Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถก‘ผู้นำอาเซียน’ เศรษฐกิจ-มั่นคง

    ถก‘ผู้นำอาเซียน’ เศรษฐกิจ-มั่นคง

    “อนุทิน” ย้ำการพบกับ “ฮุน มาเนต”   ไม่มีการพูดเรื่องปักปันเขตแดนและการเปิดด่าน  ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามแถลงการณ์หยุดยิง  เผยการหารือกับชาติผู้นำอาเซียน ผลักดันศักยภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคง กองทัพยันสถานการณ์ชายแดนยังปกติ

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ถึงการพบปะกับนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาว่า นายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ประชุมอาเซียน จึงจัดให้มีการพบปะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ในรายละเอียดการพูดคุยเชื่อว่าประชาชนรับทราบแล้วจากการแถลงของตน ยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามการลงนาม Joint Statement (แถลงการณ์ร่วมหยุดยิง) เมื่อปี 2568 และที่หารือกันไม่ได้มีการพูดคุยถึงการปักปันเขตแดนและการเปิดด่านพรมแดน และให้ยึดถือตามกรอบ JBC และ GBC ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมต่อไป

    เขาบอกว่า นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส รับทราบว่าเรายังพูดคุยกันได้ในการรักษาบรรยากาศที่ดีของการประชุมที่ผ่านมา นอกจากนี้การเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ตนยังพบกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งยังให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และนัดหมายกันว่าโอกาสต่อไปที่ท่านจะมาเยือนประเทศไทย ตนได้เรียนเชิญให้มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะหารือร่วมกันถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของไทย

    ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทินกับนายมาร์โคส จูเนียร์ ว่า นายกรัฐมนตรีขอขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

    นายกรัฐมนตรียังได้ชื่นชมบทบาทของฟิลิปปินส์ในการริเริ่มจัดการประชุมสามฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญ โดยฝ่ายฟิลิปปินส์มีบทบาทอย่างยิ่งในการส่งเสริมบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งผลการหารือครั้งนี้ถือเป็นที่น่าพอใจ และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพ สันติภาพ และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ในภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายต่างยินดีที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังหารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค

    ในห้วงการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับผู้นำอีก 4 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนของไทย

    โดยในการหารือกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการบิน และการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

    สำหรับการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนภายใต้แนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นพ้องว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรใช้จุดแข็งร่วมกันในการเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับบทบาทของภูมิภาคในเวทีโลก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

    ขณะที่การหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นไปอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน ทั้งถนนเชื่อมด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เพื่อส่งเสริมการค้า การเดินทาง และเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงหารือความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านแนวทางสันติวิธี ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

    “ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

    พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวกรณีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงชาวบ้านตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเข้าไปหาอึ่งในพื้นที่ดงป่า ได้พบกลุ่มทหารกัมพูชาประมาณ 10 นาย พร้อมอาวุธครบมืออยู่ในเขตแดนฝั่งไทย สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านว่า กองทัพภาคที่ 2 ตรวจสอบแล้ว พบว่าเหตุการณ์เกิดจากความเข้าใจผิด เหตุการณ์ดังใกล้พื้นที่หลังเขื่อนสาโท 3 ใต้ จ.บุรีรัมย์ โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธของเขมรนั้น แท้จริงเป็นกลุ่มคนไทย (อีกกลุ่ม) ที่เข้าไปหาของป่าเช่นเดียวกัน แต่พูดภาษาเขมร

    ทั้งนี้ ในพื้นที่ชายแดนมีการพูดภาษาเขมรสื่อสารกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สื่อสารกันทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร กลุ่มผู้พบเห็นเกิดความตกใจและเข้าใจว่าเป็นคนกัมพูชารุกล้ำเข้ามา อย่างไรก็ตาม ไม่พบข้อเท็จจริงเรื่องการยิงปืนไล่ตามที่มีการเผยแพร่ จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/993634/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c_05NwYG1Pu0lH8FBGdo8

  • ย้อนรอยประวัติศาสตร์ภูเก็ต ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

    ย้อนรอยประวัติศาสตร์ภูเก็ต ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/OpLnQMA2xlr6&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tefi1R4QWaTpUc_X4O1ZL

  • รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    การเมือง

    รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัด ณ บริเวณศาลากลางน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู จังหวัดสตูล พร้อมลงพื้นที่สำรวจเส้นทาง “สะพานข้ามกาลเวลา” และหารือถึงโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่โดยรอบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต
     
    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของพลังภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล มีศักยภาพและความเข้มแข็งอย่างมาก ดังที่ได้เห็นจากการขับเคลื่อนภารกิจและการบูรณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดคือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถบริหารจัดการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที
     
    “จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ที่มีความสงบสุข เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่น่าอยู่ ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งด้วยศักยภาพของสตูล สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รวมถึงมีต้นทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในอนาคต”
     
    การร่วมหารือในวันนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงโบราณสถานและแหล่งทรัพยากรทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับจังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนตอนล่าง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการขนส่ง โดยจังหวัดสตูลจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปสู่การดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนนำเสนอต่อรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/475495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J87ci4jFV9Mut4hopTSxL

  • สั่งลุยเกาะพะงัน ล้างบางนอมินีต่างชาติ ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย

    สั่งลุยเกาะพะงัน ล้างบางนอมินีต่างชาติ ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย

    วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    สั่งลุยเกาะพะงัน

    ล้างบางนอมินีต่างชาติ

    ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยพบเข้ามาลงทุนทะลุหมื่นราย จับมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น สกัดทุนต่างชาติให้คนไทยเป็นนอมินี พร้อมเดินหน้าสแกนจังหวัดท่องเที่ยวอีก 6 จังหวัด

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติ ใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังจากพบว่ามีชาวต่างชาติ ทำธุรกิจและอาศัยในเกาะพะงัน เกาะสมุย มีจำนวนบริษัท ซึ่งชาวต่างชาติ มาลงทุนประกอบกิจการ มากถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบนทั้ง 2 เกาะมี 16,811 ราย โดยมีทั้งประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีจึงหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วนในการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง(นอมินี)

    นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ โดยมองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนซึ่งช่วยให้เกิดการจ้างงาน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนต่างชาติบางราย ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต และมีคนไทยบางกลุ่มเห็นแก่ประโยชน์เล็กน้อย ยอมกระทำผิด ซึ่งนับแต่นี้พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติ ลงทุน อย่างรัดกุม และเข้มงวด

    ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทจำกัด 21,717 ราย โดยบริษัท ที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3. รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7. อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

    สำหรับเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3. อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

    ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3. รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9.สวิสฯ 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)

    จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ที่เกาะพะงันและเกาะสมุย มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน เกาะสมุย ไปเรียบร้อยแล้ว

    โดยได้ตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงัน พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยลงพื้นที่ มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง ตำรวจได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

    2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่ง ถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอล เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

    ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท ซึ่งได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

    นอกจากนี้ได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งแต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

    ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ขณะนี้ได้สแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963326&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZgGsp63kiOwq5tXtaxZdu

  • หอการค้าไทย หนุนกู้ 4 แสนล้าน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-พยุงเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทย หนุนกู้ 4 แสนล้าน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-พยุงเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทย หนุนกู้ 4 แสนล้าน ฝ่าวิกฤตพลังงาน-พยุงเศรษฐกิจ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

    หอการค้าไทยเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย”

    “วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

    พร้อมกันนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/658651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r_lot08hTLqX6MLxlgXRm

  • หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่ 

    ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

    “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

    หอการค้าไทยเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

    พร้อมกันนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eqAE2_t0Twhg63MeREvkE

  • รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านชี้ขัด รธน. จ่อยื่นศาลวินิจฉัย

    รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านชี้ขัด รธน. จ่อยื่นศาลวินิจฉัย

    รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฝ่ายค้านชี้ขัด รธน. จ่อยื่นศาลวินิจฉัย

    รายงานพิเศษ: เจาะลึกชนวนขัดแย้ง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    เหตุผลความจำเป็นและเป้าหมายการกู้เงินของรัฐบาล

    รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการพยุงเศรษฐกิจ โดยเน้นการป้องกันภาวะเงินเฟ้อและลดภาระค่าครองชีพ พร้อมระบุว่าหากล่าช้าอาจเกิดการปิดกิจการและการว่างงานเป็นวงกว้างจนยากจะเยียวยา

    กลยุทธ์รักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม

    ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่า การอัดฉีดเม็ดเงินจะช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ให้พุ่งสูงจนเกินเพดานหนี้ โดยมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงรุกมีความคุ้มค่ามากกว่าการปล่อยให้เศรษฐกิจหดตัวจนเสียสมดุลการคลัง

    ข้อโต้แย้งด้านสัดส่วนงบประมาณเมื่อเปรียบเทียบอดีต

    นายภราดร ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย นำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบว่า วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาทในปัจจุบันคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่สูงเกือบ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่าการกู้เงินในปี 2552 ที่เคยสูงถึงร้อยละ 21 เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสถานะทางการเงินของประเทศยังคงมีความมั่นคง

    ข้อกังขาด้านกฎหมายและเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ

    นายกรณ์ จาติกวณิช และพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าการออก พ.ร.ก. ครั้งนี้อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่กำหนดว่าต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่เข้าขั้นวิกฤตเหมือนเช่นเหตุการณ์ในอดีต

    ปมการเมืองและมูลเหตุจูงใจในการดำเนินนโยบาย

    ฝ่ายค้านแสดงความกังวลว่าการกู้เงินนอกระบบงบประมาณปกติ อาจมีวัตถุประสงค์แฝงเพื่อนำเงินไปขับเคลื่อนนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล มากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตชาติอย่างแท้จริง จึงถือเป็นการสร้างภาระหนี้ผูกพันให้แก่ประชาชนโดยขาดกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นในสภาผู้แทนราษฎร

    เส้นทางสู่ศาลรัฐธรรมนูญและการรอคำวินิจฉัย

    ความคืบหน้าล่าสุด พรรคประชาชนและนายกรณ์เตรียมยื่นรายชื่อต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมาย โดยมีกรอบระยะเวลาพิจารณา 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดประมาณวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 โดยคำวินิจฉัยนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินและการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/742112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C61k-B1mNNOzl_gY_eeOa

  • จีนผลิตทองคำลด 3.3% ใน Q1 แต่ดีมานด์ทองคำแท่ง-เหรียญทองพุ่ง 46.4% : อินโฟเควสท์

    จีนผลิตทองคำลด 3.3% ใน Q1 แต่ดีมานด์ทองคำแท่ง-เหรียญทองพุ่ง 46.4% : อินโฟเควสท์

    สมาคมทองคำจีนเปิดเผยในวันนี้ (9 พ.ค.) ว่า การผลิตทองคำของจีนในไตรมาส 1/2569 ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังการตรวจสอบด้านความปลอดภัยส่งผลให้โรงถลุงทองบางแห่งต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง

    ปริมาณการผลิตทองคำรวมจากวัตถุดิบทั้งในประเทศและนำเข้าอยู่ที่ 136.230 ตัน ลดลง 3.3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การผลิตทองคำจากแหล่งภายในประเทศอยู่ที่ 81.065 ตัน ลดลง 7.1% เมื่อเทียบรายปี

    แม้การผลิตลดลง แต่ความต้องการทองคำในจีนยังขยายตัว โดยในไตรมาสแรก ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น 4.4% สู่ระดับ 303.292 ตัน

    ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 46.4% แตะระดับ 202.062 ตัน สะท้อนแรงซื้อด้านการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง

    ในทางตรงกันข้าม ความต้องการเครื่องประดับทองคำลดลง 37.1% เหลือ 84.62 ตัน

    สมาคมทองคำจีนระบุว่า นักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยเฉพาะทองคำแท่งและเหรียญทอง ขณะที่ยอดขายทองคำแท่งผ่านช่องทางธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bYWaFC_0gMO_uHfslJgNg

  • ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

    ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

    ในอดีต เวลาพูดถึงความสามารถในการแข่งขันของไทย เรามักเริ่มจากคำถามว่า “จะผลิตให้ได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนต่ำลง และขายให้ถูกกว่าคู่แข่งได้อย่างไร” คำถามนี้เคยใช้ได้ในโลกที่การค้าเปิดกว้าง ห่วงโซ่อุปทานไหลลื่น และตลาดโลกยังมีพื้นที่ให้ผู้ผลิตจำนวนมากแข่งขันกันด้วยราคา

    แต่โลกหลังจากนี้อาจไม่ใช่สนามเดิมอีกต่อไป เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี AI และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม คำถามของไทยจึงควรเปลี่ยนจาก “จะขายให้ถูกกว่าอย่างไร” ไปเป็น “จะทำให้สิ่งที่เรามีอยู่มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างไร”

    นี่คือจุดที่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) มีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะคำสวยหรูทางนโยบาย หรือกิจกรรมเสริมด้านวัฒนธรรม แต่ในฐานะวิธีคิดใหม่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ ทุนทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา มาแปลงเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ แบรนด์ และเรื่องเล่าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

    'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' เปลี่ยนทุนวัฒนธรรม สู่คุณค่าที่โลกยอมจ่าย

    กล่าวอย่างง่ายคือ การทำให้สิ่งที่สังคมไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เมือง วิถีชีวิต งานฝีมือ ดนตรี แฟชั่น ดีไซน์ หรือคอนเทนต์ กลายเป็นรายได้ โอกาส และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากสงครามการค้า สินค้าต้นทุนต่ำที่ไหลเข้าสู่ตลาดต่าง ๆ มากขึ้น และเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของหลายอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทยจึงถูกบีบทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก หากสินค้าและบริการไทยยังไม่มีแบรนด์ ไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีดีไซน์ ไม่มีความแตกต่าง หรือไม่มีทรัพย์สินทางปัญญารองรับ ก็มีโอกาสถูกดึงเข้าสู่เกมราคาที่กำไรบางลงเรื่อย ๆ

    ขณะเดียวกัน “AI” ทำให้การผลิตภาพ เสียง ข้อความ ต้นแบบสินค้า หรือแนวคิดการตลาดเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แต่ความเร็วเพียงอย่างเดียวอาจทำให้งานจำนวนมากคล้ายกันจนขาดเอกลักษณ์

    โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่การใช้ AI เพื่อลดต้นทุน แต่คือการใช้ AI เพื่อขยายความสามารถของมนุษย์ ช่วยให้ผู้ประกอบการและคนทำงานสร้างสรรค์ทดลองได้มากขึ้น เข้าใจตลาดได้ดีขึ้น และพาเรื่องเล่าของไทยไปไกลขึ้น โดยยังรักษามุมมอง รสนิยม และรากวัฒนธรรมของเราไว้ได้

    อีกด้านหนึ่ง “วาระสิ่งแวดล้อม” กำลังเปลี่ยนเป็นกติกาเศรษฐกิจ มาตรการอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนที่ถูกนับจริงในระบบการค้าโลก แม้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำนวนมากไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมหนัก แต่ก็เกี่ยวข้องกับพลังงาน วัสดุ การขนส่ง การจัดงาน และของเสียในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แฟชั่น บรรจุภัณฑ์ อีเวนต์ ไปจนถึงกองถ่ายภาพยนตร์ ในอนาคต ผู้เล่นที่วัดไม่ได้ ลดไม่ได้ หรืออธิบายไม่ได้ว่าตนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร อาจเสียโอกาสในตลาดคุณภาพโดยไม่รู้ตัว

    เมื่อมองกลับมาที่ไทย ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่ภาคส่วนขนาดเล็ก มูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท หรือราว 8.78% ของ GDP มีธุรกิจสร้างสรรค์ 118,803 ราย และมีแรงงานสร้างสรรค์ประมาณ 899,915 คน ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่แค่โครงการด้านวัฒนธรรม และไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่เป็นฐานเศรษฐกิจจริงที่มีน้ำหนักต่ออนาคตของไทย

    อย่างไรก็ตาม “ภาพนี้มีทั้งโอกาสและข้อท้าทายอยู่พร้อมกัน” ธุรกิจสร้างสรรค์ไทยสร้างรายได้รวมราว 1.81 ล้านล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 78,900 ล้านบาท หรือมีอัตรากำไรสุทธิราว 4.4% เท่านั้น สะท้อนว่าภาคส่วนนี้มีขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นสนามแข่งขันที่กำไรบางและแตกต่างกันมากระหว่างสาขา

    ขณะที่ “แรงงานสร้างสรรค์” เกือบ 9 แสนคนก็ไม่ได้อยู่เฉพาะในวงการบันเทิงหรือศิลปะ แต่กระจายอยู่ในโฆษณา การตลาด งานคราฟต์ สถาปัตยกรรม ดีไซน์ และอาหารไทย ซึ่งล้วนเป็นงานที่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริง แต่ยังมีความเปราะบางด้านรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มงานคราฟต์ที่เป็นฐานอัตลักษณ์ของประเทศ

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ไทยยังมีจุดแข็งจากสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่จับต้องได้ โดยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 449,000 ล้านบาท หรือราว 4.05% ของการส่งออกทั้งหมด สินค้าหลักยังอยู่ในกลุ่มอัญมณีและโลหะมีค่า เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายใน รวมถึงสินค้าแฟชั่น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดโลกยังซื้อ “ฝีมือ วัสดุ ดีไซน์ และความแตกต่าง” จากไทยอยู่ แต่ทิศทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลกกำลังขยับจากสินค้าไปสู่บริการ ประสบการณ์ และเรื่องเล่ามากขึ้น

    ดังนั้น งานขั้นต่อไปของไทยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตของให้มากขึ้นหรือพาสินค้าไปขายในตลาดใหม่เท่านั้น แต่ต้องยกระดับจากสินทรัพย์ท้องถิ่นไปสู่เรื่องเล่า จากเรื่องเล่าไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา และจากทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่สินค้า บริการ ประสบการณ์ หรือสิทธิที่ขยายผลได้ในระยะยาว

    ท้ายที่สุด การยกระดับจาก “ของดีราคาถูก” ไปสู่ “คุณค่าที่โลกยอมจ่าย” ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น แต่หมายถึงการทำให้ราคาสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงมากขึ้น ทั้งฝีมือของคนทำงาน ต้นทุนของชุมชน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความคิดสร้างสรรค์ และสิทธิของเจ้าของผลงาน

    ในโลกที่การแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ผลิตได้ถูกที่สุดหรือเร็วที่สุด แต่สามารถเป็นประเทศที่เปลี่ยนอาหาร เมือง ดนตรี คอนเทนต์ งานฝีมือ แฟชั่น และดีไซน์ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า แบรนด์ ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญาที่โลกจดจำได้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงไม่ใช่เพียงคำสวยในแผนยุทธศาสตร์ แต่เป็นวิธีใหม่ที่ประเทศใช้สร้างรายได้ งาน โอกาส และความหมาย ในโลกที่กติกาเดิมใช้ได้น้อยลงทุกที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1233181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NuduSVYAs99sR9HL5HQ66

  • เพิ่มอีกเสียงค้าน”แลนด์บริดจ์”ชี้”วิถีชุมชน-เศรษฐกิจพอเพียง”ยับ คาดถ้า รบ.ดันทุรังอาจพังทั้งองคาพยพ                   

    เพิ่มอีกเสียงค้าน”แลนด์บริดจ์”ชี้”วิถีชุมชน-เศรษฐกิจพอเพียง”ยับ คาดถ้า รบ.ดันทุรังอาจพังทั้งองคาพยพ                   

    กระแสต้านโครงการแลนด์บริดจ์ ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระหึ่มสื่อโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม นำเสนอข้อมูลที่หลากหลายถึงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าพร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีนายทุนใกล้ชิดขั้วอำนาจและทุนต่างประเทศ แห่ไปกว้านซื้อที่ดินทั้งระนอง พังงา ชุมพร สุราษฏร์ธานีและประจวบคีรีขันธ์

          มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมาปูดข้อมูลว่ากว้านซื้อจริง อาทิ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนแฉว่าช่อง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีกว้านซื้อที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ในนามอาม่า พร้อมให้ข้อสังเกตเชิงตั้งคำถามว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงคมนาคม ผู้กว้างขวางในภาคใต้น่าจะรู้ดี

           ขณะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นในเชิงไม่เห็นด้วย อาทิ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข บอกว่า”รัฐบาลมักอธิบายว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นทางเลือกทดแทน หากเกิดการปิดช่องแคบมะละกา แต่ในความเป็นจริงช่องแคบมะละกายังมีศักยภาพและขนาดของระบบขนส่งที่ใหญ่กว่าไทยมาก จึงไม่อาจนำแลนด์บริดจ์มาใช้ทดแทนได้ อย่าเอาแลนด์บริดจ์แขวนกับทฤษฎีว่าหากวันหนึ่งมะละกาปิดแล้วแลนด์บริดจ์ไทยจะบูมคำตอบคือเป็นไปไม่ได้”

            นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าหรือดันทุรังจะสร้างให้ได้ เพียงเพื่อเอื้อผลประโยชน์เฉพาะให้พวกพ้องและกลุ่มทุน สุดท้ายจะร้างแบบเซาเทิร์นซีบอร์ด โดยพวกนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินยุคนั้นเขมือบผลประโยชน์ไปเรียบร้อย และโครงการนี้ทำให้ภาคใต้ต้องเสียผืนป่านับหมื่นไร่ ทิ้งไว้ถนน 6 ช่องจราจรและที่ดินว่างเปล่าระหว่างถนนทั้งสองสายโดยไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่รัฐบาลทุ่มลงไป

                ขณะที่นักธุรกิจในพื้นที่ให้ความเห็นเชิงธุรกิจว่าถ้าสร้างจริงจนเปิดใช้ขอฟันธงว่ามีเรือสินค้ามาใช้บริการน้อยมากแม้รัฐบาลจะคุยโวว่าย่นระยะเวลาได้ถึง 4 วันถ้าเทียบกับผ่านช่องแคบมะละกา แต่ถ้าใช้บริการแลนด์บริด์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ต้องยกตู้สินค้าขึ้นจากเรือฝั่งระนอง บรรทุกรถไฟลงท่าเรือชุมพร ต้องยกตู้สินค้าจากรถไฟลงเรือ และเจ้าของธุรกิจต้องจ้างเรือมารอรับ ทุกขั้นตอนล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแถมค่าประกันสินค้าต้องเพิ่มด้วยและหากมีเรือจำนวนมากแต่อุปกรณ์บริการไม่เพียงพอต้องคิว1-2วันถึงจะได้ยกตู้สินค้าต้องเสียเวลาอย่างน้อย 4-5 วันตู้สินค้าถึงจะลงเรืออีกฝั่ง ขอเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาดีกว่า

     “ฝากถามนายพิพัฒน์และนายอนุทิน ประกอบธุรกิจมาก่อน ถ้าเป็นบริษัทของพวกท่านจะมาใช้บริการแลนด์บริดจ์หรือไม่ หากตอบว่าใช้บริการ ขอวิงวอนลาออกจากตำแหน่งนายกฯและรัฐมนตรีไปเถอะ ถ้าอยู่ต่อรังแต่ทำให้ประเทศเสียหาย”นักธุรกิจระบุ

       ความเห็นที่ยกมาล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งสิ้น “พยัคฆ์น้อย”ในฐานะชาวปักษ์ใต้ ขอเพิ่มเสียงค้านอีกหนึ่งเสียงด้วยเหตุแบบชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการมรรองรับแต่เป็นข้อมูลจากประสบการณ์และข่าวสารที่ได้รับจากคนในพื้นที่

             เริ่มที่วิถีชาวบ้านในพื้นที่ทั้งระนองและชุมพร ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา และสวนปาล์ม รวมถึงอาชีพประมงชายฝั่ง บางส่วนประกอบธุรกิจท่องเทียวขนาดเล็ก อาชีพเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หลายครอบครัวส่งลูกหลานไปศึกษาต่อทั้งกรุงเทพฯ จังหวัดใหญ่ๆและต่างประเทศ จากรายได้ที่มาจากเกษตรกรรม ทุกครอบครัวยึดดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำไว้


             ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตแบบคนเมืองต่างหันเหกลับใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับสวนอยู่กับป่า ทำการเกษตรเลี้ยงชีพมากขึ้น แม้แต่พวกนักธุรกิจที่ร่ำรวย นักการเมืองฉ้อฉล กลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจทั้งหลาย เริ่มหันเหไปใช้ชีวิตตามป่าเขาจำนวนมาก สถิติบุกรุกป่า ที่สาธารณะ เพิ่มสูงขึ้น บ้านพักแถวอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดี รวมถึงการแปลงส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดที่ดินพอที่จะบ่งบอกได้

      ถ้ารัฐบาลดันทุรังเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ วิถีชีวิตและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงจะพังครืน ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะไร้อนาคต เพราะช่องทางการมาหากินถูกทำลาย จากที่เป็นเจ้าของสวนหรือเจ้าธุรกิจเล็กๆ จะกลายเป็นลูกจ้างต่างชาติแทน เพราะแลนด์บริดจ์ส่อเค้าจะยึดแนวเดียวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)ที่รัฐบาลเผด็จทหารในคราบพลเรือนปล่อยให้กลุ่มทุนจีนยึดพื้นที่ทำธุรกิจแบบกินรวบ

           ดังนั้นนับจากนี้ไปเชื่อว่าเสียงค้านโครงการแลนด์บริดจ์คงดังกระหึ่ม ถ้ารัฐบาลยังดันทุรังอาจจะได้เห็นม็อบต้านผุดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้และลามถึงกรุงเทพฯ ถึงเวลานั้นอาจจะได้เห็นรัฐบาลและแนวร่วมพังทั้งองคาพยพ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/294341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OYzMCvXBjoAhcfpklbWOP