Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านให้ครอบคลุมสายการบินและผู้ให้บริการการบินทั้งหมด

    สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านให้ครอบคลุมสายการบินและผู้ให้บริการการบินทั้งหมด

    สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านให้ครอบคลุมสายการบินและผู้ให้บริการการบินทั้งหมด

    วันนี้, 10:12น.

              กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการคว่ำบาตร “สายการบินของอิหร่านที่เหลือทั้งหมด” ที่ยังไม่เคยถูกลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าว โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าการดำเนินการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่ “เป้าหมาย 36 รายการ ที่ให้การสนับสนุนภาคการบินของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานใช้ในการขนส่งอาวุธ บุคลากร และสินค้าผิดกฎหมาย”

              เป้าหมายเหล่านี้รวมถึงสายการบินของอิหร่าน 27 แห่ง ร่วมกับบริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ตุรกี, มาเลเซีย และคาซัคสถาน “โดยพื้นฐานแล้ว เรากำลังตัดภาคการบินทั้งหมดของเศรษฐกิจอิหร่านออกจากตลาด”

              ขณะที่นาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างประกาศมาตรการคว่ำบาตรในวันอังคารว่า “ภายใต้ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ เราได้สัญญาไว้ว่าจะลงโทษผู้ที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ระบอบอิหร่านอย่างรุนแรง”

               นอกจากสายการบินของอิหร่านแล้ว กระทรวงการคลังระบุว่ามาตรการล่าสุดยังมุ่งเป้าไปที่บริษัทในประเทศที่สามซึ่ง “อำนวยความสะดวกในการแพร่ขยายอาวุธ ปฏิบัติการเที่ยวบินที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย และการจัดหาเครื่องบินที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายให้กับสายการบิน มาฮาน แอร์ (Mahan Air) ที่ถูกคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้”

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gQv5nKIvIeKHl5Xcb724g

  • รัฐบาลทำจริง ถนนสาย ตง.4011 จ.ตรัง เสร็จแล้ว พร้อมเปิดใช้ มุ่งเชื่อมโครงข่ายคมนาคมสู่พื้นที่เกษตรกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มศักยภาพในการลำเลียงสินค้าและการเดินทางภาคใต้อย่างยั่งยืน

    รัฐบาลทำจริง ถนนสาย ตง.4011 จ.ตรัง เสร็จแล้ว พร้อมเปิดใช้ มุ่งเชื่อมโครงข่ายคมนาคมสู่พื้นที่เกษตรกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มศักยภาพในการลำเลียงสินค้าและการเดินทางภาคใต้อย่างยั่งยืน

    รัฐบาลทำจริง ถนนสาย ตง.4011 จ.ตรัง เสร็จแล้ว พร้อมเปิดใช้ มุ่งเชื่อมโครงข่ายคมนาคมสู่พื้นที่เกษตรกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มศักยภาพในการลำเลียงสินค้าและการเดินทางภาคใต้อย่างยั่งยืน


    9/09/2569 | 74 |

    9 กันยายน 2569  นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบท และมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้เป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งภาคคมนาคมขนส่ง ภาคการท่องเที่ยว และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง ในพื้นที่ภาคใต้อย่าง นั้น

    รัฐบาล โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กระทรวงคมนาคม ขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรีและตามข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.4011 แยก ทล.4159 – บ้านห้วยหิน อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง จนแล้วเสร็จ และเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นผลการขับเคลื่อนและติดตามการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของรัฐบาล

    สำหรับถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.4011 เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจาก ทล.4159 ผ่านตำบลเขาวิเศษและตำบลใกล้เคียงเข้าสู่ตัวจังหวัดตรัง อีกทั้งเป็นทางสัญจรเข้าสู่พื้นที่ชุมชน ไปยังแหล่งเกษตรกรรมสำคัญ อาทิ สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมให้การขนส่งผลผลิตมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการค้า การลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดตรังให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป
          
    “โครงการดังกล่าว มีระยะทางรวม 2.450 กิโลเมตร โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 เริ่มต้น กม.ที่ 5+300 – กม.ที่ 5+400, กม.ที่ 6+050 – กม.ที่ 7+820 สิ้นสุด กม.ที่ 8+150 – กม.ที่ 8+400 ดำเนินการขยายผิวจราจรจากเดิมกว้าง 9 เมตร เป็น 12 เมตร ช่องจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร พร้อมเสริมผิวทางด้วยแอสฟัลต์คอนกรีต ความกว้าง 9 เมตร ระยะทางรวม 2.120 กิโลเมตร และช่วงที่ 2 เริ่มต้น กม.ที่ 7+820 – กม.ที่ 8+150 ระยะทางรวม 0.330 กิโลเมตร ก่อสร้างผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต ความกว้าง 12 – 14 เมตร มีการขุดรื้อโครงสร้างทางเดิม พร้อมก่อสร้างโครงสร้างทางใหม่ มีช่องจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 – 3.50 เมตร รวมทั้งก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณ กม.ที่ 7+915 – กม.ที่ 7+940 ความยาว 25 เมตร ผิวจราจรกว้าง 13 เมตร ติดตั้งเครื่องหมายจราจร เครื่องหมายบนผิวทาง อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยแบบครบถ้วน โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 24.990 ล้านบาท” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/168682


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/540013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J_R99ATHg2h1tCxY2WLfO

  • อีเว้นระดับโลกหนุนเศรษฐกิจสเปน กระตุ้นการจับจ่าย ทั้ง F1 ฟุตบอลโลก และงานประชุมตลอดปี

    อีเว้นระดับโลกหนุนเศรษฐกิจสเปน กระตุ้นการจับจ่าย ทั้ง F1 ฟุตบอลโลก และงานประชุมตลอดปี

    ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2026 กรุงมาดริดจะเป็นเจ้าภาพจัดการจัดแข่งขัน Formula 1 Spanish Grand Prix ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก มีการจำหน่ายบัตรเข้าชมมากกว่า 120,000 ใบ ในจำนวนนี้มีผู้ชมกว่า 80,000 คนเดินทางมาจากนอกกรุงมาดริดและประมาณ 45,000 คนเดินทางมาจากต่างประเทศ 

    image.png

    การแข่งขัน Formula 1 Spanish Grand Prix ที่กรุงมาดริดคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 467 ล้านยูโร และก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 8,850 ตำแหน่ง คิดเป็น 5,7% ของค่า GVA (Gross Value Added) โดยตรงในภาคธุรกิจกิจกรรมนันทนาการ ตามผลการศึกษาของบริษัท PwC ซึ่งจัดทำจากข้อมูลจริงเกี่ยวกับการขายบัตรและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขัน นอกจากนี้ การแข่งขันยังคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ภาครัฐประมาณ 83 ล้านยูโร จากภาษีและเงินสมทบประกันสังคม

    ผลการศึกษาเบื้องต้นของ PwC ระบุว่า การแข่งขันไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากกิจกรรม F1 โดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง อาทิ ภาคโรงแรมและธุรกิจบริการอาหาร 59 ล้านยูโร ภาคการขนส่ง 22 ล้านยูโรภาคการค้า 18 ล้านยูโร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต 72 ล้านยูโร ภาคการก่อสร้าง 50 ล้านยูโร ภาคกิจกรรมทางวิชาชีพ 33 ล้านยูโร ภาคข้อมูลและการสื่อสาร 19 ล้านยูโร

    นอกจากนี้ สเปน ร่วมกับโปรตุเกสและโมร็อกโก กำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2030 โดยสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF[1]) ประเมินว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2.5 พันล้านยูโร และคาดว่าจะสร้างรายได้เข้าสู่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสเปนมากกว่า 5 พันล้านยูโร

    สเปนเพิ่งฉลองตำแหน่งแชมป์ไปหมาด ๆ ก็ต้องหันมาเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจครั้งใหม่ทันที นั่นคือการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สอง ในปี 2030 สเปนจะรับหน้าที่เจ้าภาพหลักร่วมกับโปรตุเกสและโมร็อกโก นอกจากนี้ยังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันนัดพิเศษ 3 นัดแรกในอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัยอีกด้วย

    image.png

    สมาคมฟุตบอลแห่งสเปน (RFEF) ประเมินว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะทำให้สเปนต้องลงทุนประมาณ 2.5 พันล้านยูโร ตัวเลขนี้มาจากรายงานของ PwC[2] ที่ประธานสมาคม ราฟาเอล ลูซาน อ้างถึง ครอบคลุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการแข่งขัน เช่น การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา

    การประเมินเดียวกันนี้ระบุว่า ฟุตบอลโลกจะสร้างรายได้ให้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสเปนมากกว่า 5 พันล้านยูโร สร้างงานมากกว่า 90,000 ตำแหน่ง (เป็นงานโดยตรง 56,000 ตำแหน่ง) กระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 3.7 พันล้านยูโร สร้างรายได้จากภาษี 1.8 พันล้านยูโร และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 1 พันล้านยูโร

    สเปนได้เปรียบในแง่ของเงินลงทุนที่จำเป็น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลักส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว ข้อเสนอเริ่มต้นประกอบด้วยสนามกีฬา 11 แห่ง ได้แก่ อาโนเอตา (Anoeta), คัมป์นู (Camp Nou), กราน กานาเรีย (Gran Canaria), ลา การ์ตูฮา (La Cartuja), ลา โรซาเลดา (La Rosaleda), เมโทรโปลิตาโน (Metropolitano), นูเอบา โรมาเรดา (Nueva Romareda), สนามกีฬาอาร์ซีดีเอ (RCDE Stadium), ริอาซอร์ (Riazor), ซาน มาเมส  (San Mamés) และซานติอาโก เบร์นาเบว (Santiago Bernabéu) อย่างไรก็ตาม รายชื่อนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF) ต้องการเพิ่มบาเลนเซีย (Valencia) และบิโก (Vigo)เข้าไปด้วย พร้อมทั้งต้องการให้สเปนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ศูนย์ปฏิบัติการของฟีฟ่า และศูนย์สื่อมวลชนระหว่างประเทศ

    นอกเหนือจากการเตรียมสนามกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการจัดการและโลจิสติกส์ ทั้งความปลอดภัย การขนส่ง เทคโนโลยี และการบริหารจัดการงานอีเวนต์ รัฐบาลยังต้องอนุมัติกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวีซ่า ภาษี ใบอนุญาตทำงาน ความปลอดภัย เทคโนโลยี และการคุ้มครองสิทธิ์ทางการค้าของการแข่งขันด้วย

    สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีข้อได้เปรียบเหนือเจ้าภาพก่อนหน้านี้ เพราะใช้สนามกีฬาที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก และเน้นใช้จ่ายไปกับความปลอดภัย การขนส่ง และการปรับปรุงชั่วคราวเท่านั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ประเมินว่าฟีฟ่าและรัฐบาลใช้จ่ายรวมกันไปประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีการสร้างสนามกีฬาใหม่

    จากข้อมูลประมาณการของธนาคารแห่งอเมริกา การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐอเมริกาเกือบ 20 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ฟีฟ่าประมาณการไว้สูงกว่านั้นที่ 30.5 พันล้านดอลลาร์สำหรับสามประเทศเจ้าภาพ และ 41 พันล้านดอลลาร์สำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม ฟีฟ่าเองคาดว่าจะมีรายได้ถึง 15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ รวมถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยังคงต้องได้รับการยืนยัน และการประเมินหลายฝ่ายชี้ว่าควรลดความคาดหวังลง ธนาคารดอยช์แบงก์คำนวณว่าการแข่งขันจะเพิ่ม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ เพียง 0.05% เท่านั้น นักวิเคราะห์บางคนยังชี้ว่าการใช้จ่ายของแฟนกีฬาบางส่วนอาจเป็นเพียงการทดแทนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เคยมีอยู่แล้ว และการแข่งขันอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวตามปกติของประเทศด้วย

    image.png

    ที่สำคัญสเปนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของโลกในการจัดงานประชุม สัมมนา และนิทรรศการนานาชาติ (ธุรกิจ MICE) โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่จัดงานประชุมนานาชาติมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (ตามหลังเพียงสหรัฐอเมริกาและอิตาลี) จากการจัดอันดับของสมาคมการประชุมนานาชาติ ICCA (International Congress and Convention Association) โดยบาร์เซโลนา ครองอันดับหนึ่ง ตามด้วยมาดริด อย่างไรก็ตาม เครือข่าย Spain Convention Bureau (SCB) มีเมืองรองรับการจัดงานขนาดใหญ่ (ผู้ร่วมงานมากกว่า 500 คนขึ้นไป) มากถึง 67 เมืองทั่วประเทศ และมีเมืองติดอันดับโลกของ ICCA ถึง 57 เมือง เช่น วาเลนเซีย, เซบียา, มาลากา และบิลเบา เฉลี่ยจัด มากกว่า 300 ถึง 500 งานต่อปี

    ที่มา: Forbes.es, AS.com, MADRING, ICCA, spain.info

    ข้อคิดเห็นของ สคต.

    การที่สเปนมีการจัดอีเว้นท์ระดับโลกจำนวนมากต่อเนื่องตลอดปี นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการแข่งขัน

    สำหรับผู้ประกอบการไทย โอกาสทางการค้าจะครอบคลุมสินค้าหลากหลายกลุ่มตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละภาคส่วน ทั้งในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงและขยายโรงแรม-ที่พักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการจัดเลี้ยง (HORECA) เครื่องครัวและอุปกรณ์ในครัว ภาชนะและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ธุรกิจบริการร้านอาหารไทย รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงอาหารไทย กลุ่มเครื่องดื่ม: กาแฟ ชา น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะมีความต้องการสูงขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านการรับรองที่เพิ่มขึ้น กลุ่มไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก: เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์สปา/ความงาม ที่มักได้รับอานิสงส์จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนอุตสาหกรรมและธุรกิจสนับสนุน อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ โลนจิสติกส์ คมนาคมสื่อสาร เป็นต้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน ควรศึกษากฎระเบียบ และพิจารณาศึกษาช่องทางการเข้าสู่ตลาดสเปนทั้งช่องทาง B2B (กลุ่มธุรกิจโรงแรมและจัดเลี้ยง) แนวทางการทำการตลาด และช่องทาง e-commerce ซึ่งเป็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดค้าปลีกในยุโรปโดยรวม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้น เป็นการเตรียมความพร้อม สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ly33jgjc1tm1d4du47l1i1nd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37eHzV1MAJdR8hcdxu-Zt6

  • รับมูลค่าเศรษฐกิจขยับสูง 6 ล้านล้าน สสว.ปรับแนวทางอัดฉีด“เอสเอ็มอี”

    รับมูลค่าเศรษฐกิจขยับสูง 6 ล้านล้าน สสว.ปรับแนวทางอัดฉีด“เอสเอ็มอี”

    น.ส.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ปรับแนวทางส่งเสริม เอสเอ็มอีจากเดิมที่ใช้รูปแบบเดียวกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม (One Size Fits All) เป็นการพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจงตามขนาดธุรกิจ (Scale) อุตสาหกรรม(Sector) และช่วงอายุธุรกิจ (Stage) พร้อมใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นฐานกำหนดนโยบาย เพื่อให้การสนับสนุนตรงกับศักยภาพและปัญหาของผู้ประกอบการ

    ล่าสุดข้อมูล ของสสว. พบว่า ปี 2568 เอสเอ็มอีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 6,606,631 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนอัตราการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ของเอสเอ็มอีต่อ จีดีพีประเทศไทยอยู่ที่ 34.83% ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ 34.86% แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สะท้อนการเติบโตทั้งหมด เนื่องจาก เอสเอ็มอีบางส่วนสามารถขยายกิจการจนมีรายได้เกินเกณฑ์และเลื่อนสถานะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Upsize) ทำให้หลุดออกจากการคำนวณ จีดีพีของ เอสเอ็มอี

    ขณะเดียวกันหากนำมูลค่าของกลุ่มที่Upsize กลับมาคำนวณ พบว่าสัดส่วน จีดีพีของ เอสเอ็มอีจะเพิ่มเป็น37.37% ในปี 2567 และ 36.86% ในปี 2568 สะท้อนว่า เอสเอ็มอีไทยมีการเติบโตมากกว่าที่ตัวเลขปกติแสดง ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกปี นี้เอสเอ็มอีมีมูลค่าการส่งออก 894,431 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    น.ส.ปณิตากล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตชะลอตัวต่อเนื่อง เอสเอ็มอีถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ จึงต้องยกระดับจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพและคุณค่าผ่านนวัตกรรม มาตรฐาน การออกแบบแบรนด์ และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

    สำหรับภารกิจต่อไป สสว. จะเน้น 3 ด้าน ได้แก่ ใช้ข้อมูลเชิงลึก เชื่อมโยงหน่วยงาน และวัดผลจากผลลัพธ์ โดยต้องรู้จัก เอสเอ็มอีในระดับรายกลุ่มเพื่อเชื่อมหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนให้ทำงานในทิศทางเดียวกัน

    ขณะเดียวกัน การประเมินผลจะไม่เน้นเพียงจำนวนโครงการหรือผู้เข้าร่วม แต่ต้องวัดว่า เอสเอ็มอีมีรายได้เพิ่มขึ้น และเข้าถึงตลาดหรือแหล่งทุนใหม่ และสามารถเติบโตได้จริงเพื่อผลักดัน เอสเอ็มอีให้พึ่งพาศักยภาพของตัวเอง แข่งขันได้ในระดับสากล และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2958328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KAnMo9Zp1qeCpLRbtNto7

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 1.7%  ดันดาวโจนส์ร่วง 628.18 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 09/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 1.7%  ดันดาวโจนส์ร่วง 628.18 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 09/09/69 – สยามรัฐ

    วันที่ 9 กันยายน 2569 ตลาดการเงินและตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนก่อเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าเหตุการณ์อาจลุกลามและกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นแรง และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกเทขายอย่างหนัก

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม ปิดตลาดวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ 93.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.55 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดที่ 97.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 92 เซนต์ หรือ 0.95%

    ราคาน้ำมัน WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม โดยตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทาน หลังมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีโจมตี 4 เมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 70 ราย และเกิดเพลิงไหม้โรงงานน้ำมันหลายแห่ง

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนจับตาความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจขยายวงไปยังพื้นที่ผลิตและส่งออกน้ำมันที่สำคัญ หากกระทบต่อการผลิต การขนส่ง หรือการส่งออก อาจทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวและเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิค ราคาน้ำมันทั้ง WTI และเบรนท์อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป จึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการพักฐานในระยะสั้นหากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 600 จุดในวันที่ 8 กันยายน หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและสถานการณ์ตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด โดยนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจผลักดันเงินเฟ้อ และส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    ดาวโจนส์ปิดที่ 52,786.07 จุด ลดลง 628.18 จุด หรือ 1.18% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,673.52 จุด ลดลง 45.08 จุด หรือ 0.58% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,421.41 จุด ลดลง 85.58 จุด หรือ 0.32%

    ตลาดยังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภค เพื่อประเมินแนวโน้มการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนกันยายน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นอีกปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยง

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 9 กันยายน 2569 ซึ่งอัปเดตข้อมูล ณ เวลา 05.00 น. จาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ พบว่าราคาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ราคาน้ำมัน ปตท.

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.08 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันบางจาก

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันพีที

    ดีเซล ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 34.84 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.58 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันเชลล์

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.29 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.22 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.59 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

    ภาพรวมตลาดวันที่ 9 กันยายนจึงยังต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เนื่องจากทั้งสามปัจจัยมีโอกาสส่งผลต่อราคาพลังงาน ตลาดหุ้น และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/320346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2msLdrFovYW2tP80xRqDcS

  • สส.ภูเก็ต จี้รัฐวางแผนรองรับชาวยิวรวมตัวจัดงานปีใหม่หาดป่าตอง หวั่นเกิดเศรษฐกิจศูนย์เหรียญ

    สส.ภูเก็ต จี้รัฐวางแผนรองรับชาวยิวรวมตัวจัดงานปีใหม่หาดป่าตอง หวั่นเกิดเศรษฐกิจศูนย์เหรียญ

    “เฉลิมพงศ์” ชี้เป้า “พลพีร์” เตรียมพร้อมรับมืองานปีใหม่ยิวป่าตอง คาดคนร่วมงานกว่า 2 พันคน ฝากดูแลความปลอดภัย–จราจร–วีซ่า ตั้งข้อสังเกตหวั่นเกิด “เศรษฐกิจศูนย์เหรียญ” เงินไม่กระจายถึงคนภูเก็ต

    8 กันยายน 2569 – นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 กลุ่มชาบัด ป่าตอง (Chabad Patong) มีกำหนดจัดงานเทศกาล รอช ฮาชานาห์ (Rosh Hashanah) หรือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินของชาวยิว บริเวณหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวยิวและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 2,000 คน ตลอดช่วงเทศกาล

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ป่าตองเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอยู่แล้ว การมีกิจกรรมขนาดใหญ่ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมหลายพันคน จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมจากหน่วยงานภาครัฐอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพื้นที่ การจราจร การรักษาความปลอดภัย ระบบสาธารณูปโภค การแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น

    จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว และเทศบาลเมืองป่าตอง ประสานงานและวางแผนรองรับล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความแออัด การจราจรติดขัด หรือกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่

    นายเฉลิมพงศ์ ยังฝากให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เตรียมความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน โดยให้ตรวจสอบการเข้าเมืองและการพำนักให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย รวมถึงเฝ้าระวังกรณีการพำนักเกินกำหนด (Overstay) และการใช้ช่องทางการเดินทางเข้าประเทศเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต

    “เมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐต้องเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น ทั้งการตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งควรเป็นมาตรฐานเดียวกันกับนักท่องเที่ยวทุกชาติ ทุกกลุ่ม และทุกกิจกรรม” นายเฉลิมพงศ์กล่าว

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวถึงอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงว่า นอกจากเรื่องความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่แล้ว รัฐควรตรวจสอบด้วยว่า การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวจำนวนมากสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด

    เนื่องจากมีข้อสังเกตจากสถานการณ์ในพื้นที่ว่า นักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่เดินทางเข้ามาอาจใช้บริการหรือจับจ่ายใช้สอยอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจที่ให้บริการนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านบริการ หรือกิจการอื่น ๆ โดยหากธุรกิจเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกัน หรือมีการใช้โครงสร้างนิติบุคคลหรือตัวแทนเพื่อประกอบธุรกิจแทนคนต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายการเป็น “นอมินี” ก็จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง

    “สิ่งที่ผมตั้งคำถามคือ ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามา 2,000 คน แต่เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ไปจนถึงบริการต่าง ๆ กลับหมุนอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันหรืออยู่ในเครือข่ายที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ แบบนี้เราจะเรียกได้หรือไม่ว่าเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวได้กระจายสู่คนภูเก็ต”

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว อาจมีลักษณะที่ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่าย “เศรษฐกิจศูนย์เหรียญ” หรือไม่ กล่าวคือ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่กระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายธุรกิจบางกลุ่ม

    ทั้งนี้ ไม่ควรสรุปหรือกล่าวหาว่าธุรกิจใดเป็น “นอมินี” โดยปราศจากการตรวจสอบ แต่หน่วยงานรัฐควรลงไปตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้น การประกอบธุรกิจ และเส้นทางทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติและมีข้อร้องเรียนจากคนในพื้นที่

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับการเดินทางมาท่องเที่ยวหรือการจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและพร้อมต้อนรับผู้คนจากทุกประเทศและทุกศาสนา

    แต่สิ่งที่ต้องถามคือ เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก คนภูเก็ตได้อะไรกลับมาจากการท่องเที่ยวเหล่านี้บ้าง

    “เราไม่ได้ต่อต้านนักท่องเที่ยว และไม่ได้ต่อต้านศาสนาหรือวัฒนธรรมของใคร แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในภูเก็ตนั้นกระจายไปถึงคนภูเก็ตจริงหรือไม่ ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร ร้านบริการ คนขับรถ แรงงาน และชุมชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน หรือสุดท้ายแล้วเงินหมุนอยู่เฉพาะในเครือข่ายธุรกิจบางกลุ่ม”

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศหรือจำนวนเงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย แต่ต้องดูด้วยว่า รายได้เหล่านั้นกระจายไปถึงประชาชนในพื้นที่หรือไม่ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ปัญหานอมินี การพำนักของชาวต่างชาติ ตลอดจนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    “ภูเก็ตต้อนรับทุกคน แต่คนภูเก็ตต้องไม่กลายเป็นเพียงคนที่แบกรับต้นทุนจากการท่องเที่ยว ในขณะที่ผลประโยชน์กลับตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1065736/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ugbkfpQoqXws0bXzB7G4a

  • วิจัยกรุงศรีชี้ เศรษฐกิจไทย ยังได้แรงส่ง “ลงทุน-ส่งออก-รัฐ” แต่บริโภคเริ่มแผ่ว

    วิจัยกรุงศรีชี้ เศรษฐกิจไทย ยังได้แรงส่ง “ลงทุน-ส่งออก-รัฐ” แต่บริโภคเริ่มแผ่ว

    วิจัยกรุงศรีชี้ เศรษฐกิจไทย ปี 2569 ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และมาตรการรัฐ แต่การบริโภคมีแนวโน้มแผ่วลง คาด GDP โต 2.1% จับตา 4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจ

    8 กันยายน 2569 วิจัยกรุงศรี เผยแพร่บทวิเคราะห์ ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ ว่า สำหรับเศรษฐกิจโลกและไทย โดยประเด็นค่าจ้างในสหรัฐฯชะลอลง ช่วยจำกัดโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการลงทุนและมาตรการภาครัฐ แต่แรงส่งจากการบริโภคอาจแผ่วลง

    โดยประเด็นสำหรับ สหรัฐ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การคลัง และการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน แม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนสิงหาคม แต่ค่าจ้างรายชั่วโมงชะลอสู่ 3.1% YoY ซึ่งจำกัดความเสี่ยง second-round inflation effect และโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    ด้านญี่ปุ่น : แม้ว่าจะมีมาตรการลดต้นทุนพลังงานและการปรับขึ้นค่าจ้าง แต่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ ความกังวลฐานะการคลังส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของญี่ปุ่น ยังคงสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและภาระหนี้ของรัฐบาล ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมเดือนนี้ เพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนและลดความเสี่ยง second-round inflation effect

    ขณะที่จีน: ภาคการผลิตเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง (ดังรูป) โดยได้แรงหนุนจากสินค้ากลุ่มไฮเทค อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านต้นทุนอาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งตามราคาพลังงานโลก อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลปรับแนวทางการปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ โดยจะมีการโอนเงินดาวน์และเงินกู้ให้ผู้พัฒนาฯ ก็ต่อเมื่อบ้านสร้างเสร็จ และขยายงวดผ่อนชำระสูงสุดเป็น 40 ปี มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะค่อย ๆ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ผลบวกในปัจจุบันอาจยังจำกัด เนื่องจากโครงการที่สร้างไม่เสร็จยังมีอยู่ค่อนข้างมาก

    สำหรับเศรษฐกิจไทย: แม้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว แต่ยังมีแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุน โดยในเดือนกรกฎาคมดัชนีการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวลดลง (PCI +3.2% YoY จาก +4.6% เดือนมิถุนายน) แม้ยังมีแรงหนุนจากมาตรการรัฐ สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนยังเติบโตสูง (PII +12.9% จาก +18.6%) แม้จะชะลอลงบ้างตามการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำขยายตัวต่อเนื่อง (+25.4% จาก +24.8%) และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น (2.5 ล้านคน จาก 2.1 ล้านคน)

    ในระยะต่อไป วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงส่งจาก 3 ปัจจัยหลัก

    1. การลงทุนภาคเอกชน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวต่อเนื่อง (+36.7%) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว (+100%) รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass
    2. การส่งออกในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก และวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์
    3. ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

    อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจถูกจำกัดจากหลายปัจจัย อาทิ

    1. การบริโภคภาคเอกชนที่มีแนวโน้มสูญเสียแรงส่งภายหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้น เนื่องจากรายได้โตต่ำและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
    2. ภาวะเอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร รายได้เกษตร และภาคการผลิตที่เกี่ยวข้อง
    3. สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
    4. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.1% ในปี 2569

    อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/268523/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cd81deY8MyX7FUdQ0yG7W

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 9 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 9 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    สภาเคาะงบฯ 3.78 ลบ.-เช็กราคาน้ำมันล่าสุด-จับตา Apple Event-เตือนฝนหนักรับโปร 9.9

    ก้าวเข้าสู่วันพุธที่ 9 กันยายน 2569 กับสถานการณ์บ้านเมืองและข่าวสารรอบโลกที่ร้อนแรงในทุกมิติ ทั้งฉากทัศน์ทางการเมืองไทยที่เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ นโยบายปากท้องและราคาพลังงานที่กระทบเงินในกระเป๋าประชาชน ตลอดจนความเคลื่อนไหวระดับโลกในอวกาศและกระแสคึกคักบนโลกออนไลน์

    1. การเมือง: สภาถกงบฯ 3.78 ล้านล้านวาระสุดท้าย จับตาแรงกระแทกม็อบเกษตรกร

    สภาถกงบฯ 70 วันสุดท้าย: การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระ 2–3 โดยกรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทเพื่อโยกเข้างบกลางและกองทุนหมุนเวียน คาดลงมติเห็นชอบช่วงค่ำเวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

    ม็อบเกษตรกรจ่อบุกกรุง: จับตาปฏิกิริยากลุ่มมวลชนเกษตรกร หลัง ครม. อนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท และเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท/ครัวเรือน ว่าจะพอใจหรือไม่ ก่อนเดดไลน์นัดหมายปักหลักเคลื่อนไหวใหญ่ในกรุงเทพฯ วันที่ 10 กันยายน

    นับถอยหลังคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง: คู่ความเร่งยื่นคำแถลงปิดคดีกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ทันวันที่ 11 กันยายน ก่อนศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดในวันที่ 28 กันยายนนี้

    2. เศรษฐกิจ: เช็กราคาน้ำมันล่าสุด-บังคับใช้โครงสร้างค่าไฟบ้านไม่มีทะเบียน

    ราคาน้ำมันขายปลีกทรงตัวสูง: ราคาน้ำมันในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (OR และบางจาก) ยังคงใช้ราคาปรับขึ้นสะสมต่อเนื่อง

    แก๊สโซฮอล์ 95: 38.29 บาท/ลิตร  แก๊สโซฮอล์ 91: 37.92 บาท/ลิตร ดีเซล B7: 39.14 บาท/ลิตร

    โครงสร้างค่าไฟใหม่: กกพ. เริ่มบังคับใช้การคิดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ “บ้านอยู่อาศัยที่ไม่มีทะเบียนบ้าน” โดยปรับมาใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน

    ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ: ยังต้องจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และภาวะตึงตัวของโรงกลั่นระดับสากลที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานโลก

    3. ต่างประเทศ: 4 หมุดหมายใหญ่ อวกาศ ความมั่นคง และเทคโนโลยีโลก

    ภารกิจ Progress MS-35: องค์การอวกาศรัสเซีย (Roscosmos) เตรียมส่งยานขนส่งเสบียงไร้คนขับขึ้นสู่อวกาศจากฐานปล่อยไบทาเนอร์ ประเทศคาซัคสถาน เพื่อนำเสบียงและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไปส่งมอบให้ทีมนักบินบนสถานีอวกาศสากล (ISS)

    Manila Strategy Forum 2026: เวทีเสวนาความมั่นคงระดับภูมิภาค ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มุ่งหารือเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อินโด-แปซิฟิก

    สาวกไอทีลุ้น Apple Fall Event: กระแสข่าวลือสะพัดวงการไอทีถึงงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปีของ Apple ในสัปดาห์นี้

    จับตาช่องแคบฮอร์มุซ-ทะเลแดง: ความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับเฝ้าระวังสูงสุด เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก

    4. โซเชียล&บริการสาธารณะ: มรสุมเตือนฝนตกหนัก-คึกคักขาช้อปโปร 9.9

    เตือนภัยสภาพอากาศ: กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านไทยตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนฟ้าคะนอง 60–80%

    แจ้งดับไฟ-น้ำประปาไม่ไหล: กฟน. งดจ่ายไฟฟ้าชั่วคราวซ่อมบำรุงในบางพื้นที่ กทม.-สมุทรปราการ (ช่วง 08.30–16.00 น.) ขณะที่ กปน. ตัดบรรจบท่อและหยุดสถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบังชั่วคราว กระทบทำให้น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหลในหลายจุด

    เลี่ยงเส้นทางพลับพลาไชย: มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจัดงานประเพณีทิ้งกระจาดประจำปี แจ้งปิดการจราจรโดยรอบเพื่อแจกทานเครื่องอุปโภคบริโภค

    กระแสร้อน 9.9 Shopping Festival: โลกออนไลน์คึกคักกับแคมเปญวันเลขเบิ้ล 9.9 จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รวมถึงกระแสลือในวงการไอทีเรื่องสมาร์ตโฟนหน้าจอพับรุ่นแรกจาก Apple

    ภาพรวมในตลอดทั้งวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องติดตามผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการลงมติร่างงบประมาณปี 2570 ในช่วงค่ำ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศในก้าวต่อไป พร้อมๆ กับแรงกดดันนอกสภาและปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศที่พร้อมส่งผลกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/320313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13twul8yyhPZ056A7jkaw0

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 9 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 9 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ชี้ขาดงบฯ 3.78 ล้านล้าน-เช็กราคาน้ำมันล่าสุด! สรุปวาระเศรษฐกิจสำคัญ 9 ก.ย. 69

    วันที่ 9 กันยายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยมีทั้งวาระการเมืองระดับประเทศที่มีผลต่อเงินในกระเป๋าประชาชน ตลอดจนประเด็นภายนอกที่ยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

    สภาฯ เตรียมลงมติ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 (วาระ 2-3): ไฮไลต์ใหญ่ของวันนี้อยู่ที่รัฐสภา ซึ่งมีกำหนดการพิจารณาอภิปรายรายมาตรารวม 41 มาตรา และลงมติร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 (ทั้งฉบับ) คาดว่าจะเริ่มลงมติเห็นชอบได้ในช่วงค่ำ เวลาประมาณ 20.00 น. เป็นต้นไป หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาปรับลดงบประมาณลงกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปแปรเพิ่มให้กับหน่วยงานที่จำเป็น 

    เช็กราคาน้ำมันขายปลีกวันนี้ : ข้อมูลราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากผู้ค้าปลีกรายใหญ่ (OR และบางจาก) ซึ่งได้ปรับราคาขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องในวันที่ 9 กันยายน ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ดังนี้ 

    แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.29 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 37.92 บาท/ลิตร

    ดีเซล B7 อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร

    โครงสร้างค่าไฟใหม่ “บ้านไร้ทะเบียน”: เริ่มบังคับใช้การปรับอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ไม่มีทะเบียนบ้าน โดยเปลี่ยนมาใช้อัตราคิดคำนวณเดียวกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไปตามมติของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

    กระแสข่าวและปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงต้องติดตาม 

    ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก: แม้ราคาหน้าสถานีบริการในไทยจะยังทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน แต่ตลาดยังคงจับตาสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงปัญหาตึงตัวของโรงกลั่นในระดับสากล ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงระลอกใหม่ต่อต้นทุนพลังงานในอนาคตอันใกล้

    สัญญาณนโยบายการเงินและการค้าโลก: ตลาดการเงินในเอเชียยังคงเฝ้าระวังแนวโน้มนโยบายอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งยังต้องรอการยืนยันผ่านตัวเลขเศรษฐกิจจริงที่จะทยอยรายงานในสัปดาห์นี้

    ภาพรวมในวันนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งในมิติการคลังของประเทศ และมิติการบริหารจัดการค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งผลการลงมติร่างงบประมาณในช่วงค่ำวันนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตลอดปีงบประมาณ 2570 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/320305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZzSjnpukW6Ck7TlQFW_IW

  • สกพอ. เร่งลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซี ยันเดินหน้าไม่หยุด แม้ 2 โครงการใหญ่สะดุด

    สกพอ. เร่งลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซี ยันเดินหน้าไม่หยุด แม้ 2 โครงการใหญ่สะดุด

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า EEC เดินหน้ามา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งปี 2561 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและปี 2567 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) ของ 3 จังหวัดใน EEC สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวยืนโรงหลักในสัดส่วน 66% ตามด้วยภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6% ตัวเลขเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจ EEC มีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แม้ช่วงวิกฤติโควิด-19 ปี 2563 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ 7.1% แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง EEC ฟื้นตัวได้เร็วและเป็นกลไกหลักดึงเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นตัว

    สำหรับประเด็นการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจกต์ ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่เอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ลงทุนส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) ขณะที่ภาคเอกชนปัจจุบันกำลังจะเริ่มดำเนินการ

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  

    ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) สกพอ. กำลังเร่งรัดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อให้โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้กลับมาเดินหน้าได้ตามแผน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งหากนับเฉพาะเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 โครงการ รวม 2.4 แสนล้านบาท และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นจะเกิดการจ้างงาน

    ทั้งนี้ สกพอ.ยังเดินหน้าการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับชุมชนและคนในพื้นที่ เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน โดยได้ขยายการตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 47 แห่ง ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเฉพาะทางและผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่ได้สะดวกขึ้น

    สกพอ. เร่งลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซี ยันเดินหน้าไม่หยุด แม้ 2 โครงการใหญ่สะดุด  

    นอกจากนี้ สกพอ.ยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยกลยุทธ์การสร้างซัปพลายเชน โดยไม่ได้หมายถึงแค่วัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเท่านั้น แต่รวมถึงซัปพลายเชนที่เกิดจากคนทำงานด้วย เพราะคนทำงานต้องกิน ต้องใช้ และต้องมีที่อยู่อาศัย ชุมชนรอบนอก จึงสามารถเข้ามาเป็นผู้ซัปพลายอาหาร ที่พักอาศัย แหล่งท่องเที่ยว และบริการต่างๆ

    ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ชัดเจนว่า EEC Never Stops จากช่วงเวลาการทำงานในฐานะเลขา สกพอ. 4 ปี 5 รัฐบาล 4 นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครบอกว่า EEC ต้อง Stop ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายถัดไปจะมุ่งพัฒนา EEC ยั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นความหวังคนไทย เป็นจุดหมายนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378982998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12hyUD2WIj84i5OzTYUDF1