มิติหุ้น – บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี หรือ UNIX หนึ่งในผู้นำผลิตและจำหน่ายฟิล์ม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรของไทย พร้อมลงสนามเทรดใน SET วันที่ 1 เม.ย. 69.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/31/629789/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y78ls01RQFAOrl0tjRqEl
Author: ข่าวกรุงเทพฯ
-

UNIX มั่นใจเข้าเทรดวันแรกใน SET กระแสตอบรับดีเยี่ยม ชูจุดเด่นหุ้นไฮบริด คุณสมบัติ Growth
-

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม
วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด
วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ชมผลงาน – ดร.ปรีชา ภู่สมบัติขจร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและตัวแทนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม “จิบกาแฟ” แลการศึกษา จ.อุตรดิตถ์ โดยได้รับเกียรติจากนายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานพร้อมเยี่ยมชมผลงานของนักเรียน นักศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ที่นำมาจัดแสดงผลงาน ณ โดมเสาธง วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/955786&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sU2OUl2QWueDHDEy4HOEn -

รัฐบาล เผย “ดีเซล B20” เริ่มขายแล้ว ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงของประชาชน
“รัชดา” เผย รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 แล้ว เพื่อลดต้นทุนภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ควบคู่สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน
วันที่ 30 มี.ค. 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ดีเซล B20 เป็นน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มของไทยในสัดส่วน 20% รถที่รองรับสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับดีเซลทั่วไป โดยจุดเด่นคือช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมาตรการดูแลราคาดีเซล B20 ให้ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป (B7) ประมาณลิตรละ 5 บาท เพื่อจูงใจการใช้งาน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
มาตรการดังกล่าวจะช่วยภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูง ให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นราคาสินค้า และเป็นผลดีต่อประชาชนในภาพรวม
ขณะเดียวกัน ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้ทยอยขยายจุดจำหน่าย B20 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกและทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันประเภทนี้ โดยสถานีบริการน้ำมันบางจาก เริ่มจำหน่ายแล้วที่คลังพระโขนง สถานีบริการน้ำมัน OR ที่คลังสงขลา และคลังสระบุรี และสถานีบริการน้ำมัน Shell คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายต้นเดือนเมษายน
นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ B20 ยังช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของประเทศ ส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคาผลผลิต และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย รวมถึงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนพลังงานของประชาชนและผู้ประกอบการควบคู่กัน การส่งเสริมดีเซล B20 จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2923439&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MGmljGkcGHogocNhpZ6GQ -

วิกฤตปิดน่านฟ้า ‘เทลอาวีฟ’ ฉุดท่องเที่ยวไทย นทท.หาย กระทบยาวถึงไตรมาส 3
ภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืน กล่าวว่า ผลกระทบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก โดยช่วงแรกประมาณ 15 วันหลังเกิดเหตุ สายการบินตะวันออกกลางไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างในระบบ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ผู้โดยสารตกค้างคลี่คลายแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ “การขาดหายของผู้โดยสารใหม่” โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอน ซึ่งโดยปกติจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยจำนวนมาก แต่ปีนี้กลับแทบไม่มี เนื่องจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบิน ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ต้นทุนค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ใช่แค่ตะวันออกกลาง แต่ผู้โดยสารจากประเทศอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง ก็ได้รับผลกระทบจากค่าโดยสารที่แพงขึ้น ทำให้ชะลอการเดินทาง เห็นได้ชัดจากตั๋วเครื่องบินในประเทศช่วงสงกรานต์ที่ราคาสูงมาก” ภูมิกิตติ์ กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ดูไบ อาบูดาบี โอมาน และบาห์เรน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย ได้หายไปจากระบบท่องเที่ยวในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระยะพำนักยาว 8–10 วัน และมีการใช้จ่ายสูง ทำให้รายได้จากจำนวนคืนพัก (Room Night) หายไปจำนวนมาก
นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อเส้นทางบินต่อ (Transit) ของนักท่องเที่ยวยุโรปและประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภูมิภาคนี้เป็นจุดเชื่อมต่อ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้ แม้ผลกระทบต่อตลาดยุโรปจะไม่รุนแรงเท่าตะวันออกกลาง เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูกาลท่องเที่ยว
เบื้องต้นประเมินว่า ในช่วง 30 วันแรกของสถานการณ์ นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30% โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ขณะที่ยุโรปได้รับผลกระทบบางส่วน
ภูมิกิตติ์ กล่าวอีกว่า ความท้าทายสำคัญจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเดิมประเทศไทยจะพึ่งพาตลาดหลัก ได้แก่ จีน ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย แต่เมื่อกลุ่มตะวันออกกลางหายไป จะทำให้ภาระตกอยู่กับตลาดที่เหลือ ขณะที่ต้นทุนการเดินทางยังเพิ่มสูงจากราคาน้ำมัน
“ในระยะสั้น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังคงมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ประชาชนมีความระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นจึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ควบคู่กับการควบคุมราคาพลังงาน เพื่อสร้างบรรยากาศการเดินทาง”
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบางรายการ เช่น ภาษีสนามบิน รวมถึงตรึงค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมัน
“ผู้ประกอบการพยายามประคองธุรกิจ และยืนยันว่าจะไม่ลดการจ้างงาน แต่จะเน้นการหารายได้เพิ่ม โดยเฉพาะการทำตลาดระยะใกล้ (Short-haul) เข้ามาทดแทน”
“ทั้งนี้ ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน ภาคการท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติได้ แต่หากยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการในประเทศ” ภูมิกิตติ์ กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/the-war-crisis-and-the-closure-of-tel-aviv-s-airspace-are-impacting-thai-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o_2_J5REza35Mg8k15SIc -

ท่องเที่ยว-บริโภคภาคเอกชน หนุนเศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ขยายตัว
วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.10 น.
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 5.8% และ 1.3% ตามลำดับ สอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แตะระดับ 53.7 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน โดยได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลง 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ภาคการส่งออก มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมอยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ระดับ 9.9% ซึ่งหากตัดกลุ่มน้ำมัน สินค้าเกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัยออกไป จะพบว่าการส่งออกขยายตัวถึง 11.0% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานพาหนะ โดยขยายตัว 56.8% ,10.6% และ 7.8% ตามลำดับ รวมถึงผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ,ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ที่ขยายตัว 62.3% ,9.4% และ 4.7% ตามลำดับ โดยตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 40.5% แม้ตลาดอินเดียและไต้หวันจะชะลอตัวลง
ขณะที่ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางทรงตัว โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 43.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อนหน้า แต่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่กลับลดลง 10.0% และลดลง 0.5%จากเดือนก่อนหน้า
ด้านอุปทาน ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวยังคงเป็นกำลังหลักที่สำคัญ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศ มีคนไทยเดินทางสูงถึง 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนภาคการเกษตรขยายตัว 5.5% ตามผลผลิตพืชผลสำคัญที่เพิ่มขึ้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว แต่ในระยะต่อไปยังคงมีแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ -0.88% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 66.0% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงบ่งชี้ถึงทิศทางการขยายตัวเหนือระดับ 50 จุด อย่างไรก็ตาม สศค.เน้นย้ำว่ายังมีความจำเป็นต้องติดตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีอิหร่านและความตึงเครียดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางที่อาจยกระดับขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/955756&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wklNf1F4DR7972w_6ruP9 -

ทริปสายมูจุดธูปเสี่ยงทาย ฮือฮา โดนลมพัดเลขหาย 1 ตัว เหลือ “เลขเด็ด” ตรงกับเซียมซี
อุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมท่องเที่ยวสายมูเตลู ผนึกกำลังต้อนรับปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ คอหวยฮือฮา “เลขเด็ด” ธูปเสี่ยงทายโดนลมพัดเลข 7 หาย ซ้ำเลขที่เหลือยังตรงกับเลขเซียมซี
วันที่ 30 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจาก นางณฤอร มหธนาคม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู (สายมูเตลู) ผนึกกำลังชุมชนเปิดจุดเช็คอินจัดแคมเปญต้อนรับปีใหม่ไทย หรือ เทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของชุมชน เนื่องจากบรรพบุรุษชาวอำเภอท่าปลา ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ราชการจัดสรรให้ในปัจจุบัน กว่า 50 ปี แต่ยังคงเก็บรักษาและอนุรักษ์ความเชื่อและศรัทธาให้ลูกหลานและนักท่องเที่ยวได้ศึกษา
บรรยากาศนักท่องเที่ยวเริ่มตื่นเต้น เมื่อหมู่บ้านร่วมใจ เทศบาลตำบลร่วมจิต อ.ท่าปลา ชาวบ้านพบแหล่งแก้วโป่งข่าม และขุดเพื่อนำมาเจียระไนเป็นเครื่องประดับ ตามความเชื่อแก้วโป่งข่ามเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังงานเฉพาะตัวสูง ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ป้องกันภัยให้แคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ และที่ฮือฮา
เมื่อชุมชนแห่งนี้ได้อนุรักษ์แก้วโป่งข่ามขนาดใหญ่ ความยาว 35 เซนติเมตร สูง 15 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายหอยกาบยักษ์ ส่วนของแก้วโป่งข่ามมีความเป็นประกายระยิบระยับ สวยงาม สะดุดตา โดยชุมชนได้เก็บรักษาไว้หลังขุดพบมา 10 ปี เชื่อเสริมพลังชีวิต จิตใจ และการปกป้องจากพลังลบ แม้จะมีคนมาขอซื้อในราคาที่สูงก็ไม่ขาย ทั้งนี้นักท่องเที่ยวหลังทราบถึงคุณสมบัติของแก้วโป่งข่าม ต่างเลือกซื้อเครื่องประดับที่ทำจากแก้วโป่งข่าม เก็บติดตัวและเป็นของฝาก เพราะเชื่อในพุทธคุณ ถือเป็นสินค้าชุมชนที่ขายดี
หลังจากสุขใจกับสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติแล้ว ถึงเวลาเข้าวัดเพื่อไหว้พระ ความเป็นสิริมงคลที่วัดหาดล้าเหนือ หมู่ 3 เทศบาลตำบลร่วมจิต โดยภายในวิหารทรงล้านนา ประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธรูปไม้หลวงพ่อปากแดง” ที่ชาวท่าปลาได้ร่วมแรงร่วมใจย้ายพระพุทธรูปไม้ดังกล่าวมาจากบ้านเก่าที่ปัจจุบันน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เพราะเป็นไม้จึงสามารถเคลื่อนย้ายได้อายุกว่า 100 ปี
และภายในยังมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวประเพณีท้องถิ่น, รูปเหมือนหลวงพ่อติว เกจิอาจารย์ยุคต้นของท่าปลา โดยภายนอกมีพญานาคหัวช้างอยู่ด้านหน้า ซึ่งมีแห่งเดียวในจังหวัดอุตรดิตถ์ ประชาชน นักท่องเที่ยวนิยมนำดอกไม้ พวงมาลัยกราบไหว้ขอพร ทั้งเรื่องงาน การค้าขาย และโชคลาภ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในวิหารไม่อนุญาตให้จุดธูปเทียนเนื่องจากเป็นวิหารไม้ จึงมีเซียมซีให้ได้ตั้งจิตอธิษฐาน เขย่าเขย่าเซียมซี เพื่อทำนายดวงชะตาโดยหนึ่งในนักท่องเที่ยวได้เขย่าได้เลข 27 ก่อนจะออกมาจุดธูปเสี่ยงทายบริเวณหน้ารูปหล่อองค์หลวงพ่อทวดขนาดใหญ่ ประดิษฐานหน้าวิหาร ยิ่งสร้างความฮือฮา เมื่อเลขที่ปรากฏบนธูปเสี่ยงทาย 727 ก่อนที่ลมจะพัดเลข 7 บนหายไป คงเหลือ 27 ตรงกับเลขเซียมซี บรรดาสายมู นักเสี่ยงโชคต่างเชื่อว่าเป็นเลขมงคล จึงนำไปเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 เมษายน 2569
เมื่ออิ่มอกอิ่มใจ ได้ทั้งหินศักดิ์สิทธิ์แก้วโป่งขาม และขอพร พร้อมได้เลขเด็ดนำมาเสี่ยงโชคแล้ว ถึงเวลาอิ่มท้อง โดยรับประทานอาหารถิ่นตามฤดูกาลที่ หมอนอุ่นโฮมเตย์ สร้างความประทับใจกับเมนูที่เรียกว่า 1 ปีมีหนเดียวคือ เมนูจากไข่มดแดง มีทั้ง แนมมดแดง, แจ่วไข่มดแดง, โซะไข่มดแดง, แกงผักอีกาไข่มดแดง,น้ำพริกแดง ผักหวานและเมล็ดผักหวานลวก,หมูสามชั้นทอด ทานกับข้าวเหนียวอุ่นๆ จากนั้นพักกายพักใจที่หมอนอุ่นโฮมเตย์ สำหรับเมนูอาหารจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และนักท่องเที่ยวสามารถกำหนดได้
นางณฤอร มหธนาคม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวท่าปลา กล่าวว่า ส่งเสริมกระแสการท่องเที่ยวสายศรัทธา ของอำเภอท่าปลา พาไปเสริมสิริมงคลตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วิถีชีวิตชาวท่าปลาหลังอพยพจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ อิ่มอก อิ่มใจ อิ่มท้อง นอนอุ่น สนใจติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 093-553-5516.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lottery/news/2923615&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DD4rkw18G52McNIikRrHi -

‘อนุทิน’ จ่อแถลงนโยบายดัน ‘10 พลัส’ กระตุ้นเร่งด่วน – สร้างโอกาส – รับมือวิกฤติ
ความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน2” เข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันการตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เรียบร้อยก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ รวมถึงยืนยันพร้อมด้านนโยบายรัฐบาล
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 7-9 เม.ย.2569 โดยมีคำแถลงนโยบาย 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในชื่อ “Thailand 10 Plus” ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หาเสียงผสมกับนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคเพื่อไทย (พท.)
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายสูงสุดให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี โดยแบ่งทิศทางการบริหารประเทศออกเป็นยุทธศาสตร์นโยบาย 4 ด้าน และแผนการรับมือวิกฤตการณ์อีก 4 มิติ ดังนี้
1.นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) รัฐบาลมุ่งเน้นดูแลประชาชนทุกระดับเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านนโยบาย “คนตัวเล็ก Plus” ที่เข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการตรึงค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 ยูนิตแรก พร้อมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
ขณะเดียวกันเตรียมนโยบาย “SME Plus” สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและสร้างกลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่เพื่อเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้ เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ด้วยนโยบาย “เศรษฐกิจสูงวัย Plus” โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่นายจ้างที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงาน และเร่งสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
-
เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
2.นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่การปฏิรูปโครงสร้างประเทศระยะยาว เริ่มจากการยกระดับทุนมนุษย์ด้วยนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge)” ที่สร้างแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรีร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้แนวคิดเรียนฟรีมีงานทำ เพื่อเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) ให้ตรงกับตลาดงานยุคใหม่
ควบคู่ไปกับนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียว Plus” ที่เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จภายในปี 2050 ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ชุมชน และสร้างมาตรฐานสินค้าเขียวเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก
ด้านการลงทุน ผลักดันนโยบาย “การลงทุน Plus” ผ่านการตั้งกองทุน Thailand Future Fund เพื่อระดมทุนโดยไม่กระทบหนี้สาธารณะ และเร่งปลดล็อกโครงการลงทุนค้างท่อ (Thailand Fast Pass) มูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาทให้เกิดขึ้นจริง
พร้อมใช้ระบบรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน (Regulatory Guillotine) เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุน นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “Trade Plus” ที่เน้นการเจรจาการค้าเชิงรุกและใช้ระบบการค้าต่างตอบแทน (Barter Trade) เช่น การนำสินค้าเกษตรไปแลกกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ตามบริบทของตลาดโลก
-
เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้
3.นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ (Quick Big Win) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและอัดฉีดเม็ดเงินอย่างเร่งด่วน โดยนำโครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” มาต่อยอดเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเจาะจงกลุ่มที่ตกหล่นและร้านค้าขนาดเล็กในเฟสแรก พร้อมเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ
ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินจะเดินหน้านโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้พลัส” เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และพักดอกเบี้ยระยะสั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับมามีประวัติการเงินดีและเข้าถึงแหล่งทุนได้อีก
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาว (TiSA) ซึ่งเป็นการพัฒนาบัญชีออมเงินส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผล เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนไว้ใช้ในยามเกษียณ
-
ดันอุตสาหกรรมสร้างรายได้
4.นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ประกอบด้วย
กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อาหารแห่งอนาคต และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ที่ใช้เทคโนโลยียกระดับสินค้าสู่เกรดพรีเมียม กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง Data Center, Cloud Service, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (PCB) และอุตสาหกรรมควอนตัม
นอกจากนี้สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการส่งเสริม ภาคบริการมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
- วางนโยบายรับมือภัย 4 ด้าน
ส่วนนโยบายการรับมือภัย 4 ด้าน รัฐบาลเตรียมแผนเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ได้แก่
1.ภัยธรรมชาติ ได้แก่ กองทุนภัยพิบัติ โดยรัฐบาลมีนโยบายจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ทุกครัวเรือน (1,000 บาท) หากเกิดภัยพิบัติ และพบความเสียหายจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท นอกจากนี้มีเทคโนโลยีนำระบบ AI Plus มาพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่ละเอียดระดับตำบล
2.ภัยทางเศรษฐกิจ รัฐบาลกำหนดนโยบายการจัดการวิกฤติพลังงาน เช่น มาตรการรับมือน้ำมันขาดแคลนและราคาผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยการปล่อยลอยตัวราคาดีเซลบางส่วนและใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา
รวมถึงปราบปรามทุนสีเทา โดยแก้ไขกระบวนการงบประมาณเพื่อป้องกันธุรกิจสีเทา เช่น ธุรกิจศูนย์เหรียญ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบ E-procurement เพื่อความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
3.ความมั่นคง รัฐบาลมีนโยบายสร้างกำแพงเพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทางทหาร อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และยาเสพติด ส่วนความมั่นคงทางไซเบอร์ รัฐบาลยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของฐานข้อมูลภาครัฐและป้องกันการจารกรรมข้อมูล
4.ด้านสังคม รัฐบาลมีนโยบายสร้างกลไกระดับสังคมป้องกันยาเสพติด โดยตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดให้ครบทุกอำเภอ และจัดทำกลไกดูแลสุขภาพระดับชุมชนหมู่บ้าน ผ่านนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” เพื่อดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางถึงบ้านในแต่ละครัวเรือน
-
พท.ดัน‘เรือธงใหม่’5 กระทรวง
สำหรับนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ที่ส่งให้พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยที่รวบรวมนโยบายจากทุกพรรค เพื่อนำไปพิจารณาและจัดหมวดหมู่แถลงนโยบายรัฐบาล
ทั้งนี้ คัดเลือกจาก 5 กระทรวงด้านสังคมที่ได้โควตา คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงงาน
พรรคเพื่อไทยจะขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทยไร้จน” Minimum Income Guarantee เพื่อคนไทยต้องมีรายได้ต่อเดือน 3,000 บาท เพราะเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,074 บาท ใครต่ำกว่านี้รัฐบาลจะเติมให้จนเต็มรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน
พร้อมทั้งเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งพัฒนาคนให้ทันโลก โดยทำไปพร้อมการเสนอ พ.ร.บ.กองทุนมนุษย์ จัดตั้ง Productivity Superboard ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมตลาดและทักษะแรงงานในอนาคตเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งยังมุ่งพัฒนาคุณภาพครูและนักเรียน พร้อมสรุปความสำคัญของการศึกษาคือการพัฒนาคนให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงได้
-
เชื่อมโยงการศึกษา-แรงงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการได้โควตาเฉพาะกระทรวงด้านสังคม ทำให้พรรคเพื่อไทยปรับนโยบายเรือธงใหม่หันมาเน้นความสำคัญงานด้านสังคมเพื่อสร้างผลงาน โดยวางบทบาท 3 สส.บัญชีรายชื่อแกนนำพรรค คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เป็นคีย์แมนสำคัญ
โดยมีบทบาทผลักดันนโยบายเฉพาะหน้ากำหนดยุทธศาสตร์ และแผนงานเพื่อให้เชื่อมกันแบบไร้ร้อยต่อ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงแรงงาน
โดยพรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายเรือธงพลิกโฉมการศึกษา ผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งนายยศชนันเตรียมเสนอร่างกฎหมาย 47 ฉบับ เพื่อเป็นหัวใจและรากฐานของการยกระดับประเทศ โดยมุ่งเน้นการลงทุนกับมนุษย์หรือทุนมนุษย์
1.ยกระดับการผลิต และพัฒนาครู ดึงดูดคนเก่งจากทุกสาขาวิชามาเป็นครู ลดภาระงานครู สร้างสภาพแวดล้อมให้ครูสอนดี มีเวลาให้นักเรียน วางระบบการประเมินศักยภาพครูอย่างเข้มข้น ตรงจุด แต่ไม่เพิ่มภาระให้ครู
2.นักเรียนเป็นศูนย์กลางยกระดับหลักสูตร ยืดหยุ่น สร้างสมรรถนะ ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน โรงเรียนต้องปลอดภัย จบปัญหาละเมิดสิทธิ ส่งเสริมสวัสดิภาพนักเรียน
3.เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับวิธีการจัดสรรงบให้เป็นธรรม ลดภาระผู้ปกครอง ป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบและ4.กำหนดทิศทางพัฒนาทุนมนุษย์ เชื่อมโยงตลาดแรงงาน มีธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ( National Credit Bank ) เพื่อปรับทักษะแรงงาน
นโยบายหลักข้างต้น เป็นการนำเสนอเบื้องต้น ผ่านชุดกฎหมายนำร่อง 10 ฉบับ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชนและดูแลด้านความปลอดภัย
-
ชงร่างกม.สู่สภาฯ หนุนนโยบาย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดประชุมสภาฯพรรคเพื่อไทยได้ทะยอยนำเสนอร่างกฎหมายกว่า10 ฉบับ เพื่อรอบรรจุเข้าสู่วาระประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมร่าง พ.ร.บ.โรงแรมและสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์
รวมทั้งสัปดาห์นี้จะเสนออีก 6 ฉบับ เป็นชุดเกี่ยวกับการศึกษา และแรงงานประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.การเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมเป็นต้น
นายยศชนัน ระบุถึงเหตุจำเป็นว่า“หลาย พ.ร.บ.ที่ปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจจำเป็นต้องแก้ไข รวมถึงปัญหาทางสังคมด้วยการเข้ามาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง ก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึง กับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย”
-
ประกันกำไรสินค้าเกษตร-รายได้คนจน
สำหรับนโยบายหลัก ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้โปรโมตนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยพรรคเพื่อไทยจะผลักดันผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่ รมว.เกษตรฯ กำกับดูแล
ส่วนอีกนโยบายเรือธงผ่านกระทรวงพัฒนาสังคมฯ คือ โครงการคนไทยไร้จน โดยนายจุลพันธ์ เคยอธิบายถึงนโยบายนี้เพื่อผลักดันคนไทยที่มีรายได้ไม่ถึง 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน โดยรัฐบาลเติมเงินให้ถึงเส้นความยากจนหากรายได้ทั้งปี ต่ำกว่า 36,000 บาท รัฐบาลจะเติมส่วนที่ขาด ให้มีรายได้รวมถึง 36,000 บาททันที ขาดเท่าไหร่ เติมให้เท่านั้น แต่นโยบายนี้ต้องยื่นสิทธิผ่านระบบภาษี
“เรามีนโยบายคนไทยไร้จน เพราะการทำเรื่อง Minimum Income Guarantee คือการยืนยันว่าคนไทยต้องมีรายได้ต่อเดือน 3,000 บาทเพราะเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,074 บาท ใครต่ำกว่านี้ เราจะเติมให้จนเต็ม“หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุ
นโยบายนี้ สส.เพื่อไทยจะร่วมกันสนับสนุนผ่านรมว.พัฒนาสังคมฯ เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าจะสามารถผลักดันเป็นผลงานเพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคตได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JCGPIT4lSBkoxGNPg32Ax -
-

สงครามกับอิหร่าน จะซ้ำรอยวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อปี 1956 หรือไม่ – BBC News ไทย
ถอดบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ สงครามกับอิหร่านจะซ้ำรอยวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อนหรือไม่

ที่มาของภาพ, BBC/Getty images
-
- Author, นิค เอริคสัน
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
-
เวลาอ่าน: 10 นาที
สงครามที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นผู้เริ่มต้นกับอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนจะกลายมาเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ในความไม่แน่นอนของมันเอง
อีกสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเช่นกันคือ แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่โพสต์บนโซเชียลมีเดียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายและเขย่าตลาดโลกรุนแรงขึ้น
แต่ความคิดเห็นของทรัมป์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดทิศทางของสงครามนี้ ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ก็มีบทบาทเช่นกัน
ในช่วงหลายสัปดาห์นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ผู้เชี่ยวชาญได้ดึงเอาประวัติศาสตร์มาใช้เพื่อพยายามทำความเข้าใจความปั่นป่วน และพยายามทำนายว่ามันอาจจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด โดยมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สำคัญอย่างน้อยสามเหตุการณ์ที่โดดเด่นออกมา
วิกฤตการณ์คลองสุเอซ

ที่มาของภาพ, Hulton-Deutsch/Hulton-Deutsch Collection/Corbis via Getty Images
คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีกามาล อับเดล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ เข้าใจถึงประสิทธิภาพของการปิดกั้นคลองสุเอซ (Suez) เพื่อสกัดกั้นการโจมตีของกองกำลังสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเมื่อวันศุกร์ ซึ่งนับเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แนวรบใหม่ก็ได้ถูกเปิดขึ้นในความขัดแย้งนี้
การเข้ามาของกลุ่มติดอาวุธที่ทรงพลังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธนี้มีศักยภาพในการโจมตีการขนส่งทางทะเลในทะเลแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งที่ต้องผ่านคลองสุเอซ (Suez)
กลุ่มฮูตีไม่สามารถปิดกั้นคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก 30% และการค้าสินค้าทั้งหมดประมาณ 15% ของโลกได้ แต่พวกเขาสามารถขัดขวางการเข้าถึงคลองแห่งนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกด้วยว่า ความวุ่นวายที่อิหร่านก่อขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซก็ยิ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกถึงขั้นหายนะ
ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อน เพื่อเป็นบทเรียนเกี่ยวกับผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าของสงครามในตะวันออกกลางในปัจจุบัน
เมื่อประธานาธิบดีกามาล อับเดล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ประกาศยึดคลองสุเอซให้เป็นของอียิปต์ในปี 1956 เขาก็ได้ควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเพื่อเป็นการตอบโต้ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิสราเอล ได้พยายามยึดคลองดังกล่าวคืน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ที่มาของภาพ, Hulton-Deutsch Collection/CORBIS/Corbis via Getty Images
คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีกามาล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษในภูมิภาคนี้จากการจัดการวิกฤตการณ์คลองสุเอซ สำหรับทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นได้ให้ข้อคิดบางอย่าง
“เหนือสิ่งอื่นใด มัน (วิกฤตการณ์คลองสุเอซ) บ่งชี้ว่ายุคของสหราชอาณาจักรในฐานะมหาอำนาจโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว” เจเรมี โบเวน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศของบีบีซีกล่าว “สหราชอาณาจักรมีอำนาจปกครองในตะวันออกกลางมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุด [ของอำนาจนั้น]”
ยุทธวิธีปัจจุบันที่ทางการกรุงเตหะรานและกลุ่มฮูตีใช้ ซึ่งจำกัดการเข้าถึงเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก มีความคล้ายคลึงกับการตอบโต้ของนัสเซอร์ในวิกฤตการณ์คลองสุเอซ
อัลเฟรด ดับเบิลยู แมคคอย นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า เมื่อกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสขึ้นฝั่งที่ปลายด้านเหนือของคลองสุเอซ นัสเซอร์ได้จมเรือไปหลายสิบลำ ทำการปิดกั้นคลอง ซึ่งถือเป็นการตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันของยุโรปจากแหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพ
ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ซึ่งกังวลเกี่ยวกับแนวรบที่ขยายวงกว้างและอันตรายมากขึ้นในสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต จึงเข้าแทรกแซงและบังคับให้สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสถอนตัวออกไป
“ในเวลานั้น… สหราชอาณาจักรถูกคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ สกุลเงินของประเทศอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย รัศมีแห่งอำนาจจักรวรรดิได้หายไป และจักรวรรดิโลกของประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่การสูญสิ้น” แมคคอยระบุ

ที่มาของภาพ, Smith Collection/Gado/Getty Images
คำบรรยายภาพ, วิกฤตการณ์น้ำมันปี 1973 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานถึงหนึ่งทศวรรษ อย่างไรก็ตาม โบเวนกล่าวว่า ความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์ในอดีตที่คลองสุเอซกับความขัดแย้งในปัจจุบันนั้นไม่เหมือนกันหมดเสียทีเดียว
“ผมไม่ได้กำลังเปรียบเทียบพลังทางทหารของสหรัฐฯ ในปัจจุบันกับของอังกฤษช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดคือ ทุกชาติมหาอำนาจล้วนมีช่วงรุ่งเรืองและช่วงตกต่ำ และเมื่ออเมริกาเผชิญกับการผงาดขึ้นของจีน หากในอนาคตผู้คนเริ่มมองถึงการเสื่อมถอยของอเมริกา นักประวัติศาสตร์อาจเขียนถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างทาง เป็นสงครามที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาอย่างรอบคอบ”
เพื่อทำความเข้าใจถึงผลที่จะตามมา การพิจารณาบทเรียนเพิ่มเติมที่ประวัติศาสตร์ได้มอบให้ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาจึงมีประโยชน์
วิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี 1973
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา การปิดกั้นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อทำให้เกิดความเสียหายสูงสุดได้เกิดขึ้นอีก และผู้สังเกตการณ์กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ในปัจจุบัน
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 20 ปีหลังจากปฏิบัติการหายนะที่คลองสุเอซ
“ในปี 1973 เกิดสงครามระหว่างอิสราเอล อียิปต์ และซีเรีย ซึ่งเป็นการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว [ต่ออิสราเอล] โดยชาวอียิปต์และซีเรีย หรือที่เรียกว่าสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) และชาวอเมริกันได้ส่งอาวุธจำนวนมากไปให้อิสราเอล” โบเวนกล่าว “หลังจากนั้น โลกอาหรับตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมากและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในยุโรปตะวันตก”
ชีคอาห์เหม็ด ซากี ยามานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในขณะนั้น กล่าวอย่างชัดเจนในปี 1973 ว่า ทรัพยากรเช่นน้ำมัน ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดโลก สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลได้ เขาอธิบายว่าการควบคุมการผลิตอย่างมีนัยสำคัญของโลกอาหรับเป็น “อาวุธน้ำมัน” ซึ่งสามารถ “ทำให้เศรษฐกิจโลกพังทลาย” ได้อย่างรวดเร็ว
การคว่ำบาตรกินเวลาห้าเดือน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผลกระทบนั้นยาวนานถึงหนึ่งทศวรรษ ตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศที่พึ่งพาน้ำมันในภาคการผลิต นี่ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากธนาคารกลางต่าง ๆ พยายามควบคุมค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images
คำบรรยายภาพ, สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) ปี 1973 ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในสนามรบเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในตลาดน้ำมันระหว่างประเทศด้วย แม้ว่าน้ำมันในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่โดดเด่นในระดับโลกเหมือนเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว เพราะมีส่วนแบ่งความต้องการทั่วโลกน้อยกว่าในอดีต และการลงทุนในแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้นกำลังเติบโต โดยเฉพาะในประเทศโลกตะวันตก แต่น้ำมันก็ยังคงเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เหตุการณ์ในปี 1973 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจึงเป็นบทเรียนสำคัญแก่ทรัมป์
ในขณะที่สหรัฐฯ ผลิตพลังงานได้มากกว่าที่ใช้ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมาก และยังอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่ซื้อขายในตลาดโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับคู่ค้าสำคัญในเอเชีย ซึ่งไม่มีแหล่งพลังงานที่หลากหลายเท่า และได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน
“สิ่งที่เกิดขึ้น [ในตอนนี้] ไม่ใช่ว่าซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชาติอื่น ๆ กำลังบอกว่าพวกเขาจะไม่ขายน้ำมันให้กับลูกค้าในยุโรป” โบเวนกล่าว “แต่อิหร่านและอาจรวมถึงกลุ่มฮูตีด้วย กำลังทำให้การเข้าถึงตลาดเหล่านี้เป็นไปได้ยากมาก น้ำมันมีความสำคัญมาก และหากคุณตัดเส้นทางการจัดส่งเหล่านั้น คุณจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลก”
สงครามอิหร่าน-อิรัก
นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าสงครามระหว่างอิหร่านและอิรัก ซึ่งกินเวลาหลายปีในทศวรรษ 1980 เป็นตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งใกล้เคียงและน่าเชื่อถือกว่าสำหรับทรัมป์ ในการแสดงให้เห็นว่าศัตรูของสหรัฐฯ สามารถปิดกั้นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้อย่างไร
ในช่วงท้ายของสงครามนั้น การขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตี จากทั้งอิหร่านและอิรัก โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่านั่นเป็นการพยายามดึงมหาอำนาจโลกเข้าสู่ความขัดแย้ง
ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1980 การโจมตีรุนแรงขึ้นจนคูเวตต้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในการนำทางเรือของตนผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งทางการกรุงวอชิงตันตกลงที่จะทำเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการถูกรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่ปรับในสงครามเย็น แซงหน้า

ที่มาของภาพ, Barry Iverson/Getty Images
คำบรรยายภาพ, ปฏิบัติการเออร์เนสต์วิลล์ (Earnest Will) ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ได้เน้นให้เห็นถึงข้อบกพร่องบางประการของสหรัฐฯ ในการจัดการความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ปฏิบัติการที่เรียกว่า “ปฏิบัติการเออร์เนสต์ วิลล์” (Operation Earnest Will) ซึ่งเป็นการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน เริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. ปี 1987 แต่ไม่นานนักมันก็ได้กลายเป็นเรื่องน่าอับอายครั้งใหญ่สำหรับสหรัฐฯ เมื่อเรือบริดจ์ตัน (Bridgeton) ซึ่งเป็นเรือที่สหรัฐฯ ควรคุ้มครอง ถูกทุ่นระเบิดของอิหร่านโจมตีระหว่างเดินทางไปยังคูเวต
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นให้เห็นถึงข้อบกพร่องเกี่ยวกับขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลอกหลอนปฏิบัติการดังกล่าวโดยตลอด
เมื่อมองมาที่ความขัดแย้งในปัจจุบันและการเรียกร้องล่าสุดของทรัมป์ให้ประเทศอื่น ๆ สนับสนุนปฏิบัติการเพื่อรักษาช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดอยู่โดยการจัดส่งเรือคุ้มกัน นี่ทำให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์ครั้งนั้นและสงครามในปัจจุบันอย่างชัดเจน
แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความท้าทายในปัจจุบันยิ่งใหญ่กว่าสำหรับทางการกรุงวอชิงตัน เนื่องจากยุทโธปกรณ์ในสงครามมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น โดรน และอิหร่านไม่ได้ทำสงครามยืดเยื้อกับอิรักอีกต่อไปแล้ว
ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนมากมายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในสงครามปัจจุบันในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสำหรับตัวละครหลักของสงครามครั้งนี้เท่านั้น ประเด็นที่ว่าพวกเขาตั้งใจรับฟังบทเรียนจากอดีตเหล่านี้มากน้อยเพียงใด น่าจะส่งผลต่อทิศทางและความยืดเยื้อของความวุ่นวายครั้งใหญ่ระดับโลกระลอกนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c4gd2e7lrppo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vAZaR_AnPY6vuOu97YCzc -
-

คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ‘ต่อยอดความคิดสู่อนาคต’ ชวนสำรวจ ‘การพัฒนามนุษย์’ ผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์ – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี รวมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดแนวคิด และสำรวจการพัฒนามนุษย์ผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี ครั้งที่ 46 ภายใต้หัวข้อ “มองการพัฒนามนุษย์ผ่านการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์” เน้นการสำรวจการพัฒนาชีวิตของคนทุกเจเนอเรชัน และทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย เพื่อสร้างองค์ความรู้และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายปาฐกถาพิเศษ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ห้อง 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การศึกษาไม่ใช่เพียงกระบวนการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม เมื่อมองผ่านเศรษฐศาสตร์ การลงทุนด้านการศึกษาไม่เพียงส่งผลต่อบุคคล แต่ยังส่งผลต่อผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และอนาคตของประเทศโดยรวม
นอกจากนี้ รศ. ดร.พีระ ยังเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงของหลายประเด็นสำคัญกับการพัฒนามนุษย์ ทั้งทักษะดิจิทัล ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา บทบาทครัวเรือน สภาพแวดล้อมทางสังคม และสุขภาพรวมถึงครอบครัว ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความสำคัญต่อการออกแบบนโยบายสาธารณะ

ด้าน รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ นำเสนอปาฐกถาพิเศษ เจาะลึกการพัฒนามนุษย์ผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่รากฐานความเป็นมนุษย์ ประวัติศาสตร์และพัฒนาการของเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงหลักสำคัญในการสร้างศักยภาพของคน พร้อมชี้ให้เห็นเงื่อนไขและบทเรียนที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไป การปาฐกถาครั้งนี้จึงช่วยจุดประกายความคิด เปิดมุมมองใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพชัดเจนว่าการพัฒนามนุษย์สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมและนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ กิจกรรมในงานสัมมนาวิชาการ ได้มีการนำเสนอผลงานวิจัยใน 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่
ทักษะดิจิทัลและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดย ผศ. ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ และ ผศ. ดร.ธร ปีติดล ร่วมเสวนากับ คุณวรดร เลิศรัตน์ โดยศึกษาถึงผลกระทบของความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลต่อการศึกษาไทย วิเคราะห์ทั้งการเข้าถึงอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ทักษะดิจิทัลของครูและนักเรียน รวมถึงความเหมาะสมของหลักสูตรและปัจจัยสังคมอื่น ๆ เพื่อเสนอแนวทางนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ
จากห้องเรียนของลูก สู่ภาระหนี้ของพ่อแม่ โดย อาจารย์ ดร.สัณห์สิรี โฆษินทร์เดชา ร่วมเสวนากับ รศ. ดร.วีระชาติ กิเลนทอง โดยกล่าวถึงกระทบของการลงทุนในการศึกษาของบุตรหลานต่อภาระหนี้ของครัวเรือนเกษตรกรไทย พบว่าครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามีแนวโน้มชำระหนี้ตรงเวลา แต่ไม่เพิ่มรายได้หรือวางแผนทางการเงินมากขึ้น ชี้ถึงความจำเป็นในการออกแบบนโยบายสนับสนุนการชำระหนี้
Silver Hair and Healthy Growth: ปู่ย่าตายายกับสุขภาพเด็กไทยวัยเรียน โดย รศ. ดร.ภัททา เกิดเรือง ร่วมเสวนากับ รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ โดยสำรวจผลกระทบของโครงสร้างครัวเรือนและสภาพเศรษฐกิจ-สังคมต่อภาวะโภชนาการเด็ก พบว่าเด็กในครัวเรือนขยายหรือครัวเรือนข้ามรุ่นมีภาวะโภชนาการดีกว่า ขณะที่เด็กในครัวเรือนพ่อ/แม่เลี้ยงเดี่ยวมีโภชนาการต่ำกว่า และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุช่วยส่งเสริมความสูงของเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี
บทสนทนาว่าด้วยการพัฒนามนุษย์ ระหว่างเศรษฐศาสตร์และความรู้ในสาขาวิชาอื่น โดย รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์, รศ. ดร.ศิริจิต สุนันต๊ะ และ ผศ. ดร.ภาคภูมิ แสงกนกกุล ดำเนินรายการโดย ผศ. ดร.ตฤณ ไอยะรา
งานสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อค้นพบทางวิชาการ สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดแนวคิดในการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02300369/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FhRjPnLGfRSmdmifGcHYj -

คัด 9 หุ้นเด่นปันผลสูง เกราะป้องกันพอร์ตฝ่าพายุสงครามลากยาว
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มลากยาว การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยลบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สมรภูมิเดียว แต่กระทบมาสู่วิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ชนวนเหตุสงคราม เมื่อเส้นทางพลังงานถูกปิดกั้น
ปัจจุบันสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดำเนินเข้าสู่วันที่ 30 และสถานการณ์มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล เมื่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมวงด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือการขู่ปิดช่องแคบ Bab al-Mandab ในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 5% ของอุปทานโลก
ซ้ำร้าย ฝั่งรัสเซียยังเผชิญกับปัญหาการส่งออกน้ำมันที่หยุดชะงักไปแล้วกว่า 40% จากเหตุโดรนโจมตี และเตรียมงดส่งออกน้ำมันเป็นเวลา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวต่ำลง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แรงกดดันผ่านเงินเฟ้อและต้นทุน
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบต่อไทยอาจไม่ใช่มิติทางการทหารโดยตรง แต่จะส่งผ่านทางราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น จากบทเรียนในอดีต (เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน) ปัจจัยเหล่านี้เคยฉุดให้ GDP ของไทยชะลอตัวลงจาก 4.4% เหลือเพียง 1.5-1.9% พร้อมกดดันการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน “ภูวดล ภูสอดเงิน” ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง มองว่า ความกังวลเรื่องการขาดแคลนเรือและตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงค่าระวางเรือที่มีความเสี่ยงจาก War-risk surcharge อาจทำให้ต้นทุนสินค้าทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามมา
กลยุทธ์การลงทุน คัดหุ้นเด่นสู้ศึกยืดเยื้อ
เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจลากยาวไปจนถึงกำหนดการสำคัญ เช่น เส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน ในวันที่ 6 เมษายน นี้ บล.เอเซีย พลัส ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ดังนี้
- บริหารสภาพคล่อง: แนะนำให้ ถือเงินสดในระดับ 30% ขึ้นไป เพื่อลดความผันผวนรวมของพอร์ตและเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับฐาน
- เลือกสะสมหุ้นปันผลสูง (Selective Buy): เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีอัตราการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ในช่วงที่ราคาหุ้นผันผวน โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ KTB, BBL, GUNKUL, GULF, BGRIM, ICHI, CPF, NER , OR
หุ้นปันผลสูง หลุมหลบภัยที่แข็งแกร่ง
สอดคล้องกับ “ภูวดล ภูสอดเงิน” ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ระบุว่า ในภาวะที่ดัชนี SET Index ผันผวนและเผชิญแรงกดดัน สังเกตเห็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า แม้หุ้นไทยจะย่อตัวตามภูมิภาคในกรอบ 1,430-1,450 จุด แต่ กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นปันผลสูง (SETHD) กลับปรับตัวบวกสวนทางตลาด สะท้อนถึงการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยและผลตอบแทนที่จับต้องได้ในรูปของเงินปันผล
แม้สงครามจะสร้างเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนปกคลุมตลาดหุ้น แต่การเลือกปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดชัดเจนอย่าง หุ้นปันผลสูง ควบคู่ไปกับการรักษาระดับเงินสดให้เหมาะสม คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถ “อยู่รอด” และ “เติบโต” ได้ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/740170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yrjeB1a2f6vQu85g9FjRT




