Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ด่วน มติ ครม. สั่งข้าราชการ WFH ทันที-เปิดแอร์ 26 องศา-ถอดสูทประชุม-งดบินต่างประเทศ

    ด่วน มติ ครม. สั่งข้าราชการ WFH ทันที-เปิดแอร์ 26 องศา-ถอดสูทประชุม-งดบินต่างประเทศ

    ด่วน มติ ครม. สั่งข้าราชการ WFH ทันที-เปิดแอร์ 26 องศา-ถอดสูทประชุม-งดบินต่างประเทศ

    มติ ครม. ล่าสุด เคาะมาตรการด่วน! สั่งข้าราชการ Work from Home ทันที รับมือวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมสั่งระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ (10 มีนาคม 2569) มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ดังนี้

    1. มาตรการ Work from Home และงานบริการ

    ให้หน่วยงานราชการทุกแห่งเริ่มปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก (Work from Home) เต็มรูปแบบทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

    ข้อยกเว้น: สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของภาคประชาชน

    2. มาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน

    • รณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ “ถอดสูท” ในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน ซึ่งเริ่มมีการปฏิบัติแล้วในการประชุมครม.ในวันนี้
    • กำหนดให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม

    3. การเดินทางไปต่างประเทศ

    • สั่งระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับในขณะนี้
    • ข้อยกเว้น: หากเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ทางด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงการปรับตัวของภาคการศึกษาว่า การสั่ง Work from Home ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดเปิดภาคเรียน ทางกระทรวงจะมีการประเมินสถานการณ์และมาตรการรองรับอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลฃ

    รายละเอียดมติครม.ฉบับเต็ม

    ต่อมา นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียดว่า ครม.รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน  เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

    1.การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26 – 27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ

    2.การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น

    3.การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน

    4.การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้

    5.การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร

    6.การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool และการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

    ทั้งนี้ มาตรการ WFH นอกเหนือจากมาตรการที่กระทรวงพลังงานได้แจ้งเวียนให้กับหน่วยงานถือปฏิบัตินั้น นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ 2 เรื่อง ดังนี้

    1. เริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

    2. งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน

    “นายกฯได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการดังกล่าวโดยคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที” นางสาวลลิดา ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653443&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gcnJrb0e30T3ZOegaiCbS

  • เลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้สำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตร Super วปส. รุ่นที่ 3 และหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 12 เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้สำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตร Super วปส. รุ่นที่ 3 และหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 12 เข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ   สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) นำคณะผู้สำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตร สุดยอดผู้นำวิทยาการประกันภัยระดับสูง (Super วปส.) รุ่นที่ 3 และหลักสูตร วิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 12 และผู้บริหารสำนักงาน คปภ.จำนวน 156 คน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ พร้อมทั้งขอพระราชทาน     ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินเพื่อสมทบทุนมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล และขอพระราชทานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1002713&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_-kv1ub4M9Y1kD1o5MMUH

  • ครม.ไฟเขียว! สั่งทุกหน่วยงานรัฐ WFH ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบการให้บริการ

    ครม.ไฟเขียว! สั่งทุกหน่วยงานรัฐ WFH ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบการให้บริการ

    รัฐบาลสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ Work From Home ทันที รับมือวิกฤตพลังงานโลก หากสถานการณ์รุนแรงอาจสั่งหรี่ไฟป้ายหลัง 4 ทุ่ม

    รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ Work From Home ในส่วนงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลก มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดการใช้พลังงานของภาครัฐและเตรียมความพร้อมหากเกิดวิกฤตพลังงาน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินมาตรการทันที โดยให้ลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การเดินทางไปศึกษาดูงานหรือการอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาใช้ระบบออนไลน์และการทำงานจากที่บ้านมากขึ้น

    ตั้งศูนย์ติดตามพลังงาน รับมือความผันผวนตลาดโลก

    รัฐบาลระบุว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก เพราะภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลัก จึงทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง

    กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์พลังงาน Energy ICS เพื่อเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดปัญหาด้านการจัดหาพลังงานในอนาคต

    ไทยใช้น้ำมันวันละกว่า 124 ล้านลิตร

    ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,055 ล้านลิตร

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวมีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

    มาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานรัฐ

    เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ รัฐบาลได้เสนอแนวทางลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นต้นแบบให้กับภาคเอกชนและภาคประชาชน

    มาตรการสำคัญประกอบด้วย

    • ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส
    • ส่งเสริมการแต่งกายแบบเสื้อแขนสั้น งดใส่สูทและผูกเนกไท ยกเว้นงานพิธี
    • ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นภายในสำนักงาน
    • ใช้โหมด Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
    • ลดการใช้ลิฟต์ ส่งเสริมการใช้บันไดในระยะใกล้
    • ลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร พร้อมส่งเสริมระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
    • เพิ่มการประชุมออนไลน์และการทำงานแบบ Work From Home

    ลดการใช้เชื้อเพลิงและส่งเสริมการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากมาตรการด้านไฟฟ้าแล้ว ภาครัฐยังมีแนวทางลดการใช้เชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool รวมถึงการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

    รัฐบาลยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ช่วยรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงด้านพลังงานโลก

    หากสถานการณ์รุนแรง อาจบังคับหรี่ไฟป้ายและจำกัดเวลาเปิดปั๊มน้ำมัน

    หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ รัฐบาลอาจพิจารณามาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น การให้ลดการใช้ไฟฟ้าสำหรับป้ายโฆษณา ป้ายร้านค้า หรือป้ายโรงภาพยนตร์ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป

    นอกจากนี้ อาจกำหนดเวลาการเปิดให้บริการสถานีบริการน้ำมันไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสถานีบริการน้ำมันที่ตั้งอยู่บนทางหลวงสายหลัก

    ลดพลังงานเพียง 5% ประหยัดงบได้หลายล้านบาท

    รัฐบาลประเมินว่า หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ 5% จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ราว 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน

    ขณะเดียวกัน หากลดการใช้ไฟฟ้าได้ 5% จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ พร้อมทั้งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877510/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2afHXJuvL00mYHptgAHoXc

  • นายกฯ สั่งหน่วยงานราชการงดใส่สูท Work From Home-งดดูงานต่างประเทศ นับหนึ่งมาตรการประหยัดพลังงาน

    นายกฯ สั่งหน่วยงานราชการงดใส่สูท Work From Home-งดดูงานต่างประเทศ นับหนึ่งมาตรการประหยัดพลังงาน

    วันนี้ (10 มีนาคม 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการไปยังคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้านหรือ Work From Home ทันที ในหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน ขณะเดียวกันลดการศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ดูงานในประเทศแทน

    อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีตอนหนึ่งว่า สำหรับประเทศไทยมีความต้องการในการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวัน 124 ล้านลิตร ทั้งนี้ตัวเลขเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร โดยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้กระทรวงพลังงานเสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และมีการตั้งอุณหภูมิ 26-27 องศาเซลเซียส ให้ใส่เสื้อแขนสั้น งดใส่สูทผูกไท รวมถึงลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน ปิดไฟ ลดใช้อุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ ลดการใช้ลิฟต์ ใช้บันไดในระยะใกล้ ลดการใช้กระดาษ เครื่องถ่ายเอกสาร และใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการถ่ายเอกสารแทน ประชุมผ่านระบบออนไลน์ และ Work From Home ตามที่เหมาะสม

    ขณะเดียวกันยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสภาพรถยนต์สม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถด้วยกัน และวางแผนเดินทางร่วมกันเพื่อลดใช้พลังงาน ทั้งยังประสานความร่วมมือให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ ประชาสัมพันธ์การประหยัดพลังงานอย่างเหมาะสม

    ทั้งนี้หากสถานการณ์วิกฤตขึ้นก็จะบังคับเพิ่มเติม เช่น หรี่การใช้ไฟฟ้าในป้ายโฆษณาสินค้า บริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายต่างๆ ตามโรงภาพยนตร์ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป และกำหนดเวลาเปิด-ปิด ปั๊มน้ำมันไม่เกิน 22.00 น. เว้นปั๊มน้ำมันบนทางหลัก

    “หากพี่น้องประชาชนสามารถบังคับตัวเองในการประหยัดพลังงานได้จะสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 ลดการใช้น้ำมันได้ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่า 10.45 ล้านบาทต่อเดือน ถ้าลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะลดการใช้ไฟฟ้าได้ 3.6 ล้านหน่วยต่อเดือน”

    สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ คณะรัฐมนตรีต่างงดสวมสูท ใส่เพียงเสื้อเชิ้ตในการประชุม เพื่อปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เพื่อประหยัดไฟ อย่างไรก็ตามอนุทินได้ลาประชุมคณะรัฐมนตรีเนื่องจากป่วย เช่นเดียวกับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลาประชุมเช่นเดียวกัน

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-thai-government-work-from-home/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fHTyElxuRqecSiLAxSQHv

  • TM โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์เปิดรับสมัครนักเรียนบริบาลรุ่นที่ 6 พร้อมมอบทุนการศึกษาตลอดหลักสูตรเรียนจบแล้วมีงานรองรับ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TM โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์เปิดรับสมัครนักเรียนบริบาลรุ่นที่ 6 พร้อมมอบทุนการศึกษาตลอดหลักสูตรเรียนจบแล้วมีงานรองรับ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เปิดรับสมัครนักเรียนบริบาลหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุรุ่นที่ 6  พร้อมสวัสดิการที่พักฟรีและให้ทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข การันตีเรียนจบแล้วมีงานรองรับ

    นายแพทย์วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด ในเครือ  บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เปิดรับสมัครนักเรียนบริบาล หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 420 ชั่วโมง และหลักสูตรใหม่ Caregiver Plus เพิ่มเติมอีก 66 ชั่วโมง สำหรับเรียนความรู้ด้านภาษาอาหรับ รวมถึงความรู้เบื้องต้นของศาสนาอิสลาม โดยเปิดรับนักเรียนทุกศาสนา เพื่อเพิ่มศักยภาพและทางเลือกในสายอาชีพด้านการบริบาล ทั้งยังขยายโอกาสสู่อาชีพบริบาลระดับนานาชาติ  นอกจากนี้แล้วยังยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนด้านสายอาชีพบริบาลหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในต่างประเทศ  

    สำหรับจุดเด่นหลักสูตรนี้ เรียนจบแล้วได้รับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ในระบบของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้แล้วยังได้รับประกาศนียบัตรภาษาอาหรับพื้นฐาน และประกาศนียบัตรหลักศาสนาอิสลามเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นหลักสูตรบูรณาการความรู้ครบด้านในการดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง ที่รับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข  นอกจากนี้แล้วยังได้เรียนภาษาอาหรับพื้นฐาน หลักปฏิบัติศาสนาอิสลามในการดูแลผู้สูงอายุ ที่สำคัญเรียนกับทีมแพทย์ พยาบาล สหสาขาวิชาชีพ และอาจารย์ศาสนาอิสลามทั้งในและต่างประเทศ

    ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนบริบาล จะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ เช่น  ทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร

    ที่พักฟรี ชุดยูนิฟอร์มฟรี อาหารกลางวันฟรี เงินสนับสนุน 5,000 บาท โดยผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ เพศชาย/หญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป จบการศึกษาระดับ ม.3 หรือวุฒิศาสนา (มุตาวัซซีเตาะฮ์ / ซานาวียะฮ์) อ่านอัลกุรอานได้ดี สุขภาพแข็งแรง บุคลิกดี มีจิตเมตตา  มีใจรักในการดูแลผู้สูงอายุ

    สำหรับผู้ที่สนใจสมัครจะต้องเตรียมเอกสารดังกนี้  สำเนาบัตรประชาชน 2 ฉบับ สำเนาทะเบียนบ้าน 2 ฉบับ รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 ใบ ใบรับรองแพทย์ 1 ฉบับ และสำเนาวุฒิการศึกษา  2 ฉบับ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หรือติดต่อสอบถามได้ที่โทรศัพท์ 02-539-3318 ต่อ 204  และ 081-248-0963 หรือ FB : โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ อีเมล : pncschool@theparents.com  LINE : @877iwdrh ทั้งนี้ โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ตั้งอยู่เลขที่ 39 ซอยลาดพร้าว 92 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/10/624271/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22G_PW3NXWmBBwYtuTqSuD

  • “ซาบีดา” รับหารือแล้ว ไอเดียรวมกระทรวง “วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว”  คาด 6 เดือนชัดเจน

    “ซาบีดา” รับหารือแล้ว ไอเดียรวมกระทรวง “วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” คาด 6 เดือนชัดเจน

    วันนี้ (10 มี.ค.2569) เวลา 09.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุม ครม. น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแยกงานท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และแยกเป็นกระทรวงกีฬาอย่างเดียว ว่า ยอมรับว่าในพรรคภูมิใจไทยมีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มองว่าประเทศไทยมีพหุวัฒนธรรม แต่ไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ จึงต้องใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม และกลายมาเป็นแนวคิดรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า การรวมกระทรวงดังกล่าวจะทำให้เร็วที่สุด แต่จากการหารือกับนายกรัฐมนตรี อยากให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ส่วนการปฎิบัติจริงต้องดูหน้างานอีกครั้งว่า มีความซับซ้อนเพียงใด ประเด็นสำคัญไม่ใช่การปรับโครงสร้างของกระทรวง แต่อยู่กับการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยนำเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและการส่งออกทางวัฒนธรรม

    ภาพประกอบข่าว

    “อรรถกร” ไม่ค้านไอเดียแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา

    ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬาว่า พื้นฐานจากหลายประเทศที่ได้ทำงานร่วมกันมาในช่วง 5-6 เดือน ก็จัดสรรกระทรวงวัฒนธรรมอยู่กับการท่องเที่ยว เนื่องจากภารกิจใกล้เคียงกัน ซึ่งตนเองไม่มีปัญหา ไม่ได้ขัดข้องกับแนวคิดนี้

    ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวคิดนี้ทางกระทรวงฯ เคยมีการศึกษามาก่อนหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ในช่วงที่ตนเองเข้ามาทำงาน ไม่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมในส่วนนี้ แต่ทราบว่ามีข้อเสนอแนะเรื่องนี้

    อ่านข่าว :

    ตำรวจรวบ “ดีเจรัสเซีย” เอเยนต์ยาเสพติดรายใหญ่บนเกาะพะงัน สั่งซื้อผ่านแอปฯ ส่งพิกัดให้ขุดดินรับของ

    สมช.ระบุยังไม่ได้รับรายงาน กรณี “ฮุน มาเนต” จ่อเจรจาขอคืนพื้นที่หลังสงกรานต์

    “นายกฯ” ลาป่วย ประชุม ครม. ให้ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะแทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503146&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15NTMyHAkav-V6bH7fS63s

  • XPEL แบรนด์ฟิล์มกันรอยเบอร์หนึ่งของโลก บุกไทยเต็มรูปแบบ รุกเปิดตัว 3 ไฮไลต์เด็ด

    XPEL แบรนด์ฟิล์มกันรอยเบอร์หนึ่งของโลก บุกไทยเต็มรูปแบบ รุกเปิดตัว 3 ไฮไลต์เด็ด

    ตลาดฟิล์มกรองแสงระอุ XPEL (เอ็กซ์เพล) แบรนด์ฟิล์มกันรอยระดับพรีเมียมอันดับ 1 ของโลก จากประเทศ สหรัฐอเมริกา ประกาศรุกตลาดในไทย ล่าสุดเซ็นต์สัญญาแต่งตั้ง บริษัท …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autospinn.com/2026/03/xpel-film-148207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LnGXu2uIu91Vnh-aauAWG

  • จุฬาฯ หารือความร่วมมือทางวิชาการกับคณะผู้แทนจากประเทศแคนาดา

    จุฬาฯ หารือความร่วมมือทางวิชาการกับคณะผู้แทนจากประเทศแคนาดา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ หารือความร่วมมือทางวิชาการกับ Saskatchewan Education Delegation ประเทศแคนาดา

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศแคนาดา นำโดย The Honourable Ken Cheveldayoff, Minister of Advanced Education, Government of Saskatchewan พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก the Government of Saskatchewan ผู้แทนจาก University of Saskatchewan และ Saskatchewan Polytechnic ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4

    ในการนี้ รศ.ดร.ปาลนี อัมรานนท์ รองอธิการบดี เข้าร่วมหารือความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ พร้อมด้วยคณบดีและผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
    การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาของประเทศไทยและประเทศแคนาดา ทั้งในด้านความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนคณาจารย์และนิสิตนักศึกษา ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรและโครงการทางวิชาการร่วมกัน ทั้งนี้ ผู้บริหารทั้งสองมหาวิทยาลัยได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านยุทธศาสตร์และกำหนดแนวทางความร่วมมือเชิงปฏิบัติในอนาคต ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของไทยและแคนาดาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/290950/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lUpBn-vE2ZxAYn_tVwjDK

  • ปรากฏการณ์เตรียมอุดม ความหวังของเด็กไทย หรือภาพความเหลื่อมล้ำ ที่ชัดเจน

    ปรากฏการณ์เตรียมอุดม ความหวังของเด็กไทย หรือภาพความเหลื่อมล้ำ ที่ชัดเจน

    การสอบเข้า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา มีนักเรียนสมัครสอบมากถึง 13,895 คน เพื่อชิงที่นั่งเพียง 1,520 ที่นั่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 1 ต่อ 9 ภาพของนักเรียนจำนวนมหาศาลที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของโรงเรียนชื่อดังเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ” ในระบบการศึกษาไทยอย่างชัดเจน

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเชื่อของสังคมว่า โรงเรียนบางแห่งสามารถเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษาและอนาคตที่ดีกว่า ความนิยมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจึงไม่ได้มาจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากผลงานด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสถิติการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่าเป็น “เส้นทางสำคัญสู่ความสำเร็จทางการศึกษา”

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความโดดเด่นของโรงเรียนเพียงแห่งเดียว หากแต่อยู่ที่ความจริงที่ว่า โรงเรียนอีกจำนวนมากยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานหรือความเชื่อมั่นในระดับเดียวกันได้ ความย้อนแย้งของระบบการศึกษาไทยจึงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด เมื่อโรงเรียนบางแห่งมีผู้สมัครล้นหลาม ขณะที่โรงเรียนอีกจำนวนไม่น้อยกลับเผชิญปัญหาจำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง บางแห่งถึงขั้นต้องปิดตัวลง

    สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงการกระจุกตัวของทรัพยากรและคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นผลจากโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังไม่สามารถยกระดับมาตรฐานโรงเรียนได้อย่างทั่วถึง

    ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่เข้มข้นยังนำไปสู่วัฒนธรรม “การติวสอบ” ที่แพร่หลาย นักเรียนจำนวนมากต้องเข้าคอร์สติวพิเศษเพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบติด ซึ่งในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะครอบครัวที่มีทรัพยากรมากกว่าย่อมมีโอกาสเตรียมตัวได้ดีกว่า

    คำถามสำคัญจึงกลับมาที่บทบาทของรัฐ โดยเฉพาะ กระทรวงศึกษาธิการ ในการสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันทั่วประเทศ หากโรงเรียนในแต่ละจังหวัดได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง มีครูที่มีศักยภาพ มีทรัพยากรเพียงพอ และมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่เข้มแข็ง ความจำเป็นที่นักเรียนต้องแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่งก็อาจลดลงได้

    อีกแนวทางหนึ่งที่ควรพิจารณา คือการนำรูปแบบการบริหารจัดการและแนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนต้นแบบ เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปพัฒนาและต่อยอดในโรงเรียนภูมิภาค เพื่อกระจายคุณภาพการศึกษาให้กว้างขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ความเป็นเลิศทางการศึกษากระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่

    ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันทางการศึกษา แต่เป็นคำถามสำคัญต่อระบบการศึกษาทั้งระบบว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องดิ้นรนแข่งขันเพื่อโอกาสเพียงไม่กี่ที่นั่งในโรงเรียนไม่กี่แห่ง

    สถานการณ์นี้ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการปรับหลักสูตรหรือการออกนโยบายระยะสั้น แต่ต้องมุ่งแก้ไขโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาอย่างจริงจัง การกระจายคุณภาพการศึกษาไปสู่ทุกภูมิภาค การพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ และการสร้างโรงเรียนที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั่วประเทศ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมมากขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดหรือเติบโตในพื้นที่ใดก็ตาม

    ขอบคุณภาพ : Triamudom Family สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/133825&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bBasgOLsG_wHlAwl45rk4

  • ชีวิตเริ่มต้นใหม่ “น้องโป้” กลับสู่รั้วโรงเรียน หลังสังคมยื่นมือช่วยเหลือ ยอดบริจาคทะลุ 3 แสนบาท | เดลินิวส์

    ชีวิตเริ่มต้นใหม่ “น้องโป้” กลับสู่รั้วโรงเรียน หลังสังคมยื่นมือช่วยเหลือ ยอดบริจาคทะลุ 3 แสนบาท | เดลินิวส์

    จากกรณีเรื่องราวชีวิตของ “น้องโป้” เยาวชนอายุ 13 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ซอยสระบัว ต.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และป่วยเป็นโรคโลหิตจาง หลังต้องเผชิญชะตากรรมชีวิตอันหนักหน่วง เมื่อแม่เสียชีวิต ขณะที่พ่อแยกทางไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้น้องโป้ต้องตัดสินใจออกจากโรงเรียน เพื่อไปซื้อผักจากตลาดหัวอิฐมามัดเป็นกำจำหน่ายบริเวณโรงพยาบาลมหาราช เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ

    ในช่วงเวลาที่ผ่านมา น้องโป้ต้องอาศัยพักผ่อนตามซอกตึกหรือใต้ต้นไม้ภายในโรงพยาบาลมหาราช กระทั่งเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บ เมื่อคืนวันที่ 23 ก.พ. 2569 และหลังแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล น้องโป้ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านเช่าของป้า ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ยากลำบาก โดยบ้านเช่าหลังดังกล่าวมีค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ต้องอาศัยอยู่รวมกันถึง 6 คน ในจำนวนนี้มีคุณยายวัยเกือบ 80 ปีที่ป่วยติดเตียง และป้าอีกหนึ่งคนซึ่งพิการแขนขาอ่อนแรง

    ต่อมาน้องโป้มีอาการตัวเกร็งและชักกระตุก จนเจ้าหน้าที่กู้ภัย “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าศาลา ก่อนที่เรื่องราวชีวิตของเด็กชายจะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง จนหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต่างระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

    ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นำกระเช้าและเงินสดไปเยี่ยมน้องโป้ พร้อมกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กชายและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแพทย์โรงพยาบาลท่าศาลาอนุญาตให้น้องโป้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา น้องโป้ได้กลับไปอาศัยอยู่กับป้า โดยทางจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปช่วยเหลือต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา รวมถึงปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านเช่าให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย

    นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดบัญชีรับบริจาคภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต น้องโป้” ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าศาลา เพื่อเปิดรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นระยะเวลา 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569 โดยล่าสุด ณ วันที่ 9 มี.ค. มียอดเงินบริจาครวมแล้ว 330,316.81 บาท

    ในด้านการศึกษา ซึ่งเดิมน้องโป้เรียนอยู่ชั้น ป.6 ที่โรงเรียนวัดไพศาลสถิต ห่างจากบ้านประมาณ 4-5 กิโลเมตร เพื่อความสะดวกในการเดินทางจึงได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนบ้านสระบัว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ทำให้น้องโป้สามารถเดินทางไป-กลับโรงเรียนได้ด้วยตนเอง

    โดยในวันนี้ (9 มี.ค.) เจ้าหน้าที่กู้ภัย “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” ได้พาน้องโป้เดินทางไปโรงเรียนแห่งใหม่เป็นวันแรก ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสระบัว และคณะครู พร้อมเพื่อนนักเรียน ซึ่งน้องโป้สามารถปรับตัวและเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เนื่องจากน้องโป้ไว้ผมยาว คุณครูจึงช่วยตัดผมให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า น้องโป้เป็นเด็กที่มีอัธยาศัยดี พูดจาสุภาพ และมีจิตใจอาสา โดยเจ้าตัวมีความฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเหมือนพี่ “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” ผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงแรก

    ทั้งนี้ ในช่วงวันหยุดหรือเวลาว่าง เจ้าหน้าที่กู้ภัย “ตัวเล็ก พิทักษ์ชีพ” จะพาน้องโป้ไปยังศูนย์กู้ภัยไต้เต็กตึ้ง เขต อ.ท่าศาลา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อเรียนรู้และฝึกฝนทักษะงานจิตอาสา สั่งสมประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และปลูกฝังความตั้งใจในการทำประโยชน์ต่อสังคมในอนาคตต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5672204/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JePnF2X2294YyBG8QmWlF