Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ช่องแคบฮอร์มุซ” สำคัญอย่างไร? เส้นเลือดใหญ่กุมชะตาพลังงานและเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    “ช่องแคบฮอร์มุซ” สำคัญอย่างไร? เส้นเลือดใหญ่กุมชะตาพลังงานและเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน และอิหร่านเปิดปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลับ ความสนใจทั่วโลกต่างมุ่งไปที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ทันที โดยเฉพาะหลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศกร้าวขัดขวางการสัญจรผ่านทางน้ำสายสำคัญนี้ ซึ่งได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก

    อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ช่องแคบแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด? ในอดีตเคยมีการปิดเส้นทางนี้หรือไม่? และในทางปฏิบัติแล้ว การปิดล้อมช่องแคบโดยสมบูรณ์สามารถทำได้เพียงใด?

    ทำไมช่องแคบฮอร์มุซจึงสำคัญ?

    ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน ช่องแคบแห่งนี้จึงเป็นทางออกสู่ทะเลเพียงแห่งเดียวจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียไปสู่มหาสมุทร กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก

    รายงานล่าสุดจาก เจพี มอร์แกน (J.P. Morgan) เตือนว่า ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะสามารถประคองการผลิตได้ “ไม่เกิน 25 วัน” หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงตัวอิหร่านเอง ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางแคบ ๆ นี้ในการส่งออกน้ำมันดิบ

    ข้อมูลระบุว่า ราว 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยกาตาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก ขนส่งก๊าซเกือบทั้งหมดผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณ LNG ทั่วโลก

    เหตุการณ์โจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม สัญญาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายน พุ่งขึ้น 12.4% แตะระดับ 75.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 13% ไปอยู่ที่ 82.37 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์เตือนว่าหากความขัดแย้งบานปลาย ราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งทางเรืออย่าง MSC, Maersk, CMA CGM และ Hapag-Lloyd ต่างเริ่มเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อความปลอดภัย หรือระงับการจองระวางสินค้าใหม่ชั่วคราว

    ขณะที่บทวิเคราะห์จาก The Economist ระบุว่า ความตึงเครียดนี้จะดันต้นทุนการขนส่งพลังงานโลกให้สูงขึ้นมหาศาล จากเบี้ยประกันที่แพงขึ้นมาก และเรือบรรทุกน้ำมันที่อาจต้องเดินทางอ้อมไกลไปทางแหลมกู๊ดโฮปแทน

    ในอดีตเคยมีการปิดช่องแคบหรือไม่?

    แม้ช่องแคบฮอร์มุซไม่เคยถูกปิดโดยสมบูรณ์หรือถาวร แต่ทุกครั้งที่มีสัญญาณความไม่สงบ ราคาน้ำมันโลกมักจะตอบรับทันที

    ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (2523-2531) อิหร่านขู่ปิดช่องแคบหลายครั้ง และมีการวางทุ่นระเบิดในปี 2530 เพื่อโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งจาก 30 ดอลลาร์ เป็นกว่า 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าระวางเรือพุ่งขึ้นเท่าตัว

    ส่วนเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม 2561 อิหร่านยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษในช่องแคบ หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง

    และในเดือนมิถุนายน 2568 หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ฟอร์โดว์, นาทานซ์ และอิสฟาฮาน รัฐสภาอิหร่านมีมติเห็นชอบให้ปิดช่องแคบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทันที 6%

    การปิดล้อมโดยสมบูรณ์จะทำได้จริงหรือ?

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารยังคงกังขาว่าการปิดล้อมโดยสมบูรณ์จะทำได้จริงหรือไม่

    อุปสรรคแรกคือ ภูมิศาสตร์ ช่องแคบนี้มีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเลในจุดที่แคบที่สุด โดยมีร่องน้ำลึกสำหรับการเดินเรือกว้างเพียงด้านละ 2 ไมล์เท่านั้น การวางทุ่นระเบิดและรักษาพื้นที่ไว้ตลอดเวลาทำได้ยากลำบาก และเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ทางทหารจากนานาชาติ

    อุปสรรคประการต่อมาคือ ตัวอิหร่านเอง เนื่องจากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจึงเท่ากับการตัดรายได้หลักของตนเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลเตหะรานพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

    สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด อิหร่านเองต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับนานาชาติที่พึ่งพาเส้นทางนี้เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น ซึ่งสถานีโทรทัศน์ NHK ระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจเผชิญกับหายนะ หากช่องแคบถูกปิดถาวร เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 90% และอาจส่งผลให้ GDP ของญี่ปุ่นหดตัวลงถึง 3%

    ในขณะนี้ การปิดช่องแคบในระยะยาวดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก แต่เพียงแค่ “ความไม่แน่นอน” ที่เกิดขึ้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทอดเงามืดเหนือเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก เพราะในพื้นที่น้ำที่คับแคบแห่งนี้ คือชีพจรทางเศรษฐกิจของโลกที่ทุกแรงสั่นสะเทือนล้วนมีความหมาย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0242_tlliENs3ANebMrtxE

  • ประเมิน3ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน

    ประเมิน3ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน

    ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ นอกจากนี้ ความตึงเครียดที่อาจลุกลามไปยังประเทศผู้ผลิตหลัก หรือกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาจทำให้ตลาดการเงินเข้าสู่ ‘ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off)’ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากตลาดเกิดใหม่ไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และการประกันภัยระหว่างประเทศก็เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย

    สำหรับภาพการลงทุน ความขัดแย้งในลักษณะนี้มักกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว และเงินสกุลหลักบางสกุล ในขณะที่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานสูงอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้น

    อย่างไรก็ดี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Cross Asset Investment Opportunity (SCB CIO) ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก โดย ศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า SCB CIO คาดว่าสงครามจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างจนกลายเป็นสงครามในระดับภูมิภาค ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบันยังจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เรามองความเป็นไปได้ของสถานการณ์เป็น 3 กรณี ดังนี้

    1. 1. Base Case (โอกาสเกิด 65%) มีการปะทะรุนแรงในระยะสั้น แต่อิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์หลังการสูญเสียผู้นำ นำมาสู่การเจรจาเพื่อยุติสงครามในที่สุด ซึ่งคาดว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล 2. Best Case (โอกาสเกิด 25%) การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ทำให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันกลับมาเร็ว ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับฐานลง อยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ 3. Worst Case (โอกาสเกิด 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้างขึ้นและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร โดยการเปลี่ยนระบอบการปกครองทำได้ยากและเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้น อยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

    โดยในส่วนของคำแนะนำลงทุน SCB CIO มองว่า ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับลดลงในระยะสั้น ตามความกังวลบนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) โดยเราไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากผลกระทบยังจำกัด แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม (Buy on weakness) ในตลาดหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งทั้งบนพอร์ตหลักระยะยาว (Core Portfolio) และพอร์ตเสริมระยะสั้น (Opportunistic Portfolio) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป

    สำหรับ ‘ตลาดหุ้นไทย’ แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการมีหุ้นกลุ่มพลังงานในสัดส่วนที่มาก แต่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวน และอาจปรับลดลงตามตลาดหุ้นโลกเช่นกัน นอกจากนี้ ดัชนี SET Index พุ่งขึ้นถึง 21.3% แล้ว เพิ่มโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุน โดยกรณีผู้ที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ตลงทุน แนะนำให้ถือ เพื่อรอขายเมื่อดัชนีฯ ฟื้นตัว เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของดัชนี SET Index ยังต่ำกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ กรณีที่รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีแนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/956540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3slcd9VZMQVCtp2g_i9tLu

  • เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย

    เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย

    ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

    มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

    แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

    และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

    สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

    ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

    ทางรอดและทางโต

    การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

    ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

    ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

    1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
    2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
    3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
    4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
    5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

    ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

    ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

    ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

    การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

    และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

    ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

    หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

    ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

    สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

    โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

    ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1561890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw145_-YH9uUmP0ijytbI1mg

  • สงครามในตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงัน

    สงครามในตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงัน

    นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจชะงักงันทั่วโลก ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอ เนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น

    จะเกิดวิกฤตน้ำมันหรือไม่?
    ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 20% ของโลกหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด โดยมีเรือหลายลำถูกโจมตี

    ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นในวันจันทร์ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นสัญญาอ้างอิงระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นเกือบ 9% อยู่ที่ 79.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 1410 GMT

    ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นวัน และสูงขึ้นอย่างมากจาก 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อต้นปี

    นักเศรษฐศาสตร์ ซิลแวง แบร์ซิเญอร์ กล่าวว่าสงครามมีความเสี่ยงที่จะ “สร้างวิกฤตน้ำมันครั้งที่สาม หลังจากวิกฤตในปี 1973 และ 1979 และวิกฤตก๊าซในปี 2022”

    ราคาก๊าซมาตรฐานของยุโรปพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ในวันจันทร์

    เขากล่าวว่าราคาน้ำมันอาจสูงถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เสริมว่านั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันเคยสูงกว่า 140 ดอลลาร์ในปี 2008 และสูงกว่า 100 ดอลลาร์ในช่วงปี 2010

    อดัม เฮตต์ จากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Janus Henderson กล่าวว่า แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่การเพิ่มขึ้นควรจะอยู่ “ในระดับที่สมเหตุสมผล”

    ผลกระทบต่อการค้าโลกเป็นอย่างไร?
    นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร ING กล่าวว่าความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้า “ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด”

    ระบบการค้าโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดอยู่แล้วจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รวมถึงการแตกแยกของห่วงโซ่อุปทานนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 และสงครามในยูเครน

    นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าในอ่าวเปอร์เซียยังส่งผลกระทบต่อการบินระหว่างยุโรปและเอเชียด้วย พวกเขาระบุ

    สำหรับรูเบน นิซาร์ด หัวหน้าฝ่ายวิจัยความเสี่ยงทางการเมืองของ Coface บริษัทประกันสินเชื่อทางการค้า วิกฤตนี้อาจ “สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีกโดยการผลักดันต้นทุนการขนส่งทางทะเล” และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น

    “ในระดับโลก นี่จะเปิดประตูสู่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (stagflation)” นิซาร์ดกล่าวเสริม โดยหมายถึงสถานการณ์ที่มีเงินเฟ้อสูงและการเติบโตที่อ่อนแอหรือไม่มีเลย

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร?
    ตามที่นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Natixis กล่าว การหยุดชะงักของการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน “จะมีผลกระทบอย่างมากต่อตลาด แต่ยังรวมถึงพลวัตของเงินเฟ้อและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย”

    พวกเขากล่าวเสริมว่า “จีนจะได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้เป็นพิเศษ”

    ซีริลล์ ปัวริเยร์-คูตองเซส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของศูนย์ศึกษาเชิงกลยุทธ์แห่งกองทัพเรือฝรั่งเศส เห็นด้วยว่าจีนพึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมาก

    “คำถามคือจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะทำให้โรงงานของโลกยังคงทำงานต่อไปได้หรือไม่” เขากล่าวกับสำนักข่าว AFP

    สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ซิลแวง แบร์ซิเญอร์ ผลกระทบต่อยุโรปน่าจะน้อยกว่าวิกฤตการณ์ก๊าซในปี 2022 ซึ่งจะช่วยให้ฝรั่งเศสโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

    สัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงคือ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลยุโรปปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานในยูโรโซน อยู่ที่ 2.70% ในการซื้อขายช่วงบ่าย เทียบกับ 2.64% ในวันศุกร์

    ความเสี่ยงในสงครามที่ยืดเยื้อคืออะไร?
    ความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้งจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดผลกระทบ

    “ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การรวมกันของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การขนส่งที่หยุดชะงัก และความเชื่อมั่นที่ลดลงโดยทั่วไป จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณการค้าโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อและการเติบโตจากมาตรการภาษี” นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร ING กล่าว

    นิซาร์ดจาก Coface กล่าวว่า พวกเขาประเมินว่า “การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบรนท์ประมาณ 15 ดอลลาร์ในช่วงระยะเวลานาน อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเกือบครึ่งจุด”

    เขาเสริมว่า ผลกระทบเหล่านี้ “ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย” ในบริบทของ “การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง”

    Agence France-Presse

    Photo – ผู้คนหลบภัยเมื่อเสียงไซเรนเตือนภัยสงครามดังขึ้นระหว่างพิธีศพของซาราห์และโรนิต เอลิเมเลค ในวันถัดจากเหตุการณ์โจมตีด้วยขีปนาวุธที่เบธเชเมช ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเลมไปทางตะวันตกประมาณ 30 กิโลเมตร คร่าชีวิตผู้คนไปหลายคน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026 (Photo by ILIA YEFIMOVICH / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eKeQ1A2H9EY11OarykRDU

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดอัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (3 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/652838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qO1xjczDV9J6g8dlwtxHS

  • บักกออี: คำกล่าวอ้างของวิตคอฟเป็นเรื่องโกหกเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินการทางทหาร

    บักกออี: คำกล่าวอ้างของวิตคอฟเป็นเรื่องโกหกเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินการทางทหาร

    บักกออี: คำกล่าวอ้างของวิตคอฟเป็นเรื่องโกหกเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินการทางทหาร
    ▪️โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน :
    🔻พวกเราเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยความจริงใจ ทั้งที่ภาพการสังหารลูกหลานของอิหร่านยังคงอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา
    🔸ลองจินตนาการดูว่า นักการทูตของพวกท่านต้องทนทุกข์เพียงใด ที่ต้องนั่งเผชิญหน้ากับผู้คนซึ่งมือของพวกเขาเปื้อนเลือดของลูกหลานแผ่นดินนี้
    🔻ในการเจรจาที่เจนีวา หลังจากการหารือสองรอบ สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าเกิด “ความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ” และตกลงกันว่าการเจรจาทางเทคนิคในรอบถัดไปจะจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ซึ่งเป็นข้อเสนอจากฝ่ายตรงข้าม และพวกเราก็ได้ตอบรับ
    🔸นอกจากนี้ ยังมีการตกลงว่าจะดำเนินการเจรจาในระดับการเมืองต่อภายในสัปดาห์เดียวกัน สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ถึงอะไร? แต่ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา กลับมีถ้อยแถลงจากนายวิตคอฟว่า มีการเรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ หยุดโครงการขีปนาวุธ ตัดการสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาคทั้งหมด และแม้กระทั่งยุบกำลังกองทัพเรือของตน
    🔻ขอย้ำอีกครั้งว่า: ไม่มีประเด็นใด ๆ เหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจา นี่คือเรื่องโกหกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินการทางทหาร

  • รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์

    รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์

              คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประกาศงดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี 3-6 มีนาคม 2569 หลังเกิดโรคระบาดขึ้น ป้องกันนักศึกษาและบุคลากร

    ธรรมศาสตร์ งดการเรียนเพราะโรคระบาด
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Faculty of Political Science, Thammasat University

              วันที่ 3 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊ก Faculty of Political Science, Thammasat University ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการประกาศงดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีทุกวิชาที่ศูนย์รังสิต ระหว่างวันที่ 3-6 มีนาคม นี้ และเปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์แทน เนื่องจากการระบาดของโรคอีสุกอีใสในหมู่นักศึกษาบางส่วน

    ธรรมศาสตร์ งดการเรียนเพราะโรคระบาด

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Faculty of Political Science, Thammasat University

              ถ้าหากมีความคืบหน้าของสถานการณ์ จะรายงานความคืบหน้าและกำหนดนโยบายอีกครั้ง

    ธรรมศาสตร์ งดการเรียนเพราะโรคระบาด

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Faculty of Political Science, Thammasat University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://health.kapook.com/view299186.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NupmLPNIT5T9FjOl4ASD0

  • ดราม่าติวสอบเข้า ป.1 “หลักแสน”  สู่การปั้น Portfolio เข้ามหาวิทยาลัย

    ดราม่าติวสอบเข้า ป.1 “หลักแสน” สู่การปั้น Portfolio เข้ามหาวิทยาลัย

    กลายเป็นปมร้อนในโซเชียลมีเดีย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังผู้ปกครองคนหนึ่ง โพสต์ข้อความ สรุปค่าใช้จ่าย ในการเรียนติวเสริมนอกห้องเรียน เพื่อเตรียมสอบเข้าโรงเรียนในเครือสาธิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คิดเป็นเงินเกือบ 300,000 บาท พร้อมกับภาพลูกชายตัวน้อยกว่า 5 ขวบ กำลังตั้งใจทำแบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดกองโตข้างตัวหนูน้อย

    ผู้ปกครอง ยังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ ในการโพสต์ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ปกครอง ที่สนใจวางแผนสอบเข้าโรงเรียนเครือสาธิต พร้อมย้ำว่า ไม่ได้กดดันลูกชาย เพราะได้เตรียมโรงเรียนเอกชน รองรับไว้แล้ว

    โพตส์ดังกล่าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ทั้งชื่นชมครอบครัว ที่ให้การสนับสนุนลูกน้อย ไปจนถึง แสดงความเป็นห่วงหนูน้อยวัยปฐม ถูกเร่งเรียนหรือไม่ ไปจนถึง ความรู้สึกตกใจค่าใช้จ่ายในการเรียนเสริม ที่สูงกว่า 300,000 บาท

    ข้อมูลจากสภาพัฒน์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเลี้ยงดูเด็ก 1 คน ตั้งแต่อายุ 0-21 ปี อาจเงินไม่น้อยกว่า 3,000,000 บาท ส่วนใหญ่ เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ยังไม่นับรวม “เงินเฟ้อการศึกษา” เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ขึ้นอยู่กับ ฐานะครอบครัว และสถานศึกษาที่เข้าเรียน

    ไม่เพียงค่าใช้จ่าย ที่อาจกระทบการเข้าถึงโอกาสการศึกษา แต่กระบวนการคัดเลือก เข้ามหาวิทยาลัย ยังอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทยหรือไม่

    ปัจจุบัน ระบบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย หรือ TCAS กำหนดวิธีคัดเลือก 4 รอบ ได้แก่

    ภาพประกอบข่าว ดราม่าติวสอบเข้า ป.1

    1.รอบพิจารณาผลงาน ความสามารถพิเศษ กิจกรรม รางวัล ผลการเรียน โดยไม่ต้องสอบข้อเขียน เรียกว่า รอบ Portfolio

    2.รอบโควตา ซึ่งเป็นการพิจารณาด้านพื้นที่ เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน

    3.รอบ Admission ใช้คะแนนสอบกลาง

    4.Direct Admission ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย สำหรับสถานศึกษาที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ

    สมัครเข้ามหาวิทยาลัย “รอบพอร์ตฯ” ต้องใช้เงินนับหมื่น

    สภาพัฒน์ พบว่า สถิติสัดส่วนผู้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย รอบ Portfolio เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2561 อยู่ที่ 21.5% เป็น 36.3% ในปี 2568

    โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศ ในคณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งกำหนดเกณฑ์คัดเลือกเข้มข้นเจาะจงมากขึ้น เช่น กำหนดให้ผู้สมัคร ต้องมีประสบการณ์โครงงาน หรือ การแข่งขันโอลิมปิควิชาการ มีโครงงานวิจัย หรือ ผลงานสาขาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังต้องมีคะแนนภาษาในระดับสูงเช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือ TOEFL ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน

    การสะสมพอร์ตผลงานดังกล่าว ล้วนต้องแลกมาด้วย ค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาส ซึ่งผู้สมัครจากครัวเรือน หรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูง จะได้เปรียบในการเตรียมตัว (จันทิมา ชัยยะศิริสุวรรณ, 2568)

    ในทางกลับกัน ผู้สมัครจากบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด ต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่น เช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า แม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่ม จะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้าด้านทรัพยากรทำให้บางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมา ในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกมองเห็นได้อย่างเต็มที่

    ความสามารถในการลงทุน ถูกแปลงเป็นความได้เปรียบ

    นอกจากนี้ ยังพบว่าการจัดเตรียมพอร์ตฯ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับ การนำเสนอผลงานให้ครบตามเกณฑ์ มุ่งผลเชิงปริมาณ มากกว่าส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึก หรือพัฒนาความสนใจอย่างแท้จริง

    อีกทั้ง ยังมีแนวโน้มบิดเบือนเป้าหมายการเรียนรู้ มุ่งแสวงผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ จนนำไปสู่บริการรับจ้างทำผลงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุน ถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือก ซึ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการศึกษา ไม่นับรวม ความเสี่ยงการทุจริตแอบอ้างคัดลอกผลงาน

    แม้ อว.จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการสมัครสอบ TGAT, TPAT ซึ่งเป็นคะแนนประกอบการคัดเลือกในรอบ โควตา Admission และรับตรง ซึ่งสนับสนุนค่าธรรมเนียม 600 บาท แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ ยังคงมีสัดส่วนสมัครเข้ารับการคัดเลือกด้วยวิธียื่นพอร์ตฯ แม้ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าสมัครและสอบสัมภาษณ์บางคณะ 3,000 บาท ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ครั้งละ 8,000 บาท ขณะที่ค่าสมัครเข้าค่ายกิจกรรมต่างๆ อาจสูงถึงหลักหมื่นบาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง เป็นต้น

    “เกาหลีใต้” ยกเลิกกิจกรรมนอกหลักสูตรเข้าแฟ้ม

    เกาหลีใต้ ก็มีปัญหาระบบคัดเลือกผ่านรอบยื่นพอร์ตฯ คล้ายกับไทย ทำให้ รัฐบาลเกาหลีใต้ ผลักดันมาตรการสร้างความยุติธรรมระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย 3 แกนหลัก ได้แก่

    1.ยกเลิกการนำกิจกรรมนอกหลักสูตร เรียงความแนะนำตัว และจดหมายรับรอง ตลอดจน จำกัดรายการผลงานที่สามารถนำเสนอได้ เพื่อป้องกันการแข่งขันสะสมผลงาน และอิทธิพลการศึกษาเอกชน 2.เปิดเผยเกณฑ์ประเมินผู้สมัคร เพิ่มกลไกตรวจสอบจากภายนอก

    3.เพิ่มสัดส่วนการรับเข้าผ่านการสอบวัดความสามารถวิชาการ ตลอดจน จัดสรรที่นั่งสำหรับคัดเลือกผู้สมัครจากพื้นที่ด้อยโอกาส

    สภาพัฒน์ แนะเปิดเผยเกณฑ์-ใช้เอไอช่วย ลดอคติ

    ภาพประกอบข่าว ดราม่าติวสอบเข้า ป.1

    ไทย ได้เริ่มทดลอง ระบบ TCASFolio สนับสนุนการจัดทำแฟ้มผลงาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ควบคู่กับ การปรับลดสัดส่วนรับนักศึกษารอบพอร์ตแล้ว

    สภาพัฒน์ ยังเสนอแนวทางลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มเติม เช่น โรงเรียนในพื้นที่เดียวกัน ควรรวมตัวเป็นเครือข่าย แบ่งปันทรัพยากร และโอกาสเรียนรู้ สอนทำพอร์ต ซ้อมสัมภาษณ์

    ขณะที่ มหาวิทยาลัย ควรแสดงความโปร่งใส ในการเปิดเผยเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน มุ่งพิจารณาผลงานและกิจกรรมที่สอดคล้องหลักสูตรหลัก จัดข้อมูลระบุสถานะทางสังคมผู้สมัคร และใช้เอไอ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ

    นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐ ควรพิจารณากำหนดเพดานค่าธรรมเนียมการสมัครรอบพอร์ตฯ เพื่อลดภาระทางการเงินผู้สมัคร จากครัวเรือนรายได้น้อย

    โดยพรรณทิภา ภัทรวรเมธ

    ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

    อ่านข่าว

    “ไปรษณีย์ไทย” ขนส่งล่าช้า 25 ปลายทางจากเหตุในตะวันออกกลาง

    “สุวรรณภูมิ” แจงระบบเช็กอินทำงานปกติ ชี้คิวสะสมหนาแน่น เหตุปรับนโยบายรับสัมภาระ

    ตำรวจพบข้อมูล “เบน สมิธ” อยู่ยูเออี เร่งขอออกหมายแดง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502883&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S1q9mAFiyTYzse-hCK0Ve

  • ส่อง..แบรนด์ไหนทำคะแนนบริการหลังการขายดีสุด?

    ส่อง..แบรนด์ไหนทำคะแนนบริการหลังการขายดีสุด?

    บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยตลาดชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านความพึงพอใจในการนำรถเข้ารับบริการหลังการขายจากศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานของแต่ละยี่ห้อทั่วประเทศ (Service CXI) ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยฯต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลการวิจัยฯ พบว่า ภาคบริการหลังการขายของไทยได้ก้าวสู่ช่วงการแข่งขันรูปแบบใหม่แล้ว โดยผลคะแนนความพึงพอใจโดยรวมในครั้งนี้ลดลง แต่ในมุมกลับกัน กลับสะท้อนความคาดหวังของลูกค้าที่ให้ความสำคัญมากขึ้นในด้านความโปร่งใส การให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ และการมีส่วนร่วมหลังการบริการอย่างสม่ำเสมอ

     การศึกษาฯครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้าของรถยนต์ ทำการเปรียบเทียบผลงาน ความพึงพอใจ มาตรฐานการปฏิบัติงานในส่วนของบริการหลังการขายของรถยนต์แต่ละยี่ห้อ รวมถึงการนำข้อมูลที่สำรวจในอดีตจนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์แนวโน้มของการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทรถยนต์สามารถพัฒนากลยุทธ์การบริการหลังการขาย และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องให้กับลูกค้า

    การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ ได้ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ที่นำรถเข้ารับบริการภายในช่วงเวลาไม่เกิน 10 เดือนนับจากวันที่สัมภาษณ์ และเป็นเจ้าของรถที่มีอายุ 12 ถึง 36 เดือนนับจากวันที่สัมภาษณ์  วัดความพึงพอใจใน 5 ปัจจัยหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ได้แก่ 
    1) คุณภาพงานบริการ 
    2) ราคาและความคุ้มค่า 
    3) การบริการจากพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ 
    4) การสื่อสารและความชัดเจน 
    5) ความสะดวก และความง่ายในการเข้าถึงบริการ

    ศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “จากการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านความพึงพอใจในการนำรถเข้ารับบริการหลังการขายจากศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานของแต่ละยี่ห้อทั่วประเทศในครั้งนี้ เราพบประเด็นที่น่าสนใจ เช่น คะแนน Service CXI โดยรวมในปี 2569 ลดลง 2 คะแนน สะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์ต่าง ๆ ในการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า 

    Honda ได้รับคะแนนสูงถึง 898 คะแนน ขึ้นสู่อันดับหนึ่งในปีนี้ เพิ่มขึ้น 8 คะแนนจากปีก่อนหน้า จากการมุ่งพัฒนากระบวนการให้บริการอย่างเป็นระบบและการสื่อสารกับลูกค้าที่มีความชัดเจน และต่อเนื่องยิ่งขึ้น Toyota ได้ 894 คะแนน (ลดลง 3 คะแนน) Ford 894 คะแนน (ลดลง 2 คะแนน) GWM 893 คะแนน (ลดลง 2คะแนน) แม้คะแนนจะลดลงเล็กน้อย แต่ทั้ง 3 ยี่ห้อ ยังคงอยู่ในกลุ่มผู้ได้คะแนนนำ ส่วน BYD ทำได้ 893 คะแนน (เพิ่มขึ้น 4 คะแนน) เข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้นำจากการปรับปรุงภาพลักษณ์ด้านคุณภาพบริการ และความคุ้มค่าด้านราคา ในขณะที่ GAC Aion และ Changan ซึ่งมีจำนวนตัวอย่างเพียงพอสำหรับการจัดอันดับเป็นครั้งแรกในปีนี้ มีคะแนนความพึงพอใจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างมาตรฐานและส่งมอบประสบการณ์ด้านการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศให้กับลูกค้า เนื่องจากเป็นช่วงของการขยายเครือข่าย

    การจัดอันดับดัชนีประสบการณ์ลูกค้าด้านการบริการในประเทศไทย ประจำปี 2569 กลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยม (จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน)  Differential 2025 Thailand Service Customer Experience Index Study (Service CXI) SM

    หมายเหตุ: (การศึกษานี้แสดงถึงการประเมินโดยหน่วยงานอิสระและบุคคลที่สามเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าโดยแบรนด์รถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยม (ไม่รวมกลุ่มรถหรู และรถสปอร์ต) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

    “จุดที่ 2 ผลการศึกษาวิจัยฯ ในปี 2569 ยังชี้ให้เห็นถึงการปรับลดลงของความพึงพอใจใน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 
    1) คุณภาพงานบริการ 
    2) การบริการจากพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ 
    3) การสื่อสารและความชัดเจน 
    4) ความสะดวกและความง่ายในการเข้าถึงบริการ

     พบว่า ความพึงพอใจของลูกค้าลดลงในหลายประเด็นปลีกย่อย อาทิ ความพึงพอใจในความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของบุคลากรของผู้จำหน่าย คุณภาพงานซ่อม การอัพเดตความคืบหน้าระหว่างซ่อม ความชัดเจนด้านค่าใช้จ่าย รวมถึงบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ ซึ่งสะท้อนว่า ลูกค้ามีความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อมุมมองทั้งด้านความรู้ทางเทคนิคและความสามารถของบุคลากรของผู้จำหน่าย กระบวนการในการให้บริการและสื่อสารกับลูกค้า รวมถึงความสะดวกสบายในการมาใช้บริการที่ศูนย์บริการ”

     กว่า 80% ของลูกค้ายังคงนิยมจองคิวนัดหมายผ่านโทรศัพท์จากศูนย์บริการ แต่ช่องทางที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดคือ “แอปพลิเคชัน” ของแบรนด์ รองลงมาคือ การสื่อสารผ่านแชทกับบุคลากรของผู้จำหน่าย ผลการศึกษายังยืนยันว่าการติดตามผลหลังการเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ(ไม่ใช่เพียงการติดต่อครั้งเดียว) หลังจากลูกค้าเข้ารับบริการ มีผลต่อความพึงพอใจที่ดีกว่า และช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันกับศูนย์บริการได้มากกว่า”

    เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้านประสบการณ์บริการหลังการขายของลูกค้า ผู้ผลิตรถยนต์และผู้จำหน่ายควรมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 
    1)การเสริมสร้างความสม่ำเสมอในการปฏิบัติงานตลอดขั้นตอนการให้บริการ ตั้งแต่การวิเคราะห์และการซ่อมให้ถูกจุดตั้งแต่ครั้งแรก การแจ้งระยะเวลาการซ่อมที่ชัดเจน การสื่อสาร การให้คำแนะนำของที่ปรึกษาการบริการอย่างมืออาชีพ 

    2) ยกระดับความโปร่งใสผ่านการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ ด้วยการจัดทำใบเสนอราคาที่แจกแจงรายละเอียด อธิบายเงื่อนไขการรับประกันอย่างชัดเจน และสื่อสารความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการรับรู้ถึงความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ 

    3) การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านหลากหลายช่องทางทั้งแอปพลิเคชัน แชท และการติดตามผลเชิงรุกหลังการเข้ารับบริการเพื่อเพิ่มอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ และสร้างความภักดีในระยะยาว.

    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2917507&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0La3T99mwKfuVQ3NrNxR-I

  • ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    การที่ ศอ.บต. หันมาให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบและการฝึกทักษะอาชีพ ถือเป็นการเปิด “ทางเบี่ยง” ให้กับเยาวชนที่อาจจะหลุดจากระบบโรงเรียนปกติ ให้กลับเข้ามามีที่ยืนในสังคมผ่านอาชีพที่มั่นคง การสร้างแรงจูงใจให้เด็กกลุ่มนี้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้ผูกขาดอยู่กับเด็กที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง แต่เป็นคนที่กล้าคิดและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง คือหัวใจสำคัญของการดึงเยาวชนออกจากวงโคจรของการเป็นแนวร่วมความรุนแรง

    ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    หากจะถามว่าการศึกษานอกระบบในมุมมองของ ศอ.บต. มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ภาพของนายปิยะศิริที่แวะไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเด็กๆ กว่า 50 ชีวิต ณ สมาคมคนจีนไหหนำ ปัตตานี คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

    เด็กๆ เหล่านี้กำลังฝึกซ้อมเชิดสิงโตอย่างหนักเพื่อเตรียมงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งเป็นงานวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของพื้นที่ ภายใต้การฝึกซ้อมที่ต้องใช้ “วินัย” และ “ความอดทน” สูงระดับนักกีฬา เด็กกลุ่มนี้ยังสามารถใช้ทักษะที่ได้จากการฝึกฝนไปสร้างรายได้เสริมผ่านการรับจ้างแสดงในจังหวัดท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และกระบี่

    เลขาธิการ ศอ.บต. มองว่านี่คือ “หลักสูตรชีวิต” ที่มีคุณค่าไม่แพ้วิชาการ เพราะมันสอนเรื่องการทำงานเป็นทีม วินัย และการสืบสานวัฒนธรรมที่หลากหลายในพื้นที่พหุวัฒนธรรม การสนับสนุนให้เด็กๆ มีรายได้และเห็นคุณค่าในตัวเองผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมเช่นนี้ ถือเป็นเครื่องมือเชิงรุกในการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ทางสังคมในระยะยาว

    ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    นอกเหนือจากการดึงทุนในประเทศ ศอ.บต. ยังเปิดเกมรุกในระดับภูมิภาคด้วยการผนึกกำลังกับ Universitas Widyatama เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี 100% ตลอดหลักสูตรให้กับเยาวชนที่จบชั้น ม.6

    ความน่าสนใจของทุนนี้อยู่ที่ “สาขาวิชา” ที่ถูกเลือกสรรมาอย่างเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรมสารสนเทศ, วิศวกรรมอุตสาหกรรม, การค้าระหว่างประเทศ และการบัญชี ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ขาดแคลนในพื้นที่ จชต. และเป็นสาขาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศอิสลามและอาเซียน

    การส่งเยาวชนไปเรียนที่อินโดนีเซียไม่ได้มีนัยยะแค่เรื่องการศึกษา แต่คือการสร้าง “ทูตวัฒนธรรม” และเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มหาศาลเมื่อเยาวชนเหล่านี้เรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิดในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจบริบทโลกและเข้าใจอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง โดยล่าสุด ศอ.บต. ได้ขยายเวลารับสมัครทุนนี้ไปจนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

    ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    การขยับตัวของ ศอ.บต. ภายใต้การนำของนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ในครั้งนี้ ทั้งการดึงทุนจากซีพี ออลล์ และการเชื่อมต่อทุนจากอินโดนีเซีย สะท้อนถึงความพยายามในการใช้ “Soft Power” และ “Economic Opportunity” มาเป็นตัวนำหน้าการแก้ปัญหาความมั่นคง

    ความท้าทายที่แท้จริงหลังจากนี้คือ “ระบบการติดตามและประเมินผล” รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ทุนการศึกษาเกือบร้อยล้านบาทนี้ไม่ได้หายไปกับตัวเลขสถิติ แต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคงและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชุมชนได้จริง รวมถึงการดูแลเยาวชนที่ไปเรียนต่างประเทศให้กลับมาทำงานในพื้นที่แทนการสมองไหลไปสู่ต่างแดน

    หาก “การศึกษาคือเครื่องมือแก้ปัญหาระยะยาว” ตามที่เลขาธิการ ศอ.บต. ลั่นวาจาไว้ วันนี้หมากบนกระดานถูกวางลงไปแล้ว เหลือเพียงเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หมากตัวนี้จะนำไปสู่ชัยชนะแห่งสันติภาพและความยั่งยืนในชายแดนใต้ได้จริงหรือไม่

    ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    ‘ปิยะศิริ’ เล็งเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามเรียน ผนึกทุนยักษ์ CP-อินโดฯ เขย่าโครงสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ดับไฟใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378974288&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0StSxWLcA1ajGem5DWv49n