Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิจัยฮาร์วาร์ด ชี้เป้า “อาหาร 4 อย่าง” ที่คนวัยทำงานควรลด ถ้าอยากแก่ไปแบบสุขภาพดี!

    วิจัยฮาร์วาร์ด ชี้เป้า “อาหาร 4 อย่าง” ที่คนวัยทำงานควรลด ถ้าอยากแก่ไปแบบสุขภาพดี!

    คนวัยทำงานควรลด “อาหารแปรรูป 4 ชนิดนี้” หากอยากแก่ไปแบบสุขภาพดี งานวิจัยฮาร์วาร์ดติดตามกว่า 30 ปี

    หลายคนอาจคิดว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องของวัยเกษียณ แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมการกินของคนวัยทำงาน มีผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างมาก โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ติดตามผู้เข้าร่วมการศึกษานานกว่า 30 ปี พบว่า ผู้ที่ลดการบริโภค อาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) มีโอกาสสูงกว่าที่จะมี “สุขภาพดีในวัยชรา”

    คำว่า “สุขภาพดีในวัยชรา” ในงานวิจัยนี้ หมายถึงการมีอายุถึง 70 ปีขึ้นไปโดยไม่เป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง สามารถดูแลตัวเองได้ มีสุขภาพกายแข็งแรง ความจำดี และยังคงมีสุขภาพจิตที่มั่นคง

    งานวิจัยชี้ คนวัยทำงานควรลดอาหารแปรรูป เพื่อสุขภาพตอนแก่

    การศึกษาดังกล่าวติดตามกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคน อายุประมาณ 39–69 ปี และพบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูปในปริมาณสูง มีแนวโน้มเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือปัญหาด้านการเผาผลาญมากกว่า

    ในทางตรงกันข้าม คนที่ลดอาหารแปรรูป และเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการน้อย จะมีโอกาสรักษาสุขภาพกาย สมอง และคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุได้ดีกว่า

    4 อาหารแปรรูปที่คนวัยทำงานควรลด หากอยากสุขภาพดีตอนแก่

    1. เนื้อสัตว์แปรรูป

    เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หรือเนื้อรมควัน มักมีทั้งโซเดียมสูง ไขมันอิ่มตัว และสารกันเสีย งานวิจัยจำนวนมากเชื่อมโยงอาหารกลุ่มนี้กับความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด

    2. เครื่องดื่มรสหวาน และเครื่องดื่มสูตรไดเอท

    น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล รวมถึงเครื่องดื่มสูตรไดเอทที่ใช้สารให้ความหวาน เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานส่วนเกินที่สำคัญ การบริโภคบ่อยอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน และปัญหาสุขภาพเมตาบอลิก

    3. ธัญพืชขัดสี

    อาหารประเภทข้าวขาว ขนมปังขาว หรือผลิตภัณฑ์แป้งที่ผ่านการขัดสีสูง มักสูญเสียใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเร็วแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ

    4. อาหารที่มีโซเดียมสูง

    อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่ปรุงรสเค็มจัด มักมีโซเดียมสูงเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

    หากอยากสุขภาพดีตอนแก่ ควรกินอะไรแทน?

    ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า หากต้องการเพิ่มโอกาสในการมี สุขภาพดีในวัยชรา ควรปรับพฤติกรรมการกินไปสู่ อาหารคุณภาพสูงที่ผ่านการแปรรูปน้อย เช่น

    1. ผักและผลไม้สด
    2. ธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains)
    3. ถั่วและพืชตระกูลถั่ว
    4. ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรือถั่วเปลือกแข็ง
    5. เนื้อสัตว์หรือโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสม

    แม้อาหารแปรรูปจะสะดวกและหาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน แต่การลดปริมาณลง และเลือกอาหารธรรมชาติให้มากขึ้นตั้งแต่วัยทำงาน อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณมี สุขภาพดีในวัยชรา และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว

    ลดอาหารแปรรูปตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพดีในวัยชรา

    ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสะท้อนว่า การลดการบริโภค อาหารแปรรูป ตั้งแต่วัยทำงาน สามารถเพิ่มโอกาสในการมี สุขภาพดีในวัยชรา ทั้งด้านร่างกาย สมอง และสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการปรับพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของคุณ

    ขอบคุณข้อมูล

    1. ScienceDaily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877734/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddcGWD9UIRpWLv8vb0a7-

  • “นฤมล” นำประชุมคกก.การศึกษา กทม. เห็นชอบโฮมสคูล 7 ครอบครัว อนุมัติศูนย์การเรียนเอกชน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำประชุมคกก.การศึกษา กทม. เห็นชอบโฮมสคูล 7 ครอบครัว อนุมัติศูนย์การเรียนเอกชน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำประชุมคกก.การศึกษา กทม. เห็นชอบโฮมสคูล 7 ครอบครัว อนุมัติศูนย์การเรียนเอกชน ยกระดับพัฒนาการศึกษานอกระบบ

    #topnewstv #นฤมลภิญโญสินวัฒน์ #กระทรวงศึกษาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1513680&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BykhmnansDEzDpVnEdnQY

  • “ล้งจีน” ยึดตลาดผลไม้ไทย? กลไกการค้าข้ามชาติที่เกษตรกรต้องเผชิญ | เดลินิวส์

    “ล้งจีน” ยึดตลาดผลไม้ไทย? กลไกการค้าข้ามชาติที่เกษตรกรต้องเผชิญ | เดลินิวส์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ล้งจีน” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในข่าวสารด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออก ภาคใต้ หรือบางพื้นที่ของภาคกลาง ทุกครั้งที่เกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ หรือเกิดข้อถกเถียงเรื่องการกำหนดราคารับซื้อ มักจะมีคำว่า “ล้งจีน” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น จนทำให้สังคมตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “ล้งจีน” คืออะไร และกำลังมีบทบาทมากเพียงใดในโครงสร้างการค้าผลไม้ของไทย

    คำว่า “ล้ง” มีรากมาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว ใช้เรียกโกดังหรือสถานที่รับซื้อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ก่อนจะนำไปคัดแยกคุณภาพ บรรจุหีบห่อ และส่งออกไปยังต่างประเทศ เมื่อประกอบกับคำว่า “จีน” จึงหมายถึงโรงคัดบรรจุผลไม้หรือจุดรับซื้อผลไม้ที่มีนักลงทุนจีนเข้ามาดำเนินธุรกิจ หรือมีเครือข่ายตลาดปลายทางอยู่ในประเทศจีน

    ในทางปฏิบัติ ล้งจีนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในห่วงโซ่การค้าผลไม้ เริ่มตั้งแต่การรับซื้อผลผลิตจากสวน คัดเกรดคุณภาพ บรรจุสินค้า ไปจนถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งถือเป็นตลาดผู้บริโภคผลไม้รายใหญ่ของโลก ผลไม้ไทยหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะพร้าวน้ำหอม ล้วนต้องผ่านกระบวนการของล้งก่อนจะเดินทางไปถึงผู้บริโภคปลายทาง

    การขยายตัวของล้งจีนในประเทศไทยส่วนหนึ่งมาจากความต้องการผลไม้ในตลาดจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจีนจำนวนไม่น้อยเลือกเข้ามาลงทุนตั้งโรงคัดบรรจุในประเทศไทย เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าให้ตรงกับมาตรฐานของตลาดปลายทาง พร้อมทั้งลดขั้นตอนการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สามารถบริหารจัดการการส่งออกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ในหลายพื้นที่ ล้งยังทำหน้าที่คล้ายแหล่งทุน โดยมีการให้เงินล่วงหน้าแก่เกษตรกร หรือทำสัญญารับซื้อผลผลิตล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวก็ทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องผูกพันกับผู้รับซื้อรายเดิม และอาจมีทางเลือกในการขายผลผลิตจำกัด

    ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่อง คือเรื่อง อำนาจต่อรองในตลาด เกษตรกรหลายพื้นที่สะท้อนว่า เมื่อมีผู้รับซื้อรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ราคาผลผลิตอาจถูกกำหนดจากผู้ซื้อเป็นหลัก ทำให้ผู้ปลูกผลไม้จำนวนหนึ่งต้องจำใจขายผลผลิตในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดหวัง

    นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ตัวแทนคนไทยถือครองกิจการแทนนักลงทุนต่างชาติ หรือที่เรียกว่า “นอมินี” ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายไทย

    ปัจจุบันหลายหน่วยงานพยายามเข้ามากำกับดูแลระบบล้งมากขึ้น ทั้งในด้านการตรวจสอบการถือครองธุรกิจ การควบคุมมาตรฐานโรงคัดบรรจุ และการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด

    แม้จะมีข้อถกเถียงหลายด้าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ล้งจีน” ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการค้าผลไม้ไทย ที่เชื่อมโยงสวนผลไม้ของเกษตรกรกับตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในต่างประเทศ

    คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ล้งจีน” ดีหรือไม่ดี หากแต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถวางกติกาและโครงสร้างตลาดให้เกิดความสมดุลระหว่างนักลงทุน ผู้ส่งออก และเกษตรกรไทยได้อย่างไร

    เพราะหากปล่อยให้โครงสร้างตลาดกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ซื้อเพียงไม่กี่ราย ปัญหาเรื่อง อำนาจต่อรอง ราคา และความเป็นธรรมในระบบการค้าผลไม้ไทย ก็อาจยังคงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5676746/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ul5eBzu98OiRl5iTE9uLX

  • น้ำมันสหรัฐฯ โดด $10 ใน 9 ชั่วโมง ทะลุ $92 คริปโตเสี่ยงดิ่งตาม

    น้ำมันสหรัฐฯ โดด $10 ใน 9 ชั่วโมง ทะลุ $92 คริปโตเสี่ยงดิ่งตาม

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 12, 2026

    น้ำมันสหรัฐฯ โดด $10 ใน 9 ชั่วโมง ทะลุ $92 คริปโตเสี่ยงดิ่งตาม

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $92 ต่อบาร์เรล โดดขึ้นกว่า $10 ภายในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง สัญญาณชัดว่ามีแรงกระชากจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์หรือการขาดแคลนอุปทานอย่างเฉียบพลัน
    • บริบทรอบด้านชี้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และการเตือนภัยโดรนจากเอฟบีไอ ล้วนเป็นแรงกดดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูง
    • ราคาน้ำมันที่ทะยานแรงจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตในระยะสั้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    น้ำมันพุ่ง $10 ใน 9 ชั่วโมงคือสัญญาณ risk-off ที่ชัดเจน นักลงทุนมักย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในภาวะเช่นนี้ ยิ่งราคาพลังงานสูงขึ้น ยิ่งเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อและทำให้ Fed ไม่มีแรงจูงใจลดดอกเบี้ย ซึ่งกดดัน Bitcoin และ Altcoin ในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $92 ต่อบาร์เรล โดดขึ้นกว่า $10 ภายในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง ในช่วงเช้าตรู่วันที่ 12 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter และ Whale Insider ที่รายงานพร้อมกัน การกระโดดของราคาน้ำมันในระดับนี้ถือเป็นสัญญาณที่ผิดปกติ และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นผลพวงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดการเงินโลกและตลาดคริปโตต่างจับตาการเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงเดือนข้างหน้า

    เบื้องหลังราคาน้ำมันพุ่ง ตะวันออกกลางคือตัวแปรหลัก

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันกว่า $10 ใน 9 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องปกติ และหากมองภาพรวมของเหตุการณ์ในช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีปัจจัยหลายอย่างกดดันพร้อมกัน ทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านใส่อิสราเอล เหตุการณ์ทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงคำเตือนจากเอฟบีไอเรื่องโอกาสโจมตีโดรนของอิหร่านในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศที่ทำให้ตลาดพลังงานผวาหนัก

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า รมว.พลังงานสหรัฐฯ ลบโพสต์คุ้มกันเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $80 และ กองกำลังสหรัฐฯ กำจัดผู้วางทุ่นระเบิด 16 รายใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึง อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลใส่อิสราเอล ซึ่งทั้งหมดเป็นชุดของเหตุการณ์ที่สะสมแรงกดดันต่อราคาพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสู่ระดับ $92 ในวันนี้จึงเป็นผลรวมของความตึงเครียดที่คั่งค้างมานาน

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    ราคาน้ำมันที่พุ่งแรงและรวดเร็วขนาดนี้ส่งสัญญาณ risk-off ชัดเจนทั่วตลาดการเงินโลก เมื่อนักลงทุนรับรู้ถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ พวกเขามักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงก่อนและหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย Bitcoin และ Altcoin จึงเป็นกลุ่มแรกที่มักได้รับแรงขายในภาวะเช่นนี้ นอกจากนั้น น้ำมันแพงยังหมายถึงเงินเฟ้อที่จะพุ่งสูงขึ้นตามมา ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีเหตุผลน้อยลงในการลดดอกเบี้ย ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ตลาดคริปโตต้องการ

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า BofA ชี้ น้ำมันแพงยาวอาจบีบ Fed ลดดอกเบี้ย คริปโตได้ลุ้นขึ้น ซึ่งเป็นมุมมองสวนกระแสที่น่าสนใจ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งจาก $80 ไปถึง $92 ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเช่นนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้นอาจหนักเกินกว่าที่ Fed จะยอมผ่อนคลายนโยบายได้ทันที นอกจากนี้ Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMEX ก็ประกาศว่าจะยังไม่ซื้อ Bitcoin จนกว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่เห็นในวันนี้ว่า macro ยังไม่เอื้อ

    อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าราคาน้ำมันจะคงอยู่ในระดับนี้นานแค่ไหน หากเป็นเพียงการพุ่งขึ้นชั่วคราวจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์แล้วย่อตัวลง ผลกระทบต่อคริปโตก็อาจจำกัด แต่ถ้าราคาน้ำมันทรงตัวเหนือ $90 ได้ยาวนาน จะกลายเป็นปัจจัยกดดัน macro ที่หนักมากสำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการพุ่งขึ้น $10 ใน 9 ชั่วโมงเป็นสัญญาณที่น่ากังวลมากกว่าการขึ้นค่อย ๆ เพราะแสดงให้เห็นว่าตลาดตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างอย่างเฉียบพลัน ณ วันนี้บริบทรอบด้านมันชัดมากว่าตะวันออกกลางกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งอิหร่าน อิสราเอล ช่องแคบฮอร์มุซ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือราคาน้ำมันจะยืนเหนือ $90 ได้ไหม และ Bitcoin จะรับมืออย่างไร ถ้า BTC ยืนได้ที่ระดับปัจจุบันแม้ macro จะกดดัน ก็อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดคริปโตแข็งแกร่งพอสมควร แต่ถ้าหลุดลงไปพร้อมกับตลาดหุ้น ก็ต้องรอจังหวะ macro กลับตัวก่อนถึงจะน่าสนใจอีกครั้ง

    เครดิตภาพจาก @WtiOil

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/12/us-oil-prices-surge-92-barrel-geopolitical-shock-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UrC6xsIhvfWxPA8b8OkVS

  • พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

    พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

    ขณะที่สถนการณ์ความตึงเครียดจากสงคราม ระหว่าง สหรัฐ และ อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับ ผู้คนทั้งโลก ว่ามันจะลุกลาม และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน 

    ภาครัฐ ซึ่งแม้จะอยู่ในสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์  ที่รอกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เสร็จเรียบร้อย ก็พยายามประคองสถานการณ์ ด้วยการออกมาตรการต่างๆมารองรับ และบรรเทาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

     แต่ดูเหมือนว่า พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน กลับมองเห็นความสำคัญ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายกว่าสิ่งใด  ถึงขนาด รีบออกมาดักคอรัฐบาลใหม่ ที่ยังจัดตั้งไม่เสร็จ ทำนองว่าห้ามลืมเด็ดขาด

    โดยเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตอกย้ำหลังการประกาศผลประชามติในราชกิจจานุเบกษาว่า มีประชาชนถึง 21 ล้านเสียงที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเคารพเสียงมหาชนนี้

     การรีบออกมาทวงถามเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยอ้างเรื่องผลการทำประชามติ ในสถานการณ์ที่ผุ้คนกำลังกังวลเรื่อง ราคาน้ำมัน และผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมายนั้น  เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ ไร้เดียงสาเพียงใด  การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน

     อะไรรอเวลาได้ ในสถานการณ์เช่นนี้

    ในขณะที่พรรคประชาชนหมกมุ่นอยู่กับ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่พวกเขาคิดว่าเป็นยาวิเศษ  แต่โลกภายนอกกลับกำลังเผชิญกับสัญญาณอันตรายจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงกว้าง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วโลกเตือนว่าหากสงครามปะทุรุนแรงจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่น และคลังน้ำมันยังดำเนินต่อไป

    ราคาน้ำมันดิบ: มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 120 – 150 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล  หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะกดดันให้เงินเฟ้อในไทยพุ่งสูงขึ้นทันที 3-5%

    และเมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงจนกระทบต้นทุนสินค้าทุกชนิด ประชาชนที่ส่งเสียง 21 ล้านเสียงเหล่านั้น อาจจะพบว่า รัฐธรรมนูญใหม่” ที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยื่นให้  ไม่สามารถช่วยบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งกระฉูดได้แม้แต่น้อย

    ยิ่งเมื่อหันไปดู ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน”  ของไทย: ที่ยัง “สูงติดเพดาน” อยู่ในระดับเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    สภาวะ เช่นนี้ ทำให้ประชาชนไม่มี “เกราะป้องกัน” เหลือพอจะรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย

    การที่พรรคประชาชนยังคงลำดับความสำคัญ ไปที่การทำประชามติและการเลือกตั้ง สสร.  ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเวลาอีกนับปี แทนที่จะเสนอ “โรดแมปกู้ชีพเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม

    สะท้อนถึงการแยกไม่ออกระหว่าง “ความต้องการทางการเมือง”ของตัวเอง  และ “ความจำเป็นทางการดำรงชีวิต” ของประชาชน

    การที่ณัฐวุฒิ บัวประทุม ออกมาแสดงท่าทีเชิงรุกในประเด็นรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลใหม่  ในหมู่ด้อมส้มอาจมองว่าเป็นการเดินเกมชิงพื้นที่ความชอบธรรมที่ชาญฉลาด  แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว   นี่คือการเปลือยให้เห็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น “นักทฤษฎีในหอคอยงาช้าง” ที่ไม่มีประโยชน์ใดๆในยามบ้านเมืองวิกฤต

    หากเกิดวิกฤตพลังงานโลกขึ้นจริง แล้วพรรคประชาชนยังคงใช้เวลาในสภาถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจ หรือที่มาขององค์กรอิสระ  ฯลฯ พวกเขาอาจพบว่าศรัทธาจากมวลชนจะเริ่มสั่นคลอน เพราะความมั่นคงทางปากท้องคือรากฐานเดียวที่รองรับระบอบประชาธิปไตยให้ยืนหยัดอยู่ได้

    “พรรคประชาชนต้องเลือกว่าจะเป็น “สถาปนิกที่นั่งแก้แบบบ้าน “ ในขณะที่พายุกำลังมา

     หรือ จะ ร่วมคิด ร่วมทำ ช่วยกันนำพาประชาชนฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจไปให้ได้ก่อน  แล้วค่อยกลับมา ผลักดัน พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น เรื่องที่รอได้ และไม่มีใครต้องตาย ถ้ามันจะช้าไปอีกสักระยะหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZWpeevy8Ul7YX4Zb5_wG

  • สำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ปี 68/69 | เดลินิวส์

    สำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ปี 68/69 | เดลินิวส์

    นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านข้อมูลสารสนเทศการเกษตร สศก. ได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร (Socio-economic Survey) หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2568/69 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการจัดเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย โดยได้วางแผนปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบระหว่างส่วนกลางและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท. 1-12) เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การกำหนดกรอบวิชาการ การพัฒนาแบบสอบถามให้ทันสมัย ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจในนิยามและระเบียบวิธีปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะเริ่มลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคม 2569

    สำหรับการสำรวจในครั้งนี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายครอบคลุม 74 จังหวัดทั่วประเทศ (ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างทางสถิติที่ได้มาตรฐาน จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้เป็นตัวแทนของเกษตรกรในทุกสาขาการผลิต โดยข้อมูลที่จะจัดเก็บมีความละเอียดครอบคลุม 11 หมวดสำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของสมาชิก การถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง รายได้และรายจ่ายทั้งในและนอกภาคเกษตร ภาวะหนี้สินและสินเชื่อ ทรัพย์สินครัวเรือน ข้อมูลด้านแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทัศนคติต่ออาชีพเกษตร รวมถึงข้อมูลเชิงนโยบายรัฐ อาทิ Smart Farmer และเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจะสะท้อนภาพรวมในรอบปีเพาะปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ได้อย่างชัดเจน

    “ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนาการเกษตร และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ดิน และการยกระดับรายได้ โอกาสนี้จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกร โปรดให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริงแก่เจ้าหน้าที่ สศก. ที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5679615/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t_5UUtOC5stga2fq6Fk_f

  • ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือวิกฤติ

    ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือวิกฤติ

    ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านให้ช่วยตนเอง น้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง”  “ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์” สูตรสู้วิกฤติ สร้างอาหารกินเองทุกบ้าน มั่นคงได้ทุกสถานการณ์

    วันที่ 12 มี.ค.69 นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการถืออุปกรณ์การเกษตรเดินเข้าสวนภายในจวนผู้ว่าฯ พื้นที่เล็ก ๆ ที่ถูกปรับให้กลายเป็นแปลงผักแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ ตะไคร้ มะนาว พริก มะเขือ และผักโตเร็ว ไว้เพื่อรับประทาน ด้วยแนวคิดการพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายสถานการณ์เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ในครัวเรือนจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ โดยการปลูกผักไว้รับประทานเอง แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะปลูกในแปลงหรือในกระถาง รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่หรือเลี้ยงปลาตามกำลังและความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ขอเชิญชวนชาวพังงา หันมาสร้างเกราะป้องกันวิกฤติด้านอาหาร อาหารที่เราปลูกเองได้ ทำเองได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ต้องเดือดร้อน ลดการพึ่งพาผู้อื่น และทำให้เรามีอาหารเพียงพอในทุกสถานการณ์ หากมีผลผลิตมากก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน สร้างความเอื้อเฟื้อในชุมชน และหากมีมากพอก็สามารถนำไปจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง”

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน การหันมาปลูกผักกินเองจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยลดรายจ่ายในยามยากลำบาก และเป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกครัวเรือน

    ภูมิภาค75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QEh2O646qGT03LuNMBemR

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : ย่อซื้อ
    แนวรับ : $5,000 หรือ 76,000
    แนวต้าน : $5,400 หรือ 80,000

    .

    ราคาทองคำยังมีโอกาสไปต่อหรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามที่ยังไม่คลี่คลาย และ Bond Yield สหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจะเป็นแรงกดดันทอง หรือกำลังสะท้อนความกังวลใหม่ในระบบการเงินโลกกันแน่ ขณะเดียวกัน หากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยกระดับมากขึ้น ราคาทองคำจะมีโอกาส breakout หรือไม่ และตัวเลขเงินเฟ้อรวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบถัดไป จะกลายเป็นแรงส่งให้ทองคำขึ้นต่อ หรือทำให้ตลาดกลับมากดดันราคาทองอีกครั้ง สุดท้ายแล้วในจังหวะนี้ นักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไร ระหว่างการรอซื้อสะสมกับการรอขายทำกำไร

    .

    ราคาทองคำในช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวในภาวะผันผวนสูง จากการที่ตลาดโลกต้องรับมือพร้อมกันทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ภาวะเงินเฟ้อ และแรงกดดันจากตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบลงอย่างชัดเจน ทำให้ทองคำยังคงถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ในเชิงเทคนิคจะยังเป็นการแกว่งตัวในกรอบก็ตาม

    ปัจจัยสำคัญที่สุดในเวลานี้ยังคงเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะทุกครั้งที่ตลาดประเมินว่าสถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อหรือลุกลาม นักลงทุนมักลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทองคำจึงได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ใช่เพียงในมิติของจิตวิทยาตลาด แต่รวมถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะลามไปยังต้นทุนพลังงาน การค้าโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม ยิ่งสถานการณ์ไม่แน่นอนมากเท่าไร ทองคำก็ยิ่งมีโอกาสได้รับแรงซื้อในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ก็เป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะโดยปกติแล้ว Yield ที่สูงขึ้นมักกดดันทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง แต่ในบางช่วงที่ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงเชิงระบบ การพุ่งขึ้นของ Yield อาจไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจที่แข็งแรงเสมอไป แต่อาจสะท้อนแรงขายในตลาดตราสารหนี้หรือการปรับมุมมองความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งในบรรยากาศแบบนี้ ทองคำยังสามารถยืนได้ดีหรือปรับขึ้นสวนทางได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรมองเพียงว่า Yield ขึ้นหรือลง แต่ต้องดูว่า Yield ปรับขึ้นจากเหตุผลใด

    อีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจรอบถัดไป โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่เงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่รวมถึงแรงส่งของต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจในระยะถัดไป หากตัวเลขตลาดแรงงานเริ่มชะลอ หรือสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มอ่อนลง ภาพรวมจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เพราะตลาดจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทองคำมักได้ประโยชน์ค่อนข้างชัดเจน

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นที่มีนัยต่อทองคำมากกว่าข่าวสงครามทั่วไป เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก หากเกิดเหตุรบกวนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดจะตีความไปทันทีถึงความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น เมื่อทั้งสามปัจจัยนี้เกิดพร้อมกัน ทองคำมักได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทั้งจากสงครามและจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา

    อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำ แต่ราคายังอยู่ในจุดที่ต้องการตัวเร่งเพิ่มเติม หากไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่ทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิม ราคาทองอาจยังเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวขึ้นแบบจำกัด แต่หากสถานการณ์ยกระดับอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การปิดกั้นเส้นทางพลังงาน หรือการขยายวงปะทะไปยังเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อื่น ราคาทองมีโอกาสได้รับแรงซื้อเร่งตัวทันที เพราะตลาดจะกลับมาให้ premium กับความเสี่ยงอีกระลอก

    .

    สรุป :

    ในภาพรวม ทองคำยังคงอยู่ในโหมดที่ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของโลก ทั้งจากสงคราม ความเสี่ยงด้านพลังงาน การเคลื่อนไหวของ Bond Yield และความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การจะปรับขึ้นแรงจนทะลุกรอบได้หรือไม่นั้น ยังต้องอาศัยเหตุการณ์ใหม่ที่เพิ่มระดับความกังวลของตลาดอย่างชัดเจน

    ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ยกระดับรุนแรงขึ้นมาก ราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ โดยประเมินแนวต้านสำคัญไว้ที่บริเวณ $5400 หรือประมาณ 80000 บาท ขณะที่จุดที่เหมาะสำหรับการรอสะสมยังคงอยู่แถว $5000 หรือประมาณ 76000 บาท กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็นการ “ย่อซื้อ” เพื่อรอจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน โดยต้องติดตามข่าวสงคราม ตลาดพลังงาน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสามส่วนนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าทองคำจะยังแกว่งในกรอบ หรือกำลังเตรียมเข้าสู่รอบขึ้นใหม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-12-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mxa8baKl2S6uNANxCBDnM

  • CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 11, 2026

    CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    สรุปข่าว
    • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือนล่าสุดออกมาตรงตามคาดทุกตัว ทั้ง Core CPI MoM ที่ 0.2%, CPI YoY ที่ 2.4% และ CPI MoM ที่ 0.3%
    • ตัวเลขที่ไม่มีความประหลาดใจช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น
    • Bitcoin ยืนอยู่ที่ $69,442 และ Ethereum อยู่ที่ $2,027.64 โดยทั้งคู่ยังติดลบในรอบ 24 ชั่วโมง แต่ตัวเลข CPI ที่ไม่ได้แย่กว่าคาดอาจช่วยพยุงแรงขายไว้ได้บ้าง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    Core CPI ที่ตรงตามคาดช่วยลดความกังวลว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินควบคุม ตลาดคริปโตอาจตอบสนองในเชิงบวกเล็กน้อยเนื่องจากความไม่แน่นอนลดลง อย่างไรก็ตาม momentum ยังอ่อนแอและยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed จะเร่งลดดอกเบี้ย

    เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนล่าสุด โดยผลที่ออกมาตรงตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทุกตัวชี้วัด ทั้ง Core CPI รายเดือน (MoM) ที่ 0.2%, CPI รายปี (YoY) ที่ 2.4% และ CPI รายเดือน (MoM) ที่ 0.3% ไม่มีตัวเลขไหนที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเลย

    ก่อนหน้านี้ Core CPI MoM อยู่ที่ 0.3% ในเดือนก่อน การชะลอตัวลงมาที่ 0.2% ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างระมัดระวัง แม้จะยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่劇ิ่งใหญ่ ส่วน CPI YoY ยังคงทรงตัวที่ 2.4% เท่ากับเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในภาพรวมยังไม่ได้ปรับตัวลงมาใกล้เป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ CPI MoM เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจาก 0.2% มาที่ 0.3% ตามที่ตลาดคาดไว้แล้ว

    Core CPI คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกว่า CPI ปกติ

    สำหรับนักลงทุนคริปโตที่อาจไม่คุ้นเคย Core CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดราคาอาหารและพลังงานออก เพราะสองหมวดนี้มีความผันผวนสูงตามฤดูกาลและปัจจัยชั่วคราว ดังนั้น Core CPI จึงสะท้อน “เงินเฟ้อแท้จริง” ที่ Fed ใช้ตัดสินนโยบายดอกเบี้ยได้ดีกว่า ถ้า Core CPI สูงกว่าคาด แปลว่าเงินเฟ้อยังร้อน Fed ต้องคง Hawkish ยาวขึ้น ดอกเบี้ยสูงกดให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ร่วง แต่ถ้า Core CPI ต่ำกว่าคาด นั่นหมายความว่า Fed อาจมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น เงินดอลลาร์อ่อน และทุนไหลเข้าคริปโตได้ ครั้งนี้ตัวเลขออกมา “พอดิบพอดี” จึงไม่มีแรงกระตุ้นพิเศษในทิศทางใด

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและทิศทาง Bitcoin กับ Ethereum

    ณ ขณะที่ตัวเลขออกมา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $69,442 ติดลบ 1.34% ใน 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum อยู่ที่ $2,027.64 ติดลบ 1.24% ตลาดกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแรงอยู่แล้วก่อนที่ตัวเลขจะออก การที่ CPI ออกมาตรงตามคาดทุกตัวช่วยตัดความเสี่ยงขาลงฉับพลันออกไป เพราะถ้าตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดคงเห็นแรงขายหนักกว่านี้มาก

    อย่างไรก็ตาม ผลบวกที่ได้ก็จำกัด เพราะ CPI YoY ที่ 2.4% ยังห่างจากเป้า 2% ของ Fed พอสมควร และตัวเลขไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงอย่างจริงจัง นักลงทุนจึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาเปิดสถานะ Long อย่างกล้าหาญ momentum ของตลาดคริปโตยังคงอ่อนแอ และสิ่งที่จะเปลี่ยนเกมได้จริงคือตัวเลข CPI ที่ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ หรือสัญญาณจาก Fed ที่ชัดเจนกว่านี้

    เส้นทางเงินเฟ้อยังห่างเป้า จับตาข้อมูลชุดต่อไป

    เมื่อดู CPI YoY ที่ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% ติดต่อกันสองเดือน แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อกำลัง “หยุดนิ่ง” ไม่ได้ลงต่อสู่เป้าหมาย 2% ของ Fed ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงในระยะกลาง ตลาดจะจับตาข้อมูล PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ในช่วงถัดไปว่าจะตีความตัวเลขชุดนี้อย่างไร นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจใดๆ


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข CPI ชุดนี้ “ไม่ร้าย แต่ก็ไม่ได้ดีพอ” ที่จะจุดฉนวนให้ตลาดคริปโตวิ่งขึ้นจริงจัง การที่ตัวเลขออกมาตรงตามคาดทุกตัวนั้นดีในแง่ที่ตัดความเสี่ยงขาลงฉับพลันออกไป แต่มันไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่เลย ตราบใดที่ CPI YoY ยังอยู่ที่ 2.4% และไม่มีทีท่าว่าจะลงต่ำกว่านี้เร็วๆ Fed ก็ไม่มีแรงกดดันที่จะรีบลดดอกเบี้ย

    สำหรับคนที่กำลังรอจังหวะเข้าซื้อ ผมแนะนำให้จับตา Bitcoin ที่แนวรับ $68,000 ถ้าหลุดลงไปในช่วงนี้ที่ตลาดยังขาด catalyst ใหม่ อาจเห็นแรงขายเพิ่มได้ ความชัดเจนจะมาก็ต่อเมื่อ Fed ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้น หรือตัวเลขเงินเฟ้อชุดต่อไปออกมาต่ำกว่าคาดจริงๆ จนกว่านั้นก็คงเป็นแค่ตลาดแกว่งตัวในกรอบต่อไป

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/11/us-cpi-march-2026-inline-expectations-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TbSYDz-1IeglvwUrMpqEz

  • ไทยดันสินค้า GI บุกตลาดญี่ปุ่นเต็มกำลัง หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    ไทยดันสินค้า GI บุกตลาดญี่ปุ่นเต็มกำลัง หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้หารือกับ นายอัตสึชิ ซูกินากะ หัวหน้าสำนักงานส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกัน หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์)

    ทั้งนี้ กรมได้แจ้งว่า อยู่ระหว่างผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยศักยภาพสูงอีก 4 รายการ โดยได้ยื่นคำขอต่อประเทศญี่ปุ่นไว้แล้ว ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และจะยื่นเพิ่มเติมอีก คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จึงขอให้ช่วยสนับสนุนการจดทะเบียนสินค้า GI ไทยด้วย

    สำหรับญี่ปุ่นมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในไทยแล้วถึง 6 รายการ ได้แก่ เนื้อวัวคาโงชิมะ เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ เชอรี่ฮิกาชิเนะ เมลอนยูบาริ และอิชิคาดะ กาคิ (ลูกพลับแห้ง) ซึ่งในการหารือครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงเทคนิค ทั้งด้านข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้าน GI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ กรมมีแผนยกระดับสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น ผ่านกลยุทธ์การส่งเสริมการขายเชิงรุก โดยได้เริ่มหารือกับห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า GI ไทยในญี่ปุ่น และสินค้า GI ญี่ปุ่นในไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมทั้งการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

    นางอรมน กล่าวว่า กรมยังได้หารือกับนายคาไซ ยาสุยูกิ หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับกระบวนการพิจารณาคำขอทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway หรือ PPH Navigator) และการดำเนินโครงการ Prior Art Search ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร รวมทั้งได้มีการหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการตรวจสอบสิทธิบัตรและการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนระหว่างประเทศด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์

    ขณะเดียวกัน กรมได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าการยกระดับการให้บริการสู่ยุคดิจิทัล อาทิ โครงการ Fast Track Plus+ เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมดิจิทัล และชิ้นส่วนยานยนต์ ควบคู่ไปกับการเปิดตัวเครื่องมือช่วยสืบค้นความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้า AI Image Search และ Trademark Checker ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยประเมินโอกาสที่จะได้รับการจดทะเบียนเบื้องต้นด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q8YohbnV57z6aMTzsqNxC