Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไฟไหม้ป่าและสวนชาวบ้าน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหินพัด สุราษฏร์ธานี ล่าสุดควบคุมได้แล้ว เสียหาย 500 ไร่ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

    ไฟไหม้ป่าและสวนชาวบ้าน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหินพัด สุราษฏร์ธานี ล่าสุดควบคุมได้แล้ว เสียหาย 500 ไร่ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ชาวบ้านหมู่ที่ 13 บ้านยวนสาว ต.ท่าขนอน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ได้แจ้งกับผู้นำท้องที่ว่า เกิดเหตุไฟไหม้ป่าบริเวณทางไปแหล่งท่องเที่ยวหินพัด ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างหมู่ที่ 8 ต.กะเปากับหมู่ที่ 13 ต.ท่าขนอน โดยเพลิงเริ่มไหม้ลุกลาม ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 ช่วงบ่าย จากนั้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลกะเปา และตำบลท่าขนอน พร้อมผู้นำท้องที่ กำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งสองตำบล ผู้เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ได้ช่วยกันดับไฟที่กำลังลุกไหม้ พร้อมสร้างแนวกันไฟ แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชันไม่สะดวกในการเดินทางและการขนอุปกรณ์เข้าไปควบคุมไฟด้วยความยากลำบาก ทำไฟยังดับไม่สนิท  

    จนมาถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา เปลวไฟได้เริ่มปะทุรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง และขยายเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ลุกลามเกิดความเสียหายในพื้นที่สวนยางพาราและสวนปาล์มของชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงรวมพื้นที่สวนและพื้นที่ป่าไม้ได้รับความเสียหายกว่า 500 ไร่ ซึ่งทางอำเภอคีรีรัฐนิคม นำโดยนางสาวศริญดา ปาลคะเชนทร์ นายอำเภอคีรีรัฐนิคม พร้อมด้วยนายก อบต.กะเปา อบต.ท่าขนอน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และประชาชนพร้อมรถบรรทุกน้ำเข้าไปช่วยกันดับไฟดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดวันนี้ (29 มี.ค.69) สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าอาจมีไฟคุกรุ่นขึ้นมาได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69169&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xAyzXfLNgFwmDSk5OBZmv

  • กต.-มั่นคง ล้อมคอก‘ก่อการร้าย’  หั่นฟรีวีซ่า โละ’นักท่องเที่ยวแฝง’

    กต.-มั่นคง ล้อมคอก‘ก่อการร้าย’ หั่นฟรีวีซ่า โละ’นักท่องเที่ยวแฝง’

    สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เดินทางเข้าสู่ห้วงสัปดาห์ที่ 4 ท่ามกลางการจับตา ไม่ว่าการสู้รบจะยืดเยื้อ หรือจบลงบนโต๊ะเจรจา ไม่เพียงแต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการขาดแคลนพลังงาน ที่ทั่วโลกต้องเผชิญ แต่ยังต้องกังวลเรื่องก่อการร้าย เช่นเดียวกับประเทศไทย

    ทันทีที่โฆษกอาวุโสกองทัพอิหร่าน ส่งคำเตือนถึงประเทศคู่ขัดแย้ง รีสอร์ต แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป

    แม้ไทยจะมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ เป็นหมุดหมายที่คนทุกเชื้อชาติเดินทางมาท่องเที่ยว ส่งผลให้ “หน่วยงานความมั่นคง” เร่งยกระดับความปลอดภัย

    ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามที่ซ้อนทับกันอยู่ คือ อาชญากรรมข้ามชาติในหลากหลายรูปแบบ เช่น สแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ การลักลอบเข้าเมือง การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเรื่องการก่อการร้าย

    ดังนั้น เมื่อเข้าสู่โหมดรัฐบาลใหม่ หลังจากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีวาระเร่งด่วนเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาข้อเสนอของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ให้ยกเลิกนโยบายฟรีวีซ่า หรือยกเว้นตรวจลงตรานักท่องเที่ยวต่างชาติ 60 วันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เริ่มสมัยรัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน”

    เนื่องจาก คณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องวีซ่า ของกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าการให้ระยะเวลา 60 วัน ยาวนานเกินไป กลายเป็นช่องว่างให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ประสงค์ดี ทั้งกรณีตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทยโดยไม่ขอวีซ่าให้ถูกประเภท การลักลอบทำงาน

    โดยอ้างอิงกรณีของคนที่ต้องการท่องเที่ยวระยะเวลา 30 วัน น่าจะเพียงพอ ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศจะเสนอรัฐบาลให้ลดจำนวนวันแก่บุคคลสัญชาติที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าจาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังมีสิทธิขอต่อเวลาการพำนักได้อีก 30 วัน

    “มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อประเทศใด หรือบุคคลสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง อีกทั้งเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ อาศัยการยกเว้นวีซ่าระยะยาวเพื่อเข้ามาในไทย และไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย”

    “ยืนยันว่าประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการต้อนรับ และดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็เป็นการสงวนสิทธิของไทย ในการแก้ปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้มีคนเข้ามาในประเทศ แล้วทำกิจกรรมที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ หรือเข้ามากระทำการที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว” สีหศักดิ์ ระบุ

    ขณะที่หน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ประสบปัญหาหลายด้าน เกี่ยวกับนโยบายฟรีวีซ่า เช่น ไม่สามารถตรวจสอบประวัตินักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ไม่รู้แหล่งพำนักที่เป็นหลักแหล่ง เมื่อไปกระทําผิดกฎหมาย ไม่สามารถหาตัวได้ ตามปกตินักท่องเที่ยวอยู่ได้ 30 วัน หากยังไม่กลับ ก็สามารถต่อได้ อีก 30 วัน รวมเป็น 60 วัน จากนั้นต้องเดินทางออกไป แต่เมื่อมีฟรีวีซ่าสามารถได้อยู่ได้ 60 วัน ถ้าไม่กลับ สามารถอยู่ต่อได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน การอยู่นานๆ ไม่ได้เป็นผลดีต่อประเทศไทย

    “การรวมกลุ่มของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาติใดก็ตาม จนกลายเป็นกระแส มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น กลายเป็นเป้าหมายกลุ่มประเทศตรงข้ามที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ไม่อยากให้มีการรวมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด จนดึงประเทศไทยเข้าไปอยู่ในปัญหาความขัดแย้ง”

    “คนกลุ่มนี้เหมือนมาแฝงอยู่ ในคราบของนักท่องเที่ยว โดยอาศัยช่องว่างการฟรีวีซ่า ไม่ขอวีซ่าให้ถูกประเภท เช่น ถ้ามีภรรยาเป็นคนไทย มีข้อกำหนดต้องมีเงินในบัญชี 4 แสนบาท แต่เมื่อฟรีวีซ่า ใช้วิธีเข้า-ออก ก็อยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินในบัญชี ทำให้เงินไม่ได้หมุนเวียนภายในตามวัตถุประสงค์ของฟรีวีซ่า” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง กล่าว

    แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า สำหรับเรื่องก่อการร้ายจะแฝงตัวมากลุ่มนักท่องเที่ยว มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวทุกประเทศ แต่หลังเกิดสถานการณ์ ผู้บังคับบัญชาเน้นย้ำให้เข้มงวดเป็นพิเศษ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบันน่านฟ้าปิด เดินทางมาไม่ได้

    ในขณะเดียวกันกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเดิม ที่ท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทย ก่อนเกิดเหตุการณ์ก็เดินทางกลับไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากไม่มีตั๋วเครื่องบิน หรือมีการยกเลิกเที่ยวบิน เมื่อครบกำหนดก็จะใช้วิธีเดินทางไปประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว เวียดนาม แล้วจะย้อนกลับมาไทยใหม่ ให้สามารถอยู่ต่อได้อีก 90 วัน ดังนั้นหากลดเวลาจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นเรื่องดี

    ส่วนที่ฝังตัวในประเทศไทย หากโอเวอร์สเตย์ คืออยู่เกินเวลาที่กำหนด หากตรวจพบจะขึ้นแบ็คลิสต์ทันที เช่น อยู่เกินไม่ถึง 1 ปี ห้ามเข้าไทย 5 ปี แต่ถ้าเกิน 1 ปี ห้ามเข้าไทย 10 ปี ทุกอย่างมีมาตรการ แต่เจ้าบ้าน(ผู้ประกอบการ โรงแรม ที่พัก)ต้องแจ้งที่พักอาศัย หากมีปัญหาจะสามารถตามตัวได้ ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน ไม่สนใจและไม่ได้แจ้ง เมื่อนักท่องเที่ยวมีการกระทําความผิดไม่สามารถหาตัวได้

    อย่างไรก็ตาม ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคง มีกลุ่มต้องเฝ้าระวังการเข้า-ออกประเทศไทยบ่อยครั้ง ประมาณ 20 กลุ่ม โดยเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และอยู่ในเมืองไทยประมาณ 15-30 วัน ต้องเฝ้าประกบความเคลื่อนไหวตั้งแต่สนามบิน ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาพักผ่อน และพบปะพูดคุยสถานการณ์โลก และเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น

    ดังนั้น หากครม.ใหม่ เห็นชอบข้อเสนอกระทรวงต่างประเทศ ลดจำนวนวันฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน จะสามารถแก้ปัญหานักท่องเที่ยวแฝง ลดภัยแทรกซ้อน และความเสี่ยงก่อการร้าย ป้องกันไม่ให้ไทยถูกดึงเข้าสู่วังวนความขัดแย้งได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1227265&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26eoRT_ZSMQN5hRwf34L4j

  • “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

    “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

    “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน เตรียมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาสู่สากล

    วันที่ 29 มีนาคม 2569  ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี”  เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม 

    (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาท

    ของคณะธรรมทูตในอดีต

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย 

    เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2923266&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28GE254vmfc9S-pzzQwnY_

  • ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ

    ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2569 ที่มีกำหนดจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอม และเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน แสดงถึงเอกลักษณ์ทรงคุณค่าของท้องถิ่นและศิลปะวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์และสืบสานสู่อนุชนรุ่นหลัง บอกเล่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกของจังหวัดบุรีรัมย์ และมรดกของชาติ อันทรงคุณค่าอย่างน่าภูมิใจ สู่สายตานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ตลอดทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

    “ปราสาทพนมรุ้ง”  เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ ปรากฏให้เห็นจากรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ภาพสลัก การเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขาซึ่งมีแผนผังตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างต่างๆ เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปราสาทประธาน

    ปราสาทพนมรุ้งเป็นที่รู้จักของชาวท้องถิ่นเป็นอย่างดี โดยมีนิทานพื้นบ้านเรื่อง “อินทรปรัสถา” กล่าวถึงคู่พระคู่นางซัดเซพเนจรมาพบที่พักพิงซึ่งเป็นปราสาทหินรกร้างงดงามอยู่กลางป่าเขา

    แต่สำหรับบุคคลภายนอก ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักครั้งแรก จากบันทึกของนายเอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ชาวฝรั่งเศส ในปีพุทธศักราช 2428 ตีพิมพ์เป็นบทความในปี พุทธศักราช 2445

    ปีพุทธศักราช 2449 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาที่ปราสาทพนมรุ้ง คราวเสด็จมณฑลอีสาน และเสด็จอีกครั้งในปี พุทธศักราช 2472 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2478

    และปีพุทธศักราช 2503 – 2504 ได้ดำเนินการสำรวจปราสาทพนมรุ้งอีกครั้ง ต่อมาในปี พุทธศักราช 2514 ได้เริ่มดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้ง ด้วยวิธี “อนัสติโลซิส” (Anastylosis คือการนำชิ้นส่วนของปราสาทกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม) และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

    ชื่อของปราสาทพนมรุ้ง เป็นชื่อดั้งเดิมของโบราณสถานแห่งนี้ คำว่า “พนมรุ้ง” ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพนมรุ้ง หลักที่ 2 หลักที่ 4 และ K.1090 จารึกว่า “พนมรุ้งเป็นชื่อเทวสถานที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่ดิน หมู่บ้าน เมือง ซึ่งมีผู้ปกครองหรือข้าราชการได้จัดหามาถวายในลักษณะเป็นกัลปนาของเทวสถาน

    จากหลักฐานทางด้านศิลาจารึกและงานศิลปกรรมที่ปรากฏ กล่าวได้ว่า ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย นิกายปศุปตะ โดยนับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด ศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 มีเนื้อความเริ่มต้นเป็นบทสรรเสริญพระศิวะ ศิลาจารึกบางหลักกล่าวถึงการสร้างศิวลึงค์ สร้างรูปทองคำของพระศิวะในท่าฟ้อนรำ สร้างรูปทองคำของพระวิษณุขึ้นในเรือนของพระศิวะ

    ปราสาทแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ พระองค์มีที่ประทับอยู่บนเขาไกรลาส ดังนั้นการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นบนยอดเขา จึงเป็นการสะท้อนถึงการจำลองที่ประทับของพระศิวะมาไว้บนโลกมนุษย์

    อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของปราสาทพนมรุ้ง ไม่ได้สร้างขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียวกัน ในช่วงแรกได้มีการสร้างศาสนสถานเพื่อเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อการนับถือศาสนาของชุมชนขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ได้แก่ ปราสาทอิฐ 2 หลัง ที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐานและกรอบประตู หลังจากนั้นได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ โดยอาณาจักรเขมรโบราณ หรือผู้นำที่ปกครองชุมชน อันมีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง

    ปราสาทพนมรุ้ง คงมีความสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พุทธศักราช 1511 – 1544) พระองค์ทรงนับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เช่นเดียวกับพระราชบิดา (พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2) นอกจากจะมีพระราชโองการให้สร้างจารึกเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระราชบิดาแล้ว ยังทรงถวายที่ดินให้กับเทวสถานด้วย ในสมัยนี้เองเทวสถานบนเขาพนมรุ้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยรอบอย่างแท้จริง จากข้อความในจารึกที่พบที่ปราสาทพนมรุ้งแสดงให้เห็นว่าเทวสถานบนเขาพนมรุ้ง เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ คือ ศิวลึงค์ มีอาณาเขตกว้างขวาง มีที่ดินซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าชัยวรมันที่ 5) และข้าราชการระดับต่าง ๆ ถวายหรือซื้อถวายให้กับเทวสถาน พร้อมกับมีพระราชโองการให้ปักหลักเขตที่ดินขึ้นกับเทวสถานเขาพนมรุ้ง พร้อมกับการสร้างเมือง สร้างอาศรมให้กับโยคี และนักพรตด้วย

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานขึ้น จากการศึกษาศิลาจารึกพนมรุ้งหลักที่ 7 และหลักที่ 9 กล่าวว่าปราสาทประธานสร้างขึ้นในสมัย “นเรนทราทิตย์” ท่านเป็นโอรสของพระนางภูปตีนทรลักษมี เป็นผู้มีสติปัญญาหลักแหลม มีความสามารถในการรบ ได้เข้าร่วมกับกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นจากศึกสงคราม นเรนทราทิตย์คงได้รับความดีความชอบเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์มหิธรปุระ ทรงได้ดำเนินการสร้างปราสาทหลังใหญ่ขึ้นประดิษฐานรูปเคารพ สร้างงานศิลปกรรมปรากฎเป็นงานสลักตามส่วนต่างๆ ที่ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า มีความประสงค์ที่จะสร้างเทวสถานแห่งนี้เป็นเทวาลัยของพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นองค์ประธานและยังมีการนับถือเทพองค์อื่น ๆ แต่อยู่ในสถานะเทพชั้นรอง นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏขึ้นในจารึกยังแสดงให้เห็นว่า นเรนทราทิตย์ ได้สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อประดิษฐานรูปเคารพของตนเอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับการเข้าไปร่วมกับเทพที่ทรงนับถือหลังจากสิ้นพระชนม์ ความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้าต่อศาสนา ทำให้ท่านออกบรรพชาถือองค์เป็นนักพรตจวบจนวาระสุดท้ายข้อความที่ปรากฏในจารึกพนมรุ้ง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ท่านคงเป็นนักพรตในลัทธิไศวนิกาย ตามแบบนิกายปศุปตะที่มีการนับถือกันมาแล้วแต่เดิม โอรสของนเรนทราทิตย์ คือ หิรัณยะ เป็นผู้ให้จารึกเรื่องราวเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณของพระบิดา และได้ให้ช่างหล่อรูปของนเรนทราทิตย์ด้วยทองคำ

    สิ่งก่อสร้างสมัยสุดท้าย คือ บรรณาลัย และพลับพลา ซึ่งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมซ่อมแซมขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1763) มหาราชองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรเขมร พระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ทรงโปรดให้สร้างอโรคยศาล จำนวน 102 แห่ง และที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา จำนวน ๑๒๑ แห่ง ขึ้นในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ตามข้อความที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกปราสาทพระขรรค์ตามลำดับ โบราณสถานดังกล่าวนี้ ที่อยู่ใกล้เคียงปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ กุฏิฤๅษีโคกเมือง และกุฏิฤๅษีหนองบัวราย ซึ่งเป็นอโรคยศาล และปราสาทบ้านบุ เป็นที่พักคนเดินทางหรือธรรมศาลา

    โดยงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในปีนี้ กิจกรรมจะประกอบด้วย พิธีบวงสรวงองค์พระศิวะมหาเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย, ขบวนอัญเชิญ พระศิวะมหาเทพ, ขบวนสัตว์พาหนะเทพผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 และขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี และนางจริยา นำเครื่องบวงสรวง ประกอบด้วย เทพพาหนะผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 นางสนมกำนัล เหล่าทหาร ข้าทาสบริวาร ดำเนินผ่านเสานางเรียงประดับด้วยธงทิวยิ่งใหญ่อลังการ

    การรำถวายชุด “เหนือศรัทธาวนัมรุง” ขบวนแห่สักการะ จากนางรำกว่า 800 คน ที่บรรจงแต่งกายด้วยชุดที่สวยงามร่วมขบวน การแสดง ระบำอัปสราบุรีรัมย์

    นอกจากนั้น ยังมี “ตลาดอารยธรรมวนัมรุง” ให้ได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ผ้าภูอัคนี (ผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟ) รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร เครื่องใช้ และของที่ระลึกอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้ง ยังได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองโบราณหายากเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จาก 23 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ มาให้เลือกซื้อ เลือกชม และเลือกชิม พร้อมทั้งชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านตลอดงานโดยในช่วงวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 จะเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ดวงอาทิตย์ขึ้น สาดแสงส่องตรง 15 ช่องประตู ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.50 ถึงเวลา 06.10 น. ตามที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการณ์ไว้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ทางธรรมชาติหนึ่งเดียวในโลก เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ชีวิตตามความเชื่ออีกด้วย“แนวหน้า” ขอเชิญชวนท่านที่สนใจ ไปเยือน “ปราสาทพนมรุ้ง” และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์กัน เพื่อพบกับความสวยงามและความน่าประทับใจในท้องถิ่นไทยของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/955250&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWmzHY994c6KTT7qFQZzb

  • อาลัย “นักสืบระดับตำนาน” ฝืนเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ เขียนตำราไขคดีจนเสร็จ

    อาลัย “นักสืบระดับตำนาน” ฝืนเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ เขียนตำราไขคดีจนเสร็จ

    อาลัย “นักสืบระดับตำนาน” แพทย์เผยฝืนร่างกายเฮือกสุดท้าย เขียนตำราทิ้งไว้เป็นมรดกแห่งวงการนิติวิทยาศาสตร์

    วงการนิติวิทยาศาสตร์โลกสูญเสียบุคลากรคนสำคัญ ดร. เฮนรี่ ลี (Henry Lee) หรือ หลี่ ชาง อวี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานชื่อดังที่เคยมีส่วนร่วมในคดีประวัติศาสตร์ระดับโลกมากมาย ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 87 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ บ้านพักในเมืองเฮนเดอร์สัน รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา หลังจากล้มป่วยได้เพียงไม่นาน ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งการปฏิรูปการสืบสวนสถานที่เกิดเหตุสมัยใหม่ให้กลายเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    แถลงการณ์จากครอบครัวและมหาวิทยาลัยนิวเฮเวน (University of New Haven) ระบุว่าท่านจากไปอย่างสงบ โดยในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยของร่างกายตามธรรมชาติ แต่ยังคงเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณที่เข้มแข็งเพื่อฝากองค์ความรู้ชิ้นสุดท้ายไว้ให้คนรุ่นหลัง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเวชศึกษาจากโรงพยาบาลไทเปเวเทอรันส์ (Taipei Veterans General Hospital) ที่ระบุถึงสัญญาณความเสื่อมถอย 5 ประการหลักก่อนถึงแก่กรรม

    เส้นทางจากนายตำรวจไต้หวันสู่ปรมาจารย์นิติวิทยาศาสตร์

    ดร. เฮนรี่ ลี เกิดในประเทศจีน ก่อนจะย้ายไปเติบโตที่ไต้หวันและสำเร็จการศึกษาด้านการบริหารงานตำรวจจนได้ครองยศร้อยตำรวจเอก ต่อมาในปี 1964 ท่านได้ย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาและคว้าปริญญาขั้นสูงด้านนิติวิทยาศาสตร์และชีวเคมี ผลงานที่สร้างชื่อให้ท่านเป็นที่รู้จักในวงกว้างครั้งแรกคือ คดีหายตัวไปของ “เฮลเล่ คราฟต์ส” ในปี 1986 โดย ดร. ลี สามารถพิสูจน์ความผิดของสามีผู้ก่อเหตุได้แม้จะไม่มีศพ ด้วยการค้นหาชิ้นส่วนกระดูกขนาดจิ๋วและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ ใกล้กับที่เกิดเหตุ

    หลังจากนั้น ดร. ลี ได้ก้าวเข้าสู่สปอตไลท์ระดับโลกจากการเป็นพยานปากสำคัญในคดีฆาตกรรมของ “โอ.เจ. ซิมป์สัน” เมื่อปี 1995 รวมถึงเป็นที่ปรึกษาในคดีดังอีกมากมาย อาทิ คดีจอนเบเนต์ แรมซีย์ และคดีสกอตต์ ปีเตอร์สัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของอาชีพ ท่านได้เผชิญกับมรสุมหลังศาลรัฐบาลกลางในปี 2023 มีคำตัดสินเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในคดีเมื่อปี 1985 ซึ่งท่านได้ยืนหยัดปกป้องชื่อเสียงและผลงานของตนเองมาโดยตลอด

    5 สัญญาณร่างกายช่วงวาระสุดท้ายที่ ดร. เฮนรี่ ลี ต้องเผชิญ

    ในช่วงที่ท่านล้มป่วยก่อนจากไป ข้อมูลทางเวชศึกษาระบุว่าบุคคลที่ใกล้ถึงแก่กรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่สำคัญ ซึ่งเป็นภาวะที่ ดร. ลี ต้องฝ่าฝันเพื่อทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จ ดังนี้

    • การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึกตัว: ร่างกายอ่อนแอลง นอนหลับนานขึ้น และอาจมีอาการสับสนหรือภาพหลอน
    • ปัญหาระบบย่อยอาหาร: ความอยากอาหารลดลง ระบบย่อยทำงานช้าลง และมีความลำบากในการกลืน
    • การเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจ: มีน้ำลายคั่งบริเวณลำคอจนเกิดเสียงหายใจครืดคราด (Death Rattle) หรือหายใจไม่เป็นจังหวะ
    • ระบบไหลเวียนโลหิต: ความดันโลหิตลดลง มือและเท้าเย็นจัด มีสีซีดหรือเขียวคล้ำจากการไหลเวียนเลือดบกพร่อง
    • ปัญหาด้านการขับถ่าย: ไตทำงานลดลงทำให้ปัสสาวะน้อยลงมากหรือสีเข้มจัด

    จิตวิญญาณยอดนักสืบ: ฝากผลงานเล่มสุดท้ายก่อนจากไปเพียง 2 วัน

    ท่ามกลางสภาวะร่างกายที่ถดถอย ดร. เฮนรี่ ลี ยังคงยืนหยัดขอให้ลูกศิษย์ช่วยรวบรวมองค์ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต มีรายงานว่าท่านได้ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทำเนื้อหาในรูปแบบคำบอกเล่าจนกลายเป็นหนังสือ “วิธีการใช้แนวคิดสมัยใหม่ไขคดีค้างเก่า” (How to Solve Cold Cases with Modern Thinking) โดยท่านได้จากไปอย่างสงบเพียง 2 วันหลังจากที่รวบรวมเนื้อหาดังกล่าวเสร็จสิ้น

    ความพยายามของท่านที่ฝืนทนต่อความไม่สบายตัวในช่วงวาระสุดท้าย สะท้อนถึงความเสียสละและความรักในวิชาชีพอย่างหาที่สุดไม่ได้ เจนส์ เฟรเดอริกเซน อธิบดีมหาวิทยาลัยนิวเฮเวน กล่าวชื่นชมว่ามรดกทางปัญญาของท่านจะยังมีชีวิตอยู่ผ่านนักศึกษาและบุคลากรด้านกฎหมายรุ่นต่อไปทั่วโลกที่ท่านได้สร้างขึ้นตลอดเส้นทางอาชีพที่รุ่งโรจน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880794/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SK0lUY_-ch_Nzlub2tBPr

  • “นิด้าโพล”เปิดโพลการเมือง “ณัฐพงษ์” เบียด “อนุทิน” นายกฯยอดเยี่ยม “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กติด Top 3

    “นิด้าโพล”เปิดโพลการเมือง “ณัฐพงษ์” เบียด “อนุทิน” นายกฯยอดเยี่ยม “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กติด Top 3

     “นิด้าโพล”เปิดโพลการเมือง “ณัฐพงษ์” เบียด “อนุทิน” นายกฯยอดเยี่ยม “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กติด Top 3

    เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

    อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

    อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

    อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

    อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

    อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)

    อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    อันดับ 10 ร้อยละ 1.16 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 4.20

    ระบุอื่นๆ ได้แก่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน)

    นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายกุลิศ สมบัติศิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายวิกรม กรมดิษฐ์ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (พรรคประชาชน) และพลเอกบุญสิน พาดกลาง

    และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

    อันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

    อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

    อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

    อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ 6 ร้อยละ 2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    อับดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อับดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี

    อับดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

    ร้อยละ 2.32 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

    และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    #นิด้าโพล #การเมืองไทย #นายกยอดนิยม #ณัฐพงษ์ #อนุทิน #อภิสิทธิ์ #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย #เพื่อไทย #ประชาธิปัตย์ #โพลการเมือง #เลือกตั้ง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #วิเคราะห์การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137842&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RxIiJXqnzKQI-IV4dHh2w

  • นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    ชี้ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีน้ำมันสำรองพอ หรือ จะแก้ปัญหาได้ ส่วนแผนเที่ยวสงกรานต์ เกือบ 60% เผย ไม่มีแผนอยู่แล้ว ส่วนคนที่วางแผนแล้วยกเลิกน้อย

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่าค่อนข้างตื่นตระหนก
    รองลงมา ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก
    ร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย

    และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก

    ด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของประชาชนที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ไม่เผชิญกับปัญหาเลย
    รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เผชิญกับปัญหาบ้าง
    ร้อยละ 23.59 ระบุว่า เผชิญกับปัญหามาก
    และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

    สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในประเด็น น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) และรัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้

    รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้

    ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้
    ร้อยละ 9.54 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้
    และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ หากว่าวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่จบ พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว

    รองลงมา ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด

    ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้

    ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับวิธีการเดินทาง

    ร้อยละ 2.98 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทางในการเดินทาง

    ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับจุดหมายปลายทางในการเดินทาง

    และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/740105&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01XWBX3of0BXmcbE_vtl8e

  • ปิดเพื่อปัง! ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพรีโนเวตครั้งใหญ่ อัป 8K สร้างประสบการณ์ระดับโลก | เดลินิวส์

    ปิดเพื่อปัง! ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพรีโนเวตครั้งใหญ่ อัป 8K สร้างประสบการณ์ระดับโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “To the New Legacy… สู่ท้องฟ้าโฉมใหม่ หัวใจดวงเดิม” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เพื่อประกาศปิดให้บริการ เฉพาะอาคารท้องฟ้าจำลองเป็นการชั่วคราว สำหรับการปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

    การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้ทันสมัยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบภาพความละเอียดสูงระดับ 8K ผ่านโปรเจคเตอร์ Christie และซอฟต์แวร์ Digistar 7 ขึ้นไป พร้อมขยายจำนวนที่นั่งรองรับผู้เข้าชมเป็น 300 ที่นั่ง รวมถึงปรับปรุงระบบพื้นฐานภายในอาคารทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความสะดวกสบายและประสบการณ์เสมือนจริงที่เต็มอิ่มมากยิ่งขึ้น

    ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของประเทศ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2505 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2507 นับเป็นท้องฟ้าจำลองแห่งแรกของประเทศไทย โดยมีเครื่องฉายดาวระบบกลไกและเลนส์ รุ่น Carl Zeiss Mark IV เป็นหัวใจสำคัญในยุคเริ่มต้น ก่อนพัฒนาสู่ระบบดิจิทัลความละเอียด 4K ในช่วงปี 2558–2560 และในการปรับปรุงครั้งนี้ เครื่องฉายดาวดังกล่าวจะถูกนำไปจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร เพื่อสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์สู่คนรุ่นหลัง

    นอกจากการพัฒนาระบบฉายดาวแล้ว พื้นที่นิทรรศการยังได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยและมีปฏิสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อาทิ STEM Education และ Active Learning โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก พร้อมพัฒนานิทรรศการเสมือนจริงและนิทรรศการเคลื่อนที่ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง

    ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือช่วงวัยใดวัยหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเปรียบเสมือน “ตำนานแห่งความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    “การปรับปรุงครั้งนี้ เป็นการก้าวสู่บทใหม่ภายใต้แนวคิด To the New Legacy: สู่ท้องฟ้าโฉมใหม่ หัวใจดวงเดิม ที่ผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าว

    ทั้งนี้ การปรับปรุงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับสถานที่และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ตามแนวคิด “อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน” เพื่อให้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

    โดยมีแผนเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2570 เพื่อกลับมาส่งมอบทั้งความรู้ ความสุข และประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ให้กับประชาชนและผู้สนใจได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม จนต้องเพิ่มรอบการแสดงจากเดิม 1 รอบ เป็น 4 รอบ เพื่อรองรับผู้เข้าชมจำนวนมาก สะท้อนถึงพลังของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพในฐานะแหล่งเรียนรู้สำคัญของประเทศ ที่ยังคงอยู่ในใจคนไทย และพร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างยิ่งใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5730082/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rzTZk1uY6LBSPBMcMUCw0

  • สวนนงนุชพัทยา สร้างสถานีชาร์จ EV – ระบบโซลาร์เซลล์ รับยุคน้ำมันแพง

    สวนนงนุชพัทยา สร้างสถานีชาร์จ EV – ระบบโซลาร์เซลล์ รับยุคน้ำมันแพง

    สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

    “เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wW1KgkeR8irfZQe5S1p71

  • อุตรดิตถ์คึกคัก! ททท. จัด Coffee Fest 2026 ดัน “เจ้ายุทธจักรกาแฟ” ชูเที่ยวเชิงเกษตร | TOPNEWS

    อุตรดิตถ์คึกคัก! ททท. จัด Coffee Fest 2026 ดัน “เจ้ายุทธจักรกาแฟ” ชูเที่ยวเชิงเกษตร | TOPNEWS

    ททท.อุตรดิตถ์ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดงาน “Uttaradit Coffee Fest 2026” ครั้งที่ 3 เนรมิตสวนสาธารณะเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ให้กลายเป็นสวรรค์ของคนรักกาแฟ ขนทัพผู้ประกอบการกว่า 140 ร้านค้าโชว์ศักยภาพ “กาแฟเมืองท่าเหนือ” หวังปั้นอุตรดิตถ์สู่ “ชุมชนเจ้ายุทธจักรกาแฟภาคเหนือ”

    วันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่สวนสาธารณะ เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ,หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์,สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ , องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ , เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ,ห้างสรรพสินค้าฟรายเดย์ และโรงแรมสีหราชร่วมกับภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังจัดงาน Uttaradit Coffee Fest 2026 ครั้งที่ 3 (อุตรดิตถ์ คอฟฟี่ เฟส) ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2569 นี้ ในธีมงานญี่ปุ่น

    ภายในงานนอกจากมีการออกร้านจำหน่วยกาแฟ อาหาร เครื่องดื่ม ทั้งจากผู้ประกอบการในและต่างจังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 140 ร้านค้า บรรยากาศคึกคัก เนื่องแน่นไปด้วยพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าชม ชิม ซื้อ สินค้าภายในงานแม้อากาศจะร้อน และอยู่ในภาวะน้ำมันแพงและสงคราม แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคอกาแฟ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานดังกล่าวยังได้มีการจัดเวทีเสวนา “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” โดย น.ส.วัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ และ น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) ร่วมแบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ แนวทางร่วมผลักดัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ข้อมูลจุดเด่นอัตลักษณ์ของกาแฟอุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมพัฒนา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์

    น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอุตรดิตถ์เปลี่ยนจากการชมสวนแบบเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่เน้นการมีส่วนร่วม การเล่าเรื่องของชุมชน การ เชื่อมโยงเป็นเส้นทาง และการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับท้องถิ่น จากเดิมเน้นเข้าชมสวน ชมแปลงเกษตร ฟังบรรยาย แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมมากขึ้น ททท. เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” ได้ลงมือเก็บ ได้ตัดผลผลิตด้วยตนเอง เช่น สวนทุเรียน สวนมะยงชิด สวนลองกอง ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่เพียงได้ชม ได้ชิม ได้ซื้อ แต่ยังหาประสบการณ์จริง และสร้าง Content ผ่านโซเชียล ดังนั้น จำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของสวน ต้องเรียนรู้ทำการตลาดเชิงรุก ขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ สร้างแบรนด์ของตัวเอง ไลฟ์สดเอง เพื่อกระตุ้นดึงความสนใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ ถือได้ว่า ยังมีธรรมชาติสมบูรณ์ มีวิถีเกษตรดั้งเดิม เป็นเสน่ห์เป็นจุดขายหลักให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาสัมผัส ไม่เคยเห็น ให้ความสนใจมาเยือนมากขึ้น

    สำหรับกาแฟจังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้วยสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือชมสวนปลูก ที่ อ.ท่าปลา อ.เมือง และ อ.ลับแล กลางน้ำ ชมกระบวนการคั่วซึ่งจังหวัดอุตรดิตถ์มีโรงคั่วหลายแห่ง และปลายน้ำ คือ การจำหน่ายทั้งหน้าร้านและงานอีเว้นท์สร้างสรรค์แบบนี้ ขับเคลื่อนหลักโดย หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดต่อเนื่องเป็น ครั้งที่ 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพิ่มช่องทางขายให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการกาแฟ การจัดงานท่องเที่ยวเชิงอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นแม่เหล็กหลักสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เกิดรายได้หมุนเวียนในห้วงการจัดงานและสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง ททท. อยากให้อุตรดิตถ์เป็น “ชุมชนเจ้ายุทธจักรด้านกาแฟ” ที่มีทั้งเกษตรกรต้นน้ำที่ปลูกสายพันธุ์กาแฟ กูรูกาแฟ บาเรสต้าและคอกาแฟจากที่ต่างๆ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์บอกเล่าเรื่องราวกาแฟที่อุตรดิตถ์ ต่อเนื่อง และยกระดับขึ้นไปทุกปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xybp8mGlIdSbkKNImFSx4