Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชาวเชียงใหม่แห่เติมน้ำมัน หวั่นสงครามในตะวันออกกลางดันราคาพุ่ง

    ชาวเชียงใหม่แห่เติมน้ำมัน หวั่นสงครามในตะวันออกกลางดันราคาพุ่ง

    (2 มี.ค. 69) บรรยากาศตามสถานีบริการน้ำมันในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ช่วงนี้คึกคักกว่าปกติ มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทยอยเข้าใช้บริการเติมน้ำมันต่อเนื่อง หลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ อิหร่าน อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญด้านพลังงานโลก

    .

    ประชาชนจำนวนไม่น้อยกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และทำให้ราคาขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นในระยะอันใกล้ จึงทยอยนำรถยนต์ส่วนตัวออกมาเติมน้ำมันล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือ แม้ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องต่อคิวยาวหรือเกิดภาวะตื่นตระหนก

    .

    ที่สถานีบริการน้ำมันบนถนนโชตนา ใกล้ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าตั้งแต่เมื่อวานนี้มีรถเข้ามาเติมน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาปกติอย่างเห็นได้ชัด บางรายเลือกเติมเต็มถัง หากมีงบประมาณเพียงพอ ขณะที่บางรายเติมตามกำลังทรัพย์ที่มี โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่เพิ่งผ่านพ้น หลายคนยังพอมีเงินเหลือจึงตัดสินใจเติมสำรองไว้ก่อน

    .

    อย่างไรก็ตาม การเติมน้ำมันครั้งนี้เป็นเพียงการสำรองในระยะสั้น เนื่องจากไม่สามารถกักตุนได้ในปริมาณมาก ขณะเดียวกัน ยังไม่มีรายงานการขาดแคลนน้ำมัน หรือการกักตุนเกินความจำเป็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สถานีบริการยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

    .

    ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ระบุว่า แม้จะเป็นความกังวลล่วงหน้า แต่ก็ต้องการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน หากราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นตามสถานการณ์โลกที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NbtNI9X1M&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30CLTZfPc6EJAPvssUzaPc

  • ตม. เปิด 10 มาตรการ เข้มคัดกรองต่างชาติเหตุบึ้มตะวันออกกลาง สกัดคอลเซนเตอร์ บรรเทาคลื่นท่องเที่ยวทะลักสนามบิน

    ตม. เปิด 10 มาตรการ เข้มคัดกรองต่างชาติเหตุบึ้มตะวันออกกลาง สกัดคอลเซนเตอร์ บรรเทาคลื่นท่องเที่ยวทะลักสนามบิน

    จากกรณีคลื่นนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักเข้าไทย จนเกิดภาพความหนาแน่นบริเวณจุดคอขวดเข้าโถงรอตรวจหนังสือเดินทางขาเข้าประเทศ โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ เหตุจากการเพิ่มความเข้มงวดสกัดแก๊งคอลเซนเตอร์ต่างชาติที่พยายามย้ายฐานจากกัมพูชา รวมถึงเพิ่มการคัดกรองคนต่างชาติจากเหตุโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีเมืองศูนย์กลางการบินหลักอย่างดูไบ และกาตาร์ ส่งผลต่อปริมาณผู้โดยสารที่ถูกยกเลิกเที่ยวบิน และตกค้างในไทย

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ สตม.ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ให้ประชุมข้าราชการตำรวจ ตม.สนามบิน ที่ศูนย์ปฎิบัติการ ตม. สุวรรณภูมิ โดยมี พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.2 รักษาการแทน ผบก.ตม.2 และคณะ ระดับรอง ผบก. – ผกก.ด่าน ตม.สนามบินหลัก ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ตลอดจน คุณอมรพิศ นรินทร์ ผอ.ส่วนบริการการบิน ฝ่ายบฎิบัติการการบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และคุณอัจฉรา ไชยรักษ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบินกรุงเทพ ( AOC ) ร่วมประชุม

    โดยมีการรับฟังสถานการณ์ผลกระทบของเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการโจมตีในเขตภูมิภาคตะวันออกกลาง และสถานการณ์ความหนาแน่นของคนต่างชาติ

    ซึ่งจากการประชุมพบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 60,000 คน/วัน เป็น 70,000 – 80,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นราว 16% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย และยุโรป ที่หนีหนาวมาไทยมากขึ้นด้วย ส่งผลให้มีปริมาณคนต่างชาติสะสมในชั่วโมงที่เที่ยวบินหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงเวลา 14.00 ต่อเนื่องถึง 19.00 น. และเวลา 22.00 – 01.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีสัดส่วนเฉลี่ยชั่วโมงละ 5,000 – 6,000 คน ในขณะที่โถงรอตรวจหนังสือเดินทางจุคนได้ราว 2,500 คน ประกอบกับผู้โดยสารที่ลงเครื่องจากหลุมจอดต่าง ๆ รวมถึงอาคาร SAT1 จะไหลประดังเข้า ตม. พร้อมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดทางเข้ามีลักษณะเป็นคอขวด ส่งผลต่อความเร็วในการระบายผู้โดยสารต่างชาติที่ช่องตรวจ ไม่ทันต่อการไหลเข้าสะสมของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคนต่างชาติจำนวนมากไม่กรอกข้อมูลบัตรเข้าเข้าประเทศแบบดิจิทัล (TDAC) ในระบบ online มาล่วงหน้า ทั้งที่ได้ประชาสัมพันธ์ก่อนประกาศใช้ระบบมาจนถึงปัจจุบัน บวกกับการเพิ่มมาตรการคัดกรองต่างชาติที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เสี่ยงต่อการเป็นทุนเทา ที่มีข้อมูลว่า พยายามย้ายฐานจากบ่อนกัมพูชาเข้ามาไทย หลังการกวาดล้างอย่างหนัก ด้วยเหตุผลทั้ง 3 กรณีดังกล่าวทำให้เกิดภาพความหนาแน่นบริเวณโถงทางเข้าตามที่ปรากฏเป็นภาพในสื่อมวลชนและโซเชียลต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม ทาง ตม.สนามบิน ได้จัดกำลังพลนั่งประจำทุกช่องตรวจในช่วงเวลาหนาแน่นและเร่งคัดกรองคนต่างชาติเข้าไทย พบว่า อัตราเฉลี่ยในการจับเวลาคนต่างชาติที่รอคิวในช่วงดังกล่าว ใช้เวลารอคิวสูงสุด 50 นาที โดยใช้เวลาตรวจหนังสือเดินทางที่ช่องตรวจเพียง 45 วินาทีต่อรายเท่านั้น

    ในขณะที่พบว่า หลังเกิดการโจมตีประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา มีสายการบินที่ได้รับผลกระทบราว 10 สายการบิน มีการยกเลิกเที่ยวบินขาออกราว 22 เที่ยวบิน และ ขาเข้าราว 12 เที่ยวบิน ส่งผลต่อการยกเลิกตราประทับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกได้ และอาจเกิดการสะสมของคนต่างชาติ บริเวณโถงทางเข้า ตม.สุวรรณภูมิ

    ทาง สตม. จึงได้กำหนด 10 มาตรการ เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ดังนี้

    1. สตม.วางแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนคนต่างชาติ ที่ตกค้างในไทยจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง โดย สตม. จะใช้อำนาจกฎหมายคนเข้าเมืองยกเว้นค่าปรับกรณีคนต่างชาติสถานะ overstay จากการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะเดินทางออกไปประเทศอื่น ส่วนคนต่างชาติที่ยังไม่ครบกำหนดและประสงค์จะอยู่ในไทยต่อ จะผ่อนผันให้พำนักได้ครั้งละ 30 วัน โดยให้สถานทูตชาตินั้น ๆ รับรอง ส่วนกรณีเหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่องระยะยาว และสถานะคนต่างชาตินั้น overstay แล้ว ต้องเสนอ ครม. พิจารณาอนุญาต ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 17 ต่อไป

    2. ขอความร่วมมือสายการบินตรวจสอบ คัดกรองคนต่างชาติที่จะบินมาไทย ให้กรอกข้อมูลบัตรเข้าประเทศในระบบ TDAC ให้แล้วเสร็จก่อนเช็คอิน ออกบัตรที่นั่งมาไทย เช่นเดียวกับ มาตรการที่ ตม. สิงคโปร์ ใช้กับสายการบินเช่นเดียวกัน

    3. ให้ ตม.สนามบิน จัดกำลังพลเต็มทุกช่องตรวจในชั่วโมงที่เที่ยวบินหนาแน่น โดยวิเคราะห์จากตารางบินขาเข้าล่วงหน้า

    4. จัดกำลัง จนท.ตม. บริหารสถานการณ์ความหนาแน่นบริเวณทางเข้าโถง ตม. เพื่อเกลี่ยปริมาณผู้โดยสารให้เข้าโถงได้ทุกโซน

    5. ให้ช่วยเหลือคนต่างชาติที่เข้าลักษณะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. คนชรา คนพิการ คนตั้งครรภ์ ให้แยกเข้าตรวจที่ช่องทาง priority รวมถึงคนต่างชาติที่เดินทางเป็นครอบครัวมาพร้อมคนไทย

    6. จัดพื้นที่รองรับการยกเลิกตราประทับขาออก กรณีผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องแล้ว แต่เที่ยวบินถูกยกเลิกกระทันหัน เพื่อไม่ให้เกิดการคับคั่งปะปนกับผู้โดยสารขาเข้าปกติ

    7. ให้สายการบินจัดพนักงานประสานงานกับ ตม.กรณี มีผู้โดยสารที่บินเข้าไทยแล้ว ต้องรีบต่อเครื่องภายในประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเครื่อง

    8. ประสานงานร่วมกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด( มหาชน ) เพื่อจัด SLOT เฉลี่ยจำนวนเที่ยวบินขาเข้าไม่ให้สะสมในช่วงเวลาเดียวกัน
    9. เร่งพิจารณาคนต่างชาติ ให้เข้ารับการตรวจด้วยช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ( Automatic Border Control ) เพื่อระบายความหนาแน่นจากช่องตรวจปกติ

    10. เพิ่มความเข้มคัดกรองคนต่างชาติที่เสี่ยงต่อการก่อเหตุความมั่นคงของประเทศคู่ขัดแย้งในเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง โดยประสานงานกับหน่วยความมั่นคงและข่าวกรองอย่างใกล้ชิด

    “ปริมาณความหนาแน่นของคนต่างชาติที่สนามบิน สะท้อนบรรยากาศการท่องเที่ยวในไทยที่คึกคักขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ตม.สนามบิน ก็จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคอลเซนเตอร์ และทุนเทาที่เผ่นจากกัมพูชาเข้าไทย รวมถึงกลุ่มที่เสี่ยงต่อความมั่นคงจากกรณีความไม่สงบในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงขณะนี้ ซึ่งอาจกระทบต่อการเร่งระบายความหนาแน่นไปบ้าง โดย สตม. เองไม่ได้นิ่งนอนใจ และถือโอกาสนี้ชี้แจงให้สังคมไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจความจำเป็นในสถานการณ์นี้” พล.ต.ต.เชิงรณฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/281132&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z0H-kd2wYVxgLNBMICIUk

  • ‘BNK48’ น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    ‘BNK48’ น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    'BNK48' น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    ‘BNK48’ น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการไอดอลไทย เมื่อ BNK48 รุ่นที่ 3 จากค่าย iAM จัดคอนเสิร์ตจบการศึกษา BNK48 3rd Generation Graduation Concert “Once Upon a Time… The Rabbit Were Born” ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ณ Fashion Island

    ตลอดระยะเวลา 6 ปีเต็ม สมาชิก BNK48 รุ่นที่ 3 ได้มอบความสุขผ่านเสียงเพลง รอยยิ้ม และพลังบวกในฐานะไอดอลแถวหน้าของวงการ T-POP ไทย และในค่ำคืนสำคัญนี้ พวกเธอได้ขึ้นเวทีร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางแฟนคลับที่มาร่วมส่งกำลังใจแน่นฮอลล์

    'BNK48' น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดเต็มทุกอารมณ์กว่า 30 เพลง ทั้งเพลงสนุกชวนโยก เพลงซึ้งกินใจ และโมเมนต์สุดประทับใจที่ทำเอาหลายคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ นับเป็น “คอนเสิร์ตจบการศึกษา BNK48 รุ่น 3” ที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์ แฟนๆ แห่แชร์ภาพและคลิปความทรงจำ จนแฮชแท็กติดเทรนด์ทันที

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการปรากฏตัวของแขกรับเชิญสุดพิเศษที่ทุกคนคิดถึง ไม่ว่าจะเป็น ปัญ เจนนิษฐ์ ตาหวาน ปูเป้ รวมถึงอดีตสมาชิกอย่าง เจ้าเข็ม แพมแพม ปาเอญ่า พิม และป๊อปเป้อ ชิไฮนิน ผู้จัดการวง BNK48 ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาแห่งความทรงจำนี้ สร้างเสียงกรี๊ดและรอยยิ้มให้แฟนคลับอย่างล้นหลาม

    'BNK48' น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    สำหรับสมาชิกที่จบการศึกษาในครั้งนี้มีทั้งหมด 8 คน ได้แก่ (อีฟ) อิสรีย์ ทวีกุลพาณิชย์, (เอิร์ธ) นภสรณ์ ศิริปาณี, (ยาหยี) ณัฏฐธิดา อาสนานิ, (เกรซ) วิรัลพัชร ธำรงค์พันธวนิช, (พีค) ภูษิตา วัฒนากรแก้ว, (เอิร์น) วชิราพร พัฒนพานิช, (มีน) ณัฐธันยา ดุลยพล และ (ข้าวฟ่าง) ญาณิศา เมืองคำ โดยทั้ง 8 สาวพร้อมเติบโตและเดินหน้าสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต

    ขณะที่สมาชิกบางส่วนอย่าง (ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย, (แพนเค้ก) พิทยาภรณ์ เกียรติฐิตินันท์, (โยเกิร์ต) นพรดา เลิศวิริยะพร, (โมเน่ต์) ภาริตา ริเริ่มกุล และ (เฟม) นันทภัค กิตติรัตนวิวัฒน์ จะยังคงใช้นามสกุล BNK48 ต่อไป และสานต่อความฝันบนเส้นทางไอดอล

    'BNK48' น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    ค่ำคืน “Once Upon a Time… The Rabbit Were Born” จึงไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ตอำลา แต่คือบทสรุปของความทรงจำ ความผูกพัน และการเติบโตของเหล่ากระต่ายน้อยรุ่นที่ 3 ที่พร้อมโบยบินสู่โลกกว้าง ท่ามกลางกำลังใจจากแฟนคลับทั่วประเทศ

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    “BNK48 รุ่นที่ 3” ปิดฉากอย่างงดงามในคอนเสิร์ตจบการศึกษา “Once Upon a Time… The Rabbit Were Born” จัดเต็มกว่า 30 เพลง พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ สร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมบนโลกออนไลน์ สมาชิก 8 คนจบการศึกษา เตรียมเดินหน้าสู่เส้นทางใหม่ ขณะที่บางส่วนยังคงสานต่อความฝันในนาม BNK48

    #BNK48 #BNK48รุ่น3 #GraduationConcert #OnceUponATimeTheRabbitWereBorn #ไอดอลไทย #คอนเสิร์ตBNK48

    'BNK48' น้ำตาแห่งความสุข! ปิดฉากงดงาม รุ่น 3 คอนเสิร์ตจบการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/music/614126&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RgwK3KVibMZQP7O-K_Clc

  • จับแล้ว! สัปเหร่อคนดังทำคุณไสยเรียกผัว ล่วงละเมิดหญิงสาวหลายรายขณะทำพิธี | เดลินิวส์

    จับแล้ว! สัปเหร่อคนดังทำคุณไสยเรียกผัว ล่วงละเมิดหญิงสาวหลายรายขณะทำพิธี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จับกุม นายสนม ผิวบาง อายุ 82 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล, ข่มเหงจิตให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ, ใช้สิ่งของหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ” จำนวน 7 หมายจับ พร้อมตรวจยึดของกลาง ลูกกาเราะ และ มีดหมอ ที่ใช้ในการก่อเหตุ โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่

    สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายเป็นหญิงสาวหลายรายเข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หลังถูก นายสนม สัปเหร่อ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ลวนลามกระทำอนาจาร ขณะทำพิธีอาบน้ำมนต์แก้คุณไสย โดยใช้มีดหมอ ลูกกาเราะ และ มือสัมผัส ลูบไล้ตามร่างกายและอวัยวะเพศ

    หลังรับเรื่อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ จึงสั่งการไปยัง ตำรวจ บก.ป. ให้จัดกำลังลงพื้นที่สืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งพบพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่าน่าจะมีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ

    6 เหยื่อ “ลุงสัปเหร่อ” หื่น ดอดให้ปากคำตำรวจ “บิ๊กเต่า” เชื่อมีหน้าม้า-ขยายผลฟันคดีทุกประเด็น

    อย่างไรก็ตามหลัง นายสนม ทราบเรื่องว่าตัวเองกำลังจะถูกดำเนินคดี จึงรีบชิงหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปซ่อนตัวอยู่กับญาติและลูกศิษย์ ในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่ เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป. จึงเร่งนำกำลังตามจับกุมตัวได้พร้อมตรวจยึดของกลาง ลูกกาเราะ และ มีดหมอ ที่ใช้ในการก่อเหตุได้ดังกล่าว

    จากการสอบสวน นายสนม เบื้องต้นให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีการกระทำอนาจารผู้เสียหายจริง แต่ไม่ได้ใช้อาวุธหรือมีดหมอในการข่มขู่ หรือ บังคับให้ผู้เสียหายยอมทำตามหรือห้ามขัดขืนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงเร่งนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650968/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZYVi77MtQJQZxop1wIKI

  • ไทยเสี่ยง “ต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน” เผชิญแรงกระแทก “เศรษฐกิจ”

    ไทยเสี่ยง “ต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน” เผชิญแรงกระแทก “เศรษฐกิจ”

    แม้มีเหตุการณ์โจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น การใช้โดรนโจมตีฐานที่มั่นสหรัฐ

    แต่ลักษณะการปะทะที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การทำสงครามทำลายล้างขนาดใหญ่ที่มุ่งโจมตีชีวิต และทรัพย์สินในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคยังไม่ได้รับความเสียหาย และยังไม่เห็นการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินรุกคืบอย่างจริงจัง

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แม้ว่าภาคการเดินทางและการบินจะเริ่มได้รับผลกระทบให้เห็นแล้วก็ตาม
    อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดไม่ใช่การปะทะทางทหารโดยตรง

    แต่คือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจด้วยการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก ช่องแคบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นทางผ่านหลักของน้ำมันจากอิรักและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์

    ดังนั้น กรณีปิดช่องแคบจะมีกระทบขยายวงกว้างทันที เนื่องจากทรัพยากรพลังงานที่ไหลผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของตลาดโลก ซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวเร่งราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว

    ในมุมมองผลกระทบเชิงภูมิภาค ประเทศในเอเชียจะได้รับแรงกระแทกมากที่สุด หากการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสะดุด โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนสูง

    กระทบ “ต้นทุนไทย” พุ่ง

    สำหรับ ประเทศไทยผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับขึ้น แต่จะลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานโดยรวม เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของไทยมีความเชื่อมโยงกับก๊าซธรรมชาติและ LNG ในระดับสูง

    นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะยิ่งกดดันต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศ

    ด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงิน ในระยะสั้นตลาดจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอาจถูกทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตร

    “แต่ไม่ควรเร่งเก็งกำไรจากสถานการณ์ระยะสั้นมากเกินไป เพราะจากสถิติในอดีต ความขัดแย้งลักษณะนี้มักหาทางคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว และราคาสินทรัพย์สามารถปรับฐานลงได้เมื่อความตึงเครียดผ่อนคลาย”

    “เงินบาทจ่ออ่อนค่า” เงินทุนไหลออก

    อีกประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยคือค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง เมื่อภาระนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น เงินทุนมีโอกาสไหลออกไปยังดอลลาร์สหรัฐที่มองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง

    อีกทั้งตลาดเกิดใหม่ในเอเชียทั้งหมดมีแนวโน้มเผชิญแรงเงินทุนไหลออกในช่วงที่ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงและถือสินทรัพย์ที่มั่นคงมากขึ้น

    “หากพิจารณามุมมองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เป้าหมายอาจไม่ได้มุ่งสู่สงครามภาคพื้นดินเพื่อยึดครองพื้นที่แบบเดิม แต่เป็นความพยายามผลักดัน “การเปลี่ยนระบอบ” หรือการเปลี่ยนผู้นำผ่านแรงกดดันภายในประเทศอิหร่าน ตราบใดความขัดแย้งจำกัดผลกระทบเศรษฐกิจโลกยังควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นสงครามภาคพื้นดินยืดเยื้อจะกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากกรณียูเครน ซึ่งปัจจัยนี้เป็นตัวยับยั้งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเกินจุดควบคุม ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ และยังมีความหวังว่าจะไม่มีการใช้อาวุธร้ายแรง

    เตือนรับมือตลาดเงินป่วน

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเพิ่มเติมต่อผลกระทบตลาดน้ำมันโลก โดยชี้ว่า หากพิจารณาเฉพาะกำลังการผลิตของอิหร่านเพียงประเทศเดียว จะพบว่ามีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของซัพพลายน้ำมันโลก

    ดังนั้น หากไม่มีการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การหายไปของน้ำมันอิหร่านเพียงลำพังจะไม่ทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกระทบตลาดอย่างรุนแรงในระยะสั้น และอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ทันที
    ทั้งนี้มองว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน และมีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากทั่วโลก

    แม้การปิดช่องแคบจะสร้างแรงกระแทกช่วงแรก แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยได้ โดยแหล่งผลิตอื่น เช่น อาร์เจนตินา สามารถเข้ามาเติมอุปทานในตลาดได้ และห่วงโซ่อุปทานโลกมีศักยภาพในการปรับตัวค่อนข้างเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวไม่น่าจะยืนสูงมาก หากกลไกตลาดทำงานตามปกติ

    สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการเตรียมรับมือความผันผวนระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการผ่านน้ำมันสำรองที่มีอยู่ และควรมองหาเส้นทางนำเข้าทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม นอกจากนี้ ไทยอาจยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออกไปตะวันออกกลางที่อาจล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ รวมถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็ว

    ในตลาดเงิน จากภาวะตื่นตระหนกจะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ตามความผันผวนลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และผลกระทบระยะยาวมักไม่รุนแรง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

    เสี่ยงสงครามบานปลาย

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เริ่มวันที่ 2 สงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน เริ่มด้วยการข่มขู่จากทั้ง 2 ฝั่ง อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่President Trump ตอบถ้าอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐก็จะถล่มจุดต่างๆ ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งกว่าเดิม

    ดังนั้นต้องติดตามดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป จะลุกลาม บานปลายเพียงใดโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง จะมีความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตจะเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมัน

    จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหรือไม่

    ทั้งหมด จะกำหนดผลต่อไปว่าช่วงต้นสัปดาห์นี้ “ตลาดทุนโลก” จะปรับตัวอย่างไรราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาหลักทรัพย์ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ค่าเงินและหลังจากนั้น การต่อสู้ที่อาจจะตามมา ถ้ายืดเยื้อ ยาวนาน จะส่งผลต่อ “เศรษฐกิจจริง” ของเศรษฐกิจแต่ละประเทศต่าง ๆ ต่อไป

    ภาพและข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WknFygqCl-ImVMAapMZJ9

  • ศึกตะวันออกกลางระอุ! สนค. กางผลกระทบ 4 ด้าน เสี่ยงทุบเศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ศึกตะวันออกกลางระอุ! สนค. กางผลกระทบ 4 ด้าน เสี่ยงทุบเศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อประเทศไทย จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ, อิสราเอล กับอิหร่าน ใน 4 ด้านสำคัญ ทั้งราคาพลังงาน, การท่องเที่ยว, แรงงาน-การบริโภคในประเทศ และการลงทุน-ตลาดเงิน ดังนี้

    1. สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทย เร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

    2. สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมักเดินทางมาไทย เพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทาง และความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลก อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น เกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

    3. ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    4. ด้านบรรยากาศการลงทุน และเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจ ต้องถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้วางแนวทางในการดำเนินงานไว้ ดังนี้

    – กระทรวงพลังงาน โดย รมว.พลังงาน ได้สั่งการด่วนระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 1 มี.ค.69 ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือ และอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน

    ส่วนแผนสำรองก๊าซธรรมชาติ สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ขณะที่ด้านการผลิตไฟฟ้า ได้สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก

    – กระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งศูนย์ติดตาม และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

    – กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมง ของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน

    – กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์ และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ โดยในปัจจุบัน มีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 77,495 คน ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย จำนวน 7,347 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h4wm7bYZTdHKgpL64pYYE

  • SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ‘ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ’ เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ‘ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ’ เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง 'ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ' เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกระลอก ประเด็นที่ทั่วโลกจับตาไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมืองหรือความมั่นคง แต่คือแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผ่านไปทั่วโลก ผ่าน 2 ช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ช่องแคบ ‘ฮอร์มุส’ และช่องแคบ ‘บับเอลมันเด็บ’ เส้นทางทะเลแดงเชื่อมต่อคลองสุเอซ รวมถึงความผันผวนของ 3 สินทรัพย์หลักอย่างทองคำ หุ้น และน้ำมัน

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกสามารถแบ่งได้เป็น 2 ฉากทัศน์หลัก คือกรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็วภายใน 1–2 สัปดาห์ ซึ่งผลกระทบจะจำกัด และกรณียืดเยื้อหรือรุนแรง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่ประเมินไว้

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC

    “ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ เศรษฐกิจโลกปี 2569 ก็มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนอยู่แล้ว จากผลของภาษีการค้าสหรัฐและการปรับตัวของภาคธุรกิจทั่วโลก ดังนั้น ความขัดแย้งครั้งนี้จึงเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากยืดเยื้อจนกระทบต่อการค้าและการลงทุน”

    ซัพพลายน้ำมันคือจุดเสี่ยงหลัก

    ช่องแคบฮอร์มุสเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก หากเกิดการจำกัดหรือปิดกั้นการผ่าน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบฐานที่ประเมินไว้ โดยกรณียืดเยื้ออาจเห็นระดับ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากรุนแรงมากอาจสูงกว่านั้น

    ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อโลก ผ่านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ต้องกลับมาพิจารณาความเสี่ยงเงินเฟ้ออีกครั้ง

    ช่องแคบฮอร์มุส SCB EIC ชี้ สงครามตะวันออกกลาง 'ยิ่งยืด ยิ่งเจ็บ' เปิด 4 ด้านเศรษฐกิจไทยเจ็บหนัก

    ขณะเดียวกัน หากเส้นทางผ่านทะเลแดงได้รับผลกระทบ จะทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น ค่าระวางเรือและประกันภัยสูงขึ้น เสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน คล้ายช่วงโควิดที่การขนส่งติดขัดแล้วราคาสินค้าปรับตัวขึ้นรวดเร็วทั่วโลก

    ไทยเสี่ยง 4 ด้าน พลังงาน–ส่งออก–ท่องเที่ยว–ค่าเงิน

    สำหรับเศรษฐกิจไทย SCB EIC มองว่า ปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% อยู่แล้ว โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ราว 1.8% และหากรวมความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง อาจทำให้ตัวเลขต่ำกว่านั้น

    • มิติแรกคือ ความมั่นคงพลังงาน ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และพึ่งพาการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุสมากกว่าครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองประมาณ 61 วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกรอบดังกล่าว อาจกระทบความมั่นคงพลังงานและต้นทุนในประเทศ อย่างไรก็ดี ไทยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    • มิติที่สองคือการค้าและการส่งออก สินค้าบางประเภทที่ส่งออกไปตะวันออกกลาง เช่น รถยนต์เชิงพาณิชย์ และอาหารหรือผลไม้แปรรูป อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกัน หากการเดินเรือผ่านทะเลแดงสะดุด จะเพิ่มต้นทุนและเสี่ยงทำให้การส่งออกที่เดิมคาดว่าจะโตเพียงเล็กน้อย พลิกกลับมาติดลบได้
    • มิติที่สามคือการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวราว 7% และปีนี้คาดฟื้นตัว 3–4% โดยกลุ่มตะวันออกกลางเป็นตลาดศักยภาพที่เข้ามาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนบางส่วน หากความตึงเครียดกระทบการเดินทางหรือความปลอดภัย อาจส่งผลต่อรายได้ท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่ม Medical และ Wellness
    • มิติที่สี่คือภาคการเงินและค่าเงินบาท ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง เงินทุนอาจไหลไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและสกุลเงินหลัก ขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าบ้างจากดอลลาร์ที่แข็งขึ้น แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นแรงไหลออกกระทบเสถียรภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความผันผวนค่าเงินจะเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม

    GDP มีแนวโน้มต่ำลง นโยบายการเงินเผชิญโจทย์ยาก

    ดร.ฐิติมาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับประมาณการ GDP อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางเป็นลบแน่นอน โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่ความยืดเยื้อและระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ซึ่งจะโยงไปยังระดับราคาน้ำมันโลก

    สำหรับไทย หากเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าคาด ธนาคารกลางยังมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยได้อีกราว 50 basis points หลังปรับลดลงมาอยู่ที่ 1% อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงจากต้นทุนพลังงานที่อาจปรับเพิ่ม

    ท้ายที่สุด ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยจะขึ้นอยู่กับคำถามเดียวว่า ความขัดแย้งจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ เพราะยิ่งลากยาว แรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจยิ่งรุนแรงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/652778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0naGAglWnXjQ0g1_seJ1th

  • ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน  ผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”

    ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน ผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”

    ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน ผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพราะบ้านที่ดี ไม่ได้เกิดจากการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสมดุลระหว่างคุณภาพของบ้านและความเข้มแข็งของชุมชนโดยรอบ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จึงเดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศ พร้อมผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” คัดสรรของดีฝีมือท้องถิ่นจาก 5 จังหวัด 5 ภูมิภาค ส่งต่อเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่เยี่ยมชมโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมศุภาลัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม–31 พฤษภาคม 2569

                ภายใต้ความเชื่อว่า “บ้าน” คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและสังคม ศุภาลัยจึงตั้งใจทำให้ทุกการเยี่ยมชมโครงการมีความหมายมากกว่าการเลือกที่อยู่อาศัย แต่เป็นโอกาสในการร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างพลังให้เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

                “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาจากแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าจักสานกระจูดจากบ้านห้วยลึก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สานด้วยมือทีละเส้นจากวัสดุธรรมชาติ
    ชาสมุนไพร หอมป่า ฮ่อมดอย จากชุมชนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ ที่ต่อยอดองค์ความรู้พื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพร่วมสมัย ดอกเกลือบ้านย่า จังหวัดสมุทรสาคร ที่สืบทอดวิถีนาเกลือดั้งเดิม กล่องทิชชูจักสานกกจากเสื่อจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ที่ผสานงานหัตถกรรมกับดีไซน์เรียบง่ายใช้งานได้จริง และข้าวระยะเม่า
    จากตำบลสีสุก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่พอดี อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

                ทุกชิ้นผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงของขวัญเล็กๆ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และเติมความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
     

    “ศุภาลัยเชื่อว่าความยั่งยืนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จบลงที่การส่งมอบบ้านคุณภาพ แต่ต้องรวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่แข็งแรงด้วย “บ้านที่ดี” ควรทำให้ชุมชนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน แคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราเชื่อมโยงลูกบ้านกับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ทุกการเยี่ยมชมมีความหมายมากกว่าการดูบ้าน แต่คือการร่วมกันสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับสังคมไทย

                แคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” จึงเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนที่ศุภาลัยยึดมั่นเสมอมา ด้วยการส่งต่อคุณค่าของภูมิปัญญาไทย สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้แข็งแรงจากรากฐานไปพร้อมกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพ
     

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/950119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NnLt_7SVyxRLWEf_M7UrG

  • ททท.เปิดศูนย์ ศตท.รับมือตะวันออกกลาง เร่งช่วยผู้โดยสารตกค้าง

    ททท.เปิดศูนย์ ศตท.รับมือตะวันออกกลาง เร่งช่วยผู้โดยสารตกค้าง

    ททท.เปิดศูนย์ ศตท.รับมือตะวันออกกลาง เร่งช่วยผู้โดยสารตกค้าง

    ททท. เปิดเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ประสานสายการบินและท่าอากาศยานดูแลผู้โดยสารตกค้างจากการยกเลิกเที่ยวบินจากความตึงเครียดตะวันออกกลางอย่างเป็นระบบ

    พร้อมประเมินสถานการณ์และวางแผนฟื้นฟูความเชื่อมั่นทันทีที่คลี่คลาย เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและรักษาความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
     

    ททท.เปิดศูนย์ ศตท.รับมือตะวันออกกลาง เร่งช่วยผู้โดยสารตกค้าง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจนส่งผลให้มีการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ ททท. ได้ประกาศเปิด ศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข้อมูลและประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    วัตถุประสงค์หลักของมาตรการนี้คือการประสานความร่วมมือระหว่าง ททท. สายการบิน และท่าอากาศยาน เพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้างจากการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

    จากการติดตามเบื้องต้นพบว่ามีเที่ยวบินระหว่างประเทศที่บินตรงหรือเชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิกแล้วรวม 59 เที่ยวบิน ครอบคลุมท่าอากาศยานหลักทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    โดยสายการบินชั้นนำ อาทิ Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดชะงักของการเดินทางในครั้งนี้

    ในการดำเนินงานเชิงรุก ททท. ได้ร่วมกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ตั้งจุดอำนวยความสะดวก และจัดพื้นที่พักคอยชั่วคราวพร้อมน้ำดื่ม 

    ขณะที่ทางสายการบินได้จัดหาที่พักสำรองให้แก่ผู้โดยสารส่วนใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวภายในสนามบิน

    ททท.เปิดศูนย์ ศตท.รับมือตะวันออกกลาง เร่งช่วยผู้โดยสารตกค้าง

    นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่

    สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป ททท. ได้จัดทำแบบประเมินสถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการสื่อสารและการฟื้นฟูตลาด

    ในระหว่างที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผู้ว่าการ ททท. ได้สั่งการให้เร่งแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อทดแทนรายได้ที่สูญเสียไป และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับสู่ประเทศไทยทันทีที่สถานการณ์สงบลง

    ทั้งนี้ ททท. จะยังคงติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถปรับตัวและรับมือกับภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hEEv82baCns8yJ2_ztLnI

  • ‘ไทย’พลิกวิกฤติสงครามอิหร่าน ดึงท่องเที่ยว ‘ชูความมั่นคงอาหาร’

    ‘ไทย’พลิกวิกฤติสงครามอิหร่าน ดึงท่องเที่ยว ‘ชูความมั่นคงอาหาร’

    สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางทำให้ทั่วโลกหันมาเกาะติดความเคลื่อนไหว หลังจากทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชนที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2569 ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาแนวทางรับมือกับผลกระทบ

    นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจเป็นกระทบการขนส่งสินค้าและราคาน้ำมัน แต่จากการหารือยืนยันว่ามีการผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดสูง และกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC) เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาจึงไม่กระทบมาก รวมทั้งไทยมีความมั่นคงพลังงาน โดยสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานอยู่ระดับเพียงพอจึงไม่กระทบประชาชนและเศรษฐกิจมากนัก

    ขณะที่การดูแลความปลอดภัยคนไทยในต่างแดน ได้มอบให้สถานเอกอัครราชทูตไทยแต่ละประเทศอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย โดยประสานกระทรวงคมนาคมและกองทัพไทย เพื่อเตรียมความพร้อมอากาศยานสำหรับการอพยพ

    “ทุกวิกฤติจะสร้างโอกาส ดังนั้นต้องประเมินเพื่อหาโอกาสให้ประเทศ และรัฐบาลพร้อมฟังข้อชี้แนะจากภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนที่ตรงจุด”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลประเมินผลกระทบทุกมิติเพื่อกำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะยาว 5 ด้าน คือ

    1.ด้านพลังงาน ต้องติดตามสถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 20% ของน้ำมันทั่วโลก เมื่อเกิดความขัดแย้งจึงทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น 

    ทั้งนี้ประเมินว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นระยะสั้น 5% เพราะในตลาดยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่มากและไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ 60 วัน รวมถึงมีกลไกดูแลราคาจากกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิง ซึ่งดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

    2.ด้านการค้า ปัจจุบันมีผลกระทบทางตรงไม่มากเพราะไทยมีสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 10% และนำเข้า 8% แต่มีผลกระทบทางอ้อม คือ ค่าระวางเรือและค่าขนส่งเพราะเมื่อมีสถานการณ์สงครามทำให้การขนส่งได้รับผลกระทบ โดยนายกฯ ให้กระทรวงพาณิชย์หารือภาคเอกชนเพื่อเตรียมรองรับส่วนนี้

    3.ด้านการท่องเที่ยว ขณะนี้ยังไม่เกิดผลกระทบทางตรงมาก เพราะไทยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเพียง 4% และระยะยาวประเมินว่าอาจเกิดเป็นโอกาสทางการท่องเที่ยวทั้งสายการบินและการเดินทาง เพราะเห็นโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแผนมาท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นประเทศไทยต้องวางกลยุทธ์เพื่อรองรับโอกาสเหล่านี้

    4.ด้านตลาดเงินตลาดทุน โดยผลกระทบขณะนี้เมื่อมีสงครามทุกคนจะวิ่งสู่สินทรัพย์ปลอดภัย คือ ทองคำ ซึ่งทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 2% รวมถึงวิ่งเข้าสู่การลงทุนในเงินดอลลาร์ ซึ่งมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ขยับขึ้น 17% แต่วันที่ 2 มี.ค.2569 ลดลงเพียง 2% สะท้อนว่ายังมีเสถียรภาพ 

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์ รองรับความเสี่ยงในตลาดเงินตลาดทุนได้ และธนาคารพาณิชย์เข้มแข็งเพราะมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างมาก

    5.ด้านแรงงาน ขณะนี้กระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งรับผิดชอบดูแลคนไทยในตะวันออกกลางได้ติดตามและดูแลใกล้ชิด

    นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกฯ มอบหมายให้วางกลยุทธ์จากการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงการเมืองโลก และมองหาโอกาสดึงเงินลงทุนที่เข้ามาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ซึ่งประเมินโอกาสทั้งการท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นเป็นศูนย์กลางการแพทย์ รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร และการวางบทบาทของไทยให้มีความเป็นกลางเพื่อคว้าโอกาสเชิงเศรษฐกิจ

    “สภาพัฒน์” ประเมินผลกระทบ 2 กรณี

    นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่า สศช.ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางและประเมินผลกระทบเบื้องต้น แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 

    1.กรณีสถานการณ์มีวงจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และสิ้นสุดภายใน 1 เดือน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกรณีนี้จะกระทบ GDP ไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจากประมารการเดิม 2% เหลือ 1.6%

    2.กรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อและปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบการขนส่งน้ำมันและซัพพลายเชน ทำให้มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกรณีนี้จะกระทบ GDP ไทยปี 2569 ปรับตัวลงจากประมารการเดิม 2% เหลือ 1.3%

    “เอกชน” ชูจุดแข็งความมั่นคงทางอาหาร

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลมีแผนรับมือสถานการณ์ได้เร็วและพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยภาคเอกชนประเมินว่าอาจมีผลกระทบไม่มาก เพราะไทยมีน้ำมันสำรองถึง 60 วัน และมีแนวทางหาแหล่งอื่นเพิ่ม

    ”อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและรถยนต์ที่ส่งออกไปกลุ่มประเทศเหล่านี้ ได้หารือแล้วพบว่ามียอดส่งออกไม่สูงมาก ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบยังมีไม่มาก โดยไทยมียอดการค้ากับอิหร่านในปีก่อนอยู่กว่า 5 พันล้านบาท ดังนั้นผลกระทบจึงยังไม่สูงมาก”

    ขณะนี้ได้มีการวางแผนพลิกวิฤติเป็นโอกาส โดยตะวันออกกลางต้องการความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นจะเป็นโอกาสแก่อุตสาหกรรมนี้ และท่าทีไทยที่เป็นกลางจะทำให้ไทยมีโอกาสดึงนักลงทุน โดยก่อนเกิดความขัดแย้งครั้งนี้มีกลุ่มทุนตะวันออกกลางติดต่อขอข้อมูลเพื่อเตรียมย้ายฐานการผลิตมาไทยจึงทำให้มั่นใจได้ว่าการสร้างโอกาสครั้งนี้จะทำให้ไทยเป็นสวิสเซอร์แลนด์แห่งการลงทุนในภูมิภาค

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยมีโอกาสขยายตัวในตลาดตะวันออกกลางที่กำลังประสบภาวะขาดแคลนสินค้า โดยอาจใช้เส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบียหรืออ้อมทางอัฟริกา

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสแกนดิเนเวียจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากตะวันออกกลางมาเอเชียและไทยมากขึ้น รวมถึงโอกาสท่องเที่ยวด้านการแพทย์ เพราะไทยถูกมองเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Area) สำหรับกลุ่มผู้มีฐานะที่ต้องการพำนักระยะยาวและใช้บริการด้านสุขภาพ แต่ตอนนี้ขาดแคลนแรงงานจึงฝากกระทรวงแรงงานวางแผนรับมือ

    รัฐหารือเอกชนช่วยนักท่องเที่ยว

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหารือผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ขอให้ร่วมมือช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในไทยเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิก โดยนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งต้องอยู่ในไทยต่อ จึงต้องดูค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้จ่าย เพราะนักท่องเที่ยวได้เข้ามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ทำให้เงินอาจน้อยลง

    ดังนั้นไทยควรเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแล กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงประสานผ่านสมาคมโรงแรมไทยไปยังโรงแรมต่างๆ ที่มีนักท่องเที่ยวตกค้างว่าจะให้ส่วนลดค่าโรงแรม รวมทั้ง สั่งการให้สำนักงาน ททท.ในพื้นที่ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมถึงอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยวแต่ละโรงแรมว่ามีความต้องการหรือขาดเหลืออะไร

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่วีซ่าจะหมดอายุหรือคาบเกี่ยว เจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ แต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่หลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ พังงา และเชียงใหม่ รวมถึงอาสาสมัคร ต้องเข้าไปสำรวจสอบถามเพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือ

    ททท.เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ส่งผลให้หลายประเทศในตะวันออกกลางปิดน่านฟ้า โดย ททท.ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง 

    รวมทั้งล่าสุดเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ (ศตท.) เพื่อเป็นกลไกรวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ โดยได้จัดทำการประเมินสถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อเตรียมความพร้อมระยะสั้นและระยะกลาง ครอบคลุมการบริหารจัดการสื่อสาร การดูแลนักท่องเที่ยว และการฟื้นฟูตลาดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

    ทั้งนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ตและกระบี่ ได้รับแจ้งยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินระหว่างประเทศที่มีเส้นทางบินไปยังหรือเชื่อมต่อผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง 59 เที่ยวบิน อาทิ 

    สายการบิน Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Kuwait Airways, Air Arabia, Fly Dubai, El Al, Arkia Israeli และ Saudi Arabian Airlines ส่งผลให้การเดินทางเข้า-ออกภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงัก 

    ส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ททท.ประสานงานท่าอากาศยาน สายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มเจ้าหน้าที่ ตั้งจุดอำนวยความสะดวก จัดเตรียมน้ำดื่ม และเปิดพื้นที่พักคอยชั่วคราว ขณะที่สายการบินจัดหาที่พักสำรองให้แก่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ ทำให้จำนวนผู้โดยสารตกค้างภายในสนามบินมีไม่มาก

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ททท.สั่งการให้ด้านตลาดในประเทศประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้าง พร้อมเตรียมแผนกระตุ้นตลาดในประเทศและตลาดศักยภาพอื่น เพื่อรองรับและทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223497&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ysCylkxmaX8QNEkG5Dss4