Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รูปีอินเดียร่วงทำสถิติใหม่ หลังวิกฤตตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    รูปีอินเดียร่วงทำสถิติใหม่ หลังวิกฤตตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    เงินรูปีของอินเดียอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ (12 มี.ค.) ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานเพิ่มขึ้นจากวิกฤตอิหร่าน

    คู่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ/รูปี ปรับตัวขึ้นมากกว่า 0.3% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 92.520 รูปี ซึ่งสะท้อนการอ่อนค่าของสกุลเงินอินเดีย

    แรงกดดันต่อค่าเงินรูปีเพิ่มขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานของอินเดีย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย

    มีรายงานว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่รองรับน้ำมันประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลก โดยอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซผ่านเส้นทางดังกล่าว

    อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซอย่างมาก โดยคิดเป็นประมาณ 80% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ในช่วงปีที่ผ่านมา อินเดียได้กระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิรัก และซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นจากสหรัฐฯ ต่อการที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

    นักวิเคราะห์ของธนาคารเอเอ็นแซด (ANZ) เตือนว่า หากราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทดสอบความแข็งแกร่งด้านการเงินของอินเดีย และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

    นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านการคลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลอาจต้องเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับปุ๋ยและก๊าซหุงต้ม ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณของอินเดียที่เปราะบางอยู่แล้วสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินออมของครัวเรือนลดลง กระทบต่อการบริโภค และอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้เศรษฐกิจอินเดียอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งก่อนเกิดวิกฤตอิหร่าน โดยมีการเติบโตสูงและเงินเฟ้อต่ำ แต่หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจลบล้างแนวโน้มดังกล่าวได้

    ทั้งนี้ ANZ คาดว่า ค่าเงินรูปีจะยังคงผันผวนในระยะใกล้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bwWyfHHFPf2457QiBshXz

  • เช็คด่วน !!! เปิดเช่าที่ราชพัสดุฯแปลงสวยย่านเศรษฐกิจในกทม.

    เช็คด่วน !!! เปิดเช่าที่ราชพัสดุฯแปลงสวยย่านเศรษฐกิจในกทม.


    กรมธนารักษ์เตรียมเปิดประมูลสิทธิการเช่า 4 แปลงสวย ย่านเศรษฐกิจสำคัญในเขตกรุงเทพมหานคร ใกล้ไอคอนสยาม -บ้านพายัพ-วงเวียนใหญ่-ถนนทรงวาด

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 แปลงสวย ย่านเศรษฐกิจทำเลทอง ดังนี้   1. แปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ติดไอคอนสยาม) เปิดประมูลให้เอกชนลงทุนก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง บริเวณใกล้ไอคอนสยาม เขตคลองสาน (ริมแม่น้ำเจ้าพระยา) ซึ่งเป็นที่ดินเปล่า ขนาด 4-2-34 ไร่ (1,834 ตารางวา) ตั้งอยู่บริเวณย่านเศรษฐกิจสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ศูนย์การค้า ICONSIAM หนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลกของกรุงเทพฯ พื้นที่รายล้อมด้วยแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมระดับนานาชาติ และระบบคมนาคมที่สะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS GOLD LINE และท่าเรือโดยสาร

    2. แปลงบ้านพายัพ เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา (บ้านพายัพ)เขตพระนคร ซึ่งเป็นอาคารราชพัสดุ จำนวน 3 รายการ พื้นที่ใช้สอย 465.44 ตารางเมตร บนที่ดินขนาดเนื้อที่ 0-2-49.2 ไร่ ตั้งอยู่ในทำเลสำคัญของกรุงเทพมหานคร ละแวกวัดสามพระยา รายล้อมด้วยย่านประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนดั้งเดิมของกรุงเทพฯ ภายในพื้นที่มีอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่เมืองเก่า เหมาะสำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์เชิงสร้างสรรค์                                                                                

    3. แปลงอาคารธนบุรี (วงเวียนใหญ่) เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุ 4 ชั้น บริเวณใกล้วงเวียนใหญ่     เขตธนบุรี มีขนาดที่พื้นที่ใช้สอย 519.47 ตารางเมตร ใกล้วงเวียนใหญ่ เป็นย่านเมืองเก่าที่ถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมต่อกับถนนเส้นสำคัญหลายสาย สามารถเดินทางออกนอกเมืองไปทางฝั่งตะวันตกก็ได้ จะเข้าสู่ใจกลางเมืองหรือสามารถเดินทางไปถึงปริมณฑลโซนรังสิตได้ ซึ่งย่านนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและยังอยู่ใกล้กับย่านนวัตกรรมคลองสานในปัจจุบัน ดังนั้น ที่นี่จึงมีมนต์เสน่ห์ที่น่าสนใจหลายอย่าง เหมาะสำหรับใช้เป็นอาคารสำนักงาน

    4. แปลงอาคารถนนทรงวาด เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุ บริเวณถนนทรงวาด เขตสัมพันธ์วงศ์  (บริเวณชั้น 1) เลขที่อาคาร 1067 เป็นอาคารราชพัสดุย่านเมื่องเก่าที่มีศักยภาพเติบโตสูง ขนาดพื้นที่ใช้สอย 90.40 ตารางเมตร  ติดถนนทรงวาด ทำเลค้าขาย คนเดินผ่านตลอดวัน นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติสัญจรตลอดปี รายล้อมแหล่งท่องเที่ยว คาเฟ่ และวัฒนธรรม อาทิ ไซน่าทาวน์ ตลาดน้อย เป็นโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่บนเสน่ห์เมืองเก่า เหมาะกับร้านอาหาร     คาเฟ่ บาร์ สินค้าไลฟ์สไตล์          

    นายอัครุตม์ กล่าวว่า การเปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานครครั้งนี้ได้ดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ “VALUE” เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบโดยเฉพาะด้านที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นกรมธนารักษ์จึงเร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูล     ที่ดินต่าง ๆ

    ขณะเดียวกันได้ให้ธนารักษ์พื้นที่เร่งดำเนินการต่อสัญญาต่าง ๆ ให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากสัญญาจะมี การต่อทุก 3 ปี ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ได้เริ่มมีการเปิดประมูลพัฒนาดินราชพัสดุแปลงสำคัญแล้ว                                                          

    สำหรับการเปิดประมูลดังกล่าว ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอซื้อซองเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน ได้ที่ กองบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 9 เมษายน 2569 ในเวลา 09.00 น. – 15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2618 6328 หรือ    0 2278 2426 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_L6z1f7KbEUhKPfexAWw9

  • สงครามสหรัฐฯ -อิสราเอลต่ออิหร่าน: ประเทศใดได้-เสียประโยชน์บ้าง ?  – BBC News ไทย

    สงครามสหรัฐฯ -อิสราเอลต่ออิหร่าน: ประเทศใดได้-เสียประโยชน์บ้าง ? – BBC News ไทย

    ประเทศใดบ้างได้ประโยชน์จากสงครามต่ออิหร่าน และใครจะได้รับผลกระทบหนักมากที่สุด ?

    A BBC graphic showing Russian President Vladimir Putin and Chinese President Xi Jinping looking in opposite directions and divided by a photomontage depicting a petrol pump, container ship, warplane, passenger jet, Iranian woman and flag and a plume of black smoke.

      • Author, มารินา ดาราส
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
      • Author, สตีเฟน ฮอว์กส์
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • เวลาอ่าน: 10 นาที

    ตามปกติแล้วแทบจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างชัดเจนในสงคราม แต่ประชาชนคนธรรมดานั่นเองที่จะต้องรับผลของการกระทำนั้นด้วยราคาอันแสนแพง

    สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงในตลาดพลังงานและสายอุปทานโลก รัฐบาลของบางประเทศเริ่มออกมาตรการเตรียมรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ดี บางประเทศอาจพบโอกาสเชิงกลยุทธ์ใหม่ ๆ จากความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น

    สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่านกำลังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั่วทั้งภูมิภาคและระดับโลก ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเกิดความไม่มั่นคง และบีบให้ประชาชนหลายแสนคนทั่วตะวันออกกลางต้องหนีออกจากบ้านของตัวเอง

    แม้ในพื้นที่ที่อยู่ไกลจากสมรภูมิรบ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียที่หยุดชะงัก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ก็กำลังทำให้ต้นทุนของผู้บริโภคและภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น

    ทว่าท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ มีประเทศใดบ้างที่มีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์มากที่สุด หรืออาจได้ประโยชน์มากที่สุด

    รัสเซีย

    Russian President Vladimir Putin, wearing a black suit and red tie, is having a sit down conversation with Iranian Supreme Leader Ayatollah Ali Khamenei, to his right. The Iranian flag can be seen at the back, between the two men.

    ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการทูตอีกครั้งสำหรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

    อิหร่านเป็นพันธมิตรคนสำคัญและยังเป็นหุ้นส่วนทางการทหารของรัสเซีย การสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการทูตอีกครั้งสำหรับรัสเซีย ต่อเนื่องมาจากการโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ในซีเรีย และเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ เพิ่งจับกุม อดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลา

    อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้อาจสร้างข้อได้เปรียบให้รัสเซียในสงครามของตนเองกับยูเครน เนื่องจากสงครามต่ออิหร่านครั้งนี้กำลังดึงเอาทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ ออกไป

    “การลดลงของขีปนาวุธและระบบสกัดกั้นแพทริออต (Patriot) เป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย เพราะมันจำกัดสิ่งที่ยูเครนสามารถหาซื้อได้ในตลาด” นิโคล กราเยฟสกี รองศาสตราจารย์จากศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศของสถาบันรัฐศาสตร์ปารีส (Paris Institute of Political Studies) กล่าวกับ บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • An armed military member of the Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) holds an AK‑47 rifle against an Iranian flag.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    BBC

    อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความต้องการโดรนชาเฮด (Shahed) ของอิหร่านที่เพิ่มขึ้น ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อศักยภาพของรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน

    ฮันนา น็อตเต ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคยูเรเชียของศูนย์การศึกษาการไม่แพร่ขยายอาวุธ (Center for Nonproliferation Studies) ในสหรัฐฯ กล่าวกับ บีบีซี นิวส์ ว่า “รัสเซียเคยพึ่งพาความร่วมมือด้านกลาโหมจากอิหร่านในช่วงเวลาหนึ่งที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง คือช่วงต้นของสงครามในยูเครน ตอนที่อิหร่านจัดหาโดรนชาเฮดให้ และที่สำคัญคือมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงให้ใบอนุญาตในการผลิตโดรนเหล่านี้ในช่วงปี 2022–2023”

    เธอกล่าวต่อว่า “ตอนนี้สงครามมาถึงจุดที่รัสเซีย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอิหร่าน เพื่อดำเนินสงครามในยูเครนอีกต่อไป เพราะรัสเซียสามารถ ผลิตโดรนชาเฮดได้เองแล้ว”

    BBC

    ขณะเดียวกัน การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซชะงักงัน จนราคาพลังงานพุ่งสูง อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันทางการเงินบางส่วนให้กับรัสเซีย ที่กำลังเผชิญภาระหนักจากสงครามในยูเครน

    งบประมาณของรัฐบาลกลางรัสเซียตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประเทศจะสามารถส่งออกน้ำมันได้ในราคาประมาณ 59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งขึ้นอย่างมาก เกือบสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงหนึ่ง

    เมื่อผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียลดกำลังการผลิตลง รัสเซียอาจสามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอินเดียได้

    เดวิด ไฟฟ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอาร์กัส (Argus) บริษัทข้อมูลข่าวกรองด้านตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ อินเดียถูกกระตุ้นให้ลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่ตอนนี้สหรัฐฯ ได้ให้ ข้อยกเว้นบางประการ เพื่ออนุญาตให้อินเดียกลับมาซื้อน้ำมันรัสเซียได้อีกครั้ง อย่างน้อยในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า”

    “และขณะนี้ก็มีการหารือกันแล้วเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่อการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย เพื่อบรรเทาปัญหาบางประการที่เกิดขึ้น” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอาร์กัส ระบุ

    จีน

    แม้จีนจะยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามต่ออิหร่าน แต่ก็ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ดี

    ข้อมูลจาก ศูนย์นโยบายพลังงานโลก (Center on Global Energy Policy) ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเพียง 12% ของการนำเข้าทั้งหมด

    นอกจากนี้ จีนยังมีสำรองน้ำมันไว้เพียงพอสำหรับการใช้งานได้อีกหลายเดือน หลังจากนั้นก็ยังสามารถหันไปพึ่งพาการนำเข้าจากรัสเซียได้แบบไม่ยาก

    อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมของจีนที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ก็มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเช่นกัน ตามที่ ไฟฟ์ระบุ

    การส่งออกซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน หรือมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่ประเทศผลิตได้ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญปัญหาจากราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาและการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแอ

    การเดินเรือบริเวณภายในและรอบ ๆ ช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงักลง อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับจีนมากนัก แต่การเข้าถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสินค้าจีนที่มุ่งหน้าไปยังตลาดตะวันตก

    ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งของคาบสมุทรอาหรับ ช่องแคบบับ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ก็เกิดการโจมตีจาก กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมน ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

    A BBC map showing the Strait of Hormuz, off the south coast of Iran Surrounding countries are grey. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณนอกชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน

    “มีความเป็นไปได้สูงที่การเดินเรือในทะเลแดงจะได้รับผลกระทบอย่างหนักอีกครั้ง โดยเรือสินค้าระยะไกลจากเอเชียที่ต้องการมุ่งหน้าไปยัง มหาสมุทรแอตแลนติก จะถูกเบี่ยงเส้นทางให้แล่นอ้อม แอฟริกาตอนใต้ ผ่านแหลมกู๊ดโฮป” ไฟฟ์กล่าวกับบีบีซี นิวส์

    นีล ควิลเลียม ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันคลังสมองแชทแฮมเฮาส์ ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า “การเปลี่ยนเส้นทางเช่นนี้มีต้นทุนสูงมาก”

    เขาอธิบายว่า “มันทำให้การเดินทางยาวขึ้น 10–14 วัน และขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า สำหรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไปหนึ่งลำ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”

    ทว่าสงครามกับอิหร่านอาจเปิดโอกาสทางการทูตให้กับจีน ในขณะที่จีนพยายามวางตำแหน่งตนเองให้เป็น “ตัวถ่วงดุลที่มีความรับผิดชอบ” ต่อสหรัฐฯ ฟิลิป เช็ตเลอร์-โจนส์ จากสถาบันรอยัล ยูไนเต็ด เซอร์วิสเซส หรือ อาร์ยูเอสไอ (Royal United Services Institute – RUSI) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร กล่าวกับ บีบีซี นิวส์

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะยังคงพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนว่าเป็น ผู้นำโลกที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ ซึ่งแตกต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลจีน จับสัญญาณหรือประเมินท่าทีของทรัมป์ ว่าเขาอาจตอบสนองอย่างไรต่อประเด็นตึงเครียดอื่น ๆ รวมถึง ไต้หวัน เกาะที่ปกครองตนเองซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว

    กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

    ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมาก มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามครั้งนี้ บางประเทศก็ได้เริ่มใช้ มาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวดแล้วเพื่อพยายามบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด

    ในเวียดนาม ราคาน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้นแล้วถึง 60% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และรัฐบาลกำลังขอให้ประชาชนทำงานจากที่บ้านหากสามารถทำได้

    ส่วนในฟิลิปปินส์ ที่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 95% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด สั่งพนักงานภาครัฐทำงานเพียงสี่วันต่อสัปดาห์ เว้นแต่ผู้ที่ทำงานในหน่วยบริการฉุกเฉิน

    มาตรการในลักษณะเดียวกันได้ถูกนำมาใช้ใน ปากีสถาน ยกเว้นแค่เพียงภาคธนาคาร หน่วยงานต่าง ๆ ถูกสั่งให้ ทำงานจากที่บ้านเท่าที่จะทำได้ และมหาวิทยาลัยก็หันไปสอนผ่านระบบออนไลน์

    ในการแถลงทางโทรทัศน์ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน กล่าวว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประหยัดและจัดสรรการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศอย่างรอบคอบ

    ขณะที่ใน บังกลาเทศ รัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะการซื้อสินค้าเพื่อกักตุนไว้เกินความจำเป็นเนื่องจากความกลัวหรือตื่นตระหนก (panic buying) จากสถานการณ์ข่าววิกฤตดังกล่าว โดยมีคิวยาวตามสถานีบริการน้ำมัน ทำให้ทางการต้องออกมาตรการ จำกัดปริมาณการซื้อ โดยรถยนต์สามารถซื้อได้ วันละ 10 ลิตร ส่วนรถจักรยานยนต์ เพียงวันละ 2 ลิตร

    Dozens of motocycle riders queue at a petrol station in Karachi, Pakistan, on the night of 6 March 2026.

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, สถานีบริการน้ำมันเริ่มมีคิวยาว

    แต่ผลกระทบของสงครามอาจขยายวงไปไกลกว่าแค่การขาดแคลนพลังงาน

    เกษตรกรทั่วโลกต้องพึ่งพาปุ๋ยเพื่อใช้ในการเพาะปลูก และช่วยให้พืชผลสามารถทนต่อสภาพอากาศได้ดีขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ยอาจนำไปสู่ ความไม่มั่นคงด้านอาหารของโลก

    นีล ควิลเลียม กล่าวกับ บีบีซี นิวส์ ว่า “ยูเรียประมาณ 30% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตปุ๋ย ถูกขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ยูเรียมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งได้จากกระบวนการแปรรูปน้ำมันดิบ ดังนั้น หากยูเรียราว 30% หายไปจากตลาดโลก ก็จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ ความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    หลังจากโรงงานกาตาร์เอเนอร์จี (QatarEnergy) ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ผลิตยูเรียสำหรับทำปุ๋ยถูกโจมตี บริษัทต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (force majeure) ซึ่งเป็นมาตรการฉุกเฉินที่เปิดทางให้บริษัทสามารถระงับการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ชั่วคราว

    นีล ควิลเลียม กล่าวว่า “ผลกระทบในด้าน ความมั่นคงทางอาหาร และ เงินเฟ้อ อาจเริ่มเห็นได้ในอีก 6–9 เดือนข้างหน้า”

    เขาเสริมว่า “ผลกระทบอาจยังไม่ปรากฏในตอนนี้ แต่เมื่อพืชผลเริ่มประสบปัญหา หรือเมื่อเกษตรกรเริ่มหาปุ๋ยได้ยากขึ้น เราก็จะเห็นผลกระทบในระยะยาว”

    มีการรายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซีแผนกภาษาฮินดี และเอลิซาเวตา โฟคต์ จาก บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c7vjgye8m92o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MkJKMBHOzu9oHG7ZMhnn0

  • ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,182 ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2569 โดย…กาแฟขม

    *** สงครามสหรัฐ อิสราเอล-อิหร่าน ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 และมีทีท่าจะยืดเยื้อ ไม่จบลงง่ายๆ เหมือนคำประกาศของประธานาธิบดีผู้อหังการ์อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่คุยคำโตประกาศปิดจ็อบภายใน 4 สัปดาห์ แม้โจมตีสังหารผู้นำหมู่ของอิหร่านแบบอุกอาจ แม้โจมตีพลาดไปยังโรงเรียนเด็กเล็กบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่หาได้หยุดยั้งการตอบโต้ของอิหร่านลงได้ง่ายๆ แม้ผู้นำสูงสุดจะเสียชีวิตจากการถูกโจมตี อิหร่านก็ตั้งผู้นำขึ้นมาได้ทันที และยังเป็นพลังในการรวมศูนย์จิตใจ จิตวิญญาณของคนในชาติอิหร่านให้ลุกขึ้นสู้กับการรุกรานแบบยอมแลกชีวิต

    *** อิหร่านเหมือนเตรียมการเรื่องนี้มาอย่างดี ถูกโจมตีอย่างหนัก สูญเสียผู้นำ แต่ดูเหมือนจะไม่เสียขวัญ และไม่สูญเสียอำนาจการตอบโต้ มีผู้นำใหม่ขึ้นมาแทน มีโครงสร้างการปฏิบัติงานของฝ่ายกองทัพ ที่เหมือนมีการวางฉากทัศน์ไว้พร้อม ถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้น สหรัฐ อิสราเอล ผนึกกำลังโจมตี พวกเขาจะทำอย่างไร 1.2.3 เป็นขั้นเป็นตอน เสมือนกลไกที่ถูกวางไว้ ทุกคนรู้หน้าที่ ขยับทันที ตามแผนที่เตรียมการไว้ เห็นได้จากโต้กลับไปยังฐานทหารสหรัฐในภูมิภาค อย่างมีเป้าหมาย

    *** ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งซัพพลายนํ้ามันของโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งนํ้ามันถูกปิดตาย ทำให้การใช้พลังงานของโลกช็อก แหล่งนํ้ามัน ก๊าซ ขนาดใหญ่ในซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน การ์ต้า บาห์เรนถูกโจมตี เส้นทางขนส่งถูกปิด ไม่สามารถขนถ่ายออกมาได้ ซัพพลายหายจากตลาดโลกวันละ กว่า 20 ล้านบาร์เรล โดยปริมาณการขนส่งปกติปี 2567-2569 มีนํ้ามันดิบ คอนเดนเสท และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ย 20 – 20.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นปริมาณนํ้ามันดิบ (Crude Oil) ประมาณ 13 – 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นนํ้ามันดิบที่ส่งไปยังโรงกลั่นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย

    *** ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง กระเทือนเศรษฐกิจโลก รวมทั้งไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการนำเข้าพลังงาน อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า ราคานํ้ามันในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนนํ้ามันในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รัฐใช้กลไกกองทุนนํ้ามัน ช่วยพยุงราคาขายปลีก โดยเฉพาะนํ้ามันดีเซลที่กำหนดไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้ต้นทุนจริงกองทุนนํ้ามันเข้าไปอุ้มไว้ที่ 9.57 บาทต่อลิตร เงินไหลออกเฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละ 700 ล้านบาท กองทุนฯยังดูแลราคานํ้ามันต่อไปได้อย่างน้อยประมาณ 15 วัน หลังจากนั้น หากจำเป็นมีทางเลือกในการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้ว ที่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนนํ้ามันฯเคยติดลบราว 1.3 แสนล้านบาท  

    *** รัฐบาลนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีระกูล ยอมรับในสถานการณ์วิกฤติ ออกมาตรการเข้มบังคับใช้กับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจก่อนเลย โดยครม.ล่าสุด เมื่ออังคารที่ 10 มี.ค. ออกมติให้ข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ทันที เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ยกเว้นหน่วยงานที่ให้บริการประชาชนโดยตรง พร้อมกับออกมาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน โดยให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศาเซลเซียส และรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ถอดสูทในการประชุม และให้ประหยัดด้วยการสั่งระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ยกเว้นภารกิจที่จำเป็นอย่างยิ่ง

    *** โลกทุกวันนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เกิดเหตุในที่หนึ่งผลกระทบกระจายไปทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศสูงอย่างไทย และบังเอิญเป็นประเทศที่นำเข้าพลังสุทธิในสัดส่วนสูงแบบไทย เมื่อเกิดสงครามนำไปสู่วิกฤติพลังงาน ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ จำต้องหาทางลดผลกระทบให้น้อยที่สุด หาทางออกจากวิกฤติให้ได้ การทบทวนแหล่งนำเข้า กระจายแหล่งนำเข้า การจัดหาพลังงานทดแทน การประหยัดพลังงานที่ต้องทำให้เป็นเรื่องเคยชิน และเป็นแนวปฏิบัติปกติ การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ทดแทนการใช้พลังงาน กระทั่งความพอเพียงที่ต้องยึดปฏิบัติให้ได้ แม้ในยามปกติ

                            ไฟสงครามลามฮอร์มุซ เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยก็ต้องรัดเข็มขัด

    *** ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “แก้วทอง” ที่ได้สูญเสีย นางอัจฉราภรณ์ แก้วทอง โดยกําหนดพิธีพระราชทานนํ้าหลวงอาบศพสวดพระอภิธรรม และพิธีบรรจุศพ ระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคม  2569 ณ ศาลาสารัชถ์ – นลินี รัตนาวะดี ฌาปนสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

    กำหนดการต่างๆ มีดังนี้ วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 15.30  น. พิธีรดนํ้าศพ เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานนํ้าาหลวงอาบศพ เวลา 17.30 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันที่ 12-13 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันที่ 14-16 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรม วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. สวดพระ อภิธรรม เวลา 19.00 น. พิธีบรรจุศพ ทางญาติจึงขอเรียนเชิญด้วยความเคารพอย่างสูง…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/653667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y8oFxM0cTBvK6Y1HNemXJ

  • ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    ไฟสงครามเผาเศรษฐกิจไทย บททดสอบรัฐบาลใหม่

    วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเพียงข่าวสงครามที่เกิดขึ้นไกลตัว หากแต่กำลังส่งแรงกระแทกมาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยกระดับสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และนำไปสู่การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกกว่า 20% ต้องขนส่งผ่าน เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงัก ตลาดพลังงานโลกจึงสั่นสะเทือนทันที ราคานํ้ามันดิบพุ่งทะลุ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเมื่อวันก่อน ก่อนย่อตัวลงชั่วคราว และมีแนวโน้มอาจไต่ระดับไปถึง 150-170 ดอลลาร์ หากสถานการณ์ลุกลามหรือยืดเยื้อ

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นโดยตรง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะลุกลามไปสู่ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ GDP ไทยปี 2569 อาจเติบโตเพียง 1.3% จากที่เคยคาดไว้ราว 2% เท่านั้น

    แรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์โลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสายการเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-14 วัน ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้น 50-140% สินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่าย จึงต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลาในขณะนี้

    ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ก็เปิดหน้าต่างโอกาสบางประการ ประเทศในตะวันออกกลางกำลังเร่งสำรองอาหาร ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นกว่า 11% ขณะที่ราคายางพารามีแนวโน้มขาขึ้นตามราคานํ้ามัน ซึ่งทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์สูงขึ้น หากไทยบริหารจังหวะการค้าได้ดี ก็อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร

    อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่สุดยังคงอยู่ที่ “การบริหารพลังงาน” ของประเทศ รัฐบาลเลือกใช้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงเป็นกันชนสำคัญในการตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่ามาก ทำให้ต้องอุดหนุนลิตรละมากกว่า 10 บาท หรือใช้เงินเฉลี่ยวันละกว่า 700 ล้านบาท

    มาตรการนี้ช่วยประคองค่าครองชีพระยะสั้นได้ แต่ก็เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” หากราคานํ้ามันโลกทะยานขึ้นเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้มาตรการที่หนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน หรือการปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นสู่ระดับ 33-35 บาทต่อลิตร

    คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า จะตรึงราคานํ้ามันได้นานเพียงใด แต่อยู่ที่รัฐบาลจะบริหารสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจ ภาระของกองทุนนํ้ามัน และวินัยการคลังของประเทศได้อย่างไร

    ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “Thailand 10 Plus” ที่เสนอการลดค่าไฟ การกระตุ้นกำลังซื้อ และการจ้างงานในชุมชน ล้วนสะท้อนความพยายามเร่งเครื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ที่กำลังกดดันงบประมาณของรัฐ คำถามคือ นโยบายเหล่านี้จะเดินหน้าได้จริงเพียงใด

    ไฟสงครามที่ลุกโชนอยู่ในตะวันออกกลาง จึงไม่ได้เผาเพียงภูมิภาคนั้น แต่กำลังทดสอบความสามารถของรัฐบาลไทยชุดใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า จะมีวิสัยทัศน์และความเด็ดขาดมากพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุครั้งนี้ไปได้หรือไม่

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,182 วันที่ 12 -14 มีนาคม พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/653662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vdzhcdS5JaJ5xLDN5UBD-

  • ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

    ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

    ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.37 น.

    ทวี ค้านแยกการท่องเที่ยว-กีฬา ชี้ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำเงินมหาศาล ติง วัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าประดับตู้โชว์ เพื่อดึงดูดเงินตรา ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    วันที่ 12 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  แยก“ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูง 

    ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปโครงสร้างราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสนอให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การแยกท่องเที่ยวออก แล้วนำท่องเที่ยวไปอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว จึงมีข้อวิพากษ์ประเด็นนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์ ดังนี้

    1. การแยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” : เสาหลักที่ทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด

    ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ากระทรวงนี้ทำงานได้อย่างสอดประสานและบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเงินตรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านระบบกีฬาและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การจะแยกโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?” มิฉะนั้น การปฏิรูปอาจกลายเป็นเพียงการรื้อระบบที่ลงตัวอยู่แล้วให้หยุดชะงัก และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนพึ่งพาต้องอ่อนแรงลง

    2. ด้านกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ “วัฒนธรรม” คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้นำงานวัฒนธรรมไปควบรวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นประเด็นที่ต้องฉุกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะวัฒนธรรมคือ “ลมหายใจของผู้คน” ไม่ใช่ “สินค้าประดับตู้โชว์” เพื่อดึงดูดเงินตราเพียงอย่างเดียว หากรัฐมองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กัดเซาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  อาทิ

    รากเหง้า vs ยอดขาย : เมื่ออัตลักษณ์ถูกประเมินด้วย KPI คุณค่าของคนจะถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางสถิติ

    วิถีชีวิต vs การแสดง : วัฒนธรรมอาจถูกทำให้ “เรียบง่าย” เพื่อเอาใจตลาด จนสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมและความภาคภูมิใจ

    พลเมือง vs ตัวประกอบฉาก : ประชาชนอาจถูกลดทอนฐานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการท่องเที่ยว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่คุ้มครองสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุข

    3. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นต้องแสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง การบริหารพหุวัฒนธรรมไม่ใช่การนำดอกกุหลาบและดอกมะลิมาปั่นรวมกันจนไร้อัตลักษณ์ แต่ต้องใช้แนวคิด “ทฤษฎีดอกไม้หลากสี” ภายใต้หลักการ “แสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง” คือการร่วมมือเพื่อเป้าหมายส่วนรวมของชาติ (จุดรวม) แต่ต้องเคารพและรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ (จุดต่าง) ไว้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐต้องเคารพ “กาลเทศะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของวัฒนธรรม มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายความสงบทางจิตวิญญาณเพียงเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

    4. คำสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ย้ำเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเสมอตามยุคสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งหมายให้ “ดีขึ้นกว่าเดิม” และต้องชอบด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม (ยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และหลักความเป็นจริงตามบริบททางสังคม มีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อความผาสุกของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โจทย์นี้มีความท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

    พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

    หัวหน้าพรรคประชาชาติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xn2EgWK1du0qLuxUBPNPd

  • เตรียมอุดมกับระบบแพ้คัดออก

    เตรียมอุดมกับระบบแพ้คัดออก

    ปรากฏการณ์นักเรียน ม.3 กว่า 1.38 หมื่นคน แห่กันไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่อิมแพค เมืองทองธานี เป็นภาพจำหนึ่งด้านการศึกษาของไทย ในเดือนมีนาคมของทุกปี

    สำหรับปีนี้มีดราม่าเด็กโยนเงิน กระเป๋าตังค์ พระห้อยคอ ฯลฯ เพราะมีกฎห้ามนำเข้าห้องสอบ ผู้คนออกมาวิจารณ์กันหนักว่า ทำไมระบบการศึกษาของไทยจึงเป็นแบบนี้ ขณะที่ประเทศตะวันตกอาจจะมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูง ในจำนวนที่มากพอ ไม่ต้องไปออสอบกันอยู่ไม่กี่โรงเรียน

    อันที่จริงแล้วการแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย แต่มีมาเนิ่นนานแล้วในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกที่เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม การสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ มหาวิทยาลัยโซล มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ฯลฯ

    ภาพข่าวนักเรียนรีบวิ่งเข้าห้องสอบ เมื่อใกล้เวลาประตูปิด ผู้ปกครองยืนรอหน้าทางเข้า สวดภาวนาให้กำลังใจลูกหลาน ก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

    ทฤษฎีการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวด พยายามอธิบายระบบการศึกษากับ “สังคมแข่งขันประวัติการศึกษา (qualification-competitive societies)” ในเอเชียตะวันออกมานานแล้ว ต่อคำถามที่ว่า “ทำไมผู้คนจึงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเรียนสูงๆ”

    สาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า การเลือกเรียนต่อหรือเลือกทำงานเลยนั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการเลือกที่สมเหตุสมผลของนักเรียน (และครอบครัว เพราะที่จริงแล้วผู้ปกครองเป็นผู้ลงทุนศึกษาของบุตรหลาน)

    โดยเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (ต้นทุน) = ผลตอบแทนที่ได้รับ (กำไร) ตามทฤษฎีทุนมนุษย์จะคำนวณรายได้ตลอดชีพที่คาดว่าจะได้รับ ในกรณีที่เรียนต่อและไม่ได้เรียนต่อ เชื่อว่านักเรียน (พ่อแม่ ครอบครัว) จะลงทุนด้านการศึกษาต่อไปเรื่อยๆ

    จนกระทั่งคิดว่ารายได้ตลอดชีพของคนนั้นมีมูลค่าสูงสุด เมื่อหักลบกับรายได้หากทำงานในช่วงนั้น ซึ่งถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูญเสียไปจากการเลือกเรียนต่อ

    ในทางตรงกันข้าม ทฤษฎีการส่งสัญญาณ (signaling) และสมมติฐานการคัดเลือก (screening hypothesis) ได้โต้แย้งว่าการลงทุนด้านการศึกษา และแรงปรารถนาที่จะเรียนต่อสูงๆ เป็นเพราะต้องการส่งสัญญาให้กับบริษัทหรือนายจ้าง เชื่อว่าประวัติการศึกษาเปรียบเสมือนข้อมูลที่สะท้อนคุณภาพของทุนมนุษย์

    ระบบการศึกษาไม่ได้เป็นเครื่องมือหล่อหลอมอุปนิสัยคน หรือช่วยให้รายได้ตลอดชีพสูงสุดจริง แต่เป็นเครื่องคัดแยกทุนมนุษย์คุณภาพสูงที่ตลาดแรงงานต้องการเท่านั้น หรือ “โรงเรียนดี บริษัทดี” 

    โรงเรียนดังจึงเป็นเครื่องมือคัดกรองคนหัวกะทิ ให้กับบริษัทและนายจ้างชั้นนำ ที่พร้อมจ่ายค่าจ้างสูงกว่า ให้กับพนักงานที่มีผลิตภาพสูงกว่า หรือให้กับสายอาชีพที่มั่งคั่งกว่า เช่น แพทย์ วิศวกร นักธุรกิจ ซึ่งเป็นที่ต้องการในประเทศไล่กวดทีหลัง (latecomers) 

    สำหรับประเทศไล่กวดทีหลังที่เร่งรีบพัฒนา ไม่ได้ต้องการระบบการศึกษาที่คัดสรรชนชั้นนำ (elite) อย่างรวดเร็ว หรือการผลิตซ้ำอัตลักษณ์ชนชั้นนำที่สังกัดกลุ่มตนแบบอังกฤษ แต่เรียกร้องให้โรงเรียนถ่ายทอดความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นให้แก่นักเรียน และผลิตแรงงานคุณภาพสูงออกมามากๆ 

    ใบปริญญาบัตรเป็นเพียงมาตรวัดหนึ่งที่แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ก็สะท้อนความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวคนคนนั้น แต่เมื่อเข้าทำงานแล้วก็เป็นหน้าที่ของบริษัท/โรงงาน ที่ต้องฝึกฝนและให้สั่งสมประสบการณ์หน้างาน ไม่ใช่ในห้องเรียน ไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน

    การผสมผสานระหว่างระบบการศึกษาที่เน้นการคัดเลือก กับการฝึกอบรมภายในของแต่ละบริษัทนี้เอง สามารถปั้นแรงงานฝีมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ประเทศไล่กวดทีหลังมีมหาลัยเพิ่มขึ้น บัณฑิตจึงไม่ใช่ชนชั้นนำเพียงหยิบมือเดียวอย่างในอดีตอีกแล้ว การเปรียบเทียบระดับการศึกษาจึงเปลี่ยนจาก “ประวัติการศึกษาแนวตั้ง” หรือระดับชั้นที่สำเร็จการศึกษา (จบมหาลัยหรือต่ำกว่า) ไปเป็น “ประวัติการศึกษาแนวนอน” หรือ อันดับชื่อเสียงของมหาลัยที่จบ

    นั่นคือ จบมหาลัยเหมือนกัน แต่จบจากมหาลัยชื่อดังหรือไม่ ดังนั้น ความคิดเรื่องโรงเรียนดังได้เข้ามาครอบงำ ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ไปสู่โรงเรียนมัธยม และขยายวงไปสู่โรงเรียนประถม จนถึงระดับอนุบาลไปเสียแล้ว

    นอกจากนี้ แนวคิด “ระบบแพ้คัดออก (tournament)” ยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าประวัติการศึกษา หรือการจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียง จะเอื้อต่อการเข้าทำงานในสายอาชีพที่ดีกว่า เข้าบริษัทชั้นนำกว่า รวมทั้งโอกาสเลื่อนขั้นในองค์กรได้เร็วกว่า ไม่ต่างจากการ “ขึ้นลิฟต์หรือติดจรวด” แทนที่จะไต่บันได

    ผู้แพ้จะค่อยๆ ร่วงหล่นจากพีระมิดที่ค่อยๆ สูงเสียดขึ้นในทุกรอบของการแข่งขัน ที่สำคัญผู้ชนะคือผู้ที่ไม่เคยแพ้ และมักจะได้หมดทุกอย่าง Winners take all! ไม่ว่าจะงานที่ดีกว่า รายได้สูงกว่า ชื่อเสียงและการยอมรับจากคนในสังคม รวมถึงโอกาสผลิตซ้ำลูกหลานตัวเองให้ได้รับการศึกษาที่ดีกว่าอีกด้วย

    ระบบนี้มีข้อดีตรงที่เกิดการลงทุนด้านการศึกษาในระดับครอบครัวอย่างจริงจัง โรงเรียนกวดวิชาผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด นักเรียนจำนวนมากแม้สอบเข้าโรงเรียนดังไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นคนเรียนเก่งด้วยเช่นกัน ระบบได้ผลิตคนเรียนเก่งในปริมาณมากป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

    ขณะที่ด้านมืดของระบบนี้ก็คือ ความเครียดและความกดดันของนักเรียน บางครั้งนำไปสู่อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น ความเหนื่อยล้าซึมเศร้า และสังคมทำงานหนักจนตาย (death from overwork) ปรากฏการณ์เช่นนี้จะยังคงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ประเทศไทยต้องการพัฒนาเพื่อไล่กวดให้ทันประเทศพัฒนา หรือเป็นประเทศรายได้สูงอย่างเร่งรีบนั่นเอง

    ถ้าอยากเข้าใจเรื่อง “โรงเรียนดี บริษัทดี” ให้รอดูละครเรื่องวิมานอากาศ ทางช่องวัน 31 ที่จะนำซีรีย์เรื่อง SKY Castle มารีเมค เล่าถึงสังคมชนชั้นนำในเกาหลีใต้ ที่คุณพ่อเป็นทนายความ ศาสตราจารย์ นักธุรกิจ โดยเหล่าคุณแม่จะเลี้ยงลูกๆ อย่างเข้มงวด ปูทางสอบเข้ามหาวิทยาลัยโซล

    บทละครของไทยจะเป็นอย่างไรนั้น น่าติดตามอย่างยิ่ง ดูเพิ่มเติมในหนังสือ การบริหารดาวเด่นและเส้นทางสู่ผู้บริหารระดับสูง และการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไล่กวดของผู้เขียนได้ค่ะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1224675&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ElX323cY4Gj7FfW9r-S3_

  • โค้งสุดท้ายปี 69 PIM เปย์หนัก!! มอบทุนสูงสุดเกือบ 200,000 บาท มาก่อนมีที่เรียนต่อทันที! – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    โค้งสุดท้ายปี 69 PIM เปย์หนัก!! มอบทุนสูงสุดเกือบ 200,000 บาท มาก่อนมีที่เรียนต่อทันที! – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาในช่วงโค้งสุดท้ายของปีการศึกษา 2569 มอบ “ทุนใหญ่ ไซส์บิ๊ก มูลค่าสูงสุดเกือบ 200,000 บาท” สนับสนุนเยาวชนได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยคุณภาพ พร้อมพัฒนาทักษะวิชาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดงานยุคใหม่ “เรียนจริง ทำงานจริง มีรายได้ จบแล้วมีงานทำ” ตอกย้ำบทบาทของ PIM ในฐานะ “มหา’ลัยสายสร้างตัว” ที่มุ่งสร้างคนเก่ง คนดี ให้พร้อมทำงานจริงตั้งแต่วันแรก โดยการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้กับครอบครัว เพิ่มโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และมีอาชีพมั่นคง สะท้อนความตั้งใจของ PIM ในการร่วมดูแลและลงทุนเพื่ออนาคตของผู้เรียนอย่างแท้จริง

    จัดเต็มทุนใหญ่ไซส์บิ๊กสูงสุดเกือบ 200,000 บาท! ครอบคลุมหลายสาขาวิชา อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ คณะการจัดการโลจิสติกส์ฯ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ นิเทศศาสตร์ การบิน การท่องเที่ยว เกษตรนวัต และธุรกิจอาหาร

    ด้วยจุดแข็ง Work-based Education การเรียนควบคู่การทำงานจริงในสถานประกอบการชั้นนำ กับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ PIM สร้างคนให้มีประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพตลอดหลักสูตร พร้อมทำงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา โดยแนวทางนี้จึงเป็นอีกทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มองหา มหาวิทยาลัยสายสร้างตัว ที่มอบทั้งความรู้ โอกาสการมีงานทำ และเติบโตในเส้นทางอาชีพได้อย่างมั่นใจและมั่นคง

    น้องๆ DEK69 อย่าพลาดทุนใหญ่!! สมัครเรียนได้แล้ววันนี้ รับทุกสายการเรียน ม.6 ปวช. ปวส. และเทียบเท่า มาก่อนมีสิทธ์ก่อน ถึง 30 เมษายน 69 เท่านั้น!! สมัครฟรี ไม่ตัดสิทธิ์ TCAS­
    กรอกข้อมูลได้ที่ https://www.pim.ac.th/pimscholarshipdek69

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/12/624990/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VkJj34EW_OdmYYpdHaEMI

  • สนจ. เชิญร่วมงานคืนเหย้า 109 ปีจุฬาฯ

    สนจ. เชิญร่วมงานคืนเหย้า 109 ปีจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สนจ. เปิดลงทะเบียนร่วมงาน “ONE Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ” ผ่านระบบ Blood Buddie 11-26 มี.ค.นี้

    สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.)  ขอเชิญชวนนิสิตเก่าจุฬาฯ ทุกคณะ ทุกรุ่นร่วมงาน “ONE Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ” ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล จุฬาฯ

    ค่ำคืนพิเศษที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้สมาชิก สนจ.ทุกวัย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความทรงจำ และความผูกพันฉันน้องพี่ฉลองจุฬาฯ สถาปนาครบ 109 ปี โดย ดร.ณัฐพล รังสิตพล นายก สนจ. และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังกับศักดิ์ชัย ยอดวานิช อุปนายก สนจ. เป็นประธานจัดงานใหญ่นี้

     ภายในงานจะแบ่งพื้นที่จัดงานเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่

    1. Chula Marketpink ตลาดนัดสัญชาติจุฬาฯ ที่รวบรวมร้านค้าแบรนด์ดังของพี่เก่าจุฬาฯ มากกว่า 100 ร้านให้ชาวจุฬาฯ กระเป๋าหนักได้ฉ่ำวาวว้าซ่าส์กว่าใครกับโปรโมชั่นลดแรงจุใจ ทั้งอาหารการกิน สินค้าแฟชั่น นวัตกรรมนำเทรนด์ และไลฟ์สไตล์สุดชิค พร้อมเปิดให้ทุกคนมาช้อป ชิม ชิล กันให้เต็มที่

    2. Main Stage พื้นที่เอกสิทธิสำหรับสมาชิก สนจ. ทุกประเภท ต้อนรับพี่ ๆ ด้วยการแสดงและคอนเสิร์ตจากกองทัพศิลปินพี่เก่าจุฬาฯ เตรียมโต๊ะรับรองนิสิตเก่าจุฬาฯ แยกตามคณะและรุ่นรวมกว่า 300 โต๊ะ พร้อมอาหารเครื่องดื่ม เสื้อที่ระลึก 80 ปี สนจ. และสิทธิส่วนลดสูงสุด 80% รองรับสมาชิก สนจ. ที่ลงทะเบียนล่วงหน้ากว่า 3,000 คน ผ่าน LINE OA “@Bloodbuddie” ของ สนจ. ช่วยอำนวยความสะดวกให้สมาชิกลงทะเบียนเข้างาน รับสิทธิประโยชน์ และเข้าถึงกิจกรรมสร้างประสบการณ์ใหม่แบบไม่รู้จบกับ สนจ.

    เปิดลงทะเบียนสมาชิกเข้างานผ่านระบบ Blood Buddie พร้อมรับสิทธิพิเศษ สนับสนุนการบริจาคโลหิต ตั้งแต่บัดนี้ –  26 มีนาคม 2569  เพียงสแกน QR Code หรือคลิกลิงก์

    https://line.me/R/ti/p/@569ggyqn

    สนจ.ขอสงวนสิทธิเข้างาน รับเข้าของที่ระลึก และรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ สนจ.กำหนดเท่านั้น

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/292732/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z7-odIHqoqxXuwxex3Zdx

  • ทางรอดกองทุนประกันสังคม ต้องปฏิรูปใหญ่-เป็นอิสระ

    ทางรอดกองทุนประกันสังคม ต้องปฏิรูปใหญ่-เป็นอิสระ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-276&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRVW9nYHONIJJvdip8E7O