Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม-รอง ผบ.ตร. ติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และน้ำมันเถื่อนในน่านน้ำไทย กำชับปูพรมตรวจสอบเข้มทั่วประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม-รอง ผบ.ตร. ติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และน้ำมันเถื่อนในน่านน้ำไทย กำชับปูพรมตรวจสอบเข้มทั่วประเทศ

    วันนี้ (22 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. ตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติป้องกันปราบปรามการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ กักตุน โก่งราคา และปลอมปน รัฐบาลโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) ประชุมติดตามการปฏิบัติ โดยมี พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พ.ต.อ.ศราวุฒิ ลิจฉวีราช รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ กองบังคับการตำรวจน้ำ จ.สมุทรปราการ

    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปล่อยเรือ “ชัยจินดา” พร้อมเรือตรวจการณ์น่านน้ำไทย จำนวน 30 ลำ ปฏิบัติการตรวจสอบน่านน้ำไทย ลาดตระเวนอย่างเข้มข้นป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนน้ำมัน ผลการปฏิบัติไม่พบการลักลอบขนน้ำมันออกนอกราชอาณาจักรผ่านเรือแท็งเกอร์ แต่เจ้าหน้าที่สามารถบุกจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเถื่อนให้แก่เรือประมงกลางทะเลได้อย่างทันท่วงที โดยได้บูรณาการการตรวจสอบร่วมกับกรมสรรพสามิตดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

    นอกจากนี้ ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ เรือตรวจการณ์ยังได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือประมงสัญชาติเวียดนาม จำนวน 2 ราย ที่ประสบเหตุเรืออับปางกลางทะเล นำขึ้นเรือชัยจินดาได้อย่างปลอดภัย

    ภายหลังการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ร่วมกันปล่อยเรือตรวจการณ์ “ปทุมวัน 3” พร้อมกำลังพลชุดปฏิบัติการพิเศษ เพื่อออกลาดตระเวนน่านน้ำไทย มุ่งเน้นการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และสกัดกั้นการกระทำความผิดในทุกมิติ

    พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน รวมถึงกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทั้งทางบกและทางทะเลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเขียวสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบจำหน่ายข้ามชาติ หรือนำน้ำมันเถื่อนมาจำหน่ายให้เรือประมง อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดไปยังเจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. และกองบังคับการตำรวจน้ำ ให้เอ็กซเรย์พื้นที่และตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง หรือน้ำมันเขียว อย่างรัดกุมที่สุด พร้อมคาดโทษหากพบการปล่อยปละละเลย โดยกำชับให้รายงานผลการปฏิบัติการแบบวันต่อวัน หากตรวจพบผู้กระทำความผิด ให้ดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น

    ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสการลักลอบขนน้ำมันส่งออก ปลอมปน กักตุน หรือโก่งราคาน้ำมัน สามารถแจ้งข้อมูลได้ทันทีที่สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fsVXkpqNZsY30WxsLNHu9

  • “Bike for the dolphins 26” ระดมทุนเพื่ออนุรักษ์โลมา และทุนการศึกษานักเรียน

    “Bike for the dolphins 26” ระดมทุนเพื่ออนุรักษ์โลมา และทุนการศึกษานักเรียน

    วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานมหาราช ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคิรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดงานปั่นจักรยานการกุศลครั้งที่ 8 “Bike for the dolphins 2026 ปั่นด้วยรักษ์ พิทักษโลมา” ร่วมด้วย นายศรัณยู ชเนศร์ รองกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทและกล้วยน้ำไทมูลนิธิ นายสมบัติ เสียมทอง นายอำเภอสามร้อยยอด นายนำลาภ อิ่มทั่ว นายก อบต.ปากน้ำปราณ นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบฯ นายถนัดศิลป์ วุฒิวงศ์อังคณา ประธานหอการค้า จ.ประจวบฯ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ จากนั้นได้ร่วมกันปล่อยตัวนักปั่นจักรยานเกือบ 400 คน เส้นทางธรรมชาติปากน้ำปราณ-สามร้อยยอด ไปกลับระยะทาง 60 กม.ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

    นายศรัณยู ชเนศร์ กล่าวว่า ด้วยโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และกล้วยน้ำไทมูลนิธิ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโลมาซึ่งเป็นสัตว์สงวน จึงได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานการกุศลครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และระดมทุนสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AIK6uwfIU3y3vTIB1YQHT

  • ระเบิดเวลา 5 ลูกเขย่า ‘อนุทิน2’  วิกฤติพลังงานเพิ่มหนี้ – จับตาคดีการเมือง

    ระเบิดเวลา 5 ลูกเขย่า ‘อนุทิน2’ วิกฤติพลังงานเพิ่มหนี้ – จับตาคดีการเมือง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย โดยกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ

    การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ของนายอนุทิน เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาที่มีความท้าทายรออยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ที่เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่รอการปลดชนวนหลายลูก ดังนี้

    1.การบริหารสถานการณ์วิกฤติพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อและมีความเสี่ยงลุกลาม โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้เกิด Risk Premium ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันผันผวนระดับสูง 

    ทั้งนี้ แม้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะประเมินกรณีฐาน (Base Case) ของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในปี 2569 ไว้ระดับเฉลี่ย 58-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ระยะสั้นจากภาวะสงครามมีนักวิเคราะห์ประเมินว่า กรณีปิดล้อมเส้นทางขนส่งราคาน้ำมันพุ่งทะลุแนวต้านแตะระดับ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    รวมทั้งกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) ราคาเฉลี่ยอาจพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยที่ต้องอุดหนุนราคาเพื่อลดผลกระทบประชาชน โดยสถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบมากกว่า 12,000 ล้านบาท จากการตรึงราคาดีเซล 15 วัน

    รวมทั้งการบริหารสถานการณ์นี้รัฐบาลต้องบริหารทั้งปริมาณและราคา โดยด้านปริมาณนั้น นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ให้ความเชื่อมั่นว่าจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มคลี่คลายภายใน 2 สัปดาห์ 

    ระเบิดเวลา 5 ลูกเขย่า ‘อนุทิน2’  วิกฤติพลังงานเพิ่มหนี้ - จับตาคดีการเมือง

    ส่วนการบริหารราคาต้องอาศัยการกำหนดเพดานราคาดีเซล เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นสูงมากจนกระทบค่าครองชีพประชาชนมากเกินไปจนเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองมายังรัฐบาลเอง

    2.มาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ โดยแม้ศาลสูงสหรัฐตัดสินให้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบโดยกฎหมาย แต่สหรัฐยังใช้นโยบายปกป้องทางการค้า (Trade Protectionism) ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งการประกาศกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และเพิ่มรายได้จากภาษีโดยเน้นประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ

    ล่าสุดสหรัฐประกาศใช้มาตรา 301 กับ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งไทย โดยมีสินค้าที่เข้าข่ายเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ที่สหรัฐกล่าวหาว่าไทยทุ่มตลาด จนมีกำลังผลิตส่วนเกินทำให้ได้ดุลการค้าสหรัฐจำนวนมาก 

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยต้องตั้งทีมพูดคุยและทำงานร่วมกับสหรัฐต่อเนื่องก่อนที่ไทยจะถูกตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีและมาตรการทางการค้าอื่น ซึ่งการรับมือกับมาตรการภาษีจากสหรัฐต้องทำควบคู่การหาตลาดส่งออกใหม่ และเร่งเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกของไทย

    หนี้สาธารณะเงื่อนตาย“เศรษฐกิจ”

    3.ความเสี่ยงการคลังรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 66% หรือสูงกว่า 12.66 ล้านล้านบาท แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบเพดานวินัยการคลังที่ 70% แต่เป็นระดับต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เนื่องจากเป็นระดับพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ของประเทศลดต่ำลงมากจากอดีต 

    ทั้งนี้หากรัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระกระตุ้นเศรษฐกิจและการอุดหนุนราคาพลังงานต่อเนื่อง จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เดิม ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางอีกครั้ง 

    ปัญหานี้อาจกระทบเครดิตเรตติ้งของประเทศหลังจากปี 2568 ฟิทส์ เรตติ้ง และมูดีส์ ลดมุมมอง (Outlook) ต่อเศรษฐกิจไทยจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable) ลงสู่เชิงลบ Negative เป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลต้องระวังหากจะทำมาตรการให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    จับตาเงินเฟ้อไทยเพิ่มสูงขึ้น

    4.อัตราเงินเฟ้อ ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในเดือน มี.ค.2569 กระทรวงพาณิชย์ส่งสัญญาณว่าระดับเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือน 

    ขณะที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าหากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.9% แต่หากระดับราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะคาดการณ์ยากแต่มีแนวโน้มจะสูงกว่า 3%

    ระดับราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง ทำให้เกิดการปรับขึ้นราคาสินค้าจำนวนมาก ซึ่งแม้ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคบางตัวจะทรงตัว แต่ระดับฐานรากประชาชนยังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่วิ่งนำหน้ารายได้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นถูกผลักภาระมายังสินค้าอุปโภคบริโภค

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ที่จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ เดือน ก.พ.2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.7 ซึ่งแม้เป็นสถิติสูงสุดรอบ 9 เดือน โดยรับอานิสงส์จากความหวังเรื่องเสถียรภาพการเมืองหลังเลือกตั้ง แต่ตัวดัชนียังต่ำกว่าระดับ 100 มาก สะท้อนผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังกังวลราคาสินค้าแพงขึ้น และระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย 

    รวมทั้งกำลังซื้อที่แท้จริงยังคงเปราะบางและฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ซึ่งถือว่าเป็นอีกโจทย์ที่ยากของรัฐบาลที่จะประคองกำลังซื้อให้ดีขึ้นต่อเนื่องในภาวะที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    คดีการเมือง : ฮั้ว สว-เขากระโดงแผลรัฐบาล

    5. เสถียรภาพรัฐบาล จากคดีการเมือง นับเป็นอีกจุดเสี่ยงที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทย หนีไม่พ้น คดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. แน่นอนว่า ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ “พรรคประชาธิปัตย์” งัดวาทกรรม “คดีฮั้ว สว.” ขึ้นมาดิสเครดิตตัวคุณสมบัติ “อนุทิน” กลางสภาฯ ระหว่างลงมติเลือกบุคคลสมควรเป็นนายกฯ

    ท่ามกลางความลือที่มีความไปได้ว่าอาจมีการปล่อยผีคดี ฮั้ว สว. ในชั้นอนุกรรมการสืบสวนของ กกต. ตรงนี้กลายจุดเปราะบางจุดหนึ่ง เป็นจุดบอดที่กระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาลพรรคภูมิจไทย ท่ามกลางแบ็กอัป “รัฐพันลึก” โอบอุ้มให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”

    ส่วนคดีเขากระโดง ก็เป็นอีกคดีที่ถูกปล่อยข่าวว่าอาจถูกตัดตอนไม่ต่างจากคดี “ฮั้ว สว.” แม้ล่าสุด “กรมสอบสวคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) ออกเอกสารข่าวชี้แจงสื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

    2 คดีดังกล่าวถือเป็นตราบาปหลอกหลอนติดตัวพรรคภูมิใจไทย หากแม้ท้ายที่สุดคดีจะถูกยกฟ้อง ก็ยังคงกระทบต่อสภาพความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ปมทุจริต-ซื้อโหวต ฉุด ภท.

    อีกจุดเสี่ยงในอนาคต คือประเด็นเรื่องทุจริตภายในรัฐบาล แม้ตัว นายอนุทิน จะประกาศสัญญาประชาคมให้คำมั่นจะควบคุมการทำงานของรัฐมนตรีให้เข้มงวด มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่หากเกิดประเด็นอื้อฉาวจุดเสี่ยงย่อมทำให้คะแนนนิยมของ “ผู้นำ” ถดถอยลงได้

    อีกทั้งการต่อรองทางการเมืองภายในพรรครัฐบาลผสม ย่อมต้องมีตลอด 4 ปีนับจากนี้ เพราะด้วยสภาพรัฐบาลผสม การต่อรอการขอโครงการต่างๆ หลังมีการใช้สรรพกำลังในช่วงเลือกตั้งอย่างมโหฬารจะเกิดขึ้น

    โดยเฉพาะกระแสข่าวการทุ่มทุนซื้อเสียงโหวตกลางสภา จนกระทั่งล่าสุดเกิด สส.งูเห่า สีส้ม “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน กล้าเปิดหน้าขานชื่อ “อนุทิน” โหวตสวนมติพรรคประชาชน

    จุดนี้กำลังเป็นจุดเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นวิกฤตศรัทธาฝ่ายนิติบัญญัติที่มีพรรคสีน้ำเงินเป็นพรรคอันดับ 1 ในสภา

    ห่วงกระตุ้นระยะสั้น “ไม่ลืมหูลืมตา”

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องสงครามอิหร่าน มี 3 ส่วน คือ น้ำมันก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเคมีภัณฑ์ เช่น ปุ๋ย และพลาสติก โดยสิ่งสำคัญต้องวางแผนรับมือเนิ่นๆ เพราะคู่ขัดแย้งยังหาทางลงไม่ได้ทำให้ซัพพลายเชนมีปัญหาและนำไปสู่การชะงักงันในการผลิตและปัญหาเงินเฟ้อ

    สำหรับการทำงานของรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้เห็นบทบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่เร่งคุมราคาสินค้า และพยายามไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นการทำงาน ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทช่วยเร่งเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

    “แม้จะเห็นการเร่งทำงานของรัฐมนตรีในทีมเศรษฐกิจรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าเครื่องมือที่มีอยู่อาจประคองปัญหาได้แค่ 3-4 เดือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าความปั่นป่วนของสงครามไปไกลกว่านี้ต้องเริ่มคิดเรื่องระยะยาวจะทำให้ประเทศรอดได้” นายนณริฏ กล่าว

    ส่วนประเด็นรับมือหนี้สาธารณะสูงและการจัดอันดับเครดิตของสถาบันการจัดอันดับเครดิตระดับโลก เห็นว่าเมื่อระดับหนี้สาธารณะสูงจะทำให้มีงบประมาณรับมือกับวิกฤติมีจำกัด 

    ทั้งนี้ รัฐบาลชุดที่แล้วนำเงินมาแจกโครงการคนละครึ่งทำให้เหลืองบประมาณน้อยลง และตอนนี้ยังไม่เห็นทางออกที่เป็นชิ้นเป็นอันจากกระทรวงการคลัง ซึ่งกังวลว่าจะคิดเป็นแต่ขยายเพดานหนี้นำมาอุ้มราคาพลังงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ

    “รัฐบาลควรเริ่มแคมเปญลดการใช้พลังงานสู้วิกฤติได้แล้ว โดยยกระดับการเตือนภัยและเริ่มหาทางออกชั่วคราว เช่น เพิ่มกลับการใช้ถ่านหินระยะสั้น เร่งสนับสนุนพลังงานทางเลือก” นายนณริฏ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1226271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZA6BKtiZoLMUZYt4DOOw5

  • นโยบายภาพลวงตาของตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

    นโยบายภาพลวงตาของตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

    เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ตีข่าวว่ารัฐบาลเมียนมา ได้ประกาศว่า “เป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ระดับ 3.4% สำหรับปีงบประมาณ 2026–2027” ซึ่งจะมีการอัดฉีดงบประมาณแผ่นดินลงไป เพื่อฉุดตัวเลข GDP ให้ขยับตัวขึ้นไป ก็มีคำถามส่งเข้ามาถามผมตามมาอีกมากมายว่า ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นจริงได้เพียงใด? ผมก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ก่อน จึงจะตอบได้อย่างชัดเจนว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ

    หากเรามามองเศรษฐกิจเมียนมา ในห้วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมีข่าวสงครามตะวันออกกลางที่กำลังเข้มข้นอยู่นี้ การที่รัฐบาลเมียนมาออกประกาศเป้าหมายการเจริญเติบโตดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการส่ง “สัญญาณความหวังท่ามกลางพายุ” แต่คำถามสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนทั่วไปต่างตั้งข้อสงสัยคือ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงหรือเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีกันแน่?

    เมื่อเราลองพิจารณาจากหลักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวเลข GDP จะประกอบด้วยเครื่องยนต์หลัก ที่ผมชอบใช้คือ “สี่เครื่องยนต์” ประกอบด้วย C+I +G +( X-M) กล่าวคือ C = Consumption คือการใช้จ่ายของประชาชน  I = Investment การลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม  G = Government Spending  คืองบประมาณแผ่นดินหรือการใช้จ่ายภาครัฐ และตัวสุดท้าย (X-M) = Export- Import คือการส่งออกลบด้วยการนำเข้า 

    ส่วนยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเมียนมานำมาใช้ ก็คือการใช้จ่ายภาครัฐ หรือ “ตัว G” (Government Spending) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพียงอย่างเดียว เราจะพบว่านี่คือการเดิมพันที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะมันกำลังฝืนกฎเกณฑ์พื้นฐานของเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างรุนแรง กับดักของการเร่งตัว G ในภาวะที่ “ประตูนำเข้า” ถูกปิดตายตามหลักสมดุลเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งในสภาวะปกติ

    ส่วนประกอบสี่เครื่องยนต์ที่ผมกล่าวมาข้างต้น ต้องทำงานสอดประสานกันเหมือนฟันเฟืองในนาฬิกา แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของเมียนมากลับอยู่ในภาวะ “อัมพาต” การที่รัฐบาลพยายามเบิ้ลเครื่องยนต์ G ให้แรงที่สุดเพียงตัวเดียว ในขณะที่ฟันเฟืองส่วนอื่นๆ กำลังแตกหักและขาดน้ำมันหล่อลื่น น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่นอกจากจะไม่ช่วยให้เดินหน้าได้แล้ว ยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เครื่องยนต์พังทลายลงอย่างถาวร

    ส่วนตัวผมคิดว่า วันนี้หัวใจของปัญหา คือความขัดแย้งเชิงนโยบาย (Policy Conflict) ที่ย้อนแย้งกันเองอย่างรุนแรงมากกว่า เพราะในด้านหนึ่ง ถ้ารัฐบาลเมียนมาพยายามอัดฉีดเงินสดเข้าสู่ระบบ ผ่านโครงการภาครัฐและงบประมาณด้านความมั่นคง เพื่อหวังกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

    แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับใช้มาตรการ “จำกัดการนำเข้า” (Import Restrictions) อย่างสุดโต่ง เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีไม่เพียงพอ การทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการพยายามเติมน้ำใส่ถังที่รั่ว และการตัดออกซิเจนของภาคการผลิตพร้อมๆกัน เมื่อเกษตรกรขาดแคลนปุ๋ยเคมี โรงงานขาดน้ำมันเชื้อเพลิง และ SME ขาดวัตถุดิบต้นน้ำจากต่างประเทศ ภาคการผลิตจริงจะเข้าสู่ภาวะ “อุปทานช็อก” (Supply Shock) ทันที เงินที่รัฐอัดฉีดลงไป (G) จึงกลายเป็นเพียงกระดาษที่ไร้มูลค่ารองรับ เพราะไม่มีสินค้าและบริการให้ซื้อหาอย่างเพียงพอ ผลที่จะตามมาก็คือ เงินเหล่านั้นจะไปไล่ซื้อสินค้าที่มีอยู่น้อยนิด จนเกิดเป็นวงจร “เงินเฟ้อที่รุนแรง” ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำลายอำนาจซื้อ และความเป็นอยู่ของประชาชน ที่รัฐบาลบอกว่าต้องการช่วยเหลือก็เป็นไปได้ครับ

    ถ้าเราถามว่าทำไมการแก้ที่ “ตัว X-M” จึงเป็นเงื่อนไขแรกของ “ความรอดของเศรษฐกิจ” วันนี้ ต้องบอกว่าการเดินทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเริ่มที่การแก้ปัญหา X-M (ดุลการค้า) เป็นอันดับแรก แต่ความรอดไม่ได้มาจากการ “สั่งห้ามนำเข้า” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และกำลังจะสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ความรอดที่แท้จริงคือการ “สร้างรายได้จากการส่งออก” และ “ผ่อนปรนการนำเข้าปัจจัยการผลิต”

    หากรัฐบาลยอมปลดล็อกเพดานการนำเข้าปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (Production Inputs) สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ “เสถียรภาพของค่าเงินจ๊าด” เมื่อค่าเงินนิ่ง ความเชื่อมั่นก็จะกลับมา ธุรกิจก็จะสามารถคาดการณ์ต้นทุนและวางแผนการผลิตระยะยาวได้ เงินดอลลาร์จะเลิกถูกกักตุนในตลาดมืด ก็จะกลับมาหมุนเวียนในระบบธนาคารพาณิชย์ตามปกติ เสถียรภาพนี้เองจะเป็น “แม่เหล็ก” ตามธรรมชาติ ที่ดึงดูดการลงทุน (I) ทั้งจากในและต่างประเทศให้กลับเข้ามา โดยที่รัฐบาลไม่ต้องออกคำสั่งบังคับใดๆเลย “เงินด่วน” จากภาคบริการและการท่องเที่ยว และ “พลังของค่าแรง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะปลุกการใช้จ่ายของประชาชนหรือตัว C ก็จะกลับมาโดยธรรมชาติอย่างรวดเร็วครับ

    อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเมียนมามักมองข้ามไปคือ “ความเร็วของการหมุนเวียนเงิน” (Velocity of Money) การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ในโครงการขนาดใหญ่มักมีระยะเวลานาน และมีการกระจุกตัวของรายได้สูง แต่การกระตุ้น “ภาคบริการ” (Service Sector) คือการสร้าง “เงินด่วน” ที่เข้าถึงมือประชาชนระดับฐานรากได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกในชุมชน ธุรกิจบริการขนาดเล็ก หรือการท่องเที่ยวระยะสั้นธุรกิจเหล่านี้ น่าจะเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้เงินกระจายตัว (Income Distribution) ได้กว้างขวางและรวดเร็วที่สุด

    เมื่อประชาชนในภาคบริการมีรายได้ และถ้าหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับ “ค่าแรง” (Wages) ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่แท้จริง พลังการบริโภคหรือตัว C จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างรวดเร็ว ค่าแรงที่เป็นธรรมและมีอำนาจซื้อจริง (Real Purchasing Power) ก็จะเป็นแรงดึงดูดชั้นดี ที่ทำให้คนอยากกลับเข้าสู่ระบบการผลิต ทำให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจที่หมุนเวียนจาก “ล่างขึ้นสู่บน” ซึ่งจะเข้มแข็งกว่าการพยายามหยอดเงินจาก “จากบนลงสู่ล่าง” ที่อาจจะซึมหายไปก่อนถึงมือประชาชน 

    เมื่อเป็นเช่นนี้ หากรัฐบาลต้องการที่จะควบคุมเศรษฐกิจนอกระบบด้วยความโปร่งใส นโยบายมหภาคที่ถูกนำมาใช้อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้รัฐบาลสามารถดึงเศรษฐกิจ “ใต้ดิน” ที่ปัจจุบันอาจมีสัดส่วนใหญ่กว่าเศรษฐกิจบนดิน ให้กลับเข้าสู่ระบบได้  นอกจากนี้ยังทำให้ฐานภาษีขยายได้กว้างมากขึ้น จะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปลงทุนในสวัสดิการสังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

    เมื่อเข็มทิศถูกวางอย่างถูกวิธี กฎระเบียบมีความเป็นธรรมและเข้าถึงง่าย ธุรกิจนอกระบบก็จะเริ่มจดทะเบียนและจ่ายภาษี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีฐานรายได้ที่แท้จริง โดยไม่ต้องอาศัยการพิมพ์เงินใหม่มาใช้จ่าย ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตค่าเงินไว้อย่างถูกทาง ผลลัพธ์ในเชิงบวกที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ได้ในไม่ช้าครับ

    หากภาครัฐกล้าที่จะเปลี่ยนนโยบายใหม่ จาก “การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ” มาเป็นการ “ใช้กลไกเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างถูกวิธี” เชื่อว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงบวกมหาศาล พลังทวีคูณของงบรัฐ (The Multiplier Effect) เมื่อเครื่องยนต์ C และ I เริ่มทำงานได้เอง การใช้จ่ายภาครัฐ (G) จะเปลี่ยนสถานะจาก “ภาระที่ต้องแบก” มาเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับมาหลายเท่าตัว ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP 3.4% บนหน้ากระดาษพอร์ตโฟลิโอเท่านั้น แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลดลง ประชาชนก็จะมีเงินเหลือเก็บครับ

    ชัยชนะที่แท้จริงของรัฐบาล น่าจะวัดกันที่การทำให้ประชาชน “กินอิ่ม นอนอุ่น และมีความหวัง” ผมเชื่อว่าการฝืนกฎเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะด้วยอำนาจการบริหาร หรืออำนาจอื่นใด อาจจะซื้อเวลาได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แต่จะพังทลายลงอย่างรุนแรงในอนาคต หากรัฐบาลเลือกเดินตามหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ถูกต้อง ปลดล็อกการนำเข้าเพื่อการผลิต สนับสนุนภาคบริการ และดูแลค่าแรงของประชาชนให้มีศักดิ์ศรี ชัยชนะที่ได้รับจะไม่ใช่แค่ตัวเลขที่สวยหรูบนกระดาษรายงาน แต่คือการสร้างประเทศ ให้กลายเป็น “เสือเศรษฐกิจแห่งภูมิภาค” ที่แข็งแรงและสง่างาม และนั่นคือมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่รัฐบาลจะมอบให้กับแผ่นดินและคนรุ่นหลังได้อย่างภาคภูมิใจครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/654562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05LQaTbZ6wQx_h4EFSkySv

  • #91BookCorner หนอนหนังสือไม่ควรพลาด!  เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย.69 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    #91BookCorner หนอนหนังสือไม่ควรพลาด! เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย.69 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    #91BookCorner หนอนหนังสือไม่ควรพลาด!  เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 วันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย.69 ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ชวนคุณมาสัมผัสพลังแห่งตัวอักษรและเรื่องราวระดับตำนาน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24

    ภายใต้แนวคิด “Read The Legend เปิดตำนาน…การอ่านครั้งใหม่” ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่คัดสรรมาเพื่อนักอ่านทุกคน พร้อมจัดเต็ม 14 จุดเช็กอิน และกิจกรรมสัมมนาที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. นิทรรศการ Read the Legend “หนังสือต้องห้าม (ลืม)” ย้อนรอยตำนานหนังสือที่เคยถูกห้าม แต่ทรงคุณค่าจนไม่ควรถูกลืม เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านหน้ากระดาษ Booth U05 และ U07 หน้า Hall 5 – 6

    2. นิทรรศการแสงแห่งปัญญาในสมเด็จพระพันปีหลวง รวบรวมและแสดงผลงานอันเป็นแสงสว่างทางปัญญาที่ถ่ายทอดผ่านพระราชกรณียกิจและแนวคิดของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ Booth U10 หน้า Hall 7

    3. Author’s Salon
    พื้นที่พบปะ พูดคุย และแบ่งปันแรงบันดาลใจจากเหล่านักเขียนและกูรูในวงการหนังสือ Booth A02 ใน Hall 5 (ฝั่งทะเลสาบ)

    4. Meet the Legends พบปะนักเขียนในดวงใจ
    โอกาสใกล้ชิดกับนักเขียนระดับตำนานที่คุณชื่นชอบ พร้อมกิจกรรมพิเศษที่สายอ่านต้องประทับใจ ที่ Booth T02 ใน Hall 8

    5. โครงการประกวดหนังสือระดับชาติ “รางวัลจรัสแสง: มนุษยภาพและสังคมศาสตร์” ที่ Booth A15 ใน Hall 5 ฝั่ง MRT (ด้านขวา)

    6. นิทรรศการอ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ
    เปิดโลกความเชื่อและตำนานพุทธศาสนาผ่านสื่อที่น่าสนใจและการนำเสนอที่ทันสมัย ที่ Booth A16 ใน Hall 5

    7. นิทรรศการจากวิถีแห่งศรัทธาสู่ภูมิปัญญาของยุคสมัย นิทรรศการเล่าประวัติงานพิมพ์คาทอลิกผ่านแนวคิด CMYK 4 โซน ตั้งแต่จุดกำเนิด พันธกิจ และผลผลิตทางวรรณกรรม ที่ Booth A10 ใน Hall 5

    8. การประกวด Read as a Legend Award
    ร่วมลุ้นและให้กำลังใจกับเวทีเฟ้นหาสุดยอดนักอ่านมืออาชีพ ใครจะเป็นตำนานคนต่อไป!

    9. นิทรรศการ “ครีเอตไทยวิถี ผลงานไทยในไต้หวัน”
    ชมความสำเร็จของผลงานสร้างสรรค์ไทยที่ไปสร้างชื่อไกลถึงไต้หวัน สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ไทยสู่สากล ที่ Booth U04 ในประตู Hall 5 (ฝั่งทะเลสาบ)

    10. กิจกรรมเวที Global Author Spotlight
    เปิดสปอตไลต์ส่องนักเขียนระดับโลก พร้อมเสวนาที่จะขยายขอบเขตจินตนาการของคุณไปอีกขั้น ณ เวทีกลาง

    11. Little Read Universe : Legend Alive จักรวาลตำนานมีชีวิต
    นิทรรศการที่จะพาไปค้นหาความเป็นตำนานที่อยู่ในตัวคุณ ผ่านความมหัศจรรย์ของเรื่องเล่าและตัวละครที่คุ้นเคยจากหนังสือนิทานภาพ พร้อมมุมหนังสือผ่านให้อ่านกันได้อย่างจุใจ Booth U02 หน้า Hall 5 (ฝั่ง MRT)

    12. กิจกรรม Legend Trail Bingo ปลดผนึกเส้นทางสายตำนาน
    ร่วมสนุกกับกิจกรรมแรลลี่บิงโกตามหาขุมทรัพย์ทางปัญญา พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษ Booth U09 จุดประชาสัมพันธ์ หน้า Hall 7

    13. นิทรรศการ Y Book Journey
    ตามรอยตำนาน “วาย” จากไทยสู่สากล เจาะลึกปรากฏการณ์นิยาย Y ที่เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดหนังสือไทย Booth A31 ใน Hall 5 ฝั่ง MRT (ด้านซ้าย)

    14. กิจกรรมเวที Y Book Day วันพิเศษสำหรับชาว Y พบกับกิจกรรมสนุกๆ และการรวมตัวของคอมมูนิตี้สายวายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  Booth A02 เวที Author’s Salon วันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569

    นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่แลกเปลี่ยนไอเดียและสร้างคอนเนกชันสำหรับคนรักหนังสือ
    ห้ามพลาด 4 พิกัดสำคัญ

    1. Book Symposium: เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านหนังสือ (MR 205) 
    วันที่ 2 – 5 เมษายน 2569

    2. School Leaders Exchange: สัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา พลิกโฉมการอ่านไทย (MR 202)

    3. Fellowship Program: โครงการแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ

    4. Bangkok Rights Fair Reception & Networking: กิจกรรมพบปะและสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการด้านลิขสิทธิ์ นักเขียน และสำนักพิมพ์จากต่างประเทศ

    เเนะนำสำหรับการเดินทางสะดวก ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงที่สถานีศูนย์ฯ สิริกิติ์ ทางออก 3 วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569
    เวลา 10.00 – 21.00 น. ฮอลล์ 5 – 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามรายรายละเอียดเพิ่มเติมเฟซบุ๊ก ThaiBookFair

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68731&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22m7LjnZU3dKcqPY9_TdQv

  • สตง.อัปเดต 1 ปี ตึกถล่ม ระบุ “ทรุดตัว” เกิดจากแรงเฉือนแผ่นดินไหว

    สตง.อัปเดต 1 ปี ตึกถล่ม ระบุ “ทรุดตัว” เกิดจากแรงเฉือนแผ่นดินไหว

    สตง. อัปเดตความคืบหน้า กรณีอาคารสำนักงานแห่งใหม่พังถล่ม เผยผลสอบ ระบุเกิดจากแรงเฉือนแผ่นดินไหว ล่าสุดสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 23 ราย

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการเผยแพร่รายงานความคืบหน้า กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัว อันสืบเนื่องมาจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว โดยมีการสรุปผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหน่วยงานรัฐและฝ่ายปกครอง กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิชาการ รวมถึงกลุ่มองค์กรวิชาชีพควบคุม และผลสอบตึกจาก 4 สถาบันวิศวกรรม

    โดย สตง.ระบุว่า นายกรัฐมนตรี แถลงผลการตรวจสอบพบความบกพร่องการออกแบบอาคาร และวิธีการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 จำนวน 4 ประเด็น ดังนี้

    • 1.การพังถล่มเริ่มต้นที่ส่วนล่างของอาคาร ชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเฉือนจนเกิดการวิบัติ
    • 2.ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
    • 3.แบบรายละเอียดที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ ส่งผลให้อาคารรับแรงกระทำได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
    • 4.ระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อของ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง

      ส่วนเรื่องการดำเนินคดีและกระบวนการยุติธรรม

    • มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ต่อศาลอาญา ครอบคลุมทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาในข้อหา ออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงร่วมกันปลอม และใช้เอกสารปลอม
    • ส่วนการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีเรื่อง “นอมินี” โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องไปยังอัยการ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว รวมถึงกรณีกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.ไปแล้ว
    • การดำเนินการในชั้นสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องจากดีเอสไอ และพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ โดย สตง.ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตามที่ร้องขอแล้ว
    • กรมบัญชีกลาง ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดย สตง.ตอบข้อซักถาม และชี้แจงข้อมูลพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2921681&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CaiKdGAe8BwL0Y_JDghCX

  • ‘เอนกชัย’ เพื่อไทย ร่วมงาน Down Syndrome Expo 2026 ผลักดันสังคมไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยและ …

    ‘เอนกชัย’ เพื่อไทย ร่วมงาน Down Syndrome Expo 2026 ผลักดันสังคมไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยและ …

    ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วครับ ที่ฟิล์มได้ร่วมงานกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) หลังจากปีที่แล้วเราได้ไปส่งมอบพลังบวกให้กันในงานวิ่ง “พี่ได้ Run … น้องเด็กพิเศษได้ Love”.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/2mfvo63nL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26IahVRtDr4WFdlANjmXrb

  • สะพัด “รัชดา” จ่อนั่งโฆษกรัฐบาล- “บวรศักดิ์” หลุดโผ พปชร. ยังไร้เก้าอี้ ครม.อนุทิน 2

    สะพัด “รัชดา” จ่อนั่งโฆษกรัฐบาล- “บวรศักดิ์” หลุดโผ พปชร. ยังไร้เก้าอี้ ครม.อนุทิน 2

    โผครม.อนุทิน 2 โค้งสุดท้าย “บวรศักดิ์” ไม่ไปต่อ หลังเจ้าตัวยอมรับยังไม่ได้รับการทาบทาม ส่วน พปชร. ยังต้องลุ้น สะพัด “รัชดา ธนาดิเรก” เต็ง 1 โฆษกรัฐบาล

    วันที่ 22 มีนาคม 2569 สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนใหญ่รายชื่อยังคงเป็นไปตามโผที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยบุคคลที่มีชื่อได้รับการพิจารณาเสนอแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีได้รับการติดต่อให้กรอกประวัติหมดแล้ว ล่าสุด มีบางคนได้ให้เจ้าหน้าที่ไปส่งประวัติและคุณสมบัติที่ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้วเพื่อให้เลขาธิการ ครม.ตรวจสอบ ซึ่งครั้งนี้ได้ให้แต่ละคนเดินทางมายื่นด้วยตัวเองที่ตึก สลค. แตกต่างจาก ครม.อนุทิน 1 ที่รวบรวมแล้วนำไปยื่นทีเดียว โดยตลอดสัปดาห์นี้ผู้ที่ได้รับการติดต่อให้เป็นรัฐมนตรีจะทยอยเดินทางไปยื่นที่ตึก สลค. ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ต้องการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จนขณะนี้ไม่มีชื่อใน ครม.อนุทิน 2 ขณะที่นายบวรศักดิ์เองเคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่ายังไม่ได้รับการทาบทามอยู่ต่อ ซึ่งต้องจับตาว่า จะให้ใครมาทำหน้าที่แทน เช่นเดียวกับในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งมี 5 เสียง ยังไม่พบว่า มีรายชื่อบุคคลของพรรคอยู่ในโผ ครม.อนุทิน 2 

    นอกจากนี้ มีรายงานว่า ขณะนี้ได้มีการวางตัว น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีชื่อจะมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921800&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YYh7H1hQf8l5WAxBUdWOQ

  • ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่

    ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่

    ในหลวง พระราชินี ทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนแห่งใหม่ สืบสานแนวพระราชดำริ สร้างโอกาสการศึกษาอย่างยั่งยืน

    22 มี.ค.2569 – เวลา 17.57 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ณ มูลนิธิพระดาบส เลขที่ 99/9 หมู่ 14 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี/กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส เฝ้า ฯ รับเสด็จ

    การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชา พระพุทธนวราชบพิตร ทรงศีล พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี/กรรมการและ เลขาธิการมูลนิธิ พระดาบดาบส เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรทิพย์ พุกผาสุข กรรมการและประประธานคณะกรรมการจัดหาทุนมูลนิธิพระดาบส เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานคณะกรรมการมการมูลนิธิพระดาบส กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมา และกิจการมูลนิธิพระดาบส ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้จัดตั้งโครงการพระดาบส ขึ้นเมื่อปี 2518

    โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมในการดำเนินโครงการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิพระดาบส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งองค์รองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์

    จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “มูลนิธิพระดาบส” ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก และ พระราชทานเข็มที่ระลึกมูลนิธิพระดาบส แก่ผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ตามลำดับ เสร็จแล้วเสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปยังบริเวณที่ปลูกต้นไม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง

    ต่อมา เสด็จฯ ไปยังอาคารมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ทอดพระเนตรโมเดลจำลองมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ และทอดพระเนตรวีดิทัศน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ ประกอบด้วย 49 ปี กับการพัฒนามูลนิธิพระดาบส ความเป็นมาของโรงเรียนลูกพระดาบส สมุทรปราการ และความเป็นมาของโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทอดพระเนตรการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนพระดาบส หลักสูตร 1 ปี

    สมควรแก่เวลา เสด็จออกจากบริเวณจัดนิทรรศการ ฯ ไปยังห้องประทับรับรับรอง ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธย ในสมุดที่ระลึก และทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี คณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส ผู้บริหาร ผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคาร ฯ และผู้มีอุปการคุณ ตามลำดับ

    มูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบสแห่งใหม่ เดิมตั้งอยู่ที่ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ย้ายมาที่ทำการแห่งใหม่ตั้งแต่ปี 2564 ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 99/9 หมู่ที่ 14 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 87.5 ตารางวา ประกอบด้วยอาคาร จำนวน 10 หลัง พร้อมสนามกีฬา เนื้อที่ 2,500 ตารางเมตร ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนลูกพระดาบส เพื่อรองรับการเพิ่มของจำนวนนักเรียนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น

    ปัจจุบันโรงเรียนพระดาบส มีนักเรียนจบการศึกษาแล้ว 61 รุ่น จำนวน 3,778 คน ซึ่งเปิดการเรียนการสอนวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” หลักสูตร 1 ปี ใน 9 สาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยหลักสูตรวิชาชีพช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ การเกษตรพอเพียง ช่างซ่อมบำรุง เคหบริบาล ช่างไม้เครื่องเรือนและช่างสีอาคาร ช่างเชื่อม และช่างก่อสร้าง โดยมูลนิธิ ฯ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการในการให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และขาดแคลนทุนทรัพย์ หากแต่มีความใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา และเพียรพยายามอย่างแท้จริง ให้ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาชีพต่าง ๆ ในเชิงประสบการณ์จริง เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ พัฒนาระดับความรู้ด้านวิชาชีพ และฝึกอบรมศีลธรรม ในลักษณะโรงเรียนประจำ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 1 ปี เพื่อให้นำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวได้ กับสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป

    นางสาวโนรีอาลียา มะสารี นักเรียนรุ่นที่ 48 สายวิชาชีพระดับ “ประกาศนียบัตรพระดาบส” หลักสูตร 1 ปี สาขาเคหบริบาล ซึ่งได้เดินทางมาจาก จ.นราธิวาส เพื่อมาศึกษาหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ด้วยความหวังที่อยากจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัว เพราะเป็นหลักสูตรประจำที่ศึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งในเดือนหน้านี้ เธอจะสำเร็จหลักสูตรวิชาชีพเคหบริบาล และจะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปสมัครดูแลผู้สูงอายุตามศูนย์ต่างๆ เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/967562/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21StxqaZBxZJr8FmFsPKT4

  • วิกฤตกว่าน้ำมัน! นพดล ชวนจับตาผลกระทบไทย หากอิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล

    วิกฤตกว่าน้ำมัน! นพดล ชวนจับตาผลกระทบไทย หากอิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

    วิกฤตกว่าน้ำมัน! นพดล ชวนจับตาผลกระทบไทย หากอิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยงการบริหารนโยบาย-ยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “วิกฤตกว่าวิกฤตน้ำมัน ! ยกระดับสงครามไม่สมมาตร อิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล ไทยต้องเจออะไร” 

    โดยมีเนื้อหา ระบุว่า มีรายงานและบทวิเคราะห์จากหลายฝ่ายเตือนว่า หากสงครามอิสราเอล อิหร่านยกระดับ โครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลรวมถึงสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตในทะเลแดงและอ่าวใกล้เคียงอาจตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และถ้าเกิดขึ้นจริงตามเป้าโจมตีนั้น ประเทศไทยจะต้องเจออะไรบ้าง

    ในช่วงปี พ.ศ.2565 – 2566 ผมเข้ารับการศึกษาและฝึกร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยความมั่นคงและภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ในหลักสูตร ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง และช่วงหนึ่งเป็นการศึกษาและฝึกตามกรอบ MITRE ATT&CK กรอบนี้เสมือนเป็นตำราพิชัยสงครามของไทยแต่ต่างกันตรงที่ว่า ตำราพิชัยสงครามสอนให้เราชนะในสนามรบ ในขณะที่ MITRE ATT&CK สอนให้เราไม่แพ้ในสนามที่เรามองไม่เห็น จึงขอกางตำราพิชัยสงครามในยุคดิจิทัลอธิบายประกอบดังนี้

    หัวใจสำคัญของการศึกษาการรบในสงครามไซเบอร์ตามกรอบ MITRE ATT&CK จากประสบการณ์การศึกษาของผม คือ ประเทศใดที่เป็นไปตาม 5 องค์ประกอบต่อไปนี้จะอยู่ในสภาวะที่ “เสี่ยง” อย่างหนักต่อความมั่นคงชาติและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ได้แก่ 
    1) ไม่รู้จุดอ่อน = แพ้ตั้งแต่ยังไม่รบ
    2) ไม่รู้ศัตรู = โดนโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว
    3) ไม่รู้ว่าโดนแล้ว = เสียหายโดยไม่รู้ตัว
    4) ไม่มีการป้องกัน = กันไม่ได้ ลดความเสียหายไม่ได้
    5) ไม่มีข่าวกรอง = ช้าเกินไปเสมอ เสียเปรียบตลอด

    และเป็นห้วงเวลาที่ผมศึกษาเกี่ยวกับ วิธีการโจมตีของอีหร่าน อยู่ในกลุ่ม APT 33 – 35 APT 39 และ MuddyWater แต่ละกลุ่มเหล่านี้ทำอะไรบ้าง เช่น APT 33 จะปฏิบัติการโจมตีด้านพลังงานและการบิน APT 34 จะทำหน้าที่  เจาะ → ฝังตัว (บางทีเป็นปี) → แอบฟัง → เก็บข้อมูล → รอจังหวะ นั่นคือ “สายลับในระบบ” เป้าหมายคือ หน่วยงานรัฐ โทรคมนาคม และการเงิน เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ระดับรัฐที่เชื่อมโยงกับประเทศอิหร่าน ด้วย ส่วนกลุ่ม APT 35 มีเป้าหมาย คือ นักวิชาการ นักการเมือง และ กลุ่มองค์กรไม่ใช่รัฐ (NGO) และ APT 39 จะทะลุทะลวงเรื่องของ โทรคมนาคม การเดินทาง และ ระบบไอทีเก็บทุกอย่าง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคน นักการเมืองใครติดต่อกับใคร เดินทางไปไหน สายการบินอะไร ติดต่อพบใครในต่างประเทศ และใช้เครื่องมือไอทีดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง วิเคราะห์เชิงลึก เป็นต้น ทำไม APT39 เลือกโทรคมนาคม การเดินทางและข้อมูล เพราะ ข้อมูลใน APT 39 คือข้อมูลชีวิตของคนทั้งประเทศ

    และที่น่าระทึกกว่านั้นคือ เมื่อ 2 – 3 วันก่อนอิหร่านได้สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ออกมาที่จะตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเลซึ่งจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในโลกที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล “สายเคเบิลใต้น้ำ” คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของระบบโลก และมากกว่า 99% ของข้อมูลระหว่างประเทศวิ่งผ่านโครงข่ายนี้ซึ่งเป็นเส้นทาง “ทะเลแดง – บับเอลมันเดบ” จุดคอขวด (Chokepoint) สำคัญของการสื่อสารโลก

    ถ้าพันธมิตรอิหร่านตัดสายเคเบิลใต้ทะเลจริงตามคำขู่จริง ประเทศไทยอาจจะต้องเจออะไรบ้าง

    1) บิตคอยน์ (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ จะเกิดสภาวะซื้อขายด้วยความกลัวและความตื่นตระหนกเรียกว่าจะเกิดความผันผวนรุนแรงเพราะเครือข่ายสื่อสารกันช้าลง ส่งเหรียญล่าช้า ยืนยันธุรกรรมนานขึ้นและความไม่แน่นอนถึงแม้ระบบจะไม่ล่มแต่ตลาดราคาจะไม่เท่ากันแต่ละภูมิภาคเห็นราคาคนละแบบอาจจะเกิดสมมติฐานเชิงฉากทัศน์ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือ บิตคอยน์ฝั่งอเมริกากับบิตคอยน์ฝั่งเอเชียและเมื่อต่อเชื่อมเคเบิลได้ปกติก็จะต้องยึดฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะมีฝั่งที่สูญเสียและฝั่งที่ได้เดินต่อตรงจุดนั้นแหละที่จะทำให้ต้องมาลุ้นกันเพราะเมื่อเชื่อมกันได้บิตคอยน์จะไม่ได้รวมกันแบบเรียบร้อยแต่จะรวมกันแบบ “มีผู้แพ้และมีผู้ชนะ” จังหวะนี้แหละจะมีผู้สูญเสียและขาดทุนเกิดขึ้นจำนวนมาก ในกรณีเลวร้ายที่เครือข่ายโลกแยกตัวเป็นช่วงเวลานาน อาจเกิดความเสี่ยงด้านความล่าช้า ความผันผวนและในเชิงทฤษฎีอาจเกิดการแยกของมุมมองต่อ chain ชั่วคราวได้แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นง่าย

    2) การทำธุรกรรมระบบการเงิน การธนาคารผ่านอินเทอร์เนต เกิดความหน่วง สะดุดและกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจที่ผลกระทบหลักแรกคือ ฟินเทค (FinTech) โอนเงินระหว่างประเทศไปอเมริกาหรือยุโรปจะล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะธุรกรรมที่พึ่งพาหลายธนาคารตัวกลางหรือระบบชำระเงินข้ามภูมิภาค” เช่น ถ้าปกติใช้เวลา 2 – 3 วัน ก็จะใช้เวลา 4 – 5 วันหรือนานกว่านั้น จะเกิดสภาวะลูกค้าจ่ายเงินแล้วแต่ร้านค้ายังไม่ได้รับเงิน เกิดสภาวะธุรกรรมค้าง ระบบการเงินแบบเรียลไทม์จะเสียเปรียบเช่น Forex/Crypto เพราะต้องใช้ความเร็วระดับวินาที ถ้าเกิดสภาวะหน่วงจะทำให้เสียเงินทันที ผลคือจะเกิดสภาวะระบบการค้า การลงทุน การเงินระหว่างประเทศสะดุด กระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง

    3) ในด้าน AI ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคือ “การประมวลผลช้าลง” เนื่องจาก AI จำนวนมากในไทยยังพึ่งพาโครงสร้างคลาวด์ (Cloud) ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้โมเดล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประมวลผลแบบ เวลาจริง (real-time) เมื่อความหน่วง (latency) เพิ่มขึ้น การตอบสนองของระบบ AI จะช้าลงทันที เช่น ระบบแชตบอท การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ หรือระบบช่วยตัดสินใจในองค์กรจะเริ่มหน่วง และในบางกรณีอาจใช้งานไม่ได้ชั่วคราว

    ในระดับที่ลึกขึ้น AI ที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะได้รับผลกระทบมาก เพราะการส่งข้อมูลข้ามประเทศเพื่อฝึกโมเดล (training) หรืออัปเดตโมเดลจะล่าช้า ทำให้วงจรการพัฒนา AI ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ AI แบบ real-time เช่น การเงิน การขนส่ง และความปลอดภัย
    สำหรับระบบคลาวด์ (Cloud) ผลกระทบจะยิ่งชัดเจนในเชิง “โครงสร้าง” เพราะ Cloud คือศูนย์กลางของการให้บริการดิจิทัลทั้งหมด หากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศมีปัญหา ผู้ใช้ในไทยที่เรียกใช้บริการจาก Data Center ต่างประเทศจะประสบกับความหน่วง การเข้าถึงข้อมูลช้า หรือในบางกรณีบริการบางส่วนอาจไม่พร้อมใช้งาน เช่น ระบบ ERP ขององค์กร ระบบสต๊อกสินค้า หรือระบบจองบริการออนไลน์

    สรุปได้ว่า วิกฤตลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้ AI หรือ Cloud หยุดทำงานทันที แต่จะทำให้ “ประสิทธิภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งในโลกดิจิทัล ความช้าคือความเสียหาย และความหน่วงคือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

     4) อื่น ๆ เช่น ต้นทุนเพิ่มเพราะต้องเปลี่ยนเส้นทาง (Reroute) ระบบในการส่งข้อมูล ต้องวิ่งอ้อมหรือใช้เส้นทางอื่นค่าธรรมเนียมเพิ่ม กำไรลด ร้านค้าออนไลน์เจอระบบหน่วง ลูกค้าคิดว่าจ่ายไม่สำเร็จ ยกเลิกการซื้อเพราะลูกค้าต่างประเทศมักจ่ายผ่าน PayPal เมื่อเงินเข้าช้าจะส่งผลให้ใช้เงินไม่ได้ตามแผน สินค้าคงค้างส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สะดุด เป็นต้น

     5) ที่ร้ายสุดคือ ความเชื่อมั่นหาย ส่งผลให้ความมั่นคงของชาติสั่นคลอน เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยรวมของประเทศ

    จะเห็นได้ว่า วิกฤตเคเบิลอินเทอร์เนตใต้ทะเลอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ในเวลาไม่นานเพราะโลกยุคดิจิทัลความชะลอเพียงเล็กน้อยอาจจะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหยุดทันทีแต่ทำให้ระบบเศรษฐกิจ “สะดุดพร้อมกัน” เกิดสภาวะหน่วงกันทั้งระบบ อินเทอร์เนตช้าลง ธุรกรรมการเงินล่าช้า ระบบการค้าระหว่างประเทศสะดุด ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของธุรกิจสั่นคลอนโดยที่หลายคนอาจยังไม่รู้ตัว ในขณะที่วิกฤตน้ำมันกระทบในเชิงกายภาพและเห็นผลเสียเป็นจุด ๆ จากนั้นค่อย ๆ ลามกระทบเชิงระบบ ขณะที่วิกฤตเคเบิลเน็ตใต้ทะเลกระทบเชิงระบบและกระจายพร้อมกันทั้งโลกเศรษฐกิจดิจิทัล

    ข้อเสนอแนะคือ หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยควรเตรียมรับมือวิกฤตลักษณะนี้ในฐานะ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การล่มของระบบ แต่คือการที่ระบบยังทำงานอยู่แต่ “ไม่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศโดยตรง

    สิ่งแรกที่ไทยควรเร่งดำเนินการคือการลดการพึ่งพาเส้นทางเดียว โดยต้องกระจายเส้นทางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในมิติของภูมิศาสตร์และผู้ให้บริการ เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดเพียงจุดเดียวที่สามารถกระทบทั้งระบบได้ หากเกิดเหตุในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ระบบควรสามารถสลับไปใช้เส้นทางอื่นได้ทันทีโดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

    ควบคู่กันนั้น ประเทศไทยควรยกระดับแนวคิด Data Sovereignty อย่างจริงจัง โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญของภาครัฐ ระบบการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควรถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศหรือในภูมิภาคที่ควบคุมได้ เพื่อลดการพึ่งพาการเชื่อมต่อข้ามทวีปในกิจกรรมที่มีความสำคัญสูง ยิ่งในยุคที่ AI และ Cloud กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ การมี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจะเป็นทั้ง “เกราะป้องกัน” และ “ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน”
    อีกประเด็นสำคัญคือการออกแบบระบบให้ “ล่มแล้วไม่ล้ม” หรือ Resilience by Design ซึ่งหมายถึงการสร้างระบบสำรอง การกระจายโหลด และการมี Failover ที่ทำงานได้จริงในระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ ระบบการเงิน ระบบชำระเงิน และบริการสาธารณะสำคัญต้องสามารถดำเนินต่อได้แม้ความเชื่อมต่อระหว่างประเทศจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ไทยควรมีการทดสอบสถานการณ์วิกฤตระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ เช่น จำลองกรณีที่แบนด์วิดท์ระหว่างประเทศลดลงอย่างมาก หรือความหน่วงเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพื่อประเมินว่าแต่ละภาคส่วนจะรับมืออย่างไร และช่องโหว่อยู่ตรงไหน การซ้อมลักษณะนี้จะช่วยให้ทั้งภาครัฐ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันก่อนเกิดเหตุจริง

    ในเชิงนโยบายการเงินและฟินเทค ประเทศไทยควรพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาระบบข้ามทวีปเพียงช่องทางเดียว รวมถึงส่งเสริมระบบสำรองสำหรับธุรกรรมสำคัญที่สามารถดำเนินการได้แม้เครือข่ายหลักมีปัญหา

    และที่สำคัญคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI และ Cloud ภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบ Data Center ระดับประเทศ การกระจายจุดประมวลผล (Edge Computing) และการออกแบบระบบให้สามารถทำงานได้แม้การเชื่อมต่อระหว่างประเทศลดลง เพื่อให้ระบบสำคัญยังคง “เดินต่อได้” แม้โลกภายนอกจะสะดุด

    ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานคือ “ความเชื่อมั่น” ประเทศต้องมีการสื่อสารที่โปร่งใส รวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน เพราะในหลายกรณี ความเสียหายไม่ได้เกิดจากระบบล่มจริง แต่เกิดจากพฤติกรรมของผู้คนที่ตอบสนองต่อความกลัว

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการป้องกัน “เหตุการณ์” ไปสู่การบริหาร “ความต่อเนื่องของระบบ” เพราะในโลกยุคใหม่ ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่ใคร “ล้มแล้วลุกได้เร็ว และระบบยังเดินต่อได้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954094&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K0UdrWXoIcRlF0nq2EZOa