Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สงกรานต์ระส่ำ! วิกฤติน้ำมันขาดแคลนลามการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ซบเซากว่า 70% | เดลินิวส์

    สงกรานต์ระส่ำ! วิกฤติน้ำมันขาดแคลนลามการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ซบเซากว่า 70% | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาวะเกิดสงคราม ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอล และ อิหร่าน และขยายออกไปไม่ทราบว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ นอกจากจะวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิง น้ำมันขาดแคลนแล้ว ยังมีสินค้าต่างๆ เริ่มทยอยปรับขึ้นราคา

    ส่วนประชาชนที่จากบ้านออกมาหางานหรือประกอบธุรกิจต่างถิ่นรวมทั้งในกรุงเทพมหานคร และจะต้องเดินทางกลับไปรวมญาติยังภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ไทย การเดินทางต้องใช้รถโดยสารมวลชน หรือรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไกลหลายร้อยกิโล และน่าเป็นห่วงจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีน้ำมันในปั๊มในระหว่างการเดินทาง

    น.ส.พันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สภาวะการขาดแคลนด้านพลังงานหรือน้ำมันเชื้อเพลิง ในปัจจุบัน ทำให้ประชาชนวิตกกังวลด้านการเดินทาง คล้ายๆ ในช่วงการเกิดสภาวะการระบาดโรคติดต่อโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยหลังเกิดวิกฤติสงคราม น้ำมันขาดแคลน ส่งผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ที่พักโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร ในพื้นที่ลดลงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หรือในช่วงวันหยุด ลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เป็นพื้นที่สร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจังหวัดนครราชสีมา สถานบริการบางแห่งต้องปรับลดพนักงานลงเพื่อให้สอดคล้องกับรายได้เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

    น.ส.พันชนะ ยังเปิดเผยอีกว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทุกปี ถือเป็นวันครอบครัว และเป็นเทศกาลที่คนไทยยึดถือติดต่อกันมายาวนาน ซึ่งในทุกๆ ปี ประชาชนที่อยู่กรุงเทพมหานคร เดินทางกลับยังภูมิลำเนาภาคอีสานและภาคเหนือเป็นจำนวนมาก การเดินทางต้องอาศัยด้วยขนส่งมวลชน รถยนต์และรถไฟ รวมทั้งรถส่วนตัว แต่ปัญหาคือเรื่องน้ำมันขาดแคลน บางปั๊มให้เติม 400-500 บาท ต้องเข้าคิวใช้เวลายาวนาน การเดินทางต้องบริหารต้นทุนเวลา ต้นทุนการเสี่ยงว่าหากน้ำมันรถหมดระหว่างทางจะทำอย่างไร ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลจะมีมาตรการแก้ไขอย่างไร เพื่อให้ฝ่าวิกฤตินี้ไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712118/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QhKXsbsjd31myIOSaKuqC

  • รัฐบาลคุมเข้ม “นิโคตินถุง” ระบาดออนไลน์ แหล่งท่องเที่ยว ห้างฯ เตือนอันตรายเสี่ยงกระทบสมองระยะยาว

    รัฐบาลคุมเข้ม “นิโคตินถุง” ระบาดออนไลน์ แหล่งท่องเที่ยว ห้างฯ เตือนอันตรายเสี่ยงกระทบสมองระยะยาว


    รัฐบาลสั่งเข้มดำเนินคดีผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภท “นิโคตินถุง” ผ่านช่องทางออนไลน์ แหล่งท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้า เตือนภัยอันตรายกระทบสมองในระยะยาว

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  ปัจจุบันพบการโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และมีการวางจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้า ทำให้เข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ นิโคตินถุงมีนิโคตินความเข้มข้นสูง ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น แน่นหน้าอก และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงก่อให้เกิดการเสพติด และกระทบพัฒนาการสมองในระยะยาว รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเข้มพร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า การโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงในสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นการกระทำเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ได้แก่ การขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 27 (2)) ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการวางจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้าถือเป็นการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบในสถานที่ขายปลีก มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท นอกจากนี้หากพบว่า การแสดงชื่อและราคาของผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ถือเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 36 วรรคสอง มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

    รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการโฆษณาและจำหน่ายนิโคตินถุงผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ โทร. 0 2590 3852 ขอย้ำเตือน ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่จำหน่ายหรือแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการแสดงสินค้าและราคาอย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันปกป้องสุขภาพของประชาชน และลดปัญหาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบของเยาวชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41299&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0btAG3mjv3x82aHhjm81xy

  • นักพยากรณ์ตลาดชี้ราคาทองคำปรับลดลงลงสวนทางกับสถานการณณ์สงครามเพราะสาเหตุนี้

    นักพยากรณ์ตลาดชี้ราคาทองคำปรับลดลงลงสวนทางกับสถานการณณ์สงครามเพราะสาเหตุนี้

    เจอรัลด์ เซเลนเต (Gerald Celente) ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย Trends Research Institute และผู้ตีพิมพ์วารสาร  The Trends Journal กล่าวในช่อง Kitco NEWS โดยชี้ว่าในเวลานี้ตลาดทองคำกำลังเกิด “ปฏิทรรศน์ทองคำ” (Gold Paradox) และปฏิทรรศน์ นี้เปิดเสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่แท้จริง เซเลนเต้กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของราคาในปัจจุบันเป็น “เกมที่ถูกจัดฉาก” เพื่อปกปิดสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผชิญกับหนี้สินถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์ 

    เขากล่าวเสริมว่า การพัฒนาทางภูมิศาสตร์การเมืองที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดกับอิหร่าน ภายใต้สภาวะปกติ ควรส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั่วทั้งกระดาน แต่ตลาดกลับตอบสนองอย่างไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นผลมาจากเรื่องราวและสัญญาณทางนโยบายที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักลงทุนมากพอๆ กับปัจจัยพื้นฐาน

    เขาชี้ว่า ราคาทองคำถูกปั่นให้ลดลงเพื่อดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเพื่อรับมือกับสงครามและปกปิดสถานการณ์ที่แท้จริงของดอลลาร์และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนั้น แทนที่ราคาทองคำจะพุ่งสูงขึ้นเพราะเกิดสงคราม ราคาทองคำกลับไม่พุ่งแรงและยังชะลอตัวลงด้วย ทั้งนี้เพราะมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซงราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยของนักลงทุน เพื่อให้เงินดอลลาร์ดูมีสถานะที่แข้งแกร่งขึ้น

    “ในช่วงสุดสัปดาห์ (ก่อนสงครามจะเริ่มต้นขึ้น) ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันจันทร์ แต่แล้วในพริบตาเดียว เมื่อตลาดหุ้นในสหรัฐฯ เปิดทำการ ราคาก็ร่วงลงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำไมราคาทองคำและเงินถึงร่วงลง? และเราจะกล่าวต่อไปว่า ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ JP Morgan Chase เคยถูกปรับเนื่องจากปั่นราคาในตลาดโลหะมีค่า นี่คือสิ่งที่สำนักข่าว Reuters ซึ่งเป็นสำนักข่าวหลัก รายงานเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2020 บริษัท JP Morgan Chase ตกลงที่จะจ่ายเงินมากกว่า 920 ล้านดอลลาร์ และยอมรับความผิดเพื่อยุติการสอบสวนการปั่นตลาดของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ รายงานระบุต่อไปว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการยุติคดีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญมานานหลายปี และถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลในการปราบปรามการซื้อขายที่ผิดกฎหมายในตลาดฟิวเจอร์สและโลหะมีค่า ดังนั้นเราจึงขอกล่าวต่อไปว่า ราคาทองคำไม่ได้ลดลงเพราะดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและเพราะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และใช่ อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น และอย่างที่เราพูดไปแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย เรามองว่ามันเป็นเกมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว และเราไม่ได้บอกว่ามันเป็นเกมโกงแบบเดียวกับของ JP Morgan Chase สิ่งที่เราพูดคือ พวกเขากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อกดราคาทองคำลง เพราะมันแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ” เซเลนเต กล่าว

    เขายืนยันว่า “เกมนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว” เพราะราคาทองคำควรจะพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะในเวลนี้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เขายังอ้างรายงานจาก  Wall Street Journalวันที่ 12 มีนาคม ซึ่งระบุว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลง 25% เพราะการส่งออกทองคำ 

    “ผมไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต นั่นคือความต้องการทองคำ” เซเลนดเต กล่าวและบอกว่า “ประเด็นคือ ทองคำบอกความจริงเกี่ยวกับดอลลาร์และความไม่สมดุลของอเมริกา และนี่คือเหตุผลที่ในมุมมองของคุณ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้สัญญาณนั้นแพร่กระจายอย่างอิสระ”

    ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จะมีส่วนสำคัญต่องการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐเพื่อใช้ในการทำสงครามกับอิหร่าน หากเป็นไปตามทัศนะของ เซเลนเต ก็อาจจะมีการบงการความต้องการเทียมในตลาดทองคำโดยผ่านการส่งออกทองคำจากสหรัฐฯ เพื่อให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมา

    นอกจากสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว เซเลนเตยังเตือนว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมกำลังแย่ลง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ระดับหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น และสภาวะผู้บริโภคที่อ่อนแอลง กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่รัฐบาลต่างๆ กำลังขยายภาระผูกพันทางทหาร

    “นี่คือช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของผม” เซเลนเต้กล่าว โดยอธิบายถึงช่วงเวลาที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการขยายตัวทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ชาวยิวออร์โธดอกซ์ชาวอิสราเอลตรวจสอบสถานที่ที่ถูกขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีในเมืองอารัด เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2026 (Photo by ILIA YEFIMOVICH / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AHU_AqQdV9J6iXfPEPJ7I

  • เตือนภัยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันน้ำมันพุ่งทะลุ 112 เหรียญฯ

    เตือนภัยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันน้ำมันพุ่งทะลุ 112 เหรียญฯ

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 23 และกลับมาสู่จุดที่ตึงเครียดขั้นสุดจากการ “ขู่” ตอบโต้กันไปมา

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะถล่มโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้พินาศ หากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง

    บล.เอเชีย พลัส
    เตือนภัยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน วันที่ 23 ตึงเครียดจัดขู่ถล่มโรงไฟฟ้า ดันน้ำมันพุ่งทะลุ 112 เหรียญฯ

    ขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่าจะถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำจืดทั่วภูมิภาคหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้า สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของโครงสร้างพื้นฐาน

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) เมื่อปลายสัปดาห์พุ่งสูงขึ้นไปถึง 112.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดหุ้นทั่วโลกให้ร่วงลงแรง

    โดยเฉพาะตลาดเอเชียเช้านี้ที่ตื่นตระหนกหนัก (ญี่ปุ่น -5.0%, เกาหลีใต้ -5.4%) ขณะที่ดัชนีชี้วัดความกลัวของนักลงทุน (Fear & Greed Index) ดิ่งลงมาเหลือเพียง 15 ซึ่งอยู่ในระดับ Extreme Fear หรือหวาดกลัวสุดขีด ผสานกับผลตอบแทนตราสารหนี้เสี่ยงสูง (Junk Bond Yield) ของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจาก 6.5% เป็น 7.2% ในช่วงต้นเดือน

    เทียบวิกฤตอดีต ครั้งนี้ “หนักสุด” เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ Stagflation

    บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า เมื่อเทียบเคียงกับวิกฤตพลังงานในอดีต (ปี 1973, 1979, 1990 และ 2022) วิกฤตในปี 2026 นี้ถือว่ารุนแรงที่สุด เนื่องจากมีการมุ่งเป้าโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบ (Supply) หายไปจากตลาดมากถึง 8-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน และต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน ทำให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานมีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Stagflation

    เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกหนัก เปิด 3 ฉากทัศน์

    เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกหนัก เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ สำหรับประเทศไทย บล.เอเชีย พลัส ประเมินว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% และขาดดุลการค้าในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งแย่กว่าหลายประเทศในภูมิภาค

    นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 66% ซึ่งท้ายที่สุดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะต้องปรับสูงขึ้น และเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน

    ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยออกเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ได้แก่:

    • คลี่คลายเร็ว (ภายใน 1 เดือน) (โอกาสเกิด 30%): ราคาน้ำมัน BRENT จะแกว่งตัว 95-105 เหรียญฯ คาด GDP ไทยปี 2026 เติบโต 1.6%
    • ยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิด 50% – Base Case): ราคาน้ำมัน BRENT จะอยู่ที่ 110-120 เหรียญฯ ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.0-1.3% กำไรภาคธุรกิจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    • บานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20% – Worst Case): ราคาน้ำมัน BRENT อาจพุ่งทะลุ 150-200 เหรียญฯ GDP ไทยจะเติบโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation รุนแรง

    กลยุทธ์การลงทุน

    กำเงินสด 30-50% ลุยหุ้นต้านเงินเฟ้อ รับข่าวดีตั้ง ครม. แม้ปัจจัยภายนอกจะกดดันอย่างหนัก แต่ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีลุ้นได้รับปัจจัยบวก (Sentiment) จากความชัดเจนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นรอบใหม่

    กลุ่มหุ้นหลบภัย

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงมาก บล.เอเชีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือ “เงินสด” 30% – 50% ของพอร์ต และเน้นคัดเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็น Top Picks ได้แก่ BBL, BANPU และ TRUE

    โดยสามารถแบ่งกลุ่มหุ้นหลบภัยออกเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่:

    กลุ่มอิงสินค้าจำเป็น : CPAXT, CPF, TU, TRUE

    กลุ่มที่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ : BANPU, STA, PTTEP

    กลุ่มที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ : BBL, KTB, SCB

    สำหรับพอร์ตลงทุนต่างประเทศ แนะนำ DR อย่าง BYDCOM80 และ BRKB80 โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มบริษัทจีนที่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ทั้ง XPENG ที่สามารถพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และ LI NING ที่รายงานผลประกอบการครึ่งหลังปี 2025 เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/271507&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M77tQw09BBw3H_n4NfqTm

  • ขับเคลื่อนกลไกจังหวัด 11 แห่ง ภาคกลาง-ตะวันออก เปลี่ยนเสียงร้องเรียนเป็นนโยบายสาธารณะ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขับเคลื่อนกลไกจังหวัด 11 แห่ง ภาคกลาง-ตะวันออก เปลี่ยนเสียงร้องเรียนเป็นนโยบายสาธารณะ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “ปัญหาผู้บริโภคไม่ได้อยู่แค่ในข่าว แต่เกิดขึ้นจริงทุกวันในชุมชน” จุดตั้งต้นของภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคระดับจังหวัด ที่องค์กรสมาชิกและเครือข่ายร่วมกันสร้างระบบเฝ้าระวัง แก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน และผลักดันนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน

    การดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งแต่ละจังหวัดมีบริบทปัญหาผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความปลอดภัยด้านอาหาร สายสื่อสารที่เสี่ยงอันตราย ไปจนถึงภัยออนไลน์ที่กระทบผู้สูงอายุ

    ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรสมาชิการ่วมกับหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน พัฒนารูปแบบการทำงานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยสร้างกลไกสำคัญ ่เช่น

    • กลไกเฝ้าระวังปัญหาผู้บริโภค เพื่อรับรู้สถานการณ์จริงในพื้นที่
    • กลไกความร่วมมือภาคีเครือข่าย เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหา
    • กลไกขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันข้อเสนอเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ

    กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การสำรวจข้อมูล การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น การรับเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดเวทีสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

    เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนเข้าถึง สิทธิผู้บริโภค ในชีวิตประจำวัน โดยกำหนดตัวชี้วัด เช่น การรับเรื่องร้องเรียนไม่น้อยกว่า 5 เรื่องต่อเดือน และสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้

    ฉะเชิงเทราคืนความปลอดภัยให้ชุมชน “เปลี่ยนสายเสี่ยงเป็นเมืองสวย”

    องค์กรสมาชิกในจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมแก้ปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ คือสายสื่อสารที่รกรุงรังและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและอัคคีภัย อาสาสมัครในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายได้ร่วมกันสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมแบ่งระดับความเร่งด่วนเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สีเขียว สีส้ม และสีแดง

    หลังจากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บหลักฐานภาพถ่ายจุดเสี่ยง เครือข่ายในจังหวัดฉะเชิงเทราได้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรังและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ โดยแบ่งช่องทางการประสานงานตามลักษณะปัญหาอย่างชัดเจน ในกรณีสายไฟฟ้า ได้แจ้งไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผ่านสายด่วน 1129 ขณะที่ปัญหาสายสื่อสารทั่วไปได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผ่านหมายเลข 1200 นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ไลน์ “ทราฟฟี่ฟองดูว์” (@traffyfondue) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการแจ้งเหตุและติดตามผล

    การทำงานลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ยังฟื้นฟูภาพลักษณ์เมืองให้มีความเป็นระเบียบและน่าอยู่มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ยกระดับคุณภาพชีวิตคนจันท์ “เส้นทางอาหารปลอดภัย”

    หนึ่งในตัวอย่างการทำงานที่เห็นผลชัด คือการขับเคลื่อนนโยบายเส้นทางอาหารปลอดภัยจันทบุรี ที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารตั้งแต่แหล่งผลิต การแปรรูป การจำหน่าย จนถึงผู้บริโภคปลายทาง

    ข้อมูลด้านความปลอดภัยอาหารในพื้นที่ พบความเสี่ยงการปนเปื้อนในหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จและการใช้น้ำมันทอดซ้ำเกินมาตรฐาน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของการมีระบบแจ้งเตือนภัยและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการความเสี่ยง

    เวทีความร่วมมือในจังหวัดจันทบุรีจึงไม่เพียงสร้างความเข้าใจร่วมกันของภาคี แต่ยังนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนและการผลักดันนโยบายอาหารปลอดภัยในระดับจังหวัด ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบในอนาคต

    ปทุมธานี ปั้นนักคุ้มครองผู้บริโภค-อ่างทอง เร่งป้องกันภัยออนไลน์ผู้สูงอายุ

    กลไกคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดปทุมธานี ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้ก้าวสู่บทบาท “นักคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเรียนรู้สิทธิผู้บริโภค การฝึกปฏิบัติจริงในการรับเรื่องร้องเรียน และการใช้ระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน (CRM) เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ควบคู่กันนั้น ยังร่วมขับเคลื่อนการจัดระเบียบสายสื่อสารในจังหวัด โดยเชื่อมการทำงานระหว่างองค์กรผู้บริโภค หน่วยงานท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่หยุดอยู่เพียงระดับพื้นที่ แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายในระดับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานดังกล่าวช่วยสร้างต้นแบบของการพัฒนากำลังคนด้านคุ้มครองผู้บริโภค ที่สามารถทำงานเชื่อมโยงระหว่าง ภาคประชาชน-ท้องถิ่น-นโยบาย ได้อย่างเป็นระบบ

    ขณะที่จังหวัดอ่างทองให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการหลอกลวงออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดอ่างทองจึงเร่งพัฒนาศักยภาพองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ พร้อมบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยดิจิทัลในระดับชุมชน

    การทำงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ แต่ยังนำไปสู่การผลักดันให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดหันมาให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัญหาการจัดระเบียบสายสื่อสารและการป้องกันภัยผู้บริโภคมากขึ้นอีกด้วย

    ชลบุรีหารือนโยบาย “รถ EV รับ–ส่งนักเรียนฟรี” สร้างโอกาสและลดภาระครอบครัว

    อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังถูกผลักดันในจังหวัดชลบุรี คือการพัฒนาระบบรถรับ–ส่งนักเรียนพลังงานไฟฟ้าในอำเภอเมือง ซึ่งสะท้อนบทบาทของเครือข่ายภาคประชาชนในการเสนอแนวทางนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเข้าถึงบริการ การลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    แม้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่จะยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ และกำลังคน แต่การรวมพลังขององค์กรสมาชิก อาสาสมัคร และแกนนำชุมชน ได้เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้จริง ทั้งในมิติของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชน ไปจนถึงการยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหา จากคณะทำงานในระดับพื้นที่ วันนี้กำลังค่อย ๆ เติบโตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานรัฐ และท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปสู่ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการทำงานของกลไกคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กทม.-นนท์ ไม่ปล่อยผ่าน! เดินหน้าอาหารปลอดภัย ทั้งเฝ้าระวัง-แก้ปัญหาเต็มสูบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/complaints-to-policy-11provinces/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cI5tt9HD3dV5yow7GT6G6

  • หนุ่ม 42 เครียดจนความมั่นใจขาดสะบั่น น้องชายทั้งเล็กทั้งหลั่งไวถึงขั้นภรรยาบ่น | เดลินิวส์

    หนุ่ม 42 เครียดจนความมั่นใจขาดสะบั่น น้องชายทั้งเล็กทั้งหลั่งไวถึงขั้นภรรยาบ่น | เดลินิวส์

    สวัสดีครับคุณหมอ ดร.โอ ที่เคารพอย่างสูง

    ผมอายุ 42 ปี มีปัญหาทางเพศทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ไม่กล้าขอคำปรึกษาจากใครนอกจากคุณหมอโอ คนเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงที่หน้าที่การงานกำลังเจริญก้าวหน้า ผู้บังคับบัญชารักและไว้ใจ รวมถึงเพื่อน ๆ ร่วมงานจึงทำให้มีกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างมาก แต่มาปีนี้มีปัญหาอย่างหนึ่งที่รบกวนบั่นทอนความรู้สึกที่ดี ๆ คือมีเรื่องที่กังวลใจและบั่นทอนความรู้สึก เรื่องขนาดอวัยวะเพศมีขนาดเล็ก ตอนแรก ๆ ก็ไม่คิดอะไร เชื่อว่าเมื่อมีอายุมากขึ้นมันจะโตตาม แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเลยยิ่งมีอายุมากมันกลับมีขนาดเล็กลง ๆ มิหนำซ้ำมีอาการหลั่งไวร่วมด้วย ทำให้ขาดความมั่นใจ ถึงขั้นภรรยาบ่นเลยต้องห่างเรื่องทางเพศมาสักพัก จนมีเพื่อนเริ่มซุบซิบหาว่า ผมเบี่ยงเบนชอบผู้ชายด้วยกัน ซึ่งผมก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย คำถามคือ ขนาดอวัยวะเพศจะมีผลกระทบในการร่วมเพศและหลั่ง
    ไวหรือไม่ ขอคำตอบจากคุณหมอโอ เพื่อที่จะได้หายกังวลใจ  

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    ขจร 42

    ตอบ ขจร 42

    ในปัจจุบันมีผู้ชายจำนวนมากมักจะกังวลกับเรื่องขนาดของอวัยวะเพศของตน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมและความเชื่อที่ปลูกฝังกันมานานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างขนาดขององคชาตกับสมรรถภาพทางเพศหรือความเป็นชายชาตรี แต่อย่างไรก็ดีความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยทั่วไปแล้วขนาดของอวัยวะเพศชายนั้นขึ้นอยู่กับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งในขณะที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัวจะมีขนาดความยาวประมาณ 9-12 เซนติเมตร เมื่อเกิดการแข็งตัวก็จะมีความยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร และเส้นรอบวงขณะแข็งตัวประมาณ 10-12 เซนติเมตร อัตราส่วนที่เหมาะสมของความยาวต่อเส้นรอบวงเท่ากับ 1.3 : 1.0 มาสเตอร์ส และจอห์นสันได้ทำการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 1966 พบว่า แม้ขนาดองคชาตของผู้ชายแต่ละคนจะมีขนาดแตกต่างกันมากขณะอ่อนตัว แต่เวลาแข็งตัวแล้วขนาดจะไม่แตกต่างกันมากนัก อีกอย่างช่องคลอดของผู้หญิงมีความสามารถยืดหยุ่นได้มาก จึงทำให้พอเหมาะกับองคชาตขนาดต่าง ๆ กัน 

    ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับขนาดขององคชาตของตนอีกต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการรักษาอาการหลั่งไวมากกว่าเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายหญิงไม่ถึงจุดสุดยอดจนทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย บางคู่รักถึงกับทะเลาะเบาะแว้ง ปล่อยปัญหาทิ้งไว้โดยไม่รีบทำการรักษาก็จะทำให้เกิดการหย่าร้างตามมาภายหลัง การร่วมเพศที่สมดุลคือ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถถึงจุดสุดยอดได้ ลีลาและเทคนิคก็สามารถทำให้เกิดสมดุลทางเพศได้ดีกว่าขนาดขององคชาต นอกจากนี้เรื่องความแข็งแรงทางเพศของฝ่ายชายน่าจะมีความสำคัญมากกว่าขนาดขององคชาตเสียอีก แม้จะมีขนาดองคชาตใหญ่ ยาว แต่หลั่งเร็วหรือไม่แข็งตัว อ่อนตัวไว ก็ไม่มีประโยชน์ช่วยอะไรไม่ได้ ฝ่ายหญิงหมดความอดทนและเบื่อหน่ายทางเพศได้ง่ายมาก การรักษาอาการหลั่งไวให้เป็นชายหลั่งช้านั้นต้องรักษาให้ครบระบบทั้งระบบกล้ามเนื้อเพศด้วยวิธีบริหาร ระบบหลอดเลือดด้วยยากินสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักจุดกระตุ้น 3 จุด ได้แก่จุดซี จุดจี และจุดเอ็น จะสามารถช่วยให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดได้รวดเร็วอย่างนึกไม่ถึง ความใหญ่โตของอวัยวะเพศจึงไม่มีความสำคัญ ขนาดอวัยวะเพศจึงไม่ใช่อุปสรรคถ้าได้ฝึกฝนรู้จริงถึงจุด 3 จุดที่มีประโยชน์และเป็นจุดสำคัญ ก็จะลดปัญหาทางเพศได้อย่างแน่นอน.

    ……………………………….
    ดร.โอ สุขุมวิท 51

    อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5709956/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34MsbONtbqj8ajAbCvau93

  • เตรียมออกหมายจับครูพละหื่น ชาวบ้านเผยทำมากว่า 20 ปี จนเอือมระอา

    เตรียมออกหมายจับครูพละหื่น ชาวบ้านเผยทำมากว่า 20 ปี จนเอือมระอา

    ตร.บุรีรัมย์ จ่อหมายจับครูพละหื่น ชาวบ้านเผยทำมานานกว่า 20 ปี จนเอือมระอา ขณะเขตพื้นที่การศึกษาปิดปากเงียบไม่ขอให้ข้อมูลใดๆ

    วันที่ 23 มี.ค. 2569 กรณีผู้ปกครองเด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ร้องสื่อว่า ลูกสาวถูกครูพละอายุ 54 ปี ลวนลามหลายครั้งแบบไม่เลือกสถานที่แม้แต่นั่งอยู่กับเพื่อนข้างโรงอาหาร แต่ทางผู้บริหารไม่ได้สนใจทั้งที่ครูที่ปรึกษานำคลิปและหลักฐานการแชตไปมอบให้

    หลังเรื่องดังกล่าวแดงขึ้น บรรดาอดีตลูกศิษย์ของครูคนดังกล่าว ได้ออกมาแฉกันเป็นจำนวนมาก บางคนบอกว่าเรียนอยู่ที่นี่นาน 10 ปีรู้หมด บางคนบอกว่ารอมานาน 19 ปีเวรกรรมถึงตามมาถึง

    ล่าสุด ได้มีชาวบ้านรายหนึ่งออกมาแฉซ้ำว่า ชาวบ้านรู้กันหมดว่าครูเป็นคนแบบไหน แล้วทำมานานแค่ไหน แต่ไม่มีใครกล้าออกมาเดินเรื่องเพราะเกรงใจเห็นว่าเป็นครู ประกอบกับมีการเจรจาไกล่เกลี่ยชดใช้ค่าเสียหายกัน แต่เรื่องก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผู้บริหารโรงเรียนไม่สนใจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา โชคดีที่ครั้งนี้มีครูที่ปรึกษาพามาแจ้งความเอาผิดกับครูจนกระทั่งเรื่องมาแดงขึ้น

    ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ เพื่อเข้าพบสิบตำรวจตรี นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ถึงแนวทางหลังจากนี้ แต่ ผอ.ไม่ขอให้ข้อมูลใดๆ อ้างว่ามีธุระ

    อย่างไรก็ตาม ทางด้านคดีเบื้องต้น พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายจับครูแล้ว พร้อมจะเรียกพยานรอบข้างมาสอบปากคำ และสหวิชาชีพมาสอบร่วม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143500/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2-20-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1woTLs20EDt0Kjw1gtWVNi

  • กกพ.เปิดแนวโน้มค่าไฟรอบใหม่ พ.ค.-ส.ค. อาจพุ่งแตะ 4.59 บาท/หน่วย

    กกพ.เปิดแนวโน้มค่าไฟรอบใหม่ พ.ค.-ส.ค. อาจพุ่งแตะ 4.59 บาท/หน่วย

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การพิจารณาค่าไฟฟ้ารอบใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค.2569 แม้ กกพ.ยังไม่สรุปราคาที่ชัดเจน เนื่องจากต้องพิจารณาราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังผันผวน แต่แนวโน้มค่าไฟฟ้ารอบใหม่ที่เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้ พบว่ามีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง

    แนวทางแรก คืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้น 4.59 บาทต่อหน่วย ส่วนแนวทางที่ 2 ยกหนี้ กฟผ.และหนี้ก๊าซธรรมชาติออกไปก่อน ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น 4.08 บาทต่อหน่วย และแนวทางที่ 3 ใช้เงินส่วนเกินที่เหลือจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้า 9,400 ล้านบาทมาอุดหนุน ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

    ด้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ระบุว่า กกพ.ยังไม่ได้สรุปตัวเลขค่าไฟฟ้ารอบใหม่ที่ชัดเจน แต่เตรียมเสนอแนวทางค่าไฟฟ้ารอบใหม่เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กกพ. ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ เนื่องจากยังต้องประเมินความเสี่ยงวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นและยังผันผวน ก่อนจะประกาศให้ประชาชนทราบ

    อ่านข่าว :

    นายกฯ ออกคำสั่ง ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองบริการประชาชนมีผลทันที

    ศบก. ย้ำน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน รับมีปัญหากระจายไปปั๊ม

    “อิหร่าน” ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซเบ็ดเสร็จ หากสหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503660&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tBR-sqN-wVQ2DrJgdmNeh

  • ‘อนุทิน’ เรียกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถกด่วนวิกฤติพลังงาน คุย ‘จ๊อบเบอร์’ เคลียร์ปัญหา | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เรียกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถกด่วนวิกฤติพลังงาน คุย ‘จ๊อบเบอร์’ เคลียร์ปัญหา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 10.40 น. นายกฯ เรียกหารือสถานการณ์น้ำมันสำรองในประเทศ พร้อมรับฟังรายงานผลการตรวจสอบคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงรับฟังรายงานความคืบหน้าการกักตุนน้ำมันของบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่งที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าร่วม นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า นายกฯ ได้เรียกพ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมันที่รับน้ำมันปริมาณมากจากโรงกลั่นหรือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ (จ๊อบเบอร์) ร่วมประชุมด้วย 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายกฯ ได้ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบตลอดทั้งวัน โดยเวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานวันน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 ในหัวข้อ “Water and Gender” (น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ) ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จังหวัดนนทบุรี

    ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี มอบหมายนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในกิจกรรมการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และเวลา 19.30 น. นายกรัฐมนตรี มอบหมาย น.ส.ซาบีดา เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712421/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f8fCmQ1BR4BR5mZifqYAd

  • ช็อก! ทองคำดิ่งเหวจังหวะ ‘ช้อน’ หรือ ‘ถอย’ ในยุคสงครามปีนี้  | เดลินิวส์

    ช็อก! ทองคำดิ่งเหวจังหวะ ‘ช้อน’ หรือ ‘ถอย’ ในยุคสงครามปีนี้  | เดลินิวส์

    สถานการณ์ตลาดทองคำเช้าวันนี้นี้ (23 มีนาคม 2569) ยังคงเกิดปรากฏการณ์ราคาทองคำร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกราฟตัวเลขทองคำยังคงลดลงต่อจากช่วงสัปดาห์ที่แล้ว โดยปรับลดลงทันที 1,850 บาท ในการประกาศครั้งแรก ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงเทขายทำกำไรที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง

    จังหวะนี้คือ “นาทีทอง” ของคนรอซื้อ หรือเป็น “กับดัก” ที่ต้องระวัง?

    นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด ประเมินว่า

    1. สถานการณ์ “ทองเปลี่ยนทิศ” เหนือความคาดหมาย

    ราคารูดหนักอย่างรุนแรงจนเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “ขาลง” ชัดเจน และเมื่อราคาไม่สามารถยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ได้ คาดว่าทำให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่อง 

    โดยแรงขายปริศนาขึ้น…แม้กองทุน SPDR จะขายในช่วงที่ผ่านมาแต่ก็ขายไม่เยอะ ขณะที่ในภาพรวมกลับพบว่ามีแรงเทขายมหาศาลเกิดขึ้น นั่นก็คือ แรงขายปริศนาจากแหล่งอื่นเพื่อต้องการถือเงินสด จากสถานการณ์ที่เหนือเหตุผล 

    2. เปิดพิมพ์เขียว “จัดพอร์ต” 

    กลยุทธ์การลงทุนวินาทีนี้ จึงต้องขึ้นอยู่กับ “ประเภทเงิน” ในมือ หากสายเก็งกำไร / เงินร้อน: แนะนำ ให้ “ถอยและลดพอร์ต” ให้มากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยง ข้อควรระวัง: อย่ารีบเข้าไปช้อนซื้อเด็ดขาด ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด 

    ส่วนสายออม / เงินเย็น ควร “อยู่นิ่งๆ เอามือซุกกระเป๋า” แม้จะเป็นโอกาสแต่ยังไม่ควรรีบซื้อ เพราะแนวโน้มราคายังปรับทิศทางลงอยู่ จังหวะเข้า: รอให้ราคาหยุดตกและสถานการณ์นิ่งกว่านี้ก่อน 

    ด้านสายลงทุนระยะยาว แนะนำให้ “ขายบางส่วน” เพื่อลดน้ำหนักพอร์ต แล้วรอไปช้อนซื้อกลับในราคาที่ถูกกว่าเดิม 

    3. ปัจจัยกดดันที่ต้องจับตา

    ดอลลาร์แข็งค่า: เป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองโลก 

    สงครามเศรษฐกิจ: การใช้นโยบายทำลายล้างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซ จนเกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ 

    ทองไทย: ดอลลาร์แข็งค่าทำให้บาทอ่อน แม้ทองโลกจะร่วงแต่ราคาทองในประเทศอาจถูกทิ้งจนเข้าสู่ขาลงตามไปด้วย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712000/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Ie3FZY2wqxFifQVYthfz