้จำนวนมาก แต่คือการพัฒนาให้มีมาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และต่อยอดสู่สินค้าพรีเมียม ซึ่งอาจกลายเป็นอีกแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    แหล่งอ้างอิง

    1. กรมวิชาการเกษตร: ข้อมูลพืชเศรษฐกิจและสมุนไพรไทย
    2. DITP: แนวโน้มตลาดสินค้าเกษตรและพืชพรีเมียมไทย
    3. สวทช.: ข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับโปรตีนทางเลือกและไข่ผำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9888090/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hjB-8e2Uo_u_tg5HD0ev2

  • ส้ม-ฟ้าจับมือประสาน ล้มพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน หวังโค่นรัฐบาลสีน้ำเงิน

    ส้ม-ฟ้าจับมือประสาน ล้มพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน หวังโค่นรัฐบาลสีน้ำเงิน

    แนววินิจฉัยคดีที่สำคัญในคำร้องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็คือ ศาล รธน.จะให้น้ำหนักเรื่องของ “หลักแห่งความจำเป็น Principle of Necessity ในการออกพระราชกำหนดมาบังคับใช้ ที่ต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นแก่การดำเนินการ ให้เจตนารมณ์การออกพระราชกำหนดสำเร็จลุล่วงไปได้” ที่ก็คือ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หากศาล รธน.เห็นว่าอยู่บนหลักการดังกล่าว ก็จะมีมติให้ยกคำร้องของฝ่ายค้าน แต่หากเห็นว่าไม่เข้าข่าย และขัด รธน.มาตรา 172 ผลก็คือ พ.ร.ก.ถูกศาล รธน.สอยร่วง กลายเป็นโมฆะ

    เป็นอันว่า เส้นทางการออก พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเจอสภาวะชะงักงันกลางทาง

    หลัง ส้ม พรรคประชาชน-ฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจับมือร่วมกันในการลงชื่อยื่นคำร้องเสนอประธานสภาฯ เพื่อส่งต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย เพราะทั้งสองพรรคมองว่าการออกพระราชกำหนดดังกล่าวไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จึงยื่นคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัยให้สะเด็ดน้ำ

    ฝ่ายค้านประกาศไว้ว่าจะยื่นคำร้องภายในต้นสัปดาห์หน้า ประมาณวันที่ 11 พ.ค. หรืออย่างช้า 12 พ.ค. เพื่อให้ทันก่อนที่รัฐบาลจะส่ง พ.ร.ก.ดังกล่าวให้สภาพิจารณาในวันที่ 14 พ.ค. เมื่อ สส.ฝ่ายค้านยื่นคำร้องดักไว้ก่อนจะทำให้สภาไม่สามารถพิจารณา พ.ร.ก.ดังกล่าวได้ ต้องรอให้ศาล รธน.วินิจฉัยให้เสร็จสิ้น

    กรณีของพระราชกำหนดที่เป็นเรื่องของความเร่งด่วน รัฐธรรมนูญจึงเขียนล็อกไว้ให้ศาล รธน.ต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 60 วันหลังจากรับคำร้องไว้วินิจฉัย

    โดยในช่วงจากนี้ไปจนถึงวันที่คำร้องส่งไปยังศาล รธน. แม้ล่าสุดมีการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.ออกมาแล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ก็จะไม่มีผลใดๆ กระบวนการจากสภาไปยังศาล รธน.จะเดินไปตามปกติ ซึ่งดูตามลำดับขั้นตอนแล้ว หากฝ่ายค้านเข้าชื่อกันครบ ยื่นก่อนสภาพิจารณา ตัวของ “โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ” ก็ต้องส่งคำร้องไปยังศาล รธน.ให้พิจารณา

    ซึ่งเมื่อศาล รธน.ได้คำร้องและส่งให้ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 9 คนแล้ว ตุลาการศาล รธน.ต้องมาพิจารณาลงมติว่าจะ รับคำร้อง หรือ ไม่รับคำร้อง ไว้ไต่สวนวินิจฉัย ที่ก็แน่นอนว่า ยังไง

    ศาล รธน.รับคำร้องไว้วินิจฉัยแน่นอน

    ต่อจากนั้นเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาล รธน. ที่จะให้ทั้งฝ่ายผู้ร้องคือพรรคร่วมฝ่ายค้าน กับผู้ถูกร้องคือรัฐบาล-กระทรวงการคลัง เข้าสู่กระบวนการสู้คดี

    โดยทั้งสองฝั่งต้องงัดข้อเท็จจริง-ข้อกฎหมายมาสู้คดีกัน ประเมินแล้วเป็นไปได้ที่ศาล รธน.อาจจะมีการ “เปิดห้องไต่สวน” เพื่อให้ตัวแทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลเข้าให้ถ้อยคำต่อหน้าตุลาการศาล รธน. เพื่อเสริมน้ำหนักแห่งการสู้คดีของฝั่งตัวเอง จนสุดท้ายศาล รธน.นัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัย ซึ่งดูจากเงื่อนเวลาที่ให้ศาล รธน.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 60 วัน ทำให้คดีนี้จะรู้ผลภายในช่วงกลางเดือน ก.ค.นับจากช่วงกลางเดือน พ.ค.เป็นต้นไป

    สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทดังกล่าว แบ่งออกเป็นสองก้อน

    วงเงินแรก 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยก็จะมีการนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่วางไทม์ไลน์ไว้จะให้เริ่มลงทะเบียนปลายเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.

    ส่วนอีกก้อนก็ 200,000 ล้านบาทเช่นกัน แต่เป็นเงินที่ไว้ใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมถึงโครงการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

    จุดที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนติดใจก็คือ เงินก้อนที่สอง-สองแสนล้านบาท ที่พรรคประชาชนมองว่าไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน เป็นการตีเช็คเปล่า

    ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุไว้ว่า

    “การพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานใช้เวลาหลายปี 

    การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ จึงตั้งคำถามว่ากู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ และยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชน” 

    สอดรับกับความเห็นของ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป.-อดีต รมว.การคลัง ที่เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวให้มีการส่งศาล รธน.ตีความ ซึ่งชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในเวลานี้ หลายบริบทแม้จะเจอกับปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนพลังงาน-น้ำมันสูงขึ้น แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้ เช่น การลดภาษีสรรพสามิต และย้ำว่าบริบทในตอนนี้แตกต่างจากการออก พ.ร.ก.กู้เงินก่อนหน้านี้ เช่น ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ออก “พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท” ที่เจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักกว่านี้ จนรัฐบาลต้องแจกเช็คช่วยชาติ ผ่านไทยเข้มแข็ง หรือการออก พ.ร.ก.ยุคพลเอกประยุทธ์ ช่วงวิกฤตโควิดระบาดทั่วโลก 

    “พูดง่ายๆ มันไม่ได้มีวิกฤตในระดับที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงระบบเศรษฐกิจ มีแหล่งอื่นที่จะช่วยทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนทุกโครงการที่รัฐบาลอยากทำได้ โดยไม่มีผลกระทบกับประเด็นเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ขอเน้นว่า วินัยการเงินการคลังไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าเราไม่รักษาเรื่องนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ คนที่สุดท้ายจะเดือดร้อนที่สุดคือประชาชน” กรณ์ยกเหตุผลในการต้องยื่นศาล รธน.มาอธิบาย 

    สรุปความได้ว่า เหตุผลหลักๆ ที่ฝ่ายค้านจะยื่นคำร้องต่อศาล รธน.ก็คือ ไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172-เกรงจะเป็นการตีเช็คเปล่า สอดไส้งบประมาณที่รอได้ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะงบจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และใช้วิธีตั้งงบผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปกติ เพื่อให้สภาตรวจสอบจะเหมาะสมกว่า แม้ต่อให้รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาและตรวจสอบ อนุมัติโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานก็ตาม แต่ฝ่ายค้านยังมองว่าอาจจะมีการรั่วไหลสอดไส้ได้-มีทางเลือกอื่นในการหาเงิน เช่น การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและไม่สร้างภาระดอกเบี้ยระยะยาว-เลี่ยงการตรวจสอบของระบบรัฐสภา เพราะเมื่อออกเป็น พ.ร.ก. มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็มีผลทันที แม้ต่อให้จะส่ง พ.ร.ก.มาให้สภาเห็นชอบ แต่ พ.ร.ก.มีผลไปแล้ว

    รวมถึงมองว่าการออกพระราชกำหนดรอบนี้ สร้างความเสี่ยงในเรื่องการไม่รักษาวินัยทางการคลัง fiscal discipline ก่อให้เกิดภาระหนี้ระยะยาว โดยเฉพาะหากสุดท้ายไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงตามที่ระบุเหตุผลในการออกพระราชกำหนด

    ทั้งนี้ กระบวนการยื่นคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัย เป็นกระบวนการที่เรียกว่า การตรวจสอบความชอบธรรมของพระราชกำหนด

    ซึ่งเมื่อศาล รธน.รับคำร้องไว้ไต่สวน องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะไต่สวนโดยฟังการสู้คดีของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล จากนั้นจะมาพิจารณาการออกพระราชกำหนดดังกล่าวว่าเข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น วัตถุประสงค์ในการออกพระราชกำหนด-ระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.และกรอบการกู้เงิน และองค์กรผู้มีอำนาจตรากฎหมายคือคณะรัฐมนตรี ได้ดำเนินการออก พ.ร.ก.โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

    ขอชี้เป้าไว้ว่า ที่ผ่านมาพบได้ว่าแนวทางการไต่สวนคำร้องคดีการออกพระราชกำหนดกู้เงินในช่วงที่ผ่านมาหลายปี ที่มีการไปยื่นให้ศาล รธน.วินิจฉัยมาแล้วหลาย พ.ร.ก. แนววินิจฉัยคดีที่สำคัญพบว่า ศาล รธน.จะให้น้ำหนักเรื่องของ

    “หลักแห่งความจำเป็น Principle of Necessity ในการออกพระราชกำหนดมาบังคับใช้ ที่ต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นแก่การดำเนินการ ให้เจตนารมณ์การออกพระราชกำหนดสำเร็จลุล่วงไปได้” ที่ก็คือ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

    หากศาล รธน.เห็นว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อยู่บนหลักการดังกล่าว ก็จะมีมติให้ยกคำร้องของฝ่ายค้าน การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทก็เดินหน้าต่อไป แต่หากเห็นว่าไม่เข้าข่ายหลักแห่งความจำเป็น อันขัด รธน.มาตรา 172 ผลก็คือ พ.ร.ก.ถูกศาล รธน.สอยร่วง กลายเป็นโมฆะ

    ผลก็คือรัฐบาลต้องรับแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่จะตามมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/993626/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VrRNmYlwq8AtipfeEOBwu