Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เที่ยวไทยแผ่ว!! ต่างชาติชะลอเดินทางทุกตลาด หลังจบตรุษจีน-ตอ.กลางฉุด : อินโฟเควสท์

    เที่ยวไทยแผ่ว!! ต่างชาติชะลอเดินทางทุกตลาด หลังจบตรุษจีน-ตอ.กลางฉุด : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 23 ก.พ. – 1 มี.ค. 69 ว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่ชะลอตัวด้านการเดินทาง หลังสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลตรุษจีน แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่หนึ่งและสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้วในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ที่เข้าสู่ช่วงท้ายของการท่องเที่ยวในช่วง Winter holiday

    สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะวันที่ 1 มี.ค. ตลาดตะวันออกกลางลดลงกว่า 60% เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า รวมถึงตลาดยุโรปที่ลดลงกว่า 25% แต่ในภาพรวมยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 2.8 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 676,963 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 202,624 คน หรือ 23.04% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,709 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 122,169 คน รัสเซีย 54,794 คน มาเลเซีย 49,523 คน อินเดีย 47,391 คน และเกาหลีใต้ 33,060 คน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.49% ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน รัสเซีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 55.62% 38.63% และ 9.34% และ 3.67% ตามลำดับ

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 1 มี.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 6,624,397 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 326,611 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,091,674 คน มาเลเซีย 622,846 คน รัสเซีย 512,044 คน อินเดีย 424,129 คน และเกาหลีใต้ 316,683 คน

    ส่วนในสัปดาห์นี้ (2-8 มี.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3njf25UecoV54KqJDqLz3Y

  • ‘ท่องสวนทุเรียน-ชมสัตว์ป่า’  กลยุทธ์ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026

    ‘ท่องสวนทุเรียน-ชมสัตว์ป่า’ กลยุทธ์ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026

    มาเลเซียเดิมพันใช้การผจญภัยอย่างการท่องเที่ยวเชิงอาหารและการเดินป่าชมสัตว์ตามแคมเปญ “ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026” เพิ่มจำนวนผู้มาเยือน

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปี 2025 มาเลเซียต้อนรับนักท่องเที่ยว 42.2 ล้านคน ปีนี้ตั้งเป้า 47 ล้านคน เน้นบริการเฉพาะกลุ่มเพื่อความโดดเด่นในภูมิภาค หลังจากการท่องเที่ยวทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมาเลเซียมากขึ้น  คิดเป็นราว 15.1% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2024 จ้างงาน 3.5 ล้านคน

     ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การขับรถไปยังสวนทุเรียนบลูปีที่รถธรรมดาไปไม่ได้กำลังเป็นที่นิยม นักท่องเที่ยวต้องฝ่าความร้อนและป่าทึบบนเส้นทางแคบคดเคี้ยว ไต่ขึ้นภูเขาห่างไกลทางภาคกลางของมาเลเซีย แต่เส้นทางทรหดแบบนี้มีเสน่ห์พอๆ กับจุดหมายปลายทาง นักท่องเที่ยวหลายคน เช่น ฮาร์เลียนดี ซาลิมจากอินโดนีเซีย เคยมาเที่ยวที่นี่หลายครั้งแล้ว

    “ที่อินโดนีเซียก็มีทุเรียนเหมือนกัน แต่รสชาติไม่เหมือน” ซาลิม วัย 43 ปี กล่าว เขาพาครอบครัวมาเที่ยวในเดือน ม.ค.เพื่อสัมผัสประสบการณ์

    มาเลเซียกำลังคาดหวังว่าการผจญภัยแบบนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เมื่อทางการเปิดแคมเปญปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 (Visit Malaysia 2026) หลังจากในปีที่ผ่านมาต้อนรับนักท่องเที่ยวทุบสถิติไปแล้ว ทางการหวังว่า การท่องเที่ยวรับประทานอาหาร เข้าพักในฟาร์ม และท่องเส้นทางเดินป่าจะดึงนักเดินทางเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

    ที่ผ่านมามาเลเซียเคยถูกเพื่อนบ้านอย่างไทยบดบังรัศมีมานานด้วยหาดทรายขาวและสีสันชีวิตกลางคืน ส่วนบาหลีในอินโดนีเซียก็โดดเด่นเรื่องการเล่นเซิร์ฟและสวรรค์ของเวลเนส สถานที่เหล่านั้นสร้างชื่อเสียงอันโดดเด่น ได้แรงหนุนจากวัฒนธรรมบริการอันแข็งแกร่งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    แต่มาเลเซียก็ค่อยๆ เติบโต การให้วีซ่าฟรีแก่ชาวจีนและอินเดีย สองตลาดเอาท์บาวด์ใหญ่สุดของเอเชีย รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบินช่วยหนุนให้ต่างชาติเข้ามาเลเซียมากขึ้น ประกอบกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยในไทยชนวนเหตุจากการลักพาตัวดารายังมีอยู่ เหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้คนอยากไปมาเลเซียเพิ่มขึ้น

    ในปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีประชากร 34 ล้านคน ต้อนรับนักท่องเที่ยวถึง 42.2 ล้านคน เพื่อรักษาแรงส่งนี้ไว้ มาเลเซียกำลังเน้นจับตลาดเฉพาะเพื่อสร้างความโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แข่งขันกันเรื่องการท่องเที่ยวสูงมาก ปีนี้มาเลเซียตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวมาเยือน 47 ล้านคน

    โมห์ด อมิรุล ริซัล อับดุล ราฮิม ผู้ว่าการการท่องเที่ยวมาเลเซียกล่าวว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน “จากการเที่ยวชมสถานที่ไปสู่ประสบการณ์การเดินทางแบบมีเป้าหมายอย่างดื่มด่ำเข้มข้น” นั่นคือการพานักท่องเที่ยวไปในที่ที่คนรู้จักน้อย

    สถานที่อย่างแม่น้ำคินาบาตางันในรัฐซาบาห์ จุดที่พบช้างแคระและอุรังอุตังบ่อยๆและเมืองกูดัต ที่คนรุ่นใหม่ชอบไปดูดาวกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น อีกทั้งความต้องการประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบ “คนท้องถิ่น” ที่เพิ่มขึ้น กำลังดึงดูดผู้คนจำนวนมากไปเที่ยวพื้นที่ชนบท ที่ซึ่งพวกเขาสามารถพักอาศัยกับชุมชนพื้นเมืองและเข้าร่วมงานเทศกาลท้องถิ่นได้

    •  ท่องเที่ยวโดดเด่น

    ในช่วงที่การส่งออกกำลังเผชิญมรสุมการค้าโลกหนักหน่วงขึ้น การท่องเที่ยวกำลังทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมาเลเซียมากขึ้นทุกที ปีนี้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณกว่า 700 ล้านริงกิต (179 ล้านดอลลาร์) ให้ภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การท่องเที่ยวมาเลเซียคาดว่าปีนี้จะทำรายได้ 3.29 แสนล้านริงกิต จาก 2.91 แสนล้านริงกิตในปี 2025 ซึ่งรายได้จะเพิ่มขึ้นก็ต้องอาศัยความพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากจีน สิงคโปร์ และยุโรป การเสนอบริการสุดพิเศษยิ่งกว่าเดิม เช่น รีสอร์ตหรูและแผนการสร้างท่าเทียบเรือระดับพรีเมียมในรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ อาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีฐานะเหล่านี้ได้

    โมห์ด อามิรุล กล่าวด้วยว่า ทุเรียนกำลังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีความสำคัญ เมื่อนักท่องเที่ยวบินมาที่สวนทุเรียน “พวกเขาก็ไปเที่ยวในเมืองและชอปปิงด้วย” สตีเฟน ลก ผู้ก่อตั้งสวนทุเรียนบลูปีกล่าวและว่าวันที่แขกมากที่สุดเขาเคยรับคนมาเรียนปลูกทุเรียนถึง 180 คน แน่นอนว่าหลายคนมาพักค้างคืนและรับประทานอาหารด้วย

    ทว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ร้อนแรงเช่นกัน เมื่อประเทศอื่นๆ ต่างหาทางหนุนการเติบโต ในเดือน ม.ค. ฟิลิปปินส์ยกเลิกวีซ่าสำหรับชาวจีนเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในไทยมีรายงานว่าทางการกำลังสำรวจช่องทางทำสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ขณะที่เวียดนาม แหล่งท่องเที่ยวโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเปิดชุดมาตรการดึงนักเดินทางจากประเทศพัฒนาแล้ว

     ฮันนาห์ เพียร์สัน ผู้อำนวยการแผนการท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทที่ปรึกษาเพียร์ แอนเดอร์สัน กล่าวว่ แม้มาเลเซียมี “ส่วนผสมทุกอย่าง” สำหรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่เป้าหมายของปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 นั้นยากจะบรรลุแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว 42.2 ล้านคนของมาเลเซียจะมากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวแค่เดินทางมาระยะสั้นเช่น คนที่ข้ามพรมแดนมาจากสิงคโปร์ คิดเป็นเกือบ 40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    เมื่อเทียบกับไทยยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคที่ปีก่อนต้อนรับนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน เวียดนาม 21.2 ล้านคนและอินโดนีเซียราว 15 ล้านคน ตัวเลขนี้รวมนักท่องเที่ยวไปเช้าเย็นกลับด้วย

     นอกจากนี้ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับมาเลเซียโดยเฉพาะนอกเมืองใหญ่ ดังนั้นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอาจถึงคราสิ้นสุด

    “ผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการผ่อนปรนข้อกำหนดวีซ่าได้ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วในปี 2024 และ 2025”คณะนักวิเคราะห์จากโนมูระโฮลดิงส์เคยรายงานไว้ในเดือน ธ.ค. ดังนั้นการจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2026 ต้องใช้ความพยายามทำตลาดอย่างหนัก

    สกุลเงินแข็งค่าอาจเป็นอีกหนึ่งอุปสรรค ตั้งแต่ต้นปี 2024 เงินริงกิตแข็งค่าขึ้นราว 18% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สูงกว่าสกุลเงินเอเชียอื่นๆ

    อย่างไรก็ตาม มีความหวังว่าแคมเปญปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 จะสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวมาเลเซียกล่าวว่า นักท่องเที่ยวเข้ามามากอย่างมีนัยสำคัญช่วงวันหยุดตรุษจีนกว่า 8,000 คนภายในสองชั่วโมงแรกของตรุษจีนวันแรก

    เคแอล ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จัดพรีเมียมทัวร์ในซาบาห์ให้เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวแต่ละคน กล่าวว่า ปีการท่องมาเลเซียปีก่อนๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพุ่งถึง 20% ความต้องการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มรายได้ให้กับเขาถึงสี่เท่าในปีที่ผ่านมา และเขาคาดหวังอย่างมากว่าปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 จะดียิ่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะตั้งเป้าไว้สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hxru5cXlhZ1M7G8VzlXE4

  • ท่องเที่ยวเชียงใหม่ย้ำปลอดภัย เที่ยวได้ตามปกติ แม้ตะวันออกกลางตึงเครียด

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ย้ำปลอดภัย เที่ยวได้ตามปกติ แม้ตะวันออกกลางตึงเครียด

    ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ติดตามผลกระทบเหตุความไม่สงบตะวันออกกลาง ยืนยันสถานการณ์ในจังหวัดยังปกติ มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้ม นักท่องเที่ยวเที่ยวได้ตามปกติ

    วันที่ 3 มี.ค.69 นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบกรณีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ติดตามและสอบถามผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานและผู้โดยสาร ถึงผลกระทบต่างๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ ขอให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่ายังสามารถท่องเที่ยวและดำเนินชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างปกติ

    ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยตามหลักสากล อีกทั้งทุกหน่วยงานมีความพร้อมและจะมีการประเมินสถานการณ์รายวัน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป

    อย่างไรก็ตาม อาจมีสายการบินที่ได้รับผลกระทบบางส่วนแต่ได้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/132533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e2e75ImDhGSwwx3-ZRz_0

  • ญี่ปุ่นเตรียมจัดทำแนวทาง “สองราคา” ตามสถานที่ท่องเที่ยว มุ่งแก้ปัญหานทท.ล้น : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมจัดทำแนวทาง “สองราคา” ตามสถานที่ท่องเที่ยว มุ่งแก้ปัญหานทท.ล้น : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมยกร่างแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งราคาแบบ Dual Pricing หรือระบบสองราคา ตามสถานที่ท่องเที่ยวสาธารณะ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นกับการจัดการภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมืองที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง

    ยาซูชิ คาเนโกะ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่น เปิดเผยในการแถลงข่าววันนี้ว่า แม้การกำหนดราคาควรเป็นหน้าที่หลักของผู้ประกอบการแต่ละรายที่จะพิจารณาตามความต้องการของตลาดและปัจจัยอื่น ๆ แต่รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการให้คำแนะนำเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

    “การกำหนดราคาในรูปแบบที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและรักษามาตรฐานการให้บริการต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคตถือเป็นเรื่องสำคัญ” คาเนโกะกล่าวระหว่างการแถลงข่าว

    กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว เตรียมเสนอเรื่องนี้เข้าสู่คณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือในรายละเอียดเชิงลึกสำหรับการจัดทำแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    ในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างมากในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีจำนวนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 40 ล้านคนเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้กลับนำมาซึ่งปัญหาหลายด้าน ทั้งความแออัดในพื้นที่สาธารณะ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ปัจจุบัน กรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Tourism Agency: JTA) พบว่า เริ่มมีการใช้มาตรการด้านราคาที่หลากหลาย เช่น การมอบส่วนลดพิเศษแก่คนในท้องถิ่น หรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับเด็ก

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นเมืองฮิเมจิ ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่น ประกาศปรับเพิ่มค่าเข้าชมปราสาทฮิเมจิ ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก สำหรับนักท่องเที่ยวอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จาก 1,000 เยน เป็น 2,500 เยน ขณะที่เมืองยอดนิยมอย่างเกียวโตกำลังพิจารณาปรับเพิ่มค่าโดยสารรถประจำทางสำหรับผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง ควบคู่ไปกับการลดค่าโดยสารให้แก่คนในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2570

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขอให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิจารณานำระบบสองราคานี้มาใช้ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2574

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573584&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LOFddrUPUhK2SgM93M9D6

  • ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันจันทร์ (2 มี.ค.) 

    ส่วนดัชนี S&P500 พลิกปิดแดนบวก เพราะนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ยังคงประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

    หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตามมาด้วยการตอบโต้อย่างหนักของอิหร่านทั่วภูมิภาค

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,904.78 จุด ลดลง 73.14 จุด หรือ -0.15%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,881.62 จุด เพิ่มขึ้น 2.74 จุด หรือ +0.04% 
    • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,748.86 จุด เพิ่มขึ้น 80.65 จุด หรือ +0.36%

    ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นฉุดหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและเรือสำราญกอดคอกันร่วง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักของธุรกิจ 

    ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 73.14 จุด เหตุจากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก

    โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง Delta Air Lines, United Airlines และ American Airlines ปรับตัวลดลงระหว่าง 2-5% ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้น 1.95% และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.98%

    นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้ตลาดเปิดมาด้วยการเทขายอย่างรุนแรง 

    ดัชนี S&P 500 ดิ่งลงไป 1.2% ส่วนดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลงถึง 1.6% ในช่วงต้นเซสชัน แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนประเมินว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในอดีตมักไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะยาว ทำให้มีแรงซื้อคืนกลับเข้ามาประคองตลาดไว้ได้ในที่สุด

    ข้อมูลสถิติจาก Wells Fargo ระบุว่า โดยปกติแล้วดัชนี S&P 500 มักจะกลับมาเป็นบวกได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ และโดยเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น 1% เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน

    อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวคือ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดของวัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้คือ โอกาสสุดท้ายและดีที่สุด” ในการกำจัดภัยคุกคามจากระบบที่เรียกว่า น่ารังเกียจและชั่วร้าย พร้อมคาดการณ์ว่าความขัดแย้งอาจใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ แต่อาจยืดเยื้อกว่านั้น

    ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดูไบและอาบูดาบี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความกังวลว่า อิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกจะหยุดชะงักการผลิต โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 12% ในช่วงสูงสุดของวัน

    อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะลดระดับลงมาบ้าง แต่ราคาน้ำมันดิบยังคงซื้อขายในระดับสูงที่กว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากมีการปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง

    หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไว้ โดย Northrop Grumman พุ่งขึ้น 6% และ Lockheed Martin บวกกว่า 3% ด้านหุ้น Exxon Mobil บวก 1.1% ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงภายหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีส่วนช่วยหนุนตลาดเช่นกัน โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ซึ่งปรับตัวขึ้น 2.9% และ Microsoft บวก 1.5% เนื่องจากมองว่าเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดสูงและมีความทนทานต่อผลกระทบจากสงคราม

    นอกจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เทรดเดอร์ยังคงจับตามองสัญญาณทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเพื่อประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนมกราคมที่ตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 130,000 ตำแหน่ง ซึ่งเคยช่วยคลายความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ก่อนหน้านี้

    สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันจันทร์ ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนก.พ. จากระดับ 52.6 ในเดือนม.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/652847&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2de0wMAYSySwvG-_xjbaqB

  • ยิ่งใหญ่ตระการตา!! นครพิษณุโลกเปิดเทศกาลง่วนเซียว สืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

    ยิ่งใหญ่ตระการตา!! นครพิษณุโลกเปิดเทศกาลง่วนเซียว สืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน

    เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 2 มีนาคม 2569  เทศบาลนครพิษณุโลก ได้จัดงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2–6 มีนาคม 2569 เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างสิริมงคลให้แก่ประชาชนในช่วงเริ่มต้นปีใหม่จีนขึ้น โดยก่อนมีพิธีเปิดงานได้มีการเดินขบวนแห่ง่วนเซียว ที่เริ่มต้นจากการศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า ศาลเจ้าพ่อเสือ แสดงเอ็งกอ เชิดสิงโต มังกรสวรรค์ มาตามเส้นทางถนนบรมไตรโลกนาถ ผ่านวงเวียนหอนาฬิกา วงเวียนรถไฟ มีประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก ก่อนมาถึงสวนกลางเมือง

    จากนั้นเวลา 19.00 น. ในพิธีเปิดนาย ศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรี เทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ต่อ นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการ จังหวัดพิษณุโลก ประธานในพิธีเปิด โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นายศิริชิน กล่าวว่า เทศบาลนครพิษณุโลก ร่วมกับจังหวัดพิษณุโลก สหสมาคมไทย-จีนจังหวัดพิษณุโลก และภาคีเครือข่าย จัดงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2–6 มีนาคม 2569 เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย-จีน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างสิริมงคลให้แก่ประชาชนในช่วงเริ่มต้นปีใหม่จีน โดยภายในงานมีการประดับโคมไฟสีแดงนับพันดวง สร้างบรรยากาศสวยงามตระการตา

    ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน (2–6 มีนาคม 2569 เวลา 17.00–23.00 น.) มีกิจกรรมออกร้านอาหารสไตล์ไทย-จีนและร้านของที่ระลึกกว่า 100 ร้านค้า กิจกรรม Chinese Lantern Workshop การตกแต่งโคมไฟและเขียนการ์ดคำมงคล กิจกรรมขอพรเทพเจ้าจากศาลเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า ศาลเจ้าพ่อเสือ และศาลเจ้าจำลองภายในงาน พร้อมแจก “ฮู้แก้ชง” สำหรับผู้ที่เกิดปีชง ได้แก่ ปีเถาะ ปีระกา ปีชวด และปีมะเมีย

    นอกจากนี้ ยังมีจุดถ่ายภาพเช็กอินยอดนิยม อาทิ ซุ้มประตูทางเข้า โคมไฟศาลเจ้า โคมไฟนกยูง หุ่นโคมไฟ 12 นักษัตร รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี

    สำหรับกิจกรรมไฮไลท์ตลอด 5 วัน ประกอบด้วย

    วันที่ 2 มีนาคม 2569 ขบวนแห่ง่วนเซียว พิธีเปิด การแสดงเอ็งกอ เชิดสิงโต มังกรสวรรค์ และคอนเสิร์ตจาก จ๊ะ นงผณี มหาดไทย

    วันที่ 3 มีนาคม 2569 การแสดงงิ้ว เปลี่ยนหน้ากาก และคอนเสิร์ตจาก ไอซ์ ศรัณยู วินัยพานิช

    วันที่ 4 มีนาคม 2569 การประกวดหนูน้อยง่วนเซียว และการแสดงศิลปะไทย-จีน

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 การประกวดอาซ้อง่วนเซียว และการแสดงศิลปะผสมผสานไทย-จีน

    วันที่ 6 มีนาคม 2569 การแสดงจินตลีลาเพลงจีนชุด “วิหคพลัดถิ่น แห่งสองแคว”

    แนวคิดการจัดงานในปีนี้ มุ่งเน้นการถ่ายทอดพลังแห่งสิริมงคล ภายใต้แนวคิด “สิริมงคลผ่านประตูวงพระจันทร์ สู่เวทีบัลลังก์พระราชวังปักกิ่ง” จำลองบรรยากาศความยิ่งใหญ่จาก พระราชวังต้องห้าม ผสานหลักฮวงจุ้ยและดาราศาสตร์จีนอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมี 3 ไฮไลท์มงคลสำคัญ ได้แก่ ซุ้มประตูวงพระจันทร์ เวทีบัลลังก์จำลอง และศาลเจ้าจำลององค์ตั่วเหล่าเอี๊ยะ เพื่อเสริมพลังความเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ผู้ร่วมงาน

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกายด้วยชุดจีนหรือกี่เพ้า มาร่วมถ่ายภาพและสัมผัสบรรยากาศแห่งวัฒนธรรมและความศรัทธา ที่สืบทอดยาวนานกว่า 2,000 ปี ภายในงานประเพณีเทศกาลง่วนเซียว ประจำปี 2569

    /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/03/02/193558&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NaRKPp_huTfoNTIwf1Xh0

  • ราคาดีเซลปรับแรง 4.20 บาทต่อลิตร ทะลุ 34 บาท

    ราคาดีเซลปรับแรง 4.20 บาทต่อลิตร ทะลุ 34 บาท

    3 มี.ค. 69 สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและไร้วันจบ กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนอย่างรุนแรง

    ล่าสุดกระทบถึงไทยแล้ว ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เริ่มขยับราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้คนต้องรัดเข็มขัด การปรับตัวของ “ราคาน้ำมัน 3 มี.ค.69” เช่น ปั๊มเชลล์ แจ้งปรับราคารวม 4 ชนิด โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา คือ 

    แก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มลิตรละ 1.50 บาท (ราคา 30.44 บาท/ลิตร) 

    แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มลิตรละ 1.50 บาท (ราคา 32.28 บาท/ลิตร) 

    แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มลิตรละ 1.50 บาท (ราคา 32.85 บาท/ลิตร) 

    ดีเซล เพิ่มลิตรละ 4.20 บาท/ลิตร (ราคา ราคา 34.14 บาท/ลิตร) 

    ในส่วนของปั๊มอื่นๆ อย่าง ปตท.

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 26.29 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 28.34 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 30.18 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 30.55 บาท/ลิตร

    เบนซิน อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร

    ดีเซลพรีเมียม ราคา 43.44 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม 40.04 บาท/ลิตร

    บางจาก 

    ไฮพรีเมียม ดีเซล S ราคา 45.64 บาท/ลิตร

    ไฮดีเซล B7 ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    ไฮพรีเมียม 97 แก๊สโซฮอล์ 95++ ราคา 49.54 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ราคา 26.29 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 S EVO ราคา 28.34 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 S EVO ราคา 30.18 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 S EVO ราคา 30.55 บาท/ลิตร

    PT

    ดีเซล ราคา 29.94 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 30.55 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร

    เบนซิน ราคา 39.64 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NBINedjNq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aZlx3a6fUCcG4Ek5IjXMY

  • ไทยเสี่ยง ดอกเบี้ยติดลบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สงครามสหรัฐ-อิหร่านดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ไทยเสี่ยง ดอกเบี้ยติดลบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สงครามสหรัฐ-อิหร่านดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-85&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KRof35X78o8WC3jII_Q2j

  • DBD ยกระดับแฟรนไชส์สู่สากล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอีสาน

    DBD ยกระดับแฟรนไชส์สู่สากล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคอีสาน

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ปักหมุดจังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรม แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลาง สู่ภูมิภาค และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น โดยยกขบวนแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และความงามฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกสรรแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพของตนเอง พร้อมเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ (Business Matching) พร้อมโปรโมชันส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานและผู้ที่ต้องการ มีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน โปรโมชั่นและส่วนลดแฟรนไชส์ราคาพิเศษเฉพาะภายในงานอีกด้วย

    “โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์และประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569  ณ ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

    ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทย จำนวน 686 แบรนด์ และธุรกิจ   แฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : [email protected].

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/956795/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xwn0IOpXTkNPCW0B4rEC0

  • ปิด “ฮอร์มุซ” เขย่าพลังงานโลก เสี่ยง! ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

    ปิด “ฮอร์มุซ” เขย่าพลังงานโลก เสี่ยง! ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

    หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ตลาดน้ำมันผันผวนทันที ล่าสุด นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ระบุ น้ำมันเสี่ยงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบไทยที่นำเข้า 80–90% ดันราคาหน้าปั๊มขึ้นหลายบาท และอาจลามถึงค่าไฟ แนะรัฐใช้ 3 มาตรการรับมือ

    นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานเปิดเผย PPTV Wealth มุมมองหลังอิหร่านประกาศปิด”ช่องแคบฮอร์มุซ“ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้น 100% จะกระทบปริมาณน้ำมันในตลาดโลกประมาณ 20% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ถือว่ารุนแรงพอสมควร และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันถึง 80-90% ทุก ๆ การปรับขึ้น 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นประมาณ 20 สตางค์ต่อลิตร หากราคาปรับขึ้น 10-20 ดอลลาร์ ก็อาจกระทบเป็นหลายบาทต่อลิตร ไม่ใช่แค่หลักสตางค์ โดยกรณีที่ล่าสุด ราคาน้ำมันในประเทศปรับขึ้นถึง 1 บาท 50 สตางค์ สะท้อนแรงกดดันจากตลาดโลกอย่างชัดเจน

    ส่วนกรณีที่ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 60 วันนั้น ก็มองว่า หากวิกฤตยืดเยื้อยาวนานถึงระดับดังกล่าว อาจเริ่มเกิดภาวะขาดแคลน เพราะไทยผลิตน้ำมันเองได้น้อยมาก และยังพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ LNG จากตะวันออกกลาง ซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

    ตอนนี้ถ้าปิดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์นี่ก็หมายความว่า ปริมาณน้ำมันที่มันจะขาดหายไปนี่ก็ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการใช้น้ำมันทั่วโลก ซึ่งก็รุนแรงพอสมควร เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันก็อย่างที่เราเห็น ในช่วงแรกก็สูงขึ้นประมาณสัก 8 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ จากประมาณ 70 กว่าเหรียญต่อบาร์เรลตอนนี้ก็ขึ้นไปเกือบ ๆ 80 แล้ว แล้วก็ถ้ามันปิดนานขึ้นไปอีกเนี่ย มันก็คงจะทะลุพุ่งขึ้นไป ไม่แน่อาจจะขึ้นไปถึง 100 เหรียญดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ก็หมายความว่าต้นทุนน้ำมันของบ้านเราก็จะต้องสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบถึงค่าไฟฟ้า เพราะการผลิตไฟฟ้าของไทยกว่า 60–70% ใช้ก๊าซธรรมชาติ และมีการนำเข้า LNG จากประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ กาตาร์ หากการขนส่งสะดุด ต้นทุนค่าไฟอาจปรับสูงจากระดับ 3–4 บาทต่อหน่วย ไปใกล้ 5–6 บาทต่อหน่วยได้

    เพราะว่าปัจจุบันนี้ไฟฟ้าที่เราใช้ประมาณ  60-70% ต้องใช้เชื้อเพลิงที่เป็นแก๊สธรรมชาติ ก็แก๊สธรรมชาติเรามีผลิตในประเทศอยู่ก็จริง แต่ว่าเราก็ต้องนำเข้าแก๊สธรรมชาติทั้งจากผ่านท่อจากพม่า และที่สำคัญมากขึ้นระยะหลังก็คือการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลวหรือ LNG  ซึ่งก็ส่วนสำคัญก็จะมาจากในภูมิภาคตะวันออกกลางนี่แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกาตาร์ ซึ่งการขนส่งก็จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก็ตามข่าวคือจะถูกปิดแล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ยตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้ามันยังปิดอยู่ แก๊สธรรมชาติส่วนนี้จากกาตาร์ก็ไม่สามารถที่จะขนส่งมาได้ในประเทศ จริงๆ แล้วมันก็จะแพงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นค่าไฟก็ที่เราเห็น ต้นทุนที่ว่า 3 บาท 4 บาท ก็จะเพิ่มสูงขึ้น อาจจะเป็นใกล้ๆ 5 บาท หรือแม้กระทั่ง 6 บาทด้วยซ้ำไป

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้รัฐบาลเตรียม 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1.ระยะสั้น ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุน หรือ ปรับลดภาษีสรรพสามิต เพื่อชะลอผลกระทบด้านราคา หากเป็นวิกฤตระยะสั้นไม่เกิน 1 เดือน 

    2.เตรียมแผนบริหารจัดการปริมาณ หากยืดเยื้อ อาจต้องใช้มาตรการปันส่วน ให้ความสำคัญกับภาคขนส่ง สาธารณสุข และบริการสาธารณะ และ

    3.ระยะยาว เร่งมาตรการประหยัดพลังงาน และลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

    ขณะที่ มาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมัน รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที แม้ไทยจะส่งออกในปริมาณไม่มาก แต่ช่วยพยุงสถานการณ์ระยะสั้นได้บางส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269903&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SBw1X57tfVvy6-PJOXce6