Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    เกาหลีเหนือเตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสารเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่งอีกครั้งในรอบ 6 ปี โดยจะเริ่มเดินรถเที่ยวแรกในวันที่ 12 มี.ค. นี้ หวังฟื้นฟูการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจกับประเทศพันธมิตร

    กระทรวงรวมชาติเกาหลีของเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือและจีนเตรียมกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่ง อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ โดยถือเป็นการสิ้นสุดการระงับการเดินรถที่ยาวนานถึง 6 ปี นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    การกลับมาเปิดเส้นทางเดินรถในครั้งนี้ ถือเป็นการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมขนส่งสายสำคัญระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเกาหลีเหนือและจีน หลังจากเกาหลีเหนือดำเนินมาตรการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 โดยทางการรถไฟของจีนเปิดเผยกับสื่อว่า รถไฟสายเปียงยาง-ปักกิ่ง จะเริ่มให้บริการเที่ยวแรกในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคมนี้ และจะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นการกลับมาเดินรถจะมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารและจะอนุญาตให้ผู้โดยสารใช้บริการได้เพียง 2 ตู้สุดท้ายของขบวนรถเท่านั้น โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักการทูตหรือผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจของทางการ ในขณะที่ตั๋วโดยสารสำหรับบุคคลทั่วไปอาจมีการพิจารณาเปิดขายในภายหลังหากมีที่นั่งว่างเหลือเพียงพอ

    ปัจจุบัน เกาหลีเหนือยังคงปิดประเทศและยังจำกัดจำนวนและคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทำให้การเดินทางเข้าเกาหลีเหนือของชาวต่างชาติเป็นไปได้ยาก ยกเว้นเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่มีข้อตกลงพิเศษกับรัฐบาลเกาหลีเหนือเท่านั้น 

    ทั้งนี้ข้อมูลจากบริษัททัวร์ที่จัดทริปเข้าเกาหลีเหนือ ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเกาหลีเหนือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 

    นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมจากสื่อเกาหลีเหนือว่าทางการได้ประกาศยกเลิกการแข่งขัน “เปียงยาง มาราธอน” (Pyongyang Marathon) ที่กำหนดจะจัดขึ้นในเดือนหน้าแล้วในเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) โดยไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัด โดยรายการวิ่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมไม่กี่ประเภทที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติสามารถเดินทางมายังเกาหลีเหนือเพื่อเข้าร่วมได้.

    ที่มา: CNA

    อ่านข่าว เกาหลีเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919132&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nx10FOxAmZiSspT0CC62V

  • “หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์ “ทรัมป์” ส่งสัญญาณถอย หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “หม่อมปลื้ม” วิเคราะห์ “ทรัมป์” ส่งสัญญาณถอย หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “ม.ล.ณัฏฐกรณ์” วิเคราะห์ผ่านไทยรัฐนิวส์รูม “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอย หลังน้ำมันพุ่ง-หุ้นร่วง หวั่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล นักวิเคราะห์ข่าวการเมือง วิเคราะห์ประเด็น “เจาะเกมทรัมป์ สัญญาณเลิกสงคราม หลังอิหร่านสู้กลับเดือด” ในรายการไทยรัฐนิวส์รูม โดยระบุว่า ท่าทีของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อคืนนี้แตกต่างจากเมื่อวานซืนอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นราคาที่ต้องจ่ายเล็กน้อย เพื่อสกัดไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเหมือนเป็นการพยายามโน้มน้าวให้ทั่วโลกเห็นด้วยกับปฏิบัติการของสหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวเมื่อคืนที่ผ่านมา ทรัมป์ กลับปรับท่าทีคล้ายกลับหลังหัน โดยระบุว่า ภารกิจทางทหารใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว และปฏิบัติการดำเนินไปเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ประมาณ 4 สัปดาห์ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวว่า ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งขึ้นกว่า 20% หลังทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน แต่เมื่อคืนกลับปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการแกว่งตัวภายใน 2 วัน หรือ 2 days swing ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    พร้อมมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ ต้องปรับท่าทีภายในเวลาเพียงวันเดียว คือแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะความกังวลช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิด ซึ่งจะส่งผลต่อการขนส่งพลังงานของโลก หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง จะไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่จะนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงาน เพราะไม่สามารถขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทางทะเลได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ “Code RED” (ระดับอันตราย) ที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หรือ Global recession

    นอกจากนี้ ยังมีปฏิกิริยาจากยุโรป โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้สั่งเตรียมภารกิจทางทหารเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่แผนของสหรัฐฯ คือให้เรือรบคุ้มกันเรือขนส่งสินค้า เพื่อให้สามารถผ่านช่องแคบได้ ทั้งนี้ แม้จะมีเรือรบสหรัฐฯ และฝรั่งเศสคุ้มกัน แต่บรรยากาศของการเดินเรือก็ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะอิหร่านประกาศพร้อมยิงตอบโต้ หากเกิดการปะทะกันจริง การขนส่งสินค้าทางทะเลในภูมิภาคนั้นอาจหยุดชะงักทั้งหมด พร้อมอ้างถึงบทวิเคราะห์ของสื่อสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ทรัมป์ต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เกิดความโกลาหลในการเดินเรือทั่วโลกหรือไม่ หากเรือรบตะวันตกปะทะกับอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบจะลุกลามไปยังเรือสินค้าทุกลำในภูมิภาค

    ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เชื่อว่าแรงกดดันดังกล่าวทำให้ทรัมป์ มีแนวโน้มถอยก่อน เพื่อหวังให้อิหร่านค่อยๆ ผ่อนคลายสถานการณ์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ใช้งานได้ตามปกติ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ส่งสัญญาณว่า หากประเทศใดขับไล่ทูตของสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านอาจเปิดเส้นทางเดินเรือให้ แต่เชื่อว่าไม่มีประเทศใดต้องการมีปัญหากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเวลานี้ เขาประเมินว่าอิหร่านมีเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการตัดสินใจว่าจะตอบรับสัญญาณลดความตึงเครียดของสหรัฐฯ หรือไม่ โดยเมื่อคืน ทรัมป์ได้ทอดสะพานผ่านการแถลงข่าวว่าเพียงพอแล้ว และไม่ได้ตั้งเป้าจะกำจัดผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน พร้อมระบุว่าประชาชนอิหร่านควรเป็นผู้เลือกผู้นำของตนเอง หากอิหร่านตอบรับและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ใช้งานได้ตามปกติ บรรยากาศในภูมิภาคอาจนำไปสู่สันติภาพ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังคงตึงเครียดก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ม.ล.ณัฏฐกรณ์ มองด้วยว่า ความเชื่อมั่นของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์, บาห์เรน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ความสัมพันธ์ในภูมิภาคเสียหายและยากจะกลับไปเหมือนเดิม และยังประเมินอีกว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอล สามารถสร้างความเสียหายต่อกองกำลังอิหร่านได้มาก ทั้งการสังหารนายทหารระดับสูงจำนวนมาก และการทำลายเรือรบจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นโค่นล้มระบอบการปกครอง

    ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวสรุปว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ระดับหนึ่ง แต่หากเดินหน้าต่อไป ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกอาจรุนแรงเกินรับไหว จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัมป์เริ่มส่งสัญญาณลดระดับความขัดแย้ง ทรัมป์พูดว่า “เราชนะในหลายทางแล้ว แต่ยังชนะไม่มากพอ” คำกล่าวนี้อาจเป็นการเผื่อไว้ หากมีการปฏิบัติการต่อ อย่างไรก็ตาม มีการมองว่าอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มพักรบ ลดระดับการสู้รบลง เนื่องจากขีปนาวุธสกัดเริ่มลดน้อยลงและผลิตไม่ทัน อีกมุมหนึ่งอาจต้องการให้อิหร่านหยุดการตอบโต้ เพราะลูกจรวดที่ใช้ยิงสกัดเหลือน้อยลง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Sh51eXsljlnCiNuc3Psw

  • HSBC มองเศรษฐกิจอ่าวอาหรับยังแกร่ง แม้ความตึงเครียดอิหร่านปะทุ : อินโฟเควสท์

    HSBC มองเศรษฐกิจอ่าวอาหรับยังแกร่ง แม้ความตึงเครียดอิหร่านปะทุ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับ แม้ว่าภูมิภาคดังกล่าวกำลังเผชิญความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน โดยธนาคารยังคงมองว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในระยะยาว

    จอร์จส์ เอลเฮเดอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ HSBC ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่า ธนาคารยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ต่อกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) รวมถึงความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และศักยภาพของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอนาคตของกลุ่มประเทศดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ กลุ่ม GCC ประกอบด้วยบาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านได้โจมตีหลายประเทศในกลุ่ม GCC ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของภูมิภาค ได้รับผลกระทบ

    อย่างไรก็ตาม เอลเฮเดอรีระบุว่า HSBC ยังคงเชื่อว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า ภูมิภาคอ่าวอาหรับจะสามารถกลับมามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเดินหน้าสู่การเติบโตและความรุ่งเรืองได้อีกครั้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/575690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Naw2L_mi25VfSqoId5Dg

  • ราคาทอง วันนี้ 10/03/69  เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท รูปพรรณ ขายออก 78,500  บาท

    ราคาทอง วันนี้ 10/03/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท รูปพรรณ ขายออก 78,500 บาท

    วันที่ 10 มี.ค.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (10 มี.ค.2569) ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.02 น. เพิ่มขึ้น 200 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 77,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 77,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 75,951.60 บาท

    • ขายออก บาทละ 78,500 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133828&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gO3bUH00cWiVV5PN3Y4rV

  • ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2569) อยู่ที่ระดับ 181.16 ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 

    ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 16.9% อยู่ที่ระดับ 151.56 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับเพิ่ม 22.2% อยู่ที่ระดับ 183.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับเพิ่ม 53.4% อยู่ที่ระดับ 187.50 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัว อยู่ที่ระดับ 200.00 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”

    ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  

    ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และสงครามการค้า

    ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    สำหรับ SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนไหวภายใต้แรงหนุนจาก สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ควบคู่กับ กนง. มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงกดดันจาก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วยปลายเดือน 

    โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ 1,528.26 ปรับขึ้น 15.29% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 59,748 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 54,596 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 58,905 ล้านบาท

    ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกและความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างมหาอำนาจและนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% เพื่อตอบโต้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า แม้จะมีคำสั่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มองว่าการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ในส่วนของปัจจัยในประเทศ ปัจจัยด้านการเมืองและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะความชัดเจนของเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนสาธารณะ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/739153&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sqaTxa6TPOXah5UDpgi6f

  • ครม.สั่งสภาพัฒน์ แม่งานประมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย รับสงครามบานปลาย

    ครม.สั่งสภาพัฒน์ แม่งานประมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย รับสงครามบานปลาย

    10 มีนาคม 2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

    โดยให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก่อนนำมารายงานให้ที่ประชุมรับทราบอีกครั้ง

    “ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานทั้งหมดไปจัดทำรายละเอียดของฉากทัศน์ หรือ Scenario ต่าง ๆ เกี่ยวกับผลกระทบต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจ เช่น หากราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับหนึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างไร หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม จากนั้นจึงนำข้อมูลมาเสนออีกครั้ง เพื่อจะได้หามาตรการมารองรับต่อไป” แหล่งข่าว ระบุ

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ 2 เรื่อง ดังนี้

    1. เริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

    2. งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน

    “นายกฯได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการดังกล่าวโดยคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับมาตรการได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที” นางสาวลลิดา ระบุ

    ด้าน นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียดถึงมาตรการประหยัดพลังงานว่า ที่ประชุมครม.รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง ศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ

    สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยณวันที่ 5 มีนาคมประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน 

    โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง 

    อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

    1.การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26 – 27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ

    2.การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น

    3.การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน

    4.การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้

    5.การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร

    6.การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool และการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

    ขณะเดียวกันรัฐบาล ยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีกการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. เป็นต้นไป 

    พร้อมกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22:00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก 

    ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FUbj2l0x0aTn3urmDt_Dp

  • เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

    เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

    ราคาน้ำมันโลก 100 ดอลลาร์จากสงครามตะวันออกกลาง จุดชนวนให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งงัดมาตรการฉุกเฉิน ทั้งเตรียมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง คุมราคาพลังงาน และเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อสกัดแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของ ราคาน้ำมันโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. จนทำให้ราคาน้ำมันกลับมาสู่ยุค 100 ดอลลาร์อีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซียเมื่อสี่ปีก่อน และยังพุ่งขึ้นไปแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อพยุงราคาพลังงานและปกป้องผู้บริโภค ตั้งแต่การพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการควบคุมราคาน้ำมัน เพิ่มเงินอุดหนุนพลังงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจที่กำลังพุ่งสูง

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นราว 25% ในวันจันทร์ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) มีแนวโน้มทำสถิติการปรับขึ้นรายวันมากที่สุดทั้งในแง่เปอร์เซ็นต์และราคา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงสุดแตะ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวานนี้ที่ตลาดเอเชีย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) แตะ 119.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ล่าสุดวันอังคารนี้ (10 มี.ค.) ราคาน้ำมันโลกลดลงมาต่ำ 100 ดอลลาร์แล้ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 4.6% อยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 6.19% อยู่ที่ 85.27

    ภายหลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขากำลังพิจารณา “ยึดการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นคอขวดด้านการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแม้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงมากแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ราคาที่ผันผวนอยู่

    G7ถกแผนปล่อยน้ำมัน ‘คลังสำรองฉุกเฉิน’

    รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประชุมด่วนวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. เวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาในไทย เพื่อหารือการ “ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วมกัน” ประสานงานผ่านสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เพื่อสกัดราคาน้ำมันโลกที่พุ่งแรงจากสงครามตะวันออกกลาง

    เว็บไซต์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่ามี 3 ประเทศในกลุ่ม G7 รวมถึง “สหรัฐ” สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวแล้ว

    การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสงครามสหรัฐ และอิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการใช้ “คลังน้ำมันสำรอง” เพื่อบรรเทาความตึงตัวของตลาดพลังงานโลก

    ที่ผ่านมา การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์แบบประสานกัน “เคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง” เท่านั้น โดยสองครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2022 เพื่อตอบสนองต่อการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันหลังรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ราคาน้ำมันโลกขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ ส่วนอีก 3 ครั้งคือเพื่อรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานใน “ลิเบีย” ในเหตุการณ์หลัง พายุเฮอริเคน “แคทรีนา” ถล่มรอบอ่าวเม็กซิโก และในช่วง “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” ครั้งแรก

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุมเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง G7 มีมติว่า “จะยังไม่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง” แม้ราคาพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่ควรปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในขณะนี้ อย่างไรก็ดี G7 พร้อมใช้ “มาตรการที่จำเป็น” เพื่อสนับสนุนอุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง แต่ยังไม่ใช่ในขณะนี้

    ทั้งนี้ รัฐมนตรีพลังงานของ G7 มีกำหนดจัดประชุมทางไกลในประเด็นเดียวกันอีกครั้งในวันอังคารนี้ (10 มี.ค.) ขณะที่ผู้นำประเทศ G7 จะหารือเรื่องนี้อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศ

    ‘เกาหลีใต้’ จ่อใช้มาตรการคุมราคาน้ำมัน

    ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ มยอง สั่งประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤติตะวันออกกลาง ซึ่งได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการ “กำหนดเพดานราคาน้ำมัน” ภายในประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อควบคุมการพุ่งขึ้นของราคา หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นรวดเร็ว

    ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า รัฐบาลเร่งนำมาตรการดังกล่าวมาใช้และดำเนินการเด็ดขาด ทั้งย้ำว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นภาระหนักอึ้งต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งพึ่งการค้าระหว่างประเทศและนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะมองหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากอุปทานในตะวันออกกลางที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย

    คิม ยง บอม ที่ปรึกษานโยบายของประธานาธิบดี กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถประกาศใช้มาตรการคุมเพดานราคาน้ำมันได้เร็วที่สุดสัปดาห์นี้ อาจปรับราคาเพดานสูงสุดทุกสองสัปดาห์ เกาหลีใต้มีคลังน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับบริโภคนานถึง 208 วัน

    เปิดแผน ‘รัฐบาลทั่วโลก’ ออกมาตรการสกัดวิกฤติยุคน้ำมันแพง

    จีนขึ้นเพดานราคาน้ำมันแรงสุดรอบ 4 ปี

    คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ออกประกาศล่าสุดเมื่อวันจันทร์ ปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขายปลีกในประเทศ เพิ่มขึ้น 695 หยวนต่อตันสำหรับเบนซิน (ราว 3,233 บาท) และ 670 หยวนต่อตันสำหรับดีเซล (ราว 3,116 บาท) มีผลตั้งแต่อังคารที่ 10 มี.ค. เป็นต้นไป

    การปรับขึ้นครั้งนี้ ถือว่าแรงที่สุดนับในรอบ 4 ปี หรือตั้งแต่เดือนมี.ค. 2022 เป็นต้นมา หลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านดันราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งทะยานถึง 25% วานนี้ ทำให้ทั่วโลกเผชิญยุคน้ำมัน 100 ดอลลาร์อีกครั้งนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีนจะทบทวนราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลทุก 10 วันทำการ และปรับราคาในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ แม้ว่าราคาในขั้นสุดท้ายจะแตกต่างกันตามภูมิภาคก็ตาม

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนเพิ่งขอให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ “ระงับการส่งออกน้ำมัน” และพยายามยกเลิกการส่งมอบตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้แล้ว หลังสงครามอิหร่านส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง

    ญี่ปุ่นเล็งมาตรการบรรเทาผลกระทบ

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงเมื่อวานนี้ว่า ญี่ปุ่นจะพิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น อาจรวมถึงการควบคุมราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของรัฐบาลต่อสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศอย่างมาก

    “ประชาชนจำนวนมากกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น” ทากาอิจิกล่าวต่อรัฐสภา “เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ รัฐบาลได้พิจารณามาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่าจะดำเนินมาตรการใดได้บ้าง”

    อากิระ นางัตสึมะ สมาชิกแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน เผยกับรอยเตอร์สว่า รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เตรียมพร้อมสำหรับในการระบายน้ำมันออกมา แต่รายละเอียดต่างๆ เช่น ช่วงเวลาปล่อยน้ำมันยังไม่ชัดเจน

    โยชิโนบุ สึสึอิ ประธานองค์กรธุรกิจไคเคดันเรน (Keidanren) ระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation มากขึ้น หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับชะลอตัว หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    ‘เวียดนาม’ จ่อระงับภาษีนำเข้าน้ำมัน

    ทางการเวียดนามเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะ “ระงับภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นการชั่วคราว เพื่อรับประกันความเพียงพอของอุปทานน้ำมัน หลังส่งมอบพลังงานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น

    จากการเปิดเผยของทางการเวียดนามเมื่อคืนวันอาทิตย์ รัฐบาลฮานอยคาดว่า มาตรการยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีผลไปจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. นี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างทำร่างมาตรการดังกล่าวเพื่อดำเนินการเร็วๆ นี้ คาดว่า การยกเลิกภาษีจนถึงสิ้นเดือนเม.ย.

    สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 21-32% นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐ และอิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69

    ‘อินโดนีเซีย’ จ่อเพิ่มงบอุดหนุนพลังงาน

    รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย เปอร์บายา ยูดี ซาเดวา เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะเพิ่มวงเงินงบประมาณส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันจัดสรรงบที่ 381.3 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 7.2 แสนล้านบาท) รวมถึงชดเชยให้บริษัทพลังงานของรัฐเปอร์ตามินา และบริษัทไฟฟ้า PLN สำหรับดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางประเภทและค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้

    เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานรายหนึ่ง เปิดเผยว่า อินโดนีเซีย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกอาจกลับมาพิจารณาแผนใช้น้ำมัน “B50” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผสมระหว่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 50% และดีเซลทั่วไป 50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1224455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZJm7vTAw_1u2QsWyeObw4

  • เจาะขุมทรัพย์อภิมหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะหนาว!

    เจาะขุมทรัพย์อภิมหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะหนาว!

    นิตยสาร Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกที่มีทรัพย์สินเกินพันล้านดอลลาร์ พบรายชื่ออภิมหาเศรษฐีไทยที่รวยขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจโลก

    เว็บไซต์ forbes ได้มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลกที่มีทรัพย์สินมากกว่าหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แบบ Real Time ในปี 2569 พบรายชื่อมหาเศรษฐีไทยติดอันดับหลายคนที่มีทรัพย์สินมากขึ้น สวนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย โดยมีรายชื่อดังนี้

    1.นายธนินท์ เจียรวนนท์ วัย 86 ปี เจ้าสัวแห่งอาณาจักรเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ร่ำรวยเป็นอันดับ 1

    • ดำเนินผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งยังมีทรัพย์สิน เช่น หุ้นในบริษัทประกันภัย Ping An ของจีน กลุ่มบริษัท CITIC ของฮ่องกง และบริษัทโทรคมนาคม True Corp อีกทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการ Tesco ในประเทศไทย และมาเลเซียด้วย
    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 18,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 578,095,700,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 มีทรัพย์สินอยู่ที่ 15,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 144 ของโลก จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    2. นายสารัชถ์ รัตนาวะดี วัย 60 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

    • ดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ร่ำรวยเป็นอันดับ 2
    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 18,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 574,919,350,000.00 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีทรัพย์สินอยู่ที่ 12,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 171 ของโลก จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    3. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี วัย 81 ปี ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย หรือที่ทุกคนเรียกกันดีว่า เบียร์ช้าง

    • ไม่เพียงแต่จะมีธุรกิจด้านเครื่องดื่มอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์อย่าง Fraser & Neave รวมถึงธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่
    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 12,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 387,514,700,000.00 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีทรัพย์สินอยู่ที่ 11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 287 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    4. นายจรัญ เจียรวนนท์ วัย 95 ปี พี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้องสี่คนของตระกูลในกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ของไทย

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 228,697,200,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 590 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    5. นางสมอุไร จารุพนิช วัย 72 ปี ร่ำรวยจากการถือหุ้น 8.42% ในบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 149,288,450,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 952 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    6. นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ วัย 92 ปี เจ้าของธุรกิจโรงพยาบาล และการดูแลสุขภาพ

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 123,877,650,000 บาท) ลดลงจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1223 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    7. นายเสถียร เสถียรธรรมะ วัย 71 ปี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดงยอดนิยมของประเทศไทย

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 101,643,200,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1384 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    8. นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ วัย 74 ปี ผู้บริหารระดับสูงและรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทย 76,232,400,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1846 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    9. นางสมศรี ล่ำซำ วัย 70 ปี ร่ำรวยจากการถือหุ้น 4.21% ในบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (76,232,400,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1867 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    10. นายมนัส เจียรวนนท์ วัย 70 ปี เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์กรุ๊ปของไทย ซีอีโอของบริษัทอาหารเจียไต๋ ได้รับความมั่งคั่งจากหุ้น 4.2% ในบริษัทโฮลดิ้ง CP Group

    • มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (76,232,400,000 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีสินทรัพย์อยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • จัดอยู่ในอันดับที่ 1868 จากจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด 3,152 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BPstbmy8xgAhvDVzCqjzi

  • สสว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

    สสว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

    สสว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดโลก

    วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ตระหนักถึงความสำคัญของ SME ไทย ในฐานะกลไกหลักที่สร้างงานและรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ขณะนี้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านเทคโนโลยีและปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย โดย สสว. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพรอบด้าน ทลายอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของ SME ไทย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมขั้นสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับโครงการมีแนวคิดหลักคือการมุ่งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการ SME จำนวน 38 ราย ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการยกระดับธุรกิจจากขนาด S ไปสู่มาตรฐานระดับ S+ ในอนาคต โดยครอบคลุมกลุ่มธุรกิจยุทธศาสตร์อย่างน้อย 2 สาขาหลักที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดสากล อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) กลุ่มสุขภาพ ความงาม และเวชสำอาง (Health & Wellness, Cosmetics) ไปจนถึงกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลุ่มธุรกิจบริการ (Service) นอกจากนี้ยังเป็นการคัดเลือกผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง ที่ผ่านการคัดกรองคุณภาพธุรกิจจากโครงการของ สสว. มาแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะเป็นการต่อยอดขีดความสามารถที่ตรงจุดและเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    นางสาวปณิตา กล่าวว่า การดำเนินงานของโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” จะมุ่งเน้นการวางรากฐานผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้วยดิจิทัล (Digital Transition) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงทรัพยากรระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความพร้อมในการลงสนามแข่งขันในทุกระดับ ท่ามกลางกระแสความท้าทายจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ต่อด้วยนวัตกรรมการสร้างแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และบริการ (Innovation Transition) และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์สากล

    สำหรับโครงการดังกล่าวยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem)  ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมหน้าของ SME ไทยจากการเป็นเพียงผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ให้กลายเป็นกลุ่มผู้นำที่มีศักยภาพสูงในการร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคงในระยะยาว และสามารถส่งต่อคุณค่าของธุรกิจไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหน่วยร่วมดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายจาก สสว. ได้นำนโยบายมาถ่ายทอดเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME อย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมอบรมและกระบวนการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และเศรษฐกิจสีเขียว อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับจากระดับ S ไปสู่ S+ ตามเป้าหมายของ สสว. เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับสากลให้กับ SME ไทย

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/951763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00FmaKlTd3CCCDd_ZtqMDY

  • วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร

    วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร

    ‘วิกรม’ ชี้เกมภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการผลิต ‘อมตะ’ พร้อมรีเซ็ตองค์กร รับคลื่นทุนใหม่ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ เตือนเศรษฐกิจไทยเตรียมรับแรงกระแทกน้ำมัน แนะรัฐดึงทุนโลกหนีสงครามย้ายฐานมาไทย

    วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญ ‘ความไม่แน่นอน’ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพ

    “อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนระลอกใหม่” วิกรมกล่าว

    รีเซ็ตองค์กร-เพิ่มสปีดการตัดสินใจ

    ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภูมิภาค กลุ่มอมตะจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล

    สำหรับโครงสร้างใหม่ บริษัทมุ่งเน้น 3 แกนสำคัญ ได้แก่

    1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

    2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

    3. Scale Up รองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และเมกะโปรเจ็กต์

    สำหรับผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยการขาดเสถียรภาพและกฎเกณฑ์ของโลก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะโลกในปัจจุบันเริ่มไม่มีกฎเกณฑ์หรือหลักการที่แน่นอน แต่ใช้การตัดสินใจตามอำเภอใจมากขึ้น

    แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดสู้รบและไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการสู้รบ แต่จะได้รับผลกระทบหนักในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เงินทุนและการลงทุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง

    วิกรมแนะอีกว่า ปีนี้ให้ ‘เตรียมเหนื่อย’ และต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนใหม่ ๆ ในช่วงนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

    โดยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีและเงินทุนในขณะที่เกิดสงคราม เช่น กรณีอิหร่าน กลุ่มเศรษฐีในประเทศเหล่านั้นย่อมต้องการย้ายเงินทุนและทรัพยากรไปยังที่ที่ปลอดภัย จึงเสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดเงินทุน ความรู้ (Know-how) และกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้เข้ามาในไทย

    ตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้าน ขายที่ดิน 2,800 ไร่

    สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่

    1. ประเทศไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    2. เวียดนาม 550 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล

    3. สปป.ลาว 600 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค

    ดันโมเดล ‘Industrial City’

    นอกจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บริษัทอยู่ระหว่างปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา ‘Industrial City’ หรือเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา ‘All Win’ มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างนักลงทุน ภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

    โมเดลดังกล่าวจะครอบคลุมบริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด สถานศึกษา ที่อยู่อาศัย โรงแรม รวมถึงศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

    ‘คลื่นทุนจีน’ หนุนดีมานด์นิคมเวียดนาม-ไทย

    วิกรม กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าของอมตะกว่า 70% เป็นนักลงทุนจากจีน หรือบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศในอาเซียน

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า จีนเป็นประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

    “เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมอมตะในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีโรงงานจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วประมาณ 300 แห่ง”

    ‘เวียดนาม-สปป.ลาว’ เนื้อหอม

    วิกรม ประเมินการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุด จากผู้นำ โต ลัม นโยบายภาครัฐ การควบรวมกระทรวงทำให้ง่ายต่อการลงทุน ความชัดเจนและต่อเนื่องการเมือง

    ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 8 แสนไร่ และมีแผนขยายเป็น 1.3 ล้านไร่ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตสูงถึง 10%

    สำหรับผลประกอบการของอมตะในเวียดนามปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิเติบโตถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567

    ขณะที่ สปป.ลาว ใช้จุดแข็งด้านสิทธิประโยชน์ภาษีเป็นแรงจูงใจนักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 30 ปี และเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 5% รวมถึงมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานสะอาด เนื่องจาก 95% ของไฟฟ้ามาจากพลังงานสีเขียว

    ชี้ไทยได้เปรียบทำเล แต่ต้องเร่งปรับ ‘นโยบาย’

    วิกรม ย้ำว่า “แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของภูมิภาค ทั้งรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงที่เชื่อมจีนผ่านไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน”

    นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว รวมถึงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

    อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

    โดยอาจศึกษาตัวอย่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ซึ่งมีกฎหมายเอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ

    “ประเทศไทยมีศักยภาพทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญคือการกำหนดนโยบายให้เอื้อต่อการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุน” วิกรม กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vikrom-amata-investment-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dKjCBh7QIDbl6f1jCPrH7