Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส่อง การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน

    ส่อง การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

    การประชุมสองสภา ประจำปี 2026 ของจีน ซึ่งประกอบด้วย สภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และ สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 การประชุมปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเวทีนโยบายระดับชาติที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และยุทธศาสตร์ของจีนในระยะต่อไป โดยเฉพาะในบริบทของการเริ่มต้นวางฐานสำหรับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (2026–2030) และการเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์

    ก้าวแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 (2026–2030)

    การประชุมปี 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดตั้งต้นเชิงนโยบายของแผนฉบับที่ 15 โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลย้ำแนวทาง “การพัฒนาอย่างมีคุณภาพ” เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ระยะต่อไป พร้อมกำหนดเป้าหมาย GDP ปี 2026 ที่ประมาณ 4.5–5% เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโต เสถียรภาพ และการควบคุมความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน การประชุมยังเน้นการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน อาหาร และเทคโนโลยี

    การยกระดับ “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” (New Quality Productive Forces)

    แนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” ถูกยกระดับเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลปี 2026 เน้นการสร้าง “แรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม

    สาระสำคัญที่ปรากฏจากการประชุม ได้แก่ การเดินหน้าแผน “AI+” เพื่อบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับภาคการผลิต การแพทย์ การศึกษา และบริการดิจิทัล เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีควอนตัม หุ่นยนต์และการผลิตอัจฉริยะ ชีวการแพทย์ และระบบสื่อสารขั้นสูง รวมถึงการลงทุนใน การวิจัยพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและข้อมูล และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงรัฐ มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน การประชุมยังย้ำแนวทาง การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ และเสริมความมั่นคงทางอุตสาหกรรม ภายใต้บริบทการแข่งขันเชิงระบบในเวทีโลก

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิด “พลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ” จึงถูกวางเป็นเครื่องมือหลักของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจีนจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ โดยเน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนในระยะยาว

    การปรับเป้าหมาย GDP สู่ความยั่งยืน

    การกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ที่ประมาณ 4.5–5% ในรายงานการทำงานของรัฐบาล สะท้อนแนวทางเชิงบวกของจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน

    การประชุมย้ำการดำเนินนโยบายมหภาคอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา การคลัง และความยั่งยืนของหนี้ ควบคู่กับการรักษาการจ้างงานและความเชื่อมั่นของตลาด ขณะเดียวกัน ยังเน้นการจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะยาว

    ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจีนเดินหน้าปรับสมดุลโมเดลการเติบโต โดยเพิ่มบทบาทของนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และการบริโภคภายในประเทศในฐานะกลไกขับเคลื่อนสำคัญ สะท้อนความพยายามสร้างเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

    ยุทธศาสตร์รับมือแรงกดดันจากภายนอก

    การประชุมสะท้อนการให้ความสำคัญกับการรับมือแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน โดยเน้นการ พึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ AI ควอนตัม และระบบสื่อสารขั้นสูง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ พร้อมทั้งเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและระบบอุตสาหกรรม ผ่านการกระจายแหล่งวัตถุดิบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง

    ในมิติระหว่างประเทศ จีนย้ำการขยายความร่วมมือผ่านกลไกพหุภาคีและภูมิภาค เช่น Belt and Road ควบคู่กับยุทธศาสตร์ “เปิดกว้างในระดับสูง” เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดโลก

    มาตรการกระตุ้นการบริโภค

    อีกประเด็นสำคัญคือการผลักดัน อุปสงค์ภายในประเทศ โดยรายงานการทำงานของรัฐบาลระบุว่าการบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน เช่น โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าวงเงินประมาณ 250,000 ล้านหยวน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้แรงงาน การปรับปรุงระบบประกันสังคม และการสร้างเสถียรภาพตลาดแรงงาน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และระบบการเงินเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะเดียวกัน การประชุมยังเน้นการขยายการบริโภคภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ และวัฒนธรรม พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและรูปแบบการบริโภคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี

    ผู้เรียบเรียงเห็นว่า การประชุม “สองสภา” ปี 2026 สะท้อนทิศทางการพัฒนาของจีนอย่างชัดเจนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นการมุ่งสร้างฐานการเติบโตใหม่บน เทคโนโลยี นวัตกรรม และอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทางที่ให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพ ความยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งสะท้อนความพยายามของจีนในการเสริมความยืดหยุ่นต่อแรงกดดันจากภายนอกในระยะยาว

    เรียบเรียงโดย ดร.กฤตติกา เศวตอมรกุล รองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/952171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aj4vuYpMOsSAFaXVQ7RYG

  • วอศ.แพร่ ประกอบพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    วอศ.แพร่ ประกอบพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ ได้รับเกียรติจาก นายบุญธรรม เกี้ยวฝั้น ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 2 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568

    คณะผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ นำโดย นายอนรรฆ ชนาธินาถพงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ได้เพิ่มความมีประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน โดยจัดให้มีการประเมินมาตรฐานวิชาชีพทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาในแต่ละปี

    นอกจากนี้ยังได้มุ่งปลูกฝัง ด้านคุณธรรม จริยธรรม เพื่อฝึกให้นักเรียน นักศึกษา เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และผลิตนักเรียน นักศึกษา ให้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรวิชาชีพของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในทุกปี และได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สำเร็จการศึกษา
    ที่จะก้าวสู่ตลาดแรงงานทั้งในระดับประเทศ จนถึงระดับนานาชาติ

    โดยในปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ ดำเนินการการจัดพิธีมอบประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา มีวัตถุประสงค์
    1.เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่สำเร็จการศึกษา
    2.เพื่อแสดงความยินดีกับนักเรียน นักศึกษา และเกิดความรักความผูกพันต่อสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ มีการจัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 535 คน ประกอบด้วยสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้

    1. สาขาวิชาการบัญชี
    2. สาขาวิชาการตลาด
    3. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
    4. สาขาวิชาการจัดการสำนักงานดิจิทัล
    5. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก
    6. สาขาวิชาวิจิตรศิลป์
    7. สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์
    8. สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ
    9. สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ
    10. สาขาวิชาการโรงแรม
    11. สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล
    12. สาขาวิชาดิจิทัลกราฟิก
    13. สาขาวิชาเทคโนโลยีแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย
    14. สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
    15. สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเซน/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3896690/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WbkkaX_d6VBGL23DNlS3W

  • ก้าวที่สำคัญ! รร.กุลดิศวิทยานุสรณ์ จัดพิธีจบการศึกษา ม.3 ปลุกพลังสู้ต่อในอนาคต | TOPNEWS

    ก้าวที่สำคัญ! รร.กุลดิศวิทยานุสรณ์ จัดพิธีจบการศึกษา ม.3 ปลุกพลังสู้ต่อในอนาคต | TOPNEWS

    โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ จ.เพชรบูรณ์ จัดพิธีมอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รุ่นที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและประพฤติตนดีตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

    เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมอิสระ โรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รุ่นที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.บัณฑิต ครุฑางคะ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนในเครือกุลดิศ และนายกสมาคมโรงเรียนเอกชนจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธี ขณะที่ มิสกุลนิษฐ์ ครุฑางคะ ผู้จัดการโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของคณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

    การจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรตินักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการศึกษา มีความประพฤติดี และสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง และนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อ รวมถึงการดำเนินชีวิตในอนาคต

    ภายหลังพิธีเปิด ประธานในพิธีได้มอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รุ่นที่ 16 ประจำปีการศึกษา 2568 พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและให้โอวาท เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาต่อและก้าวสู่เส้นทางชีวิตด้วยความมานะพยายาม

    ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงเรียนกุลดิศวิทยานุสรณ์ และสะท้อนถึงความร่วมมือของคณะผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และทักษะชีวิต เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงต่อไป

    มนสิชา คล้ายแก้ว ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.เพชรบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1513216&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWbKDmUz40kOPkgVNg0ke

  • “หวัง อี้” ย้ำ จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    “หวัง อี้” ย้ำ จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ว่า นายหวัง อี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ( เอ็นพีซี ) ชุดที่ 14 ว่าการที่บางประเทศใช้นโยบายกีดกันทางการค้า และผลักดันการแยกตัวทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้น จะย้อนส่งผลเสียต่อตนเองในท้ายที่สุด

    การแสวงหาลัทธิกีดกันทางการค้า เปรียบเสมือนการขังตัวเองไว้ในห้องมืด มันอาจกันลมและฝนได้ แต่ก็ปิดกั้นแสงสว่างและอากาศด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เผชิญอยู่ในโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ ต่อเมื่อมีการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น และการกำกับดูแลที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    วิสัยทัศน์ของจีนในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และครอบคลุมทั่วถึงนั้น มุ่งขยายสัดส่วนโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและแบ่งปันอย่างเป็นธรรม

    หลักการสำคัญคือการไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลังและยับยั้งการขยายตัวของช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแนวทางสู่ความสำเร็จคือ การสนับสนุนให้แต่ละประเทศดึงจุดแข็งของกันและกันออกมา และแบ่งปันโอกาสผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาและสร้างความสำเร็จร่วมกัน บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน

    นอกจากนี้ หวังระบุว่า จีนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงที่สุด โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 5.4 คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของการเติบโตเศรษฐกิจโลก ซึ่งมากกว่าส่วนแบ่งของกลุ่มประเทศจึ 7 รวมกัน

    หวังกล่าวว่า ในฐานะตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพและเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่สุด จีนมีปัจจัยเกื้อหนุนที่โดดเด่นในการรักษาภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวให้เป็นบวก และมีแนวโน้มการเติบโตอันยั่งยืนที่แข็งแกร่งกว่า พร้อมย้ำว่า

    ความยิ่งใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นวัดได้จากการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งจีนจะเดินหน้าขยายการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง เพื่อยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียง “โรงงานของโลก” สู่การเป็น “ตลาดของโลก” อย่างเต็มตัว

    จีนมุ่งมั่นสนับสนุนการเปิดเสรีและการเกื้อหนุนทางการค้าและการลงทุน รักษาเสถียรภาพและความราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี ที่มีองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งปกป้องระเบียบเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งประชาคมโลกสามารถเชื่อมั่นได้ว่า จีนจะเดินหน้าสร้างคุณประโยชน์ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ให้แข็งแกร่งและยั่งยืน.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5678961/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R70lagvenp63iXcVFp5X_

  • ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.14 น.

    รัฐบาลปากีสถาน ตัดสินใจประกาศมาตรการรัดเข็มขัด ครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรับมือกับวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ

    11 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปากีสถานเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด (Sweeping Austerity Measures) เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจที่กำลังสั่นคลอนจากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ระบุว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเศรษฐกิจของปากีสถาน จึงจำเป็นที่จะต้องประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ภายใต้มาตรการใหม่นี้ รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน (WFH) โดยหมุนเวียนกัน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม จนถึงสิ้นเดือน โดยให้ขยับมาเปิดเรียน ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิแทน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด ทั้งยังให้จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และอนุญาตให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น ซึ่งหากเป็นกรณีดังกล่าว ต้องเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด เท่านั้น รวมถึงสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/952162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EHH7L-UcvNqpLpg_sbcjE

  • ‘

    หากพูดถึง ‘โคราช’ ในอดีตหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงเมืองหน้าด่านหรือ ‘ทางผ่าน’ สู่จังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในวันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อโคราชกำลังติดปีกทะยานสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โคราชกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเศรษฐกิจไทย นี่คือ 5 เหตุผลที่ตอกย้ำศักยภาพของเมืองแห่งนี้

    1. ทำเลทอง ศูนย์กลางโลจิสติกส์

    โคราช คือประตูสู่ภาคอีสาน ด้วยที่ตั้งที่สามารถเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งได้ทั้งจาก กรุงเทพมหานคร, ภาคตะวันออก, ภาคเหนือ ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เมืองนี้มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในระดับที่สูงมาก

    2. โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

    การมาถึงของโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ทั้งรถไฟความเร็วสูง, รถไฟทางคู่, มอเตอร์เวย์ รวมถึงโครงการท่าเรือบก จะเป็นตัวพลิกโฉมหน้าการขนส่ง ทำให้การกระจายสินค้าจากภาคอีสานออกสู่ตลาดโลกทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    3. การขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง

    โคราชกำลังมีแผนพัฒนาเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงดูดทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุนและกลุ่มคนวัยทำงานให้หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่

    4. ฐานประชากรและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง

    ในฐานะจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคอีสาน โคราชยังเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการศึกษา การแพทย์และการค้า การมีฐานประชากรขนาดใหญ่หมายถึงความพร้อมด้าน ‘แรงงาน’ และ ‘กำลังซื้อ’ มหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ภายในจังหวัด

    5. ต้นทุนที่เอื้อต่อการแข่งขัน

    เมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่หรือกรุงเทพฯ โคราชยังมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ถูกกว่า ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ดิน ค่าแรงงาน หรือค่าครองชีพ จึงเป็นทำเลที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการตั้งโรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือแม้แต่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค

    สวรรค์แห่งใหม่ของ Digital Nomad

    ไม่เพียงแต่ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนและภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น โคราชยังได้รับการการันตีจากเว็บไซต์ชั้นนำอย่าง www.hotelwithtub.com ให้เป็น จุดหมายปลายทางอันดับที่ 5 ของโลกสำหรับ Digital Nomad ประจำปี 2025 ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานอิสระยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

    โอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 

    ด้วยศักยภาพที่กล่าวมาทั้งหมด โคราชจึงเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการปั้นธุรกิจด้วยนวัตกรรม

    หากคุณคือหนึ่งในคนที่อยากขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าและก้าวขึ้นเป็น Next Gen Entrepreneur ห้ามพลาดกับงาน Techsauce Next Entrepreneur’s Summit

    • วันที่ 15 มีนาคม 2569
    • สถานที่ โคราชฮอลล์ เซ็นทรัลโคราช

    งานนี้จัดเต็มทั้งความรู้ ไอเดีย อินไซต์ระดับลึก และเฟรมเวิร์กที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้ทันที เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ สามารถซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/3MUrcSx

    แล้วพบกันวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้ ที่โคราชฮอลล์ เซ็นทรัลโคราช โอกาสดี ๆ แบบนี้อย่าปล่อยให้พลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/korat-new-economic-hub-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KyeZ0VMf3ziWjC88pZJ9H

  • ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    “ทุ่งภูเขาทอง” หนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงกับยุคกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันตั้งอยู่ในตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสนามรบสำคัญในอดีต ก่อนจะกลายมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและปศุสัตว์ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชน วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เมื่อชุมชน วัด มัสยิด และโรงเรียนอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน จนเกิดการหลอมรวมของสองวัฒนธรรมหลัก คือ ไทยพุทธและอิสลาม กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ทุ่งภูเขาทองที่ยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ในปีงบประมาณ 2566 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาได้มองเห็นปัญหาการท่องเที่ยวของอยุธยาที่นักท่องเที่ยวมักกระจุกตัวอยู่เพียงบริเวณเกาะเมือง ทำให้พื้นที่โดยรอบซึ่งมีทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีคุณค่าไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร จากการศึกษาศักยภาพของทุ่งภูเขาทองซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาอย่างลึกซึ้ง

    จึงเกิดโครงการวิจัย “การฟื้นฟูทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ทุ่งภูเขาทอง” โดยนำประเพณีท้องถิ่นสำคัญกลับมาสร้างชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านการจัดเทศกาลและตลาดทุนวัฒนธรรม ได้แก่ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีไหว้วัด และประเพณีมูโหลดของชาวมุสลิม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนตัวตนของชุมชน

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานพบว่า แม้กิจกรรมทางวัฒนธรรมจะได้รับความสนใจ แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและตลาดทุนวัฒนธรรมยังขาดการเชื่อมโยงกับตลาดในระยะยาว ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ในปีงบประมาณ 2568 คณะวิจัยจึงต่อยอดการดำเนินงานผ่านโครงการ “การยกระดับตลาดทุนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองมรดกโลกในพื้นที่ทุ่งภูเขาทอง” ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) เพื่อผลักดันให้วัฒนธรรมท้องถิ่นกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน พร้อมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นใหม่

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สร้างการรับรู้ให้กับพื้นที่อย่างกว้างขวาง คือ “เทศกาลไหว้วัดภูเขาทอง” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10–11 ตุลาคม 2568 ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงกลองรำมะนา รวมถึงการแสดงมินิไลท์แอนด์ซาวด์ที่เล่าประวัติของเจดีย์ภูเขาทองและประเพณีไหว้วัดอย่างมีชีวิตชีวา เทศกาลดังกล่าวได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น โดยเกิดกระแสพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์จนมียอดเข้าถึงรวมมากกว่า 10 ล้านครั้ง และมีผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคน ส่งผลให้ทุ่งภูเขาทองกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

    ควบคู่ไปกับการจัดเทศกาล คณะวิจัยยังได้พัฒนาตลาดทุนวัฒนธรรม “ย่านสิบสองภาษา ป่าพนมมาศ ตลาดวัดภูเขาทอง” ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ซื้อขายสินค้า แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้แสดงศักยภาพของตนเองผ่านผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ทั้งอาหารพื้นบ้าน งานหัตถกรรม และสินค้าชุมชนที่ได้รับการพัฒนาให้มีรูปแบบร่วมสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนมพื้นถิ่นอย่างขนมลูกบอม ปลาตะเพียนสาน ตุ๊กตาดินเผา กระเป๋าผ้า หรือของที่ระลึกที่มีลวดลายอัตลักษณ์ภูเขาทอง ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง อีกทั้งชาวบ้านยังได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการเล่าเรื่องสินค้า หรือ Storytelling เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรม “ไกด์น้อยพาเที่ยวภูเขาทอง” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์ ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงกิจกรรม “ปู่อยากรู้ หนูอยากเล่า” ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาของปราชญ์ชุมชนกับคนรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของท้องถิ่น ทำให้เด็ก ๆ เกิดความภาคภูมิใจและตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ของตนเอง

    ไหว้วัดภูเขาทอง ปลุกทุนวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรา ดอกไม้ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ทุ่งภูเขาทองเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งได้ร่วมกันจัดตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ทุ่งภูเขาทอง” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวให้กลายเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน และปลูกฝังความรู้สึก “เป็นเจ้าของร่วม” ต่อมรดกทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาทุ่งภูเขาทองดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rNVGqpfCbhQOlMbfXejEb

  • “เอกนิติ” สั่งเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ อัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจ รอตั้งรัฐบาลใหม่

    “เอกนิติ” สั่งเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ อัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจ รอตั้งรัฐบาลใหม่

    “เอกนิติ” สั่งกรมบัญชีกลาง เร่งแก้ปัญหาคอขวดระบบจัดซื้อจัดจ้าง หวังอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณปี 2569 ลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อพยุงกำลังซื้อในช่วงเปลี่ยนผ่านรอตั้งรัฐบาลใหม่และวิกฤติพลังงาน พร้อมเร่งประเมินฉากทัศน์จีดีพีปีนี้รับมือราคาน้ำมันผันผวนหนัก

    วันที่ 11 มี.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เรียกประชุมหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ เพื่อติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงที่กำลังรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถดำเนินนโยบายใหม่ๆ ได้ การใช้เม็ดเงินจากงบประมาณที่มีอยู่จึงเป็นเครื่องมือหลักในการประคองเศรษฐกิจ

    “วันนี้เรารู้ว่ารัฐบาลยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ ก็เลยอยากทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินของงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถอัดฉีดลงในระบบเพื่อจะดูแลประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลกำลังรอจัดตั้งให้เรียบร้อย”

    อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐครั้งที่ 1/2569 วานนี้ (10 มี.ค.) พบว่า ยังมีงบประมาณบางส่วนที่ติดขัดและยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ซึ่งได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแล้วว่ามีปัญหาในจุดใด เพื่อเร่งนำเม็ดเงินเหล่านี้มาช่วยสร้างกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจ 

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการเสนอออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันมาเป็นวงเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญวิกฤติ

    “กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นอย่างมาก โดยเราต้องการให้เร่งเบิกจ่าย แต่ถ้าเบิกจ่ายไม่ได้ ประสิทธิภาพไม่มี ก็ต้องมีการพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นทุกคนก็จะใจเย็นกันไปเรื่อย”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการดำเนินโครงการ Quick Big Win ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเติบโตถึง 13% และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันเศรษฐกิจในช่วงปลายปีให้ฟื้นตัวขึ้น 

    สำหรับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากปัจจัยราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูงมาก ซึ่งในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องนำงบประมาณที่มีอยู่มาช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1224697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RIw9WTPlZWTE56m1GfrQv

  • ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

    ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

    หากอ้างอิงตาม รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ประจำปี 2567 ที่จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ระบุถึงสถานการณ์ความยากจนตาม “เส้นความยากจน” ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี ที่อยู่ใน Top 5 จังหวัดที่ประชากรยากจนที่สุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ยิ่งในวันนี้ จังหวัดปัตตานี ยังคงอยู่ภายใต้นิยามของ “3 จังหวัดชายแดนใต้” ประชาชนยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่ที่ยังไม่สงบลง ทำให้คนเมืองกรุงหรือคนต่างถิ่นอย่างเราอดคิดไม่ได้ว่าบรรยากาศของเมืองปัตตานีคงไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้คนคงยังต้องใช้ชีวิตกันด้วยความระแวดระวัง การออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวของ คงไม่ได้มีมากนัก
    จนกระทั่ง ล่าสุด เรามีโอกาสให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนจังหวัดปัตตานีในช่วงเดือนรอมฎอนหรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิม ภาพจินตนาการตามข้อมูลลายลักษณ์อักษร รวมถึงข้อมูลทางสถิติจากทุกแหล่งข่าวไปอย่างสิ้นเชิง เพราะภาพความมีชีวิตชีวา รอยยิ้มของผู้คนที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ตลอดจนความคึกคักของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ที่อยู่ตรงหน้า โกหกไม่ได้เลยว่า เมืองปัตตานี ไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย

    นั่นเป็นเพราะ “เดือนรอมฎอน” หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันสั้นๆว่า “เดือนบวช” เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดปัตตานีมีอัตราการเติบโตสูงแบบก้าวกระโดดก็ว่าได้ โดยตั้งแต่ช่วงบ่ายของทุกวันในเดือนบวช บรรยากาศในชุมชนเมืองปัตตานีจะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่หลับไหลในช่วงกลางวัน ค่อยๆคึกคักขึ้นเรื่อยๆ หลังพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งถ้าใครอยากซึมซับบรรยากาศนี้ ขอแนะนำให้เดินทางไปยัง “ตลาดรอมฎอน” หรือ Pasar Ramadan ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองปัตตานี ไม่ว่าจะเป็นตลาดรอมฎอนจะบังติกอ ,ตลาดรอมฎอนปูยุด, ตลาดรอมฎอนยะหริ่ง หรือตลาดรอมฎอนข้างมัสยิดกรือเซะ ที่เราได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน
    ตลาดรอมฎอน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในเมืองปัตตานีช่วงเดือนถือศีลอด มีความสำคัญมากกว่าการเป็นตลาดที่ประชาชนชาวปัตตานีจะมาจับจ่ายใช้สอยช่วงถือศีลอด แต่ถือเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเป็นพื้นที่สร้างความมั่นคงทางสังคม” ในเวลาเดียวกัน โดยว่ากันว่าแค่ช่วงเวลา 1 เดือนที่มีการเปิด ตลาดรอมฎอน สามารถสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และสร้างอัตรากการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากกว่าช่วงเวลาปกติถึง 6 เท่า

    ด้วยจุดแข็งของ “ตลาดรอมฎอน” ในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดปัตตานีและเศรษฐกิจท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จึงได้ร่วมมือกันเปิด ตลาดรอมฎอน แห่งใหม่ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี” ซึ่งเป็นตลาดนัดที่จัดขึ้นเฉพาะช่วงเดือนที่พี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามถือศีลอด บริเวณหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จ.ปัตตานี โดยมี หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยในครั้งนี้
    โดยในปี 2569 นี้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งตลาดแห่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2568 เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเดือนบวช จนมาในวันนี้ มีการนำองค์ความรู้ในงานวิจัยมาปรับใช้ ทำให้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. เป็นต้นแบบของตลาดรอมฎอนที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยต่อยอดศักยภาพของพ่อค้า แม่ค้า ในตลาดให้สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ได้ตลอดทั้งปี

    คุณนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฏอนซีเอส

    รับรู้จุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” ตลาดที่เกิดขึ้นได้ด้วยความตั้งใจดีและไม่นิ่งดูดายของ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี

    คุณนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฏอนซีเอส ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงการเกิดขึ้นของ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” ว่า
    “จุดเริ่มต้นของตลาดฯ มาจากแนวคิดและความตั้งใจของ คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งเล็งเห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนอันเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวไทยมุสลิม”
    “คุณอนุศาสน์ได้วางแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างชัดเจน โดยเล็งเห็นว่าท่ามกลางบริบทที่ จ.ปัตตานี มีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ค้าขาย จึงมีความคิดที่จะเปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้มีโอกาสในการสร้างรายได้”
    คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรมซีเอส ปัตตานี
    “แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมในพื้นที่ ซึ่งเดือนรอมฎอนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งศรัทธา หากยังเป็นช่วงที่การจับจ่ายอาหารละศีลอดมีความคึกคัก การจัดตั้งตลาดจึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งวิถีชีวิต ศาสนา และเศรษฐกิจ ในเวลาเดียวกัน”
    “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำมาหากิน แล้วค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบและต่อยอดสู่การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ”

    “โดยเมื่อปีที่แล้วตลาดแห่งนี้สามารถสร้างยอดขายสูงถึง 30 ล้านบาท จนมาปีนี้สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือเรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน ซึ่งผมมองว่าถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็คได้ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อกี่สิทธิ์มีการแบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ยังไงได้บ้าง เราสามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่าเขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน  เช่น 3 มื้อหรือ 2 มื้ออะไรอย่างนี้ โดยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่าซะกาต” 
    นอกจากนั้น ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส ยังได้กล่าวต่อว่าเป้าหมายสูงสุดที่ได้เคยพูดคุยกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี คือเราอยากให้ตลาดแห่งนี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฏอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรอมฏอนซาอุดิอาระเบีย

    รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ

    เสริมความเข้มแข็งให้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.ปัตตานี ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัยอาจารย์ ม.อ.ปัตตานี

    ด้าน รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวง อว. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงบทบาทของ ม.อ.ปัตตานี ในการเข้ามาบริหารจัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี จากงานวิจัยว่า
    “ตลอดรอมฎอน ซี.เอส. ได้รับการปรับปรุง พัฒนา และยกระดับขึ้นจากตลาดเทศกาลสู่พื้นที่นวัตกรรมสังคม โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากงานวิจัยเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากฐานและโครงการแก้ปัญหาความยากจนเชิงยุทธศาสตร์ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ที่ดำเนินการโดย ม.อ.ปัตตานี ที่ได้เข้ามาหนุนเสริมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ” 

    โดย รศ.ดร.จรีรัตน์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ากิจกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดรอมฏอนซีเอส มี 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 
    1. จัดการระบบข้อมูลโดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการออกแบบระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่นการจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้า ตลอดจนประเภทสินค้า แหล่งวัตถุดิบ/การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงเวลาต่างๆ การติดตามการหมุนเวียนรายได้โดยประมาณ การใช้ข้อมูลเชิงระบบช่วยให้การจัดสรรพื้นที่
    2. จัดระบบการลงทะเบียนและบริหารผู้ค้า ได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมีการวางแนวทางระบบลงทะเบียนออนไลน์/ฐานข้อมูลกลาง การกำหนดโควตาผู้ประกอบการ ซึ่งร้านค้าในแนวทางดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนหลักธรรมาภิบาลและลดความขัดแย้งในการบริหารพื้นที่ตลาด
    3. จัดระบบการแบ่งปันภายในตลาด ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักจิตวิญญาณของเดือนรอมฎอน โดยตลาดได้ออกแบบกลไกการแบ่งปันภายในตลาด มีมุมของอาหารที่แบ่งปัน ทำระบบคูปองในการสนับสนุนอาหาร ที่จะแบ่งปัน ซึ่งผลจากการจัดทำระบบดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนของร้านค้าที่แจกจ่ายอาหาร ตลอดจนจำนวนผู้ที่มารับสิทธิ์

    “นอกจากนั้น ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ยังเป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยฯ ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง เช่นการให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย การประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชน B-Ru shop ของมหาวิทยาลัยในมุมมหาวิทยาลัย ตลาดแห่งนี้จึงกลายเป็นห้องเรียนภาคสนาม ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคมด้วย”

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.

    บพท. พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ทุกภาคส่วน ดัน “ตลาดท้องถิ่น” เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจชุมชน แก้ปัญหาความยากจนในทุกพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. หน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ได้ให้มุมมองเชิงกลยุทธ์ในการใช้กลไกตลาดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากที่น่าสนใจว่า
    “ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก การที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียวย่อมมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น คำตอบที่ยั่งยืนที่จะทำให้ทุกภาคส่วนอยู่ได้ท่ามกลางสภาวะการณ์นี้คือการทำให้ “เศรษฐกิจพื้นที่เติบโตด้วยตัวของเขาเอง”
    “โดยการจะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่โตขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนและพัฒนาในหลายด้าน เริ่มจากภาครัฐเองต้องปรับบทบาท โดยหน่วยงานภาครัฐต้องไม่เข้าไปเป็นผู้ลงมือทำธุรกิจเอง อย่างในบริบทนี้ ไม่ควรมาบริหารจัดการตลาดท้องถิ่น แต่ควรปรับบทบาทเป็น “ผู้สนับสนุน” (Supporter) เพื่อเปิดทางให้กลไกในพื้นที่อย่างประชาชน ผู้นำชุมชน เป็นคนนำและเป็นคนออกแบบเอง โดยภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุนในด้านนโยบาย มาตรการ และงบประมาณในระยะยาว”

    ขณะที่ การเปิดตลาดท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการออกแบบตลาด (Market Design) เพื่อการกระจายรายได้อย่างเป็นระบบโดยมีองค์ประกอบหลักคือ
    • เน้นความเป็นท้องถิ่น (Local Focus): ต้องมีการบริหารจัดการและออกแบบสินค้าที่มาขายในตลาดให้เป็น สินค้าท้องถิ่นอย่างแท้จริง ขณะที่ผู้ที่มาค้าขายก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างแท้จริง
    • มีโครงสร้างที่เกื้อกูลกัน: ตลาดต้องเปิดโอกาสให้รายเล็กได้เติบโต โดยที่ธุรกิจรายใหญ่ในพื้นที่ต้องไม่ “กิน” รายเล็ก แต่ต้องช่วยเปิดโอกาสให้
    • สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน: ต้องสร้าง “ประชาคมตลาด” ที่ประกอบด้วยเครือข่ายธุรกิจและภาคประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามาบริหารจัดการตนเอง
    • มีการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรู้ (Data-Driven Economy) เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต้องทำอย่างมีทิศทางโดยใช้ “ข้อความรู้และข้อมูล” ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) นอกจากนั้น ยังต้องมีการนำงานวิจัยมาใช้ เพื่อปรับเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและแก้ไขจุดบกพร่องของผู้ประกอบการ
    นอกจากนั้น ดร.กิตติ ยังมองว่าพื้นที่จังหวัดปัตตานีมีความได้เปรียบและสามารถใช้จุดที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤตแล้วพลิกเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
    “โมเดลของตลาดรอมฎอนเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนจากการตักตวงและการเอาเปรียบ” มาเป็นการ “แบ่งปัน” โดยอาศัยหลักคำสั่งสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามในเรื่องของการแบ่งปัน การให้ และพลังแห่งศรัทธามาเป็นแรงจูงใจและกลไกในการสร้างตลาด สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิต ทำให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการยัดเยียดอุตสาหกรรมจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่ จุดที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤต นั่นคือการเกิดปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในแง่ของการพัฒนาเศรษบกิจท้องถิ่น จุดนี้กลับเป็นโอกาสและจุดแข็ง เพราะทุนธุรกิจใหญ่ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ขนาดใหญ่จะไม่เข้ามาในพื้นที่มาก ทําให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้อย่างเต็มที่”
    “นอกจากนั้น เป้าหมายสูงสุดของการใช้กลไกตลาดท้องถิ่น คือ การสร้างงานในพื้นที่ เพื่อให้ลูกหลานไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นแต่สามารถทำงาน มีรายได้ และดูแลครอบครัวอยู่ในภูมิลำเนาเดิมได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคงได้ในที่สุด”

    คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

    บทบาทของจังหวัดปัตตานีและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ลมใต้ปีกที่พร้อมหนุนเสริมให้กลไกตลาดท้องถิ่นเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

    ต้องยอมรับว่าจุดแข็งของจังหวัดปัตตานีอีกด้าน คือ การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาเมืองปัตตานีอย่างแท้จริง เริ่มจาก คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดรอมฎอนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดปัตตานี
    “ปัตตานี เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน” นี่คือแนวทางสำคัญในการพัฒนาเมืองปัตตานี โดยใช้ตลาดรอมฎอนเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเน้นความเรียบง่ายแต่ให้พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วมเพื่อต่อยอดตามศักยภาพของตนเอง”

    “ที่ผ่านมา ทางจังหวัดฯ มีการพูดคุยกับทีมบริหารของ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี ถึงแนวคิดการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อวิถีชีวิตในเดือนรอมฎอน และจะปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ทำ” เป็น “ผู้สนับสนุน” รวมถึงจะให้ความสำคัญกับการที่รัฐต้องไม่เข้าไปจัดการเองทั้งหมด แต่ปรับบทบาทมาเป็นผู้หนุนเสริมเพื่อให้กลไกในพื้นที่และภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้นำในการออกแบบและบริหารจัดการตลาดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและยั่งยืน”
    “นอกจากนั้น เราจะมีการสร้างแบรนด์จังหวัด (Branding Pattani) โดยจะเชื่อมโยงตลาดรอมฎอนเข้ากับภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัด และจะมีการใช้ตลาดเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ห่วงโซ่ความเจริญ” ที่ส่งผลให้คนในพื้นที่ได้มีงานทำในถิ่นฐาน ลดการย้ายถิ่น และนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้”
    คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี
    ด้าน คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ได้ขยายความถึงภารกิจในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกตลาดท้องถิ่นว่า
    “เราไม่ได้มองตลาดรอมฎอนเป็นเพียงแค่กิจกรรมชั่วคราว แต่ต้องการขยายผลให้เป็นโมเดลที่ยั่งยืน ผ่านการถอดบทเรียนสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานีในระยะยาว เริ่มจากการนำผลการดำเนินงานของตลาดไปจัดทำเป็น “นโยบายสาธารณะ” และกำหนดเป็นแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนองคาพยพเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นระบบ”
    “นอกจากนั้น เราควรส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น (Local Supply Chain) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผลักดันวัตถุดิบ 100% จากชุมชน มีการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับการใช้ วัตถุดิบในท้องถิ่น (เช่น เนื้อวัว ผัก) มาจำหน่ายในตลาด แทนการสั่งซื้อจากนอกพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดด้วย”

    การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยี

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน @ ชัยภูมิ

    72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

    เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

    Post Views: 229

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/11/lesson-learn-from-ramadan-cs-pattani-pmua/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZowPBMgPz5t-E6Pq0CCy2

  • เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่

    เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่

    ดร.เอกนิติ รองนายกและรมว.คลังเร่งเบิกจ่ายงบ อัดฉีดเม็ดเงินประคองเศรษฐกิจ ในช่วงรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พร้อมสั่งกรมบัญชีกลาง เร่งแก้ปัญหาคอขวดระบบจัดซื้อจัดจ้าง เล็งเขย่างบผูกพันปี 69 รับมือวิกฤติพลังงาน

    วันนี้ (11 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังจากมีการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจัดขึ้นวานนี้ (10 มีนาคม) โดยระบุว่า พยายามดูแลเรื่องประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ จึงต้องการทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถอัดฉีดลงในระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รอจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย

    พร้อมทั้งได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางได้ดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดอะไรหรือไม่ เนื่องจากในช่วงนี้ต้องการให้กำลังซื้อช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    สำหรับกระแสข่าวการเสนอออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพัน มาเป็นวงเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงานหรือไม่นั้น

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า “ณ วันนี้จะเน้นกระบวนการเบิกจ่ายและประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นหลัก แต่หากการเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะทำอย่างไร”

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekkanit-budget-economy-support/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HvOO42NY5rKKWTzeu5Rr9