Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

    ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

    ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

    วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

    กรมการท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ชลบุรีตรวจสอบและจับกุมทัวร์เถื่อน ภายหลังได้รับแจ้งเบาะแสการจัดนำเที่ยวผ่านแอปพลิเคชันไลน์

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรี) ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีผู้จัดรายการนำเที่ยวโดยใช้ชื่อ “ลิตเติ้ลทัวร์” จัดนำเที่ยวพื้นที่พัทยาและเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569 โดยมีการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนนักท่องเที่ยวผ่านกลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ จากการตรวจสอบพบว่า “ลิตเติ้ลทัวร์” ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว และบุคคลที่ดำเนินการนำเที่ยวก็ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต

    นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยว จึงร่วมกันลงพื้นที่ติดตามพฤติการณ์พบว่า “ลิตเติ้ลทัวร์” ได้นำนักท่องเที่ยวประมาณ 40 ราย เดินทางมายังเกาะล้าน พัทยา โดยใช้รถบัสหมายเลขทะเบียน 30-0336 จึงได้ดำเนินการเข้าจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าวในข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับสูงสุดถึง 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พร้อมจัดทำบันทึกการจับกุมส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำว่า “กรมการท่องเที่ยวขอย้ำเตือนผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่กรมการท่องเที่ยว สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขาทั้ง 8 สาขา หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) โทร 0 2141 3200”

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/955686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fA0BdUULQkDo6EKgt0TzL

  • สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    เมื่อแลนด์มาร์คสวนสวยระดับโลก อย่าง ‘สวนนงนุชพัทยา’ ขยับตัวสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถกว่า 20 ไร่

    • สวนนงนุชพัทยากำลังก่อสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)
    • โครงการดังกล่าวจะเปลี่ยนพื้นที่ลานจอดรถ 20 ไร่ ให้กลายเป็นหลังคาโซลาร์เซลล์ขนาด 3.5 เมกะวัตต์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
    • มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Destination)

    เมื่อแลนด์มาร์คสวนสวยระดับโลก อย่าง ‘สวนนงนุชพัทยา’ ขยับตัวสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถกว่า 20 ไร่

    ในวันที่ราคาน้ำมันกลายเป็น ‘กราฟขาขึ้น’ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนและสงครามตะวันออกกลาง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่แค่เทรนด์แค่ต่อไป แต่คือ ‘ทางรอด’ ที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ระยะยาว คำถามที่น่าสนใจตามมาคือ สถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่นับพันไร่จะปรับตัวอย่างไรให้ทันโลก?

    สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา กำลังเปลี่ยนภาพจำจากสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก ให้กลายเป็น ‘Green Destination’ อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station)

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    พลิกที่จอดรถ 20 ไร่ ให้เป็นแหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์

    ลองจินตนาการถึงลานจอดรถขนาดมหึมาที่เคยร้อนระอุแดดเมืองไทย แต่ถูกแทนที่ด้วย ‘หลังคาโซลาร์เซลล์’ ที่ไม่เพียงแต่ให้ร่มเงากับรถของนักท่องเที่ยวที่มาสวนนงนุชพัทยา แต่ยังทำหน้าที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า

    โครงการนี้ไม่ใช่แค่การติดตั้งแผงโซลาร์แบบผิวเผิน แต่เป็นการวางโครงสร้างระบบผลิตไฟฟ้าขนาด 3.5 เมกะวัตต์ (หรือประมาณ 3,500 กิโลวัตต์) ควบคู่ไปกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อตอบโจทย์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างเดินทาง

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

     “เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

    โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    สวนนงนุชฯ สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่จอดรถ รับเทรนด์พลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/energy/862743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3avwYgLX6UzlnvXCGyTvQo

  • ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่านคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก

    ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนากับ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้แก่ เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury ” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

    ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

    ทั้งนี้ อ้างอิงจากการศึกษา สำรวจ และรวบรวมผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 โดยบริษัท เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ ททท. ดำเนินการจัดจ้างในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา พบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า

    ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหาร  ในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

    ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทย บนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1566961&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-NHZezveowB1SCQ-zia2W

  • เศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ท่องเที่ยวบูม หวั่นราคาพลังงานพุ่ง กระทบต้นทุนการผลิต

    เศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ท่องเที่ยวบูม หวั่นราคาพลังงานพุ่ง กระทบต้นทุนการผลิต

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกสินค้ามีการขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง และการผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน 

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน 

    มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 5.8 และ 1.3 ตามลำดับ 

    สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 9 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 53.7 จากระดับ 52.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่ขยายตัว อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังกังวลค่าครองชีพและความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569  ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ -4.3

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน 

    มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 43.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.9 

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -10.0 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.5 

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ร้อยละ 9.9 

    หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 11.0 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานพาหนะ โดยขยายตัวร้อยละ 56.8 10.6 และ 7.8 ตามลำดับ 

    นอกจากนี้ การส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง  ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 62.3 9.4 และ 4.7 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำตาลทราย ยางพารา เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์ ปรับตัวลดลง 

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน 

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 4.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.6 

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 3.3 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 3.3 

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 5.5 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 4.1 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน 

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จากระดับ 88.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว 

    อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 53.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.88 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.56 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 66.0 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 

    สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 53.3 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 51.9 จุด สูงสุดในรอบ 4 เดือน และสูงกว่าระดับ 50.0 จุด 

    บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่อง ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก ภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.7 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการ สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออกยังคงขยายตัวแต่มีทิศทางชะลอลง 

    ขณะที่ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นหรือคงในระดับเดิมเอาไว้ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน ที่มีความเสี่ยงยกระดับจากความตึงเครียดด้านความมั่นคงและการเผชิญหน้าทางทหารในตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uvvK5ft9dCj2I07o5_7ml

  • พลิกวิกฤติสุขภาพ สู่ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ตัวใหม่ สกสว.ย้ำ งานวิจัย-นวัตกรรมต้องไม่อยู่บนหิ้ง

    พลิกวิกฤติสุขภาพ สู่ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ตัวใหม่ สกสว.ย้ำ งานวิจัย-นวัตกรรมต้องไม่อยู่บนหิ้ง

    ปั้น “เศรษฐกิจสุขภาพ” เครื่องยนต์ใหม่ของไทย

    ในวันที่โลกกำลังเผชิญระเบิดเวลาทางสาธารณสุข ตั้งแต่สังคมสูงวัย อัตราการเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พุ่งสูงขึ้น ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “วิกฤตสุขภาพ” จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตนี้กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนเกมจากผู้ตั้งรับสู่ผู้สร้างมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม

    นี่คือ จุดเริ่มต้นของแนวคิดในการพลิกวิกฤตสุขภาพให้กลายเป็น “New Growth Engine” ของประเทศไทย โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ “สกสว.” ที่เข้ามาเป็นแกนกลางในการออกแบบและเชื่อมระบบทั้งหมด เพื่อผลักดันให้ “ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” หรือ ววน. ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางวิชาการ แต่กลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน

    สกสว. กับบทบาท System Integrator เชื่อมจิ๊กซอว์ระบบสุขภาพ

    ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ทั่วโลกเผชิญปัญหาร่วมกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศของโลก ที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีจากระบบสุขภาพและการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ จากจุดนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญ

    โดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือ การเร่งทำ Health Transformation โดยใช้ “วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” เป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าใหม่ให้ประเทศ พร้อมทั้งเปลี่ยนระบบเดิมที่ทำงานแยกส่วนไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงกัน โดยมี สกสว. รับบทบาทเป็น “System Integrator”

    ภายใต้แผนยุทธศาสตร์นี้ สกสว. ตั้งเป้าเป็นตัวเชื่อมระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศอย่างสมบูรณ์ภายใน 3-4 ปีนี้ (2566–2570) ผ่าน 5 กลไกสำคัญ ได้แก่

    • การบูรณาการความร่วมมือ (Synergy)
    • ระบบข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligent Data System)
    • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวิจัยครบวงจร
    • การผลักดัน Startup
    • การเชื่อมสู่ Global Value Chain

    โดยจะเชื่อมโยงความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และภาคประชาชน เพื่ออุดช่องโหว่ที่งานวิจัยมักติดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการเป็นตัวกลางที่จะดึงความต้องการของผู้ประกอบการและแพทย์ผู้ใช้งานจริงมาจับคู่กับความเชี่ยวชาญของนักวิจัยเพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปแก้ปัญหาของประเทศและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “การลงทุนในวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม อาจเป็นเกมที่เสี่ยงสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือเกมที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด และหากเดินเกมนี้สำเร็จ ‘สุขภาพของคนไทย’ จะไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพชีวิต แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว”

    ภาพจำเดิมของระบบสุขภาพ คือ “ต้นทุน” ที่รัฐต้องแบกรับ แต่โมเดลใหม่กำลังเปลี่ยนให้งบประมาณด้านสาธารณสุขนี้กลายเป็นการลงทุน (Investment) ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง กล่าวว่า เพราะเมื่อระบบถูกออกแบบใหม่ให้เน้นการป้องกัน (Preventive) การวินิจฉัยล่วงหน้า (Predictive) และการรักษาที่แม่นยำ (Precision Medicine) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่คนป่วยน้อยลง แต่จะช่วยลดภาระงบประมาณระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ

    โดย ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง อธิบายให้เห็นว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพกว่า 16,000 ล้านบาท ภายใต้กลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) หรือ Thailand RISE Fund ซึ่งเงินก้อนนี้ไม่ได้สร้างเพียงองค์ความรู้ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใน 3 ระดับ ได้แก่

    1. ประหยัดเงินประเทศ จากการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนาในประเทศ เช่น เครื่องเอกซเรย์ เท้าเทียม แผ่นปิดกะโหลกศีรษะ และถุงรองรับของเสียจากการฟอกไต ที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องมือการแพทย์จากต่างประเทศ และกดต้นทุนระบบสาธารณสุขโดยตรง

    2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสร้างคลื่นลูกใหม่ให้กับอุตสาหกรรม เช่น กลุ่ม BioTech & Genomics กลุ่ม Digital Health และ Medical AI ที่พร้อมเปิดทางให้วิสาหกิจเริ่มต้นและกลุ่ม Startup ไทยเข้าสู่ตลาดโลก

    3. ลดค่าใช้จ่าย เติมเงินในกระเป๋าประชาชน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การนำ Medical AI มาช่วยวินิจฉัยภาพรังสีทรวงอก (AI Chest X-ray) เพื่อคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้น ซึ่งสนับสนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ปัจจุบันมีการนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ในโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งทั่วประเทศ และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาได้ถึงประมาณ 500,000 บาทต่อราย

    รวมไปถึงการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นำกระเป๋าอุปกรณ์พกพาไปเจาะเลือดและวัดความดันผู้ป่วยถึงบ้าน จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งให้ AI วิเคราะห์และส่งต่อให้แพทย์วินิจฉัยสั่งยาได้ทันที ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างรายได้ แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

    โดยนอกจากการใช้ในประเทศแล้ว ยุทธศาสตร์นี้ยังมองถึงการเจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรนับพันล้านคนและมีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกับคนไทย เช่น นวัตกรรมเครื่องสแกนฟันและที่กรอฟัน ซึ่งปัจจุบันสามารถขายส่งออกไปได้ทั่วโลก รวมถึงความพยายามในการนำ AI ทางการแพทย์ไปนำเสนอแก่นักลงทุนต่างชาติ เพื่อขยายผลทางธุรกิจและดึงการลงทุนใหม่ๆ กลับเข้าสู่ประเทศ

    ท้ายที่สุดแล้วภาพของ “ระบบนิเวศสุขภาพ” แบบ Seamless Health Ecosystem จะเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยการประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่กำหนดทิศทางและสนับสนุนเชิงนโยบาย ภาคเอกชนที่ต่อยอดสู่ธุรกิจและตลาด นักวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ สตาร์ทอัพที่เร่งนวัตกรรมให้เกิดจริง และประชาชนในฐานะผู้ใช้และผู้มีส่วนร่วมในระบบ

    ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบดิจิทัล ฐานข้อมูล หรือแพลตฟอร์ม AI ที่จะทำให้ข้อมูลไหลเชื่อมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และทำให้การดูแลสุขภาพก้าวไปสู่รูปแบบที่แม่นยำ เข้าถึงง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อ “การเชื่อมโยง” เกิดขึ้นจริง องค์ความรู้และงานวิจัยที่ทรงคุณค่า จะไม่ใช่เพียงองค์ความรู้บนหิ้งอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นพลังสำคัญที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตใหม่ของประเทศไทย

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/digital_transformation/2923581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N5VYoT2V-W3NHKHN0djZd

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทย ก.พ. 69 ยังไหว! ท่องเที่ยวหนุน จับตาสงคราม-น้ำมัน-ค่าบาท

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทย ก.พ. 69 ยังไหว! ท่องเที่ยวหนุน จับตาสงคราม-น้ำมัน-ค่าบาท

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. 69 ยังไหว!! อานิสงส์ท่องเที่ยวหนุนเต็มสูบ ส่งออกขยขายตัวในอัตราชะลอลง พร้อมเกาะติดสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ค่าเงินบาท และสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หวั่นกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย

    30 มี.ค. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ก.พ. 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.6% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 3.3% รวมถึงภาคการส่งออกสินค้ามีการขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ 9.9%

    นอกจากนี้ การผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน ก.พ. 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จากระดับ 88.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว แต่ในระยะต่อไปมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย

    สำหรับการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5.8% และ 1.3% ตามลำดับ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.พ. 2569 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 9 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 53.7 จากระดับ 52.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่ขยายตัว โดยผู้บริโภคยังกังวลค่าครองชีพและความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือน ก.พ. 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -4.3%

    ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ก.พ. 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 5.5% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน

    นายวินิจ กล่าวอีกว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ -0.88% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.56% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 อยู่ที่ 66.0% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/971870/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QnDj9uXYm2d_wDDmiUDcq

  • เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน อาจะยุติลงได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ แต่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ น่าจะอยู่ที่ระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปี ซึ่งจะบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก

    หากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างไปใช้พลังงานจากแสงแดด ดังที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว

    แต่ปัญหาโครงสร้างในเชิงโครงสร้างที่กระทบประเทศไทยอย่างมากและหาทางออกได้ยากคือ ปัญหาที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดตัวลงอย่างมาก เห็นได้จากภาพกราฟที่นำเสนอข้อมูลอัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ของไทย กล่าวคือ สถิติว่าผู้หญิงไทยมีลูกกี่คนในช่วงที่อยู่ในระหว่างที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์

    เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    ประเด็นคือ หากอัตราการเจริญพันธุ์สูงกว่า 2.1 แปลว่าประชากรของประเทศไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะจะมีคนเกิดใหม่มากกว่าจำนวนคนที่เสียชีวิต แต่หากอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 แปลว่าประชากรของประเทศไทยจะลดลงในที่สุด แต่จะเกิดขึ้นอย่างช้าฯ ใช้เวลานาน 20 ถึง 30 ปี จึงจะเห็นผล

    จากภาพจะเห็นว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยนั้น เริ่มต่ำกว่า 2.1 คนตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา และลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนกระทั่งเหลือเพียง 1.2 คนในปี 2023 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง

    เพราะปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว และเท่าที่มีข้อมูล ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศใดเลย ที่ประสบความสำเร็จในการทำนโยบายที่จะกระตุ้นให้อัตราการเจริญพันธุ์ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นประเทศเดียวคือ ประเทศอิสราเอล

    ส่วนประเทศฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนั้น ใช้มาตรการอุดหนุนและส่งเสริมอย่างหลากหลายเพื่อกระตุ้นให้มีลูกเพิ่มขึ้น และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ไม่ลดลง แต่ก็ไม่สามารถทำให้อัตราการเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้น

    สำหรับประเทศไทยนั้น ทางสภาพัฒน์ฯได้เคยทำการคาดการณ์แนวโน้มประชากรของไทยในช่วงปี 2553 ถึง 2583 (2010-2040) โดยประเมินว่าประชากรของไทยจะลดลงอย่างช้าฯ เริ่มต้นในปี 2571 แต่ปรากฏว่า ประชากรของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562 (2019) หรือ เร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 9 ปี

    เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    นอกจากจำนวนประชากรจะลดลงเพราะอัตราการเกิดใหม่ลดลงอย่างมากแล้ว ประชากรก็จะแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย เช่น อายุมัธยฐาน (median age) ของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 35.3 ปี ในปี 2015 มาเป็น 42.6 ปี ในปี 2030 และสูงขึ้นไปอีกเป็น 46 ถึง 48 ปีในปี 2040

    ซึ่งเปรียบเทียบกับอายุมัธยฐานของประชาชนของเวียดนามที่ 34 ปีในปี 2026 กับอายุมัธยฐานของประชากรของไทยที่ 41 ปีในปีเดียวกันก็จะเห็นว่า ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง ดังปรากฏในรูปที่นำเสนอข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่า ยิ่งประชากรอายุมากขึ้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มลดลง

    เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    อีกมิติหนึ่งที่สามารถเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราการเจริญพันธุ์กับการขยายตัวของจีดีพี คือ การนำเอาข้อมูลทั้งสองของประเทศไทยมาเปรียบเทียบกัน ดังปรากฏในภาพ

                 เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    การแก่ตัวของประชากรของไทยในภาพรวมนั้น จะเร่งตัวต่อไปอีก ดังปรากฏในตารางข้างล่างที่ผมคำนวณเองโดยการนำเอาข้อมูลจริงของจำนวนประชากรไทยในช่วง 4 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา มาใช้เพื่อคาดการณ์โครงสร้างประชากรแบ่งตามกลุ่มอายุ

    เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

    จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยจะต้องเร่งทำให้กลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงาน (15-65 ปี) มีผลิตสภาพสูงขึ้นอย่างมาก เพราะคนกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงานนี้ จึงจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเป็นผู้จ่ายภาษี

    โดยที่จำนวนของกลุ่มนี้ จะลดลงถึง 5 ล้านคน ในขณะเดียวกันก็จะต้องเลี้ยงดูเยาวชนของไทยอย่างดีที่สุด เพราะเป็นทรัพยากรของชาติที่มีค่า และจะมีจำนวนลดลงจาก 10 ล้านคนเหลือ เพียง 8 ล้านคน

    ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ (65 ปี และมากกว่า) ซึ่งหมายถึงตัวผมเองนั้น ก็จะต้องพยายามดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง ปราศจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับสังคมมากจนเกินไป เพราะจำนวนของคนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนเป็น 15.4 ล้านคน ในอีกประมาณ 15 ปี ข้างหน้าครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1227080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Jy9QK-Q_PPsRqsTitR98i

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจ ก.พ.69 ฟื้นตัว ท่องเที่ยวหนุน จับตาปมตะวันออกกลาง

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจ ก.พ.69 ฟื้นตัว ท่องเที่ยวหนุน จับตาปมตะวันออกกลาง

    “คลัง” เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. 2569 ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง อานิสงส์ภาคการท่องเที่ยวกับภาคการส่งออกที่ยังคงขยายตัวได้ดี ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน ระบุเสถียรภาพยังแกร่งเตือนจับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่อาจกระทบห่วงโซ่การผลิต

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. 2569 ภาพรวมได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 5.8% และ 1.3% ตามลำดับ

    รวมทั้งสอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แตะระดับ 53.7 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน โดยได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออก

    อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงในเดือน ก.พ. 2569 หดตัวลง -4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในภาคการส่งออกยังคงทำผลงานได้ดี โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ระดับ 9.9% ซึ่งหากตัดกลุ่มน้ำมัน สินค้าเกี่ยวเนื่องกับทองคำและยุทธปัจจัยออกไป พบว่าการส่งออกขยายตัวถึง 11.0% นำโดยกลุ่มสินค้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พุ่งแรง รวมถึงผลไม้สดและไก่แปรรูป

    เมื่อพิจารณารายตลาดพบว่าตลาดหลักอย่างสหรัฐ ขยายตัวโดดเด่นถึง 40.5% แม้ตลาดอินเดียและไต้หวันจะชะลอตัวลง ขณะที่ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางทรงตัว โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 43.7% แต่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่กลับลดลง -10.0%

    ด้านอุปทาน ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวยังคงเป็นกำลังหลักที่สำคัญ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศมีคนไทยเดินทางสูงถึง 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนภาคการเกษตรขยายตัว 5.5% ตามผลผลิตพืชผลสำคัญที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว แต่ในระยะต่อไปยังคงมีแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ -0.88% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 อยู่ที่ 66.0% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั่วโลกในเดือน ก.พ. 2569 ยังคงบ่งชี้ถึงทิศทางการขยายตัวเหนือระดับ 50 จุด อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเน้นย้ำว่ายังมีความจำเป็นต้องติดตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีอิหร่านและความตึงเครียดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางที่อาจยกระดับขึ้น

    ส่วนของภาวะตลาดการเงินไทย ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 26 มี.ค. 2569 พบว่าตลาดตราสารทุนได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่มียอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปี 20,274.95 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติแม้จะมีสถานะเทขายในเดือน มี.ค. แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังคงมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 20,814.42 ล้านบาท

    เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ที่นักลงทุนต่างชาติยังคงถือสถานะซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีรวม 26,785.35 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_NL0aC0fjSytFK10u8UaB

  • บีโอไอ หนุน ผู้ประกอบการไทย กำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คู่ดึงดูดลงทุนต่างประเทศ

    บีโอไอ หนุน ผู้ประกอบการไทย กำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คู่ดึงดูดลงทุนต่างประเทศ

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีการลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86 สะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย 

    กระทรวงอุตสาหกรรม
    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

    โดยเฉพาะในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มพลังงานสะอาด กลุ่มโลหะและเคมีภัณฑ์ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
     
    ในปี 2568 กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง มีเงินลงทุนรวม 195,899 ล้านบาท (98 โครงการ) โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มอมตะ, โรจนะ, บางปะกง อินดัสเทรียล เอสเตท, เจซีเค, อารยะ, ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้  โครงการผลิตน้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมของ บจ.ทีอีดับบลิว วอเทอร์ และ บจ.อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์  โครงการบริหารจัดการกากอินทรีย์ของ บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  โครงการขนส่งทางรางของ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ โครงการขนส่งทางอากาศของ บมจ.การบินไทย และโครงการขนส่งสินค้าทางเรือของอีกหลายบริษัท เป็นต้น
     
    กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ มีเงินลงทุนรวม 187,494 ล้านบาท (66 โครงการ) โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับความต้องการด้านการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    รวมทั้งเทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ บจ.จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ และ บจ.ไทย ดีซี วัน เป็นต้น
     
    กลุ่มพลังงานสะอาด มีเงินลงทุนรวม 103,083 ล้านบาท (319 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว เช่น บจ.กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์เจน, บจ.ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์, บจ.อีสานพลังงานสะอาด, บจ.สยาม ไชน์นิ่ง เอ็นเนอร์ยี, บจ.บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์, บจ.ด่านขุนทด วินด์ วัน, บจ.วายุ เพาเวอร์ เป็นต้น
     
    กลุ่มโลหะ เคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง มีเงินลงทุนรวม 91,433 ล้านบาท (160 โครงการ) โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผลิตโปแตซเซียมคลอไรด์ ของ บจ.เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ และ บจ.อาเซียนโปแตชชัยภูมิ  โครงการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมของ บจ.ไทย เบเวอร์เรจ แคน และ บจ.คราวน์ ทีซีพี เบฟเวอเรจ แคนส์  โครงการผลิตปูนซิเมนต์ของ บจ.ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) โครงการผลิตลวดเหล็กและเพลาเหล็กของ บมจ.แม่น้ำสแตนเลสไวร์ เป็นต้น
     
    กลุ่มเกษตรและอาหาร มีเงินลงทุนรวม 45,383 ล้านบาท (243โครงการ) โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผลิตซอสปรุงรสและอาหารพร้อมรับประทานส่งออกไปทั่วโลกของ บมจ. เอ็กโซติค ฟู้ด โครงการผลิตอาหารแปรรูปแช่แข็งของ บจ.อุตสาหกรรมทวีวงษ์ โครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของ บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น และ บจ.แอ๊บโซลูท นูทริชั่น โครงการผลิตภัณฑ์จากวัสดุทางการเกษตรของ บมจ.วนชัย กรุ๊ป, บจ.แอดวานซ์ ไฟเบอร์ และ บจ.ระยอง เอ็มดีเอฟ เป็นต้น

    นอกจาก 5 กลุ่มหลักดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยยังได้มีการลงทุนและสร้างนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กิจการศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและโรงพยาบาล กิจการผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ กิจการผลิตยาและสารสกัดจากสมุนไพร กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า กิจการต่อเรือและซ่อมเรือ กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กิจการสร้างภาพยนตร์และบริการสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ กิจการด้านการท่องเที่ยว กิจการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ 

    โดยการลงทุนของบริษัทไทยที่กระจายตัวในหลายอุตสาหกรรม สะท้อนพัฒนาการของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดในโลกยุคใหม่ ที่ผ่านมา บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยมีบริษัทไทยจำนวนมากที่ได้รับการส่งเสริมจนสามารถเติบโตจาก SMEs เป็นบริษัทขนาดใหญ่ออกไปสู่ตลาดโลกได้

    ทั้งนี้ ในการขอรับการส่งเสริม บีโอไอกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท และสำหรับ SMEs ไทย จะได้รับการผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท พร้อมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศบางส่วนเพื่อลดต้นทุน และให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นแต้มต่อพิเศษ โดยเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไป
     
    นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว บีโอไอยังเดินหน้าใช้เครื่องมือด้านการเงิน ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการให้เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา และการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30–50 ของเงินลงทุนจริง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน
     
    “บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงซัพพลายเชน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีฐานผู้ประกอบการในประเทศที่เข้มแข็ง ตัวเลขการลงทุนของบริษัทไทย ที่เติบโตถึงร้อยละ 86 ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และพร้อมปรับตัวเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Us8IMISKL0n2xQHdGAZRt

  • โครงการ ECRL คืบหน้าร้อยละ 91 เปิดตัวขบวนรถโดยสาร-ขนส่งสินค้า เตรียมทดสอบก่อนเปิดเดินรถ

    โครงการ ECRL คืบหน้าร้อยละ 91 เปิดตัวขบวนรถโดยสาร-ขนส่งสินค้า เตรียมทดสอบก่อนเปิดเดินรถ

    โครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link: ECRL) มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ ๙๑ โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวขบวนรถไฟโดยสารและรถไฟขนส่งสินค้าเป็นครั้งแรก ณ สถานี Kota Sultan Ahmad Shah ทั้งนี้ โครงการจะประกอบด้วยขบวนรถไฟโดยสารประเภท EMU รุ่น Golden Train แบบ ๖ ตู้ จำนวน ๒ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) ซึ่งมีกำหนดจะเข้าสู่การทดสอบการเดินรถในระยะต่อไป

    การทดสอบดังกล่าวจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ ๘,๐๐๐ กิโลเมตร เพื่อประเมินความพร้อมของระบบและความปลอดภัยในการให้บริการ โดยตั้งเป้าหมายให้การทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย (นาย Anthony Loke) เปิดเผยว่า ขบวนรถไฟดังกล่าวได้ถูกส่งมอบจากเมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ภายหลังผ่านกระบวนการทดสอบและรับรองมาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิต โดยบริษัท Malaysia Rail Link Sdn. Bhd. (MRL) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในช่วงก่อนเริ่มเปิดให้บริการ

    ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ ๑๑ เดือนก่อนเปิดให้บริการในช่วงแรกของเส้นทาง จากสถานีกอมบัก รัฐสลังงอร์ ไปยังสถานีโกตาบารู รัฐกลันตัน โดยโครงการดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟของ Keretapi Tanah Melayu (KTM) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรางให้มีความเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ อำนวยความสะดวกต่อการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    นอกจากนี้ โครงการ ECRL ยังเป็นโครงการสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมาเลเซีย ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า โดยขบวนรถไฟโดยสาร EMU ที่เหลืออีก ๙ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) อีก ๑๐ คัน มีกำหนดทยอยส่งมอบภายในปี ๒๕๖๙

    สำหรับกรณีเหตุลักขโมยสายเคเบิลและอุปกรณ์ตามแนวเส้นทาง รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโครงการ เนื่องจากสามารถดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัท Maxis Bhd ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ของมาเลเซีย ได้รับการแต่งตั้งให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมตลอดแนวเส้นทาง ECRL เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต


    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ๑. ด้านโลจิสติกส์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน
    ความคืบหน้าของโครงการ ECRL ซึ่งกำลังเข้าสู่ระยะทดสอบระบบ สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากช่วงก่อสร้างไปสู่ความพร้อมในการเปิดให้บริการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งระบบราง เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย ส่งผลให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในบางเส้นทางและบางประเภทสินค้า อันอาจนำไปสู่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว

    ๒. ด้านการลงทุนและการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทาง
    ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของโครงการ โดยเฉพาะการเปิดตัวขบวนรถไฟ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนภาคเอกชนในการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี อาทิ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจบริการ และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะกระจายตัวไปยังรัฐฝั่งตะวันออกมากยิ่งขึ้น

    ๓. ด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน
    โครงการ ECRL จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางภายในประเทศ ลดระยะเวลาในการเดินทางระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองตามแนวเส้นทาง หากมีการบริหารจัดการด้านความถี่ในการให้บริการ อัตราค่าโดยสาร และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นอย่างเหมาะสม จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการไปยังพื้นที่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ๔. ด้านโอกาสและผลกระทบต่อไทยและผู้ประกอบการไทย
    ในเชิงโอกาส แม้การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของระบบรางหลักและขบวนรถไฟของโครงการ ECRL จะมีแนวโน้มผูกกับห่วงโซ่อุปทานของผู้รับเหมาหลักจากต่างประเทศ อาทิ จีน และผู้ประกอบการภายในมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีข้อจำกัดในการเข้าร่วมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสในภาคเศรษฐกิจต่อเนื่องตามแนวเส้นทางที่จะขยายตัวภายหลังโครงการเปิดให้บริการ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม วัตถุดิบสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง (HoReCa) ตลอดจนบริการด้านโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งในช่วงปลายทาง

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีตลาดในมาเลเซียอยู่แล้วสามารถใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ปรับแผนการกระจายสินค้าและเลือกพันธมิตรทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโครงข่ายโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า ลดระยะเวลา และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดมาเลเซีย


    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า ความคืบหน้าของโครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (ECRL) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในคาบสมุทรมาเลเซีย โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟเดิมผ่านสถานีเชื่อมต่อ (interchange) ซึ่งจะทำให้ระบบการขนส่งมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ในเชิงโอกาส โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคการส่งออกและบริการด้านโลจิสติกส์ เข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ระยะการทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการ หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและเร่งการลงทุนในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน หากเกิดความล่าช้าหรืออุปสรรคในช่วงเริ่มต้น อาจส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์เกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vjysc7sw75ycq9gsncu1kpqj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y-VhlZxgdmDjTDEXXOv5g