Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ฝุ่นภาคเหนือ หนาตา กระทบระบบทางเดินหายใจ

    ฝุ่นภาคเหนือ หนาตา กระทบระบบทางเดินหายใจ

    ฝุ่นภาคเหนือ หนาตา กระทบระบบทางเดินหายใจ

    วันนี้, 11:25น.

              เว็บไซต์ iqair รายงานดัชนีคุณภาพอากาศ ช่วงเวลา 10.00–11.00 น. เมืองหลักคุณภาพอากาศแย่ที่สุด “เชียงใหม่” ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งของโลก แบบต่อเนื่อง วัดได้ที่ 247 US AQI⁺ อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบมีผลกระทบต่อสุขภาพ

              โดยเช้าวันนี้สภาพท้องฟ้า ในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเป็นเมืองในหมอก ถูกหมอกควันจากไฟป่าที่มีการเผาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้เช้าวันนี้มีจุดความร้อนมากถึง 787 จุด สร้างสถิติใหม่ พื้นที่อำเภอเชียงดาว ยังครองแชมป์การเผามากถึง 147 จุด รองลงมาอำเภอสะเมิง 100 จุด พร้าว 50 จุด ฮอด 50 จุด จนเป็นควันขาว ลอยมาปกคุมทั่วตัวเมืองเชียงใหม่ ดอยสุเทพที่ปกติมองเห็นด้วยตาเปล่า ก็หายไป ประขาชนก็ต้องทนสู้กับมลพิษทางอากาศอย่างหนัก

              รศ.นพ.อรรถวุฒิ ดีสมโชค หัวหน้าหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า จากการศึกษาของหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤต และภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ และคณะ พบว่า ในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM10 ในระดับสูง จะพบการเพิ่มขึ้นของภาวะกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วย โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมถึงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดเฉียบพลัน และยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้

              ฝุ่น PM10 หรือที่เรียกว่า ฝุ่นหยาบ (Coarse Particles) คือ อนุภาคฝุ่นในอากาศที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5–10 ไมครอน โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจาก โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง

              ขณะที่ PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งถือว่ามีอันตรายมากกว่า เนื่องจากสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอดและกระแสเลือดได้ แหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจาก การเผาไหม้ เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาขยะ กระบวนการอุตสาหกรรม ควันไอเสียจากยานพาหนะ รวมถึงควันบุหรี่และควันธูป

              เมื่อฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย มักมีก๊าซพิษปนเปื้อน เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการ ไอ จาม แสบจมูก หายใจลำบาก ระคายเคืองตา และคันผิวหนัง

              ในระยะยาว การสัมผัสฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สมรรถภาพปอดลดลง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

              จึงอยากแนะประชาชนสวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นได้ เช่น หน้ากาก N95 หลีกเลี่ยงการสร้างฝุ่นเพิ่มเติม เช่น การเผาขยะ หรือกิจกรรมที่ก่อควันในช่วงที่ฝุ่นสูง ควรอยู่ในอาคาร ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดใช้เครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 ได้

              ทั้งนี้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอมาก หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรืออาการระคายเคืองทางเดินหายใจรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

    #ฝุ่นเชียงใหม่ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160354&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hDgeKebBjX72bFlVV3xtQ

  • ทำไมนายจ้างยังอยากให้ พนักงานเข้าออฟฟิศ แม้ในสภาวะข้าวยาก ‘น้ำมันแพง’

    ทำไมนายจ้างยังอยากให้ พนักงานเข้าออฟฟิศ แม้ในสภาวะข้าวยาก ‘น้ำมันแพง’

    แม้ว่าช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะขอให้หน่วยงานภาครัฐ WFH ในส่วนที่ไม่กระทบต่อประชาชน และปฏิบัติตามมาตรการลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน เช่น น้ำมัน และไฟฟ้า

    แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ขอเพียง ‘ความร่วมมือ’ โดยไม่ได้มีการบังคับใช้จริงจัง ก็ทำให้หลายภาคส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนัก แม้ว่าค่าน้ำมันจะพุ่งทะลุเพดานประวัติศาสตร์ไปแล้ว แถมปั๊มหลายแห่งก็ไม่มีน้ำมันขาย และราคาสินค้า อาหารต่างๆ ก็แพงขึ้นตามลำดับ

    คำถามคือ ทำไมบริษัทจำนวนมากยังอยากให้ ‘พนักงาน’ ขับรถออกไปหาปั๊ม เพื่อเติมน้ำมัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ และในช่วงที่รัฐเองก็ขอความร่วมมือให้ลดการใช้พลังงาน

    นั่นเพราะเหล่าบุคคล 1% ไม่ได้ประสบเจอกับปัญหาหรือไม่? ดั่งผู้นำบางคนที่แสดงวิธีการแก้ปัญหาให้ประชาชนดูว่า ค่าน้ำมันรถแพงใช่ไหม ก็ซื้อรถไฟฟ้าขับสิ ง่ายจะตาย

    Work Tips สัปดาห์นี้ไม่ได้ต้องการหาคำตอบเพื่อ ‘เข้าใจนายจ้าง’ (เพราะก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี) แต่ชวนมองว่า จริงๆ แล้วนายจ้างกำลังติดอยู่ใน ‘กับดักความคิด’ อะไร ที่ทำให้ยังยืนยันจะให้พนักงานเข้าออฟฟิศให้ได้ ทั้งที่การทำงานที่บ้านอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ด้วยซ้ำ

    ย้ำอีกครั้ง บทความนี้ไม่ได้ต้องการอธิบายแทนนายจ้าง แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าแนวคิดแบบไหนกำลังครอบงำการตัดสินใจเหล่านี้

    • Productivity Paranoia

    หนึ่งในปัญหายอดฮิตคือ ‘ความระแวง’ ว่าหากพนักงานทำงานที่บ้าน จะทำงานไม่เต็มที่ ขี้เกียจ หรือแอบอู้งาน แต่ในความเป็นจริง การทำงานแบบไฮบริดกลับทำให้พนักงานจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการเข้าออฟฟิศตลอดทั้งสัปดาห์

    อ้างอิง ผลการศึกษาจาก Microsoft Work Trend Index ที่ระบุว่า ผู้นำองค์กรกว่า 85% รู้สึกไม่มั่นใจกับการทำงานแบบไฮบริด ว่าพนักงานจะทำงานได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ 87% ของพนักงานกลับรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ดีขึ้น

    เมื่อบริษัทเริ่มไม่มั่นใจในตัวพนักงาน ความหวาดระแวงของผู้นำก็อาจย้อนกลับมาลดประสิทธิภาพการทำงานจริงๆ ได้ เพราะความไม่เชื่อใจกลายเป็นแรงผลักให้ผู้นำยึดติดกับวิธีเดิมๆ นั่นคือ ‘ต้องเห็นตัว’ ถึงจะเชื่อว่าทำงาน

    • Proximity Bias

    คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ผู้บริหารหรือหัวหน้างานมักให้ความสำคัญ และไว้วางใจกับพนักงานที่ ‘มองเห็นตัวเป็นๆ’ มากกว่าคนที่ทำงานทางไกล โดยอคตินี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    งานวิจัยจาก MIT Sloan Management Review ระบุว่า เพียงแค่พนักงานปรากฏตัวในออฟฟิศ แม้ว่าผู้บริหารจะไม่เคยพูดคุยด้วยแม้แต่น้อย แต่กลับมีผลต่อการประเมินผลงาน โดยมักจะสรุปไปเองว่าคนที่เข้าออฟฟิศ นั่งอยู่ที่โต๊ะ เป็นคนขยันและทุ่มเทกว่าคนที่ไม่เห็นหน้าค่าตา 

    อีกทั้ง การที่ผู้บริหารสามารถ ‘มองเห็น’ พนักงาน ยังช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้รู้สึกว่าพวกเขายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เตือนว่า หากปล่อยให้ Proximity Bias ครอบงำต่อไปในระยะยาว องค์กรอาจสูญเสียบุคลากรคุณภาพ เพราะคนเก่งจำนวนมากต้องการความยืดหยุ่น และอยากถูกวัดผลจากผลงานจริงไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หรือเวลาการเข้าออฟฟิศ

    • เลิกบริหารด้วยความกลัว แต่เริ่มด้วย Empathy

    งานวิจัยจาก Forbes และ Businessolver ชี้ว่า ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องความใจอ่อน แต่เป็นสิ่งที่วัดผลได้จริง

    ในยุคที่พนักงานต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับเท่าเดิม งานวิจัยพบว่า พนักงานกว่า 76% ชี้ว่า หัวหน้างาน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น หากหัวหน้าเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ

    นอกจากนี้ องค์กรควรเลิกวัดผลจาก ‘ชั่วโมงการนั่งโต๊ะ’ และหันไปวัดจาก ผลลัพธ์ของงานแทน องค์กรที่เข้าใจพนักงานจะเปิดโอกาสให้เลือกสถานที่ทำงานที่เหมาะกับลักษณะงาน เช่น การทำงานที่บ้านในวันที่ต้องใช้สมาธิสูง

    ข้อมูลจาก Gartner ยังระบุว่า องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง (Radical Flexibility) มีพนักงานที่เป็น High Performers มากกว่าองค์กรที่บังคับเข้าออฟฟิศแบบเดิมถึง 40%

    ท้ายที่สุดแล้ว การลดการบังคับเข้าออฟฟิศในช่วงที่รัฐขอความร่วมมือ และในภาวะวิกฤติพลังงาน ไม่ใช่แค่การช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วย กระเป๋าเงิน และสุขภาพใจของพนักงาน เมื่อพนักงานสามารถลดค่าใช้จ่าย ความเครียดที่สะสมอยู่ก็จะลดลง และสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความคิดสร้างสรรค์ และผลลัพธ์ของงาน

    มีวิธีมากมายในการวัดผลลัพธ์ของงาน แต่ถ้าผู้บริหารยังติดอยู่กับความไม่เชื่อใจ หรือความพารานอยด์ของตัวเอง การเข้าออฟฟิศก็อาจเป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’ ของการทำงาน

    เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเข้าออฟฟิศหลายครั้ง อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ทั้งจากความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และสิ่งรบกวนรอบตัวขณะที่ต้องทำงานท่ามกลามคนหมู่มาก 

    ผู้บริหารและ HR อาจต้องเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า คุณกำลังบริหารคน หรือกำลัง ‘ควบคุมคน’ กันแน่

    และบางที ทางออกอาจไม่ใช่การพาคนกลับเข้าออฟฟิศ แต่คือการเลิกกลัวและเริ่มเชื่อใจกันและกันให้มากขึ้น

    ที่มา 

    – https://www.nu.edu/center-advancement-virtual-organizations/cavo-virtual-blog/is-productivity-paranoia-and-lack-of-trust-the-real-obstacles-to-hybrid-and-remote-work/

    https://sloanreview.mit.edu/article/hybrid-work-how-leaders-build-in-person-moments-that-matter/

    https://hbr.org/2023/08/survey-remote-work-isnt-going-away-and-executives-know-it?

    .

    Tags: , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/worktips-why-companies-still-push-office-amid-high-fuel-costs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RZYN19hRXyb9FDbo2YrXo

  • ขอแสดงความยินดีกับ

    ขอแสดงความยินดีกับ

    ขอแสดงความยินดีกับ “ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568” ระดับประเทศ จังหวัดราชบุรี


    30/03/2569 | 7 |

    🎉 ขอแสดงความยินดีกับ “ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568” ระดับประเทศ จังหวัดราชบุรี 👏
    ขอร่วมเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับข้าราชการทั้ง 4 ท่าน ที่ได้รับคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดราชบุรี ได้แก่
    นายสิทธิพล พหลทัพ
    ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาราชบุรี
    (ปณิธาน: “ซื่อสัตย์ สุจริต ยึดมั่นคุณธรรม ตอบแทนคุณแผ่นดิน”)
    พันตำรวจโท ณัฏฐ์ ชูแก้ว
    รองผู้กำกับการจราจร สถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี
    (ปณิธาน: “สำนึกในหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องและยุติธรรม มีวินัยและใส่ใจประชาชน”)
    นายณัฐดนัย ครุฑดำ
    จ่าจังหวัดราชบุรี ที่ทำการปกครองจังหวัดราชบุรี
    (ปณิธาน: “จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และเสียสละ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความเจริญของประเทศชาติ”)
    นายสัจจะ แสงจันทร์
    นายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน สำนักงานจังหวัดราชบุรี
    (ปณิธาน: “มุ่งมั่น ตั้งใจ มีวินัย เสียสละ”)
    รางวัลนี้เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความทุ่มเท เสียสละ และการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ขอให้ทุกท่านยึดมั่นในปณิธานความดี และเป็นแบบอย่างที่น่าภาคภูมิใจของข้าราชการไทยต่อไปครับ 🇹🇭✨
    #ข้าราชการพลเรือนดีเด่น2568 #จังหวัดราชบุรี #วันข้าราชการพลเรือน #ข้าราชการไทย #1เมษายน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/489666&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KAN93EasPM8uMi2xMW1rx

  • “โสภณ” นัดถก 14 ญัตติรวด จับตาบิ๊กโปรเจกต์ “โละกฎหมายล้าสมัย-แก้ปมช้างป่า”

    “โสภณ” นัดถก 14 ญัตติรวด จับตาบิ๊กโปรเจกต์ “โละกฎหมายล้าสมัย-แก้ปมช้างป่า”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137935&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BXF2fkt-ZdzyiA5q2ger8

  • อุทัยธานีจัดโปรลดที่พัก หวังกระตุ้นท่องเที่ยว หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลางฉุดยอด นทท.

    อุทัยธานีจัดโปรลดที่พัก หวังกระตุ้นท่องเที่ยว หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลางฉุดยอด นทท.

    อุทัยธานีจัดโปรลดที่พัก หวังกระตุ้นท่องเที่ยว หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลางฉุดยอด นทท.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี เปิดเผยถึงธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี ที่กำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ว่า มีนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองห้องพักแล้วประมาณร้อยละ 40 จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่มีอัตราการเข้าพักสูง

    ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี ได้ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี และภาคีเครือข่าย ออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจัดโปรโมชั่นลดราคาที่พักทั้งโรงแรม รีสอร์ท และโฮมสเตย์กว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ ตั้งแต่ร้อยละ 10-40 พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันทั่วทั้งจังหวัด เพียงนักท่องเที่ยวแจ้งกับที่พักว่าต้องการเติมน้ำมัน เพื่อสำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคณะ สร้างความมั่นใจว่าสามารถเดินทางไป-กลับได้อย่างไม่ติดขัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000030261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M2bzIYYIkH8YN2n066CTY

  • ธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานีอ่วม! รับผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง ลูกค้ายกเลิกจองเกือบ 40% | เดลินิวส์

    ธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานีอ่วม! รับผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง ลูกค้ายกเลิกจองเกือบ 40% | เดลินิวส์

    ที่ อุทัยธานี  ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี เผชิญผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลพวงจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่บางช่วงยังเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน กระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทาง ส่งผลนักท่องเที่ยวยกเลิกจองห้องพักช่วงใกล้สงกรานต์

    ทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองห้องพักแล้วประมาณร้อยละ 40 จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่มีอัตราการเข้าพักสูงเพื่อลดผลกระทบและกระตุ้นการท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี ได้ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี และภาคีเครือข่าย ออกมาตรการเร่งด่วน จัดโปรโมชั่นลดราคาที่พักทั้งโรงแรม รีสอร์ท และโฮมสเตย์ กว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ ลดราคาตั้งแต่ร้อยละ 10-40 พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันทั่วทั้งจังหวัด เพียงนักท่องเที่ยวแจ้งกับที่พักว่าต้องการเติมน้ำมัน เพื่อสำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคณะ สร้างความมั่นใจว่าสามารถเดินทางไป-กลับได้อย่างไม่ติดขัด

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดอุทัยธานีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะต้นเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจังหวัดเตรียมจัดงานใหญ่ “งานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก จังหวัดอุทัยธานี ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 1-9 เมษายน 2569 รวม 9 วัน 9 คืน ณ สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ (บึงพระชนก) อำเภอเมืองอุทัยธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5733102/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WYhkuVKFGZxktugUhDBcz

  • ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ในการวิเคราะห์ทิศทางของค่าเงินบาทไม่อาจมองข้ามอิทธิพลของ “ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก” ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเสถียรภาพของค่าเงินและต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดังนี้

    1. กลไกการส่งผ่านผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด

    งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ใช้แบบจําลองทางเศรษฐมิติยืนยันว่า ราคานํ้ามันดิบเป็นหนึ่งในตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะยาวอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้นําเข้านํ้ามันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบสูงถึงร้อยละ 86 ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 6.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 

    ประเทศไทยจําเป็นต้องใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ จํานวนมหาศาลเพื่อชําระค่าพลังงานที่นําเข้า การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล 

    จากการประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคานํ้ามันดิบโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลงร้อยละ 0.9 ของ GDP ซึ่งสะท้อนความเปราะบางอย่างมาก สภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้จะสร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่าลง” ตามกลไกตลาดในที่สุด

    2. ผลกระทบแบบทวีคูณต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศ

    ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น.37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที 

    ดังนั้น เมื่อเกิดสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

    3. แรงกระเพื่อมถึงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทได้สร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ ในภาคการขนส่งทางอากาศ ราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นบีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 15-20 ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    นอกจากนี้ ภาวะต้นทุนพลังงานแพงยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสําหรับนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 ในขณะที่ต้นทุนการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและการบริการก็ขยับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว จะย้อนกลับมาบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ฉากทัศน์ที่ 1 ค่าเงินบาทตํ่ากว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (วิกฤตความสามารถในการแข่งขัน) 

    ฉากทัศน์นี้จัดเป็นสภาวะจําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: หากค่าเงินบาทแข็งค่าถึงระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะบั่นทอนรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลงถึงร้อยละ 15-17 การแข็งค่าระดับนี้ทําให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าการเดินทางมาประเทศไทยมีราคาแพงเกินจริงอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับ การหดตัวจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกา เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร

    ความท้าทายของภาคธุรกิจ: อุตสาหกรรมโรงแรมจะเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน Oversupply อย่างหนักหน่วง ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็นร้อยละ 15 ของอุปทานทั้งหมด) เมื่ออุปสงค์หดตัวลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 15-17 สงครามราคา จะปะทุขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการโรงแรมระดับ3 ดาวลงมา นําไปสู่การลดคุณภาพบริการ การปลดพนักงาน และปัญหาหนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมบริการ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะถูกฉุดรั้งอย่างรุนแรง ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่สองของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

    ฉากทัศน์ที่ 2 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและคัดกรอง)

    นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

    การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบนักท่องเที่ยว ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น 

    กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพและ Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก 

    ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ: การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 – 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

    ฉากทัศน์ที่ 3 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (จุดสมดุลเชิงยุทธศาสตร์)

    ระดับอัตราแลกเปลี่ยนในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการประเมินจากภาคเอกชนและหอการค้าไทยว่าเป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์” (Strategic Sweet Spot) ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด

    ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจํากัดทางจิตวิทยาในการตัดสินใจเดินทาง อํานาจซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนขนาดใหญ่ (Group) ให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง: การใช้จ่ายที่ผ่อนคลายขึ้นของนักท่องเที่ยวในฉากทัศน์นี้ จะก่อให้เกิดตัวคูณผลสัมฤทธิ์ (Multiplier Effect) ที่มีประสิทธิภาพ เม็ดเงินจะไหลทะลักออกจากโรงแรมหรูใจกลางเมือง กระจายลงสู่ร้านอาหารริมทาง ธุรกิจนวดแผนไทย รถรับจ้างสาธารณะ และตลาดนัดชุมชนช่วยบรรเทาปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่ 

    ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมายร้อยละ 2.5 ได้สําเร็จ

    นายยุทธศักดิ์ ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทยการพึ่งพากลยุทธ์การลดราคาและเน้นปริมาณการรองรับนักท่องเที่ยวจํานวนมากเช่นในอดีต สร้างความเปราะบางเมื่อประเทศต้องเผชิญกับสภาวะเงินบาทแข็งค่า ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามผ่านวงจรอุบาทว์ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจําเป็นต้องดําเนินการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    1. การปรับจุดยืนทางการตลาดจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” เร่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจ โดยลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อราคา และหันมามุ่งเน้นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง การใช้ประโยชน์จากกระแส “Silver Economy” หรือสังคมผู้สูงวัย โดยบูรณาการภาคการท่องเที่ยวเข้ากับบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) จะช่วยเพิ่มระยะเวลาการพํานักและมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวได้อย่างมีนัยสําคัญ 

    ธุรกิจโรงแรมจําเป็นต้องชูจุดเด่นด้านคุณค่าของประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพของการบริการระดับเวิลด์คลาส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มชดเชยความเสียเปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน

    2. การปกป้องและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการโรงแรมและบริการร้านอาหารควรลดสัดส่วนการนําเข้าวัตถุดิบลงจากปัจจุบันที่ร้อยละ 30-35 และหันมาใช้กระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูงจากเครือข่ายเกษตรกรภายในประเทศ 

    การทําเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าเงิน แต่ยังเป็นการกระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานราก ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการ SMEs จากการทุ่มตลาดของสินค้านําเข้าราคาถูก เพื่อรักษาเอกลักษณ์และขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของที่ระลึกและไลฟ์สไตล์ของไทย

    3. นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการบริหารจัดการค่าเงินแบบบูรณาการ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังประสานการทํางานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเชิงนโยบายในสภาวะที่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นการลงทุนและชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจถูกจํากัดด้วยความกังวลด้านเสถียรภาพและภาวะเงินเฟ้อ 

    ภาครัฐจึงจําเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างตรงจุด (Targeted Measures) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมทั้งกําหนดมาตรการแยกบัญชีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากการซื้อขายทองคําออกจากระบบแลกเปลี่ยนเงินตราปกติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การประเมินค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ให้บิดเบือนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นทั้งบททดสอบและตัวเร่งปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจไทย การที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจุดสมดุล (Sweet Spot) ที่เอื้ออํานวยต่อทั้งการเติบโตของการส่งออกและการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกําลัง 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้จํากัดอยู่เพียงตัวเลขของอัตราแลกเปลี่ยน หากแต่อยู่ที่ความสามารถของกลไกภาครัฐและเอกชนในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามขีดจํากัดด้านการแข่งขันด้วยราคาและรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวของไทยให้มีความยืดหยุ่น ทรงคุณค่า และพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zLgcLlbgYkcS-Q7-znFAQ

  • กลุ่มธุรกิจยูดี ทาวน์ ปรับกลยุทธด้านการบริหารในทุกมิติรับการเติบโตต่อเนื่อง

    กลุ่มธุรกิจยูดี ทาวน์ ปรับกลยุทธด้านการบริหารในทุกมิติรับการเติบโตต่อเนื่อง

    กลุ่มธุรกิจยูดี ทาวน์ ปรับกลยุทธด้านการบริหารในทุกมิติรับการเติบโตต่อเนื่อง ปักธงร่วมขับเคลื่อนจังหวัดอุดรธานีให้เป็นเมืองเฟสติวัลระดับภูมิภาค ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน!! จัดงาน

    กลุ่มธุรกิจยูดีทาวน์ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กลุ่มธุรกิจยูดีทาวน์ และบริษัทในเครือ ได้วางแผนยกระดับการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ด้วยวิสัยทัศน์ เข้าใจพื้นที่ และ เข้าใจคน อันเป็นหนึ่งจุดแข็งในการบริหารงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น่าประทับใจและตอบโจทย์ผู้บริโภค และสำหรับเทศกาลปีใหม่ไทยที่จะมาถึง ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท!! เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดงาน “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ผสานทั้งความบันเทิง แสง สี เสียง ชุ่มฉ่ำกับอุโมงค์น้ำ ปาร์ตี้โฟม คอนเสิร์ตจากศิลปิน ชื่อดัง และดีเจชั้นนำ รวมประสบการณ์ร่วมสมัยไว้อย่างครบครัน ในวันที่ 13-16 เมษายน 2569 ณ ลาน เดอะแลนด์ (The Land) ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ อุดรธานี

    อภิชา วีรชาติยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด บริหารศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ เปิดเผยว่าภาพรวมของยูดีทาวน์ในปีที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการที่เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็น Lifestyle Destination และ Event Destination ของคนอุดรธานีและภาคอีสาน กลยุทธ์สำคัญของเรา คือการบริหารพื้นที่ให้ตอบโจทย์คนหลายกลุ่มพร้อมกัน ทั้งลูกค้าท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ผู้จัดงาน ร้านค้า และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ โดยเราเน้น 3 เรื่องหลัก คือ 1.การคัดสรร tenant และกิจกรรมที่ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคจริง 2.การสร้าง traffic ผ่านอีเวนต์ขนาดใหญ่และกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปี 3.การบริหารพื้นที่แบบยืดหยุ่น เพื่อให้พื้นที่เดียวกันสามารถสร้างรายได้และประสบการณ์ได้หลายรูปแบบ

    สิ่งที่ทำให้ยูดีทาวน์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือเราไม่หยุดนิ่งกับความสำเร็จเดิม แต่พยายามปรับตัวเร็ว ฟังเสียงลูกค้าเร็ว และตัดสินใจเร็ว ทำให้สามารถรักษาความคึกคักของศูนย์การค้าไว้ได้ตลอดทั้งปี และในปี 2569 แนวทางของยูดีทาวน์จะชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ได้ทำการตลาดแบบ Mass อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขยับมาสู่การทำการตลาดแบบ แม่นยำขึ้น ตรงกลุ่มขึ้น และสร้าง Engagement มากขึ้น มีการปรับหลักการบริหารใน 3 มิติหลัก

    มิติแรก คือ Data & Insight Driven มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ว่าผู้บริโภคมาศูนย์การค้าเพราะอะไร มาเวลาไหน ใช้จ่ายกับอะไร และกิจกรรมแบบใดทำให้เกิดการกลับมาซ้ำ

    มิติที่สอง คือ Experience-led Marketing โดยสถิติจากการวิเคราะห์ ในแต่ละวันผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ซื้อของ แต่ต้องการประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพราะฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศ การจัดเทศกาล และการทำคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้คนอยากมา อยากแชร์ และอยากกลับมาอีก

    มิติที่สาม คือ Collaboration & Community ยูดีทาวน์ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับทั้ง ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเป็นการเติบโตไปพร้อมกันทั้ง Ecosystem

    ดังนั้นปี 2569 จึงเป็นปีที่ยูดีทาวน์จะเน้นทั้ง ประสิทธิภาพทางธุรกิจ และ คุณค่าทางประสบการณ์ ไปพร้อมกัน ด้วยการอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีมาอย่างยาวนาน ความสามารถในการ เข้าใจพื้นที่ และ เข้าใจคน นับเป็นจุดแข็งของยูดีทาวน์ ที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ได้ทุกมิติ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่น เรามองภาพใหญ่ขึ้น ทั้งเรื่องเทรนด์การท่องเที่ยว การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ การบริโภคแบบ Experiential และแนวโน้มของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในภูมิภาค

    สิ่งที่ยูดีทาวน์ทำมาตลอดคือ การแปลงเทรนด์เหล่านั้นให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงในพื้นที่ เช่น การจัดงานเทศกาลที่มีทั้งความบันเทิงและ Social Sharing Value, การพัฒนา Mix ของร้านค้าและบริการให้ตอบโจทย์หลายเจเนอเรชัน, การออกแบบพื้นที่ให้รองรับทั้งการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว และการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เราไม่ได้พยายามตามเทรนด์อย่างเดียว แต่พยายามเลือกเทรนด์ที่เหมาะกับบริบทของอุดรธานี แล้วทำให้ดีที่สุดในแบบของเรา จึงทำให้ยูดีทาวน์ยังคงมีความสดใหม่และรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง

    และสำหรับหนึ่งอีเวนต์ใหญ่ประจำปี “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม Neon Water: The Power of the Flow สะท้อนพลังของสายน้ำ ความสนุก ความสดใส และการไหลรวมของผู้คนจากหลากหลายที่ ให้มารับความสุขร่วมกันในช่วงสงกรานต์ อีกทั้งยูดีทาวน์ยังคงตั้งใจยกระดับการ จัดงานให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ที่สำคัญของภาคอีสาน ด้วยการทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท ในการพัฒนาทั้งโปรดักชัน กิจกรรม ความปลอดภัย ระบบอำนวยความสะดวก โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตราช้าง, ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป๊ปซี่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, AIS และ Hotel Moco

    สำหรับคอนเซ็ปต์การตกแต่งพื้นที่อยากให้งานปีนี้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำ แต่เป็น Festival Experience ที่รวมทั้งแสง สี เสียง ดนตรี และบรรยากาศความเป็นเมืองอุดรธานีสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน อยากให้บรรยากาศเป็นงานสงกรานต์ที่มีทั้งความสนุก ความปลอดภัย และความร่วมสมัยในแบบของยูดี ทาวน์ พร้อมกันนี้ยังคงยึดมั่นในการสืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์ให้คงไว้ ด้วยการจัดโซนวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย โดยมีการอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากวัดดัง 9 แห่งทั่วประเทศ มาให้ประชาชนได้ร่วมสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ไทย ได้แก่ พระแก้วมรกต, พระพุทธโสธร, พระพุทธชินราช, พระพุทธไตรรัตนนายก, หลวงพ่อวัดไร่ขิง, หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, พระพุทธสิหิงค์, หลวงพ่อพระใส และพระพุทธนเรศร์สักชัยไพรีพินาศ รวมถึงยังมีกิจกรรมก่อเจดีย์ทราย เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมทำบุญ เสริมสิริมงคล และสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบไทยแท้ได้ตลอดช่วงเทศกาล ซึ่งมั่นใจได้ว่าทุกคนที่มาร่วมงานจะประทับใจในประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปอย่างแน่นอน ตอกย้ำแนวคิดที่ว่าเป้าหมายของยูดีทาวน์ไม่ใช่แค่การจัดงานใหญ่ แต่ต้องการจัดงานที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน สร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของอุดรธานีในระดับภูมิภาคด้วย

    ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ ปีนี้มีการวางแผนอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น ตั้งใจอยากให้เป็นเทศกาลสงกรานต์ที่ มีความสนุกอย่างมีระบบ มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ แบ่งเป็น การจัดโซน พื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อให้การไหลของคนเป็นระเบียบ, การเพิ่มจุดกิจกรรมและจุดถ่ายภาพ เพื่อกระจายคนในพื้นที่การดูแลเรื่องทางเข้าออก จุดจอดรถ จุดบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ, การยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งเจ้าหน้าที่ ระบบดูแลพื้นที่ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, การดูแลความสะอาดและความพร้อมของพื้นที่ตลอดช่วงการจัดงาน โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้เข้าร่วมงาน ทั้งชาวอุดรฯ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้รับความมั่นใจว่าเมื่อมาเยือนยูดีทาวน์ จะได้สัมผัสทั้งความสนุกสนาน ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และประทับใจกับประสบการณ์ที่ดีตลอดทั้งงาน

    การเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเทียว สำหรับงาน “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” มีการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับหลากหลายด้าน โดยมีการออกแบบพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งโซนคอนเสิร์ต โซนเล่นน้ำและโซนกิจกรรม เพื่อให้สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ 1. พื้นที่จอดรถรองรับมากกว่า 3,000 คัน (ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์) 2. โซนร้านค้าและอาหารกว่า 30 ร้านเลือกอิ่มอร่อยได้ ตลอดทั้งคืน 3. ห้องน้ำมากกว่า 40 ห้อง แยกชาย-หญิงชัดเจน 4. มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พร้อมรถสายตรวจ, เจ้าหน้าที่กองบิน 23 (สห.ทอ.), หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) จากค่ายเสนีรณยุทธ, หน่วยปฐมพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกอุดร, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชน (การ์ด)

    ภายในการจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน 4 คืน ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสความสนุกแบบเต็มรูปแบบ จากศิลปินชื่อดัง อาทิ ก้อง ห้วยไร่, Retrospect, อ๊อฟ ปองศักดิ์, Tilly Birds, MAIYARAP รวมถึงศิลปินและดีเจสายปาร์ตี้ระดับสากล อย่างSUN B x MC JASON, BUDDHA, SHOCKKO และอีกมากมาย

    สำหรับกติกา และการเตรียมตัวสำหรับนักท่องเที่ยว ในการเข้าร่วมเทศกาล “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” สามารถเข้าถึงได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะมาเล่นน้ำ มาชมคอนเสิร์ต หรือมาสนุกกับเพื่อนเป็นกลุ่มก็เลือกโซนได้ตามสไตล์ของตัวเอง และอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเตรียมตัวมาให้พร้อม ทั้งการแต่งตัวที่เหมาะกับการเล่นน้ำ พลังความสนุก และการปฏิบัติตามกติกาของงาน เพื่อให้ทุกคนได้สนุกอย่างเต็มที่ ปลอดภัย และประทับใจกลับไป โดยการแบ่งโซนมีดังนี้ โซนคอนเสิร์ต บัตร 100 บาท และเข้าฟรีก่อน 18.00 น. โซนถังน้ำพร้อมเปียกสำหรับ 4 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 1,999 บาท/วัน โซนพื้นที่ยกระดับพร้อมทางเข้าส่วนตัวและห้องน้ำแยกพิเศษ โซนโต๊ะยืนสำหรับ 4 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 2,699 บาท/วัน โซนโต๊ะนั่งสำหรับ 6 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 4,999 บาท/วัน

    โดยในปีนี้คาดการณ์จำนวนผู้เข้าร่วมงานตลอดช่วงเทศกาลกว่า 200,000 คน แบ่งเป็นสัดส่วนหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 85% และนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 15 % จุดที่น่าสนใจคือในปีนี้เรามองว่าแรงส่งจากการท่องเที่ยวของอุดรธานี และการรับรู้ของการจัดงานในวงกว้างดีขึ้น ทำให้มีโอกาสเห็นสัดส่วนผู้ร่วมงานจากต่างจังหวัดและต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเพื่อมองหาประสบการณ์เทศกาลความสนุกในภาคอีสานโดยเฉพาะ

    อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความสุข ในเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 13-16 เมษายน 2569 ณ ลานเดอะแลนด์ (The Land) ศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ อุดรธานี ประตูเปิดตั้งแต่เวลา เวลา 17.30 – 00.00 น.

    ภาสกร วีรชาติยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาทิพย์ 456 จำกัด ผู้บริหารโรงแรมโมโค และศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจกลุ่ม โรงแรม MOCO และศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ ในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ธุรกิจมีพัฒนาการที่ชัดเจน ในส่วนของ Hotel MOCO เห็นการตอบรับที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าที่มองหาที่พักที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน บริการดี และให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป ซึ่งจุดแข็งของเราคือการเป็น Premium Boutique Hotel ที่ผสมความสะดวกสบายเข้ากับดีไซน์และกลิ่นอายท้องถิ่นของอุดรธานีได้อย่างลงตัว ขณะที่ Montatip Hall ก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะพื้นที่รองรับงานประชุม งานจัดเลี้ยง งานแสดงสินค้า และกิจกรรมระดับภูมิภาค ทำให้เราเห็นสัญญาณเชิงบวกว่าตลาด MICE และอีเวนต์ในอุดรธานียังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า อุดรธานีกำลังขยับตัวเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การประชุม และการพักผ่อนของอีสานตอนบนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการวางกลยุทธ์รุกการตลาดในปี 2569 คือการสร้างระบบการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่มองแค่เรื่องโรงแรมหรือสถานที่จัดงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองเป็นภาพรวมของประสบการณ์นักท่องเที่ยวทั้งหมดเราอยากให้ Hotel MOCO, Montatip Hall และธุรกิจในเครือ ทำงานส่งเสริมกันเป็น Ecosystem เดียวกัน ตั้งแต่เรื่องที่พัก อาหาร กิจกรรม ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการเชื่อมกับอีเวนต์สำคัญของจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเมื่อมาถึงอุดรธานีแล้ว สามารถใช้เวลา พักผ่อน และทำกิจกรรมได้อย่างครบวงจร

    ในส่วนของเป้าหมายสำหรับโปรเจกต์ใหม่ เรามองไปที่การรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น ทั้งกลุ่ม Long-stay, กลุ่มคนทำงานที่เดินทางได้อย่าง Digital Nomad, รวมถึงนักท่องเที่ยวจากเอเชียและประเทศเพื่อนบ้าน ที่มองหาเมืองที่ใช้ชีวิตง่าย เดินทางสะดวก และมีประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ค้นหา เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่คือการยกระดับให้อุดรธานีเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ผู้คนอยากกลับมาอีก การเติบโตทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และเทรนด์ของประเทศไทย ในปี 2569 มองว่าการท่องเที่ยวของไทยจะไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนคนเดินทาง แต่จะเป็นการแข่งขันเรื่องคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับมากขึ้น นักท่องเที่ยววันนี้ให้ความสำคัญกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย ความคุ้มค่า ความเป็นท้องถิ่น และกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว ซึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจมากคือการท่องเที่ยวที่เชื่อมกับ กีฬา ธรรมชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม มองว่าจังหวัดอุดรธานี มีศักยภาพทั้งในมิติของงานอีเวนต์ เมืองกีฬา และแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถพัฒนาเป็นแพ็กเกจประสบการณ์ได้อีกมาก สิ่งที่เราอยากนำมาต่อยอดกับธุรกิจในเครือ คือการออกแบบบริการและแพ็กเกจที่เชื่อมที่พักเข้ากับกิจกรรมของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาล กิจกรรมกีฬาหรือการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อให้ลูกค้าไม่ได้มาพักแค่หนึ่งคืนแล้วจบ แต่อยากให้รู้สึกว่าอุดรธานี เป็นจังหวัดทที่มีเหตุผลมากพอที่จะอยู่ต่อและกลับมาอีกเรื่อยๆ

    สำหรับในส่วนของการสนับสนุนการจัดงาน “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” ทาง Hotel MOCO เตรียมความพร้อมไว้เต็มที่ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาพักผ่อน และกลุ่มที่เดินทางมาเพื่อร่วมงานเทศกาลโดยเฉพาะ ในส่วนของสิทธิพิเศษ แขกที่เข้าพักกับ Hotel MOCO จะได้รับโปรโมชันและสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้การมาร่วมงานสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าในการเข้าร่วมกิจกรรม หรือสิทธิพิเศษจากร้านอาหารและบริการภายในเครือ แนวคิดของเราคืออยากให้ลูกค้าที่มาพักได้รับประสบการณ์ที่ครบมากกว่าการจองห้องพักทั่วไป คือพักได้สะดวก เดินทางง่าย และสนุกกับบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์อุดรธานีได้อย่างเต็มที่ อยากให้การมาอุดรฯ ในช่วงนี้เป็นทั้งทริปท่องเที่ยวและประสบการณ์เฟสติวัลที่น่าจดจำ

    โดยมีความคาดหวังให้งาน “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของบรรยากาศเศรษฐกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ งานลักษณะนี้ไม่ได้สร้างแค่ความคึกคักภายในพื้นที่จัดงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อธุรกิจในวงกว้าง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ร้านค้า และบริการต่าง ๆ ในจังหวัดอุดรธานี เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น การใช้จ่ายก็จะกระจายตัวออกไปในหลายภาคส่วน อีกเรื่องที่สำคัญคือ งานเทศกาลขนาดใหญ่ช่วยสร้างภาพจำใหม่ให้กับอุดรธานี ในการเป็นเมืองที่มีทั้งความสนุก

    ครบครันด้านความพร้อม และศักยภาพในการจัดกิจกรรมคุณภาพได้ในสเกลที่มีระดับใหญ่ จึงหวังว่างาน “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” จะไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จในช่วง 4 วัน 4 คืนเท่านั้น แต่จะช่วยต่อยอดความเชื่อมั่นและสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวของอุดรธานีเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12802489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rfe7UCHpIXemGTZZZM5Sj

  • วธ.นครปฐมจัดพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

    วธ.นครปฐมจัดพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

    ภูมิภาค

    วธ.นครปฐมจัดพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดบางช้างเหนือ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม จัดพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี ถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 โดยมี พระราชวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดบางช้างเหนือ ประธานฝ่ายสงฆ์ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายณรงค์วิทย์ พบพาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นางสาวอรพร คัมภีรศาสตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริม ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน ผู้เข้าบรรพชาฯ เข้าร่วมพิธีฯ
    ​ 
    ในพิธีฯ นางฐิติรัตน์ เรืองสังข์ วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ความเป็นมาในโครงการฯ ความว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม ร่วมกับ คณะสงฆ์และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดโครงการดังกล่าวขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชน จำนวน 58 คน ได้มีโอกาสศึกษาฝึกฝนหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหล่อหลอมให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ และกตัญญูต่อบุพการี ส่งผลให้มีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ โดยสามเณรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการศึกษาอบรมตามหลักสูตรศาสนศึกษาสำหรับบวชระยะสั้นของคณะกรรมการการศึกษาคณะสงฆ์ พ.ศ. 2539 เป็นหลักในการดำเนินการ และศีลจาริณีได้รับการศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ
    ​ 
    นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ และถวายพระพร ชัยมงคล ในพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 ความว่า

    ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในนามของข้าราชการและพสกนิกรจังหวัดนครปฐม ที่มาประชุมพร้อมกัน ณ มณฑลพิธีแห่งนี้ ขอพระราชทานพระราชานุญาตถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายนแห่งใต้ฝ่าละอองพระบาท ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนมีจิตโสมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองพระบาท ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ ด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ล้วนเป็นที่ประจักษ์อยู่ในดวงใจของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

    เนื่องในวาระอันเป็นศุภมงคลสมัยนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม จัดพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี เฉลิมพระเกียรติฯ ภายใต้โครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน จังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระบารมีแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกพระองค์ และผลานิสงส์แห่งปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้พร้อมใจกันจัดพิธีบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี เฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ โปรดอภิบาลให้ใต้ฝ่าละอองพระบาท ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคาพาธและอุปัทวันตรายทั้งปวง ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญเป็นนิตย์ ขอทุกสิ่งจงสัมฤทธิ์ดังพระราชหฤทัยปรารถนา ทรงเป็น มิ่งขวัญของปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตราบจิรัฐิติกาล เทอญ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470858&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aZrFDd12U2QWQkEItG6wI

  • ไทยยังไม่พบโควิดจักจั่น หลัง‘สงกรานต์’เข้าสู่ฤดู

    ไทยยังไม่พบโควิดจักจั่น หลัง‘สงกรานต์’เข้าสู่ฤดู

    “อธิบดีกรมวิทย์” ยันไทยยังไม่พบโควิดจักจั่น แม้ WHO เตือนเป็นสายพันธุ์ต้องจับตา “หมอยง” เผยหลังสงกรานต์เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดอีกครั้ง “นพ.เจษฎ์” เตือนกลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.2569 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 และเป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2568 ข้อมูลทางวิชาการระบุว่า สายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนามประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8

    ดร.นพ.สราวุฒิกล่าวอีกว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณ 5-8% ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ  และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป ส่วนในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน

     “จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมและการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ประเทศไทยยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 แต่กรมวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

    ดร.นพ.สราวุฒิย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น แต่ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ การฉีดวัคซีน การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยงดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา

    ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า โควิด-19 ยังไม่หมดไป และมีแนวโน้มจะอยู่กับมนุษย์ต่อไปในระยะยาว ซึ่งล่าสุด สายพันธุ์ BA.3 ซึ่งเคยถูกพบตั้งแต่ปี 2024 แต่ไม่แพร่ระบาดมาก ได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งหลังเกิดการกลายพันธุ์เป็น BA.3.2 ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเข้ามาแทนที่สายพันธุ์ย่อยจาก BA.2

    ศ.นพ.ยงอธิบายว่า พฤติกรรมของ BA.3.2 คล้ายจักจั่นที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน ก่อนจะโผล่ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ เพื่อแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงมีการตั้งชื่อเล่นว่า Cicada หรือจักจั่น เพื่อสะท้อนลักษณะดังกล่าว ซึ่งไวรัสไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแมลงจักจั่นแต่อย่างใด เป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิงพฤติกรรมเท่านั้น ในด้านความรุนแรงของโรค สายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มของไวรัสที่กลายพันธุ์โดยทั่วไป มักจะลดความรุนแรงลง แต่เพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายแทน

     “สถานการณ์ในไทยคาดว่าการระบาดของโควิด-19 จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลอีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นประจำทุกปี ประชาชนจึงควรเตรียมความพร้อม ดูแลสุขภาพ และเฝ้าระวังการระบาดที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว” ศ.นพ.ยงระบุ

    ส่วน นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา  โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า โควิดสายพันธุ์ Cicada เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นหลายตำแหน่ง ซึ่งจุดที่ทำให้กังวลคืออาจแพร่ได้เร็วขึ้นและหลบภูมิได้ดีขึ้น แม้ยังไม่มีข้อมูลชัดว่าทำให้ป่วยหนักขึ้น แต่ถ้าการติดเพิ่มเร็ว จะทำให้จำนวนผู้ป่วยรวมพุ่งและกระทบระบบสาธารณสุขได้เหมือนในอดีต

    นพ.เจษฎ์ระบุว่า สถานการณ์การระบาดมีรายงานพบสายพันธุ์นี้แล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และบางประเทศในยุโรปและเอเชีย โดยบางพื้นที่เริ่มมีสัดส่วนผู้ติดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักทั่วโลก ส่วนในไทยยังไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง และยังอยู่ในขั้นเฝ้าระวังจากหน่วยงานสาธารณสุข ดังนั้นยังไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลใกล้ชิด

     “ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงยังคงเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะแม้สายพันธุ์นี้อาจไม่ได้รุนแรงขึ้นมาก แต่ถ้าติดในกลุ่มนี้ โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรืออาการทรุดเร็ว ยังสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การป้องกันและการรับมือ ตอนนี้ควรทำยังไง ในด้านการแพทย์ ปัจจุบันยังใช้วัคซีนเดิมในการลดความรุนแรงของโรคได้ และมีระบบเฝ้าระวังสายพันธุ์เพื่อติดตามการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีแนวทางรักษาที่ปรับตามสายพันธุ์ เช่น ยาต้านไวรัสที่ยังคงใช้ได้ในกลุ่มเสี่ยง”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/971569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PqP0fPkpDjYnw3ks1eBrH