Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดีลอยท์ ร่วมกับ CMDF จัดสัมมนา “การศึกษาธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาระบบนิเวศ” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ดีลอยท์ ร่วมกับ CMDF จัดสัมมนา “การศึกษาธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาระบบนิเวศ” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดร.เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย (ที่สามจากซ้าย) พร้อมด้วย นายบุญสม จารุศิริธรางกูร พาร์ทเนอร์บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ ดีลอยท์ ประเทศไทย (ที่สองจากซ้าย) ได้เข้าร่วมงานสัมมนาสาธารณะที่จัดร่วมกันระหว่าง ดีลอยท์ ประเทศไทย และกองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เมื่อเร็วๆนี้ ณ โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยมี นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) (ที่หนึ่งจากขวา) นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย รองประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลาง) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ  (ที่สามจากขวา) นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ กรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ที่หนึ่งจากซ้าย) และนายศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (ที่สองจากขวา) เข้าร่วมด้วย

    งานสัมมนาดังกล่าวจัดภายใต้หัวข้อ การศึกษาธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาระบบนิเวศ (The Study on the Brokerage Business in Thailand: Analysis of Efficiency, Competitiveness, and Ecosystem Development)” โดยเป็นเวทีเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานกำกับดูแล ตลาดหลักทรัพย์ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ สมาคมวิชาชีพ และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของไทย โดยมุ่งเน้นประเด็นเรื่องการควบรวมกิจการ (M&A) รวมถึงการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาและรักษาไว้ซึ่งการรวมตัวภายในอุตสาหกรรมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีแขกรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจาก CMDF คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO)

    นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนายังมีการเปิดตัวรายงานฉบับล่าสุดของดีลอยท์เกี่ยวกับธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CMDF โดยรายงานนี้ยังเน้นย้ำถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์และความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังสนับสนุนมาตรการที่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/23/627712/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zRP1w77dxvfZOo7W3RHVT

  • มาเลเซีย-อินเดีย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ 11 ฉบับ ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    มาเลเซีย-อินเดีย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ 11 ฉบับ ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    ที่มา : สำนักข่าว Malay Mail

    นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี 
    ของสาธารณรัฐอินเดีย ร่วมแถลงยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ภายหลังการหารือทวิภาคีร่วมกันเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองปูตราจายา มาเลเซีย โดยเป็นกรอบความสัมพันธ์ระดับสูงที่ครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติสำคัญ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว 
    ซึ่งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งรัดการดำเนินความร่วมมือให้เกิดผลเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    การหารือฯ ครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การศึกษา การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน และความร่วมมือในกรอบภูมิภาคและพหุภาคี โอกาสนี้ สองฝ่ายได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) และการแลกเปลี่ยนบันทึก (EoN) 
    รวม 11 ฉบับ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือและวางกลไกการดำเนินงานร่วมกันในสาขาต่าง ๆ ข้างต้น ในระยะต่อไป

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวเสริมว่า อินเดียเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนการค้าที่สำคัญของมาเลเซีย โดยในปี 2568 
    มีมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 2.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง โดยการค้ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สองฝ่ายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกัน
    เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียมีนโยบาย
    ที่มุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ของมาเลเซียด้วย 

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน การจัดทำความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกัน เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงและการค้าสินค้าและบริการในระยะยาว โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และบริการสมัยใหม่ จะช่วยเพิ่มความชัดเจนเชิงนโยบายและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การผลักดันการใช้สกุลเงินท้องถิ่น
    เพื่อการค้าทวิภาคีจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินในการทำธุรกรรมระหว่างกัน

    ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลกับอินเดียมีนัยสำคัญต่อ
    การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของมาเลเซียไปสู่ฐานความรู้และนวัตกรรมมากขึ้น เนื่องจากอินเดียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของมาเลเซีย เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ด้านความมั่นคงทางอาหาร การมุ่งเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารกับอินเดียสะท้อนถึงความพยายามของมาเลเซียในการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของระบบอุปทาน ในสถานการณ์
    ที่มีความผันผวนจากทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก การกระชับความร่วมมือกับอินเดียในฐานะประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก จะช่วยให้มาเลเซียสามารถกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้า
    และเสริมสร้างเสถียรภาพด้านราคา

    ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระชับความสัมพันธ์กับอินเดียซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้น
    ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สะท้อนถึงความพยายามของมาเลเซียในการรักษาสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยการขยายความร่วมมือกับอินเดียจะช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างอำนาจต่อรองในภูมิภาคให้กับมาเลเซีย

    ความเห็น สคต.

    สคต. เห็นว่า ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างมาเลเซียกับอินเดียในครั้งนี้ มีนัยสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเฉพาะในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุน บุคลากรทักษะสูง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่มาเลเซียเพิ่มมากขึ้น

    สำหรับศักยภาพทางการแข่งขันภายในอาเซียน ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างมาเลเซียและอินเดียอาจส่งผลต่อทิศทางการจัดสรรเงินลงทุนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม
    ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อน ดังนั้น ไทยควรติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศได้อย่างทันท่วงที

    ทั้งนี้ การเสริมสร้างความร่วมมือกับอินเดียและประเทศคู่ค้าอื่นอย่างสมดุล ควบคู่กับการพัฒนานโยบายส่งเสริมการลงทุน การยกระดับทักษะแรงงาน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
    ในระยะยาว
     

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/pup23yq1isfh7k4k39okz895&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KRTR2f7zOQA2IaC1aJB_E

  • จัดกิจกรรมสภากาแฟ ลำน้ำแม่ฮ่องสอนแลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่ | เดลินิวส์

    จัดกิจกรรมสภากาแฟ ลำน้ำแม่ฮ่องสอนแลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 มี.ค นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดกิจกรรม “สภากาแฟจังหวัดแม่ฮ่องสอน”  ณ บริเวณลำน้ำแม่ฮ่องสอน (สะพานหน้าโบสถ์คริสตจักรสัมพันธ์แม่ฮ่องสอน) เพื่อเป็นเวทีพบปะสนทนาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่

    โดยมี นางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนายอมร ศรีตระกูล นายก อบต.ผาบ่อง และ นายพิริยะ  ตวงลาภทวีกิจ นายก อบต.ปางหมู ร่วมเป็นเจ้าภาพและให้การต้อนรับ คณะผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหัวหน้าส่วนราชการที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า การจัดสภากาแฟครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและนโยบายสำคัญเพื่อพัฒนาจังหวัด พร้อมกันนี้ได้ฝากประเด็นสำคัญให้ทุกภาคส่วนช่วยกันสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในพื้นที่อำเภอปาย รวมถึงติดตามสถานการณ์พลังงานและน้ำมัน และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเป็นต้นแบบในการดูแลสุขภาพในช่วงฤดูร้อนนี้ด้วย

    สำหรับการเลือกจัดประชุมสภากาแฟที่ลำน้ำแม่ฮ่องสอน เนื่องจากทางเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน มุ่งที่จะ สร้างแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ ทำให้ลำน้ำแม่ฮ่องสอนเป็น “สายน้ำแห่งชีวิต” ที่สวยงามและสะอาดคู่เมืองแม่ฮ่องสอน  ที่ผ่านมา นางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีฯ  ดำเนินแผนฟื้นฟูและพัฒนาลำน้ำแม่ฮ่องสอน มุ่งเน้นการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สะอาด สวยงาม และเป็นระเบียบตามโครงการ “คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข” เพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712850/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s3JoLSx7EnI0soxebNm83

  • ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดฉากแล้ว งาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” ชวนสัมผัสเสน่ห์ 8 ชาติพันธุ์ ช้อปของดี-ทำบุญลุ้นโชค 10 วัน 10 คืนเต็ม

    ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดฉากแล้ว งาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” ชวนสัมผัสเสน่ห์ 8 ชาติพันธุ์ ช้อปของดี-ทำบุญลุ้นโชค 10 วัน 10 คืนเต็ม

    ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดฉากแล้ว งาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” ชวนสัมผัสเสน่ห์ 8 ชาติพันธุ์ ช้อปของดี-ทำบุญลุ้นโชค 10 วัน 10 คืนเต็ม


    23/03/2569 | 8 |

    ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดฉากแล้ว งาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” ชวนสัมผัสเสน่ห์ 8 ชาติพันธุ์ ช้อปของดี-ทำบุญลุ้นโชค 10 วัน 10 คืนเต็ม

    ราชบุรี, 20 มีนาคม 2569 –จังหวัดราชบุรีเปิดฉากงานยิ่งใหญ่ประจำปี “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ปี 2569” อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยมี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นางสาวปิยะฉัตร ไพชนม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการร่วมงานอย่างคับคั่ง มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และโชว์ “ของดีเมืองโอ่ง” ให้ดังไกลทั่วประเทศ

    พิธีเปิดเริ่มจากความยิ่งใหญ่ของงานด้วยขบวนแห่รถประดับไฟและขบวนศิลปวัฒนธรรมสุดตระการตากว่า 11 ขบวนจาก 10 อำเภอ ที่ยกทัพมาถ่ายทอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาอันงดงามของชาวราชบุรีทั้ง 8 ชาติพันธุ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ณ เวทีกลางหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ราชบุรี ซึ่งสะกดสายตาผู้ชมด้วยการแสดงแสง สี เสียง เล่าขานประวัติศาสตร์เมืองราชบุรีได้อย่างน่าประทับใจ

    ภายในงานอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสร้างสีสันและความบันเทิงบนเวทีกลาง ไม่ว่าจะเป็น:

    การประกวด “ธิดาเมืองโอ่ง” เฟ้นหาสาวงามที่เพียบพร้อมทั้งบุคลิกภาพและความรู้คู่เมืองราชบุรี

    สนุกสนานไปกับการประกวดร้องเพลง “ท้องถิ่นเสียงใส รวมน้ำใจสู่กาชาด” จากเหล่าผู้นำท้องที่และท้องถิ่น เรียกเสียงเชียร์ลั่นงานกับ “การประกวดส้มตำไชโป๊ลีลา” ที่ทั้งอร่อยและเร้าใจ ชมฟรี! คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนมามอบความสุขตลอด 10 วัน 10 คืน ช้อป ชิม ชิล สินค้า OTOP และของดีประจำจังหวัดงานนี้ยกทัพสินค้า OTOP และของดีประจำจังหวัดกว่า 100 ร้านค้ามาไว้ในที่เดียว พร้อมด้วยนิทรรศการด้านการเกษตรและประมง, การจำหน่ายผลไม้สด, สินค้า GI, การประกวดปลาสวยงาม, สินค้าราคาประหยัด (ธงฟ้า) และร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพฝีมือผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางราชบุรีและเรือนจำกลางเขาบิน

    นอกจากความสนุกสนานแล้ว ผู้ร่วมงานยังได้อิ่มบุญไปกับ “ร้านมัจฉากาชาด” ร่วมลุ้นรางวัลใหญ่และของรางวัลอีกนับไม่ถ้วน รวมถึงการอุดหนุนสลากกาชาดการกุศล ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และพัฒนาสังคมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีต่อไป

    สำหรับ ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และงานกาชาด ประจำปี 2569 จัดขึ้นวันที่: 20 – 29 มีนาคม 2569บริเวณโดยรอบศาลากลางจังหวัดราชบุรี จังหวัดราชบุรีขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ มาร่วมสัมผัสเสน่ห์เมืองโอ่ง ชิมอาหารเลิศรส และอิ่มบุญลุ้นโชคไปด้วยกัน!


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/487593&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EGuE8a5ytXwDob9r3W6Ou

  • หมูแพง ปรับราคาขึ้น 10 บาทต่อกิโลกรัม ไก่สดชำแหละ ขึ้นอีกกิโลละ 13 บาท

    หมูแพง ปรับราคาขึ้น 10 บาทต่อกิโลกรัม ไก่สดชำแหละ ขึ้นอีกกิโลละ 13 บาท

    สำรวจราคาสินค้าตลาดสดเชียงใหม่ เนื้อหมูปรับราคาขึ้นอีกกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนเนื้อไก่ชำแหละ ปรับราคาสูงขึ้น กิโลกรัมละ 13 บาท ตามน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น ลูกค้าเริ่มบ่น แต่ก็เข้าใจในสถานการณ์น้ำมัน

    เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจแผงขายเนื้อหมู ในตลาดค้าส่ง ตลาดเมืองใหม่ ในตัวเมืองเชียงใหม่ พบราคาเนื้อหมูจากหน้าฟาร์มปรับราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 89 บาท เป็นกิโลกรัมละ 99 บาท หรือปรับขึ้นทีเดียวถึงกิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้เขียงหมู ในตลาดเมืองใหม่ ปรับราคาหมูทุกชนิดจากกิโลกรัมละ 170 บาท เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 180 บาท ตามต้นทุนที่สูงขึ้น

    ส่วนร้านไก่ชำแหละ ที่อยู่ติดกับเขียงหมู มีการปรับราคาขายหน้าร้าน จากกิโลกรัมละ 75 บาท ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 88 บาท หรือปรับขึ้นถึงกิโลกรัมละ 13 บาท ทำให้ลูกค้าทั่วไป ที่ซื้อไปปรุงอาหาร และร้านอาหาร เริ่มบ่นว่าราคาสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ทุกคนเข้าใจ ว่าเป็นไปตามราคาน้ำมัน ที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ตามค่าขนส่ง แต่ลูกค้าก็ยังมาซื้อเหมือนเดิม

    นอกจากนั้นยังมีมะนาว ก็มีการปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน มะนาวแป้น 10 ลูก ราคา 40 บาท หรือลูกใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็จะราคา 10 ลูก ราคา 50 บาท หากซื้อไปขายต่อ ก็จะบวกเพิ่ม เป็นราคาลูกละ 5 บาทและ 6 บาท ทำให้สินค้าอีกหลายชนิด จ่อปรับราคาสูงขึ้นตามน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2921833&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26yVMqZO19S32cXcZnis8y

  • มูลนิธิธนชาตฯ ผสานความร่วมมือ เอ็ม บี เค และ พันธมิตร ช่วยชาวสวนมะพร้าวฝ่าวิกฤตราคาตก จัดงาน

    มูลนิธิธนชาตฯ ผสานความร่วมมือ เอ็ม บี เค และ พันธมิตร ช่วยชาวสวนมะพร้าวฝ่าวิกฤตราคาตก จัดงาน

    มูลนิธิธนชาตฯ ผสานความร่วมมือ เอ็ม บี เค และ พันธมิตร ช่วยชาวสวนมะพร้าวฝ่าวิกฤตราคาตก จัดงาน

    มูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทย ร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ BTS จัดกิจกรรม “เกษตรกรไทยยังยิ้มได้ : Let’s go! Coconuts” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะราคาผลผลิตตกต่ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยระบายผลผลิต สร้างรายได้ และส่งต่อกำลังใจให้เกษตรกรสามารถดำรงอาชีพได้อย่างมั่นคง

    กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานสกายวอล์ค ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ โดยภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรไทย และสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของผลผลิตจากเกษตรกรไทย ดังนี้

    • แจกฟรี! มะพร้าวน้ำหอมแท้จากสวน: ส่งตรงจากมือเกษตรกรจำนวนกว่า 10,000 ลูก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรโดยตรง
    • ลิ้มรสเมนูสร้างสรรค์จากมะพร้าวน้ำหอมฟรี! อาทิ น้ำมะพร้าวปั่น ไอศกรีมกะทิ ขนมบ้าบิ่น ขนมต้มมะพร้าวอ่อน
    • Story from Farm: ร่วมฟังเรื่องราวและวิถีชีวิตจากตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคในสังคมเมือง

    การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของมูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทยในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยผ่านการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกรไทยซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน ในการร่วมกันบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตร

    มูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทยจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจให้ชาวสวนมะพร้าว ในงาน “เกษตรกรไทยยังยิ้มได้ : Let’s go! Coconuts” เพราะทุกการสนับสนุนจากสังคม คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12800732&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yFsRNeM5W_T8bGpQR41Oi

  • เชียงรายเปิดพิกัดเที่ยวคลายร้อน “อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ” สนุกครบ จบที่เดียว

    เชียงรายเปิดพิกัดเที่ยวคลายร้อน “อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ” สนุกครบ จบที่เดียว

    ภูมิภาค

    เชียงรายเปิดพิกัดเที่ยวคลายร้อน “อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ” สนุกครบ จบที่เดียว

    วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปีงบประมาณ 2569 อย่างคึกคัก โดยมี ชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย มินทิรา ภดาประสงค์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและสีสันของวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งกิจกรรม “มวยทะเล” การแสดงกลองสะบัดชัย ฟ้อนขันดอก และดนตรีพื้นเมือง รวมถึงกิจกรรมทางน้ำ อาทิ แพเปียก บานาน่าโบ้ท และเครื่องเล่นหลากหลายรูปแบบ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวพาครอบครัวเดินทางเข้ามาพักผ่อนคลายร้อนอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับ อ่างเก็บน้ำห้วยดินดำ มีพื้นที่ประมาณ 126 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีแหล่งน้ำจาก “ห้วยแม่ก่อ” ไหลรวมกัน ก่อนที่กรมชลประทานจะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในปี พ.ศ. 2532 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 4,000 ไร่

    ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวได้พัฒนาเป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แหล่งประมงน้ำจืด และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญของอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เหมาะสำหรับการพักผ่อนของประชาชนและนักท่องเที่ยว

    การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการพัฒนาและอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05hXzH64B10h3PvW98LkJo

  • เมียนมาในรอยต่อแห่งกาลเวลา : ท่องเที่ยวสายมู ศรัทธาคู่ประวัติศาสตร์

    เมียนมาในรอยต่อแห่งกาลเวลา : ท่องเที่ยวสายมู ศรัทธาคู่ประวัติศาสตร์

    เมียนมาในรอยต่อแห่งกาลเวลา : ท่องเที่ยวสายมู ศรัทธาคู่ประวัติศาสตร์

    ย่างกุ้งยังปลอดภัย! สัมผัสเสน่ห์ “สายมู” ในเมียนมากับเส้นทางศรัทธาที่ยังมีลมหายใจ พร้อมเจาะลึกมุมมองผู้บริหาร Best International เที่ยวอย่างไรให้ปังและอุ่นใจ

    แม้สถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาจะมีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี 2568 เริ่มแสดงสัญญาณความยืดหยุ่น โดยมี กรุงย่างกุ้งเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากกระทรวงโรงแรมและการท่องเที่ยวระบุว่าในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากกว่า 973,000 คน โดยมี ไทย จีน และเกาหลีใต้ เป็นกลุ่มหลัก

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับ เป้าหมายเชิงจิตวิญญาณหรือ “สายมู” เพื่อเสริมดวงชะตาและสร้างบุญบารมี

    ย่างกุ้ง: พื้นที่ปลอดภัยแห่งศรัทธา ในมิติของความปลอดภัย กรุงย่างกุ้งถูกจัดอยู่ในเขตปลอดภัย (Safe Zone) ร่วมกับเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างพุกามและมัณฑะเลย์

     แม้จะมีการรายงานความขัดแย้งในรัฐชายแดนห่างไกล แต่ในย่างกุ้งวิถีชีวิตยังคงดำเนินไปเป็นปกติ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังสถานที่สำคัญได้โดยไม่มีอุปสรรคใหญ่

     อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ใช้บริการรถเช่าส่วนตัวพร้อมไกด์ท้องถิ่นเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยสูงสุด และควรหลีกเลี่ยงการร่วมกลุ่มประท้วงหรือการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองในที่สาธารณะ

    เมียนมาในรอยต่อแห่งกาลเวลา : ท่องเที่ยวสายมู ศรัทธาคู่ประวัติศาสตร์

    คุณบุ๋ม – กุลชลี ปรีชญาดีกุล ผู้บริหาร Best International ผู้เชี่ยวชาญการนำเที่ยวเมียนมา ยืนยันว่าย่างกุ้งยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย โดยล่าสุดได้นำคณะสายมูพร้อมศิลปินดัง “เก่ง ธชย” ไปเปิดประสบการณ์ในทริปศรัทธาแบบ “ลึกจริง อินจริง”

     โดยคุณบุ๋มย้ำว่า “เมียนมาปัจจุบันยังเดินทางได้ โดยเฉพาะเส้นทางหลักอย่างย่างกุ้งที่มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเหมาะสม”

    ทาง Best International ได้ออกแบบเส้นทางที่เน้นความปลอดภัยและให้ประสบการณ์เต็มที่ เช่น เส้นทาง “5 เทพทันใจ” (โบโบจี) ครบทุกจุดสำคัญ ได้แก่ ไจ๊คะล่อ, ไจ๊เค้า, โบตาทาวน์, ชเวดากอง และสุเล พร้อมยันวาระครบรอบ 400 ปีของเจดีย์ไจ๊คะล่อในปีนี้ ยิ่งเพิ่มความขลังให้กับผู้มาเยือน พร้อมย้ำว่าเมียนมามีทั้งวัฒนธรรมและเรื่องราวที่น่าค้นหาอีกมาก โดยเฉพาะไฮไลท์สายมูยอดฮิต

    มหาเจดีย์ชเวดากอง: ศูนย์กลางจักรวาลที่มีอายุกว่า 2,600 ปี  ชาวไทยนิยมรดน้ำพระประจำวันเกิดตามจำนวนอายุบวกหนึ่ง และขอพร “แม่ยักษ์” เพื่อขจัดอุปสรรค

    เจดีย์โบตาทาวน์: ที่สถิตของ “เทพทันใจ” (นัตโบโบยี) ซึ่งเชื่อว่าให้ผลลัพธ์รวดเร็วทันใจ และ “เทพกระซิบ” ธิดาพญานาคผู้ประทานความโชคดี

    กุลชลี ปรีชญาดีกุล ผู้บริหาร Best International

    ข้อควรรู้สำหรับการเดินทาง นักท่องเที่ยวไทยได้รับสิทธิ ยกเว้นวีซ่า (Visa Exemption) 14 วัน หากเดินทางผ่านสนามบินนานาชาติย่างกุ้ง 

    เมียนมาในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่แห่งการเยียวยาจิตใจและเติมเต็มศรัทธา ท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ

    เมียนมาในรอยต่อแห่งกาลเวลา : ท่องเที่ยวสายมู ศรัทธาคู่ประวัติศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/739782&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XOM0ubWORhhAKfpkUZCQG

  • อ่วมสงคราม ภูเก็ต สูญรายได้ 5.5 พันล้าน ท่องเที่ยว เช่าพักระยะสั้นหดตัววูบ

    อ่วมสงคราม ภูเก็ต สูญรายได้ 5.5 พันล้าน ท่องเที่ยว เช่าพักระยะสั้นหดตัววูบ

    ภูเก็ต สูญรายได้ 5.5 พันล้าน ท่องเที่ยว เช่าพักระยะสั้นหดตัว

    สงครามอิหร่าน ตะวันออกกลาง ลามกระทบเมืองท่องเที่ยว ภูเก็ตสูญรายได้ท่องเที่ยวเดือน มีนาคม 5.5 พันล้านบาท คาดตลาดเช่าคอนโดระยะสั้นหดตัววูบ

    สถานการณ์สงคราม ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 20 วัน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในพื้นที่สู้รบเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต แหล่งเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย รองจากกรุงเทพ ล่าสุดทางภาคเอกชนได้ออกมาประเมินตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่น่าตกใจ คาดว่าเม็ดเงินจะหายไปจากระบบสูงถึง 5,500 ล้านบาท ภายในเดือนมีนาคมนี้เพียงเดือนเดียวครับ

    สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ได้เฝ้าระวังสถานการณ์มาตั้งแต่วันแรกที่สงครามปะทุขึ้น ในสัปดาห์แรกคือกลุ่มสายการบินจากตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 5-6% ของเที่ยวบินทั้งหมดที่มาลงสนามบินภูเก็ต ได้หยุดชะงักและหายไปในทันที ส่งผลกระทบโดมิโนไปยังกลุ่มธุรกิจโรงแรมในพื้นที่อย่างรวดเร็ว จากการประเมินร่วมกับผู้ประกอบการพบว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าพักลดลงไปถึง 6-10%

    สงครามอิหร่าน ตะวันออกกลาง ลามกระทบเมืองท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ตปีนี้
    ภาพประกอบบทความ

    ประเด็นสำคัญที่ทำให้ภูเก็ตสูญเสียรายได้มหาศาล ไม่ใช่แค่การหายไปของนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางเท่านั้น แต่หัวใจหลักคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งมักจะใช้สายการบินในตะวันออกกลางเป็นจุดแวะพัก เพื่อเดินทางมายังประเทศไทย

    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ถือเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักที่มีกำลังซื้อสูงและมักจะพำนักพักผ่อนในภูเก็ตเป็นระยะเวลานาน (Long-stay) เมื่อเส้นทางบินสะดุด กลุ่มลูกค้าเกรดพรีเมียมนี้จึงหายไป ส่งผลให้รายได้รวมของการท่องเที่ยวหดตัวลงประมาณ 10%

    หากมองในมุมของตัวเลขทางการเงินตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นภาพความสูญเสียที่ชัดเจนขึ้นครับ เมื่อย้อนไปดูรายได้ของภูเก็ตในเดือนมีนาคมปี 2568 พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 55,000 ล้านบาท

    ดังนั้นเมื่อประเมินจากผลกระทบที่รายได้หดตัวลง 10% จึงคาดการณ์ได้ว่าในเดือนมีนาคมปี 2569 นี้ ภูเก็ตจะต้องสูญเสียรายได้ไปราว 5,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภูเก็ตในช่วงต้นปียังถือว่ามีฐานที่แข็งแกร่งอยู่ โดยสามารถกวาดรายได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมารวมแล้วกว่า 190,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ภาคธุรกิจคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะฉุดรั้งตัวเลขในไตรมาสถัดไปมากน้อยเพียงใด

    หากเราย้อนดูสถิติและเม็ดเงินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่ากำลังซื้อและกำลังเช่าจากชาวต่างชาติคือเส้นเลือดใหญ่ของภูเก็ต โดยสัดส่วนการครอบครองและเช่าพักอาศัยระยะยาวของชาวต่างชาติในภูเก็ตนั้นสูงถึงร้อยละ 60-70 ของตลาดรวม ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ชี้ให้เห็นว่าในแต่ละปี เม็ดเงินจากการครอบครองและเช่าคอนโดมิเนียมทั่วประเทศจากชาวต่างชาติมีมูลค่าสูงหลายหมื่นล้านบาท (เฉลี่ยกว่า 44,000 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี) ซึ่งภูเก็ตคือหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่กวาดรายได้ก้อนนี้ไปอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้เช่าชาวยุโรปและรัสเซียที่นิยมมาเช่าบ้านพักตากอากาศหรือคอนโดมิเนียมแบบพำนักระยะยาว (Long-stay) ซึ่งสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าให้กับนักลงทุนได้สูงถึงร้อยละ 5-10 ต่อปี

    หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจการเช่าบ้านและคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในภูเก็ตจะแสดงออกในสองมิติหลักอย่างชัดเจนครับ มิติแรกคือการหดตัวอย่างรุนแรงของตลาดเช่าระยะสั้นถึงระยะกลาง ซึ่งเป็นผลกระทบทางตรงจากการที่สายการบินตะวันออกกลางระงับเที่ยวบิน ดังที่ทราบกันดีว่าสนามบินในตะวันออกกลางเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องที่สำคัญที่สุดของชาวยุโรป เมื่อเส้นทางบินถูกตัดขาด ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจนดันต้นทุนค่าตั๋วเครื่องบินให้แพงขึ้นตาม จะทำให้กลุ่มผู้เช่าชาวยุโรปที่เคยวางแผนมาเช่าบ้านหนีหนาวในภูเก็ตเป็นเวลา 1-3 เดือน มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เจ้าของคอนโดมิเนียมและพูลวิลล่าในทำเลยอดฮิตอย่างย่านบางเทา กะมลา หรือป่าตอง ต้องเผชิญกับอัตราห้องว่างที่สูงขึ้น และอาจถูกบีบให้ต้องยอมลดราคาค่าเช่าลงเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าที่เหลืออยู่ ทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนเคยคาดหวังไว้หดตัวลงตามไปด้วย

    ชาวต่างชาติคือกำลังซื้อหลักของภูเก็ตมีจำนวนน้อยลง
    ภาพประกอบบทความ

    อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตมักจะมีมิติที่สองซึ่งเป็นโอกาสซ่อนอยู่เสมอ นั่นคือปรากฏการณ์ที่ภูเก็ตจะกลายเป็นสถานที่หลบภัยที่ปลอดภัย (Safe Haven) สำหรับกลุ่มมั่งคั่งครับ หากสงครามลุกลามจนสร้างความไม่ปลอดภัยในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางหรือยุโรปบางส่วน เราอาจได้เห็นความต้องการเช่าอสังหาริมทรัพย์ระดับบนพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน กลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงระดับเศรษฐีต่างชาติจะต้องการย้ายครอบครัวหนีภัยสงครามมาพำนักระยะยาวแบบรายปี ซึ่งกลุ่มนี้พร้อมจะจ่ายค่าเช่าในราคาสูงลิ่วเพื่อเหมาพูลวิลล่าขนาดใหญ่ หรือบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนนานาชาติและศูนย์การแพทย์ เพื่อแลกกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัว

    นาย Simon E. ผู้บริหารฝ่ายนายหน้าขายหลักทรัพย์ ของ Fazwaz ประเทศไทย กล่าวว่า หากย้อนดูสถิติและเม็ดเงินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่ากำลังซื้อและเช่าพักอาศัยระยะยาวจากชาวต่างชาติสูงถึงร้อยละ 60-70 ของตลาดรวม

    เม็ดเงินจากการครอบครองและเช่าคอนโดมิเนียมทั่วประเทศจากชาวต่างชาติมีมูลค่าสูงหลายหมื่นล้านบาท (เฉลี่ยกว่า 44,000 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี) ภูเก็ตคือหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่กวาดรายได้ก้อนนี้ไปอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้เช่าชาวยุโรปและรัสเซียที่นิยมมาเช่าบ้านพักตากอากาศหรือคอนโดมิเนียมแบบพำนักระยะยาว สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าให้กับนักลงทุนได้สูงถึงร้อยละ 5-10 ต่อปี

    หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจการเช่าบ้านและคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในภูเก็ต มิติแรกคือตลาดเช่าระยะสั้นถึงระยะกลางหดตัวอย่างรุนแรง

    ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจนดันต้นทุนค่าตั๋วเครื่องบินให้แพงขึ้นตาม จะทำให้กลุ่มผู้เช่าชาวยุโรปที่เคยวางแผนมาเช่าบ้านหนีหนาวในภูเก็ตเป็นเวลา 1-3 เดือน มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าของคอนโดมิเนียมและพูลวิลล่าในทำเลยอดฮิตอย่างย่านบางเทา กะมลา หรือป่าตอง ต้องเผชิญกับอัตราห้องว่างสูงขึ้น อาจถูกบีบให้ต้องยอมลดราคาค่าเช่าลงเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้าที่เหลืออยู่ ทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนเคยคาดหวังไว้หดตัวลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มมั่งคั่ง หากสงครามลุกลามจนสร้างความไม่ปลอดภัยในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางหรือยุโรปบางส่วน เราอาจได้เห็นความต้องการเช่าอสังหาริมทรัพย์ระดับบนพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน กลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงระดับเศรษฐีต่างชาติจะต้องการย้ายครอบครัวหนีภัยสงครามมาพำนักระยะยาวแบบรายปี

    กลุ่มนี้พร้อมจะจ่ายค่าเช่าในราคาสูงลิ่วเพื่อเหมาพูลวิลล่าขนาดใหญ่ หรือบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนนานาชาติและศูนย์การแพทย์ เพื่อแลกกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัว

    นักท่องเที่ยวในภูเก็ตมีจำนวนลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว
    ภาพประกอบบทความ

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Aindravudh

    Aindravudh

    นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1547594/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AMK8EK1o4vzoie-aGCqZg

  • เตือน! เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวจากวิกฤตสงคราม เสี่ยงตกงาน หักเงินใน 3-6 เดือน

    เตือน! เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวจากวิกฤตสงคราม เสี่ยงตกงาน หักเงินใน 3-6 เดือน

    ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง

    แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน

    วางแผนกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ค่าครองชีพถูกกว่าในเมือง

    สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

    เตือน! เศรษฐกิจไทยดิ่งเหวจากวิกฤตสงคราม เสี่ยงตกงาน หักเงินใน 3-6 เดือน

    ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่

    1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้
    2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้
    3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง
    4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

    ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ

    อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก

    สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

    “ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862613&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RNQnjYaWKskYb1eeDDDuM