Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โครงการ ECRL คืบหน้าร้อยละ 91 เปิดตัวขบวนรถโดยสาร-ขนส่งสินค้า เตรียมทดสอบก่อนเปิดเดินรถ

    โครงการ ECRL คืบหน้าร้อยละ 91 เปิดตัวขบวนรถโดยสาร-ขนส่งสินค้า เตรียมทดสอบก่อนเปิดเดินรถ

    โครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link: ECRL) มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ ๙๑ โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวขบวนรถไฟโดยสารและรถไฟขนส่งสินค้าเป็นครั้งแรก ณ สถานี Kota Sultan Ahmad Shah ทั้งนี้ โครงการจะประกอบด้วยขบวนรถไฟโดยสารประเภท EMU รุ่น Golden Train แบบ ๖ ตู้ จำนวน ๒ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) ซึ่งมีกำหนดจะเข้าสู่การทดสอบการเดินรถในระยะต่อไป

    การทดสอบดังกล่าวจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ ๘,๐๐๐ กิโลเมตร เพื่อประเมินความพร้อมของระบบและความปลอดภัยในการให้บริการ โดยตั้งเป้าหมายให้การทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย (นาย Anthony Loke) เปิดเผยว่า ขบวนรถไฟดังกล่าวได้ถูกส่งมอบจากเมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ภายหลังผ่านกระบวนการทดสอบและรับรองมาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิต โดยบริษัท Malaysia Rail Link Sdn. Bhd. (MRL) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในช่วงก่อนเริ่มเปิดให้บริการ

    ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ ๑๑ เดือนก่อนเปิดให้บริการในช่วงแรกของเส้นทาง จากสถานีกอมบัก รัฐสลังงอร์ ไปยังสถานีโกตาบารู รัฐกลันตัน โดยโครงการดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟของ Keretapi Tanah Melayu (KTM) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรางให้มีความเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ อำนวยความสะดวกต่อการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    นอกจากนี้ โครงการ ECRL ยังเป็นโครงการสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมาเลเซีย ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า โดยขบวนรถไฟโดยสาร EMU ที่เหลืออีก ๙ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) อีก ๑๐ คัน มีกำหนดทยอยส่งมอบภายในปี ๒๕๖๙

    สำหรับกรณีเหตุลักขโมยสายเคเบิลและอุปกรณ์ตามแนวเส้นทาง รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโครงการ เนื่องจากสามารถดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัท Maxis Bhd ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ของมาเลเซีย ได้รับการแต่งตั้งให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมตลอดแนวเส้นทาง ECRL เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต


    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ๑. ด้านโลจิสติกส์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน
    ความคืบหน้าของโครงการ ECRL ซึ่งกำลังเข้าสู่ระยะทดสอบระบบ สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากช่วงก่อสร้างไปสู่ความพร้อมในการเปิดให้บริการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งระบบราง เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย ส่งผลให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในบางเส้นทางและบางประเภทสินค้า อันอาจนำไปสู่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว

    ๒. ด้านการลงทุนและการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทาง
    ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของโครงการ โดยเฉพาะการเปิดตัวขบวนรถไฟ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนภาคเอกชนในการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี อาทิ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจบริการ และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะกระจายตัวไปยังรัฐฝั่งตะวันออกมากยิ่งขึ้น

    ๓. ด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน
    โครงการ ECRL จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางภายในประเทศ ลดระยะเวลาในการเดินทางระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองตามแนวเส้นทาง หากมีการบริหารจัดการด้านความถี่ในการให้บริการ อัตราค่าโดยสาร และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นอย่างเหมาะสม จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการไปยังพื้นที่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ๔. ด้านโอกาสและผลกระทบต่อไทยและผู้ประกอบการไทย
    ในเชิงโอกาส แม้การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของระบบรางหลักและขบวนรถไฟของโครงการ ECRL จะมีแนวโน้มผูกกับห่วงโซ่อุปทานของผู้รับเหมาหลักจากต่างประเทศ อาทิ จีน และผู้ประกอบการภายในมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีข้อจำกัดในการเข้าร่วมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสในภาคเศรษฐกิจต่อเนื่องตามแนวเส้นทางที่จะขยายตัวภายหลังโครงการเปิดให้บริการ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม วัตถุดิบสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง (HoReCa) ตลอดจนบริการด้านโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งในช่วงปลายทาง

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีตลาดในมาเลเซียอยู่แล้วสามารถใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ปรับแผนการกระจายสินค้าและเลือกพันธมิตรทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโครงข่ายโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า ลดระยะเวลา และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดมาเลเซีย


    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า ความคืบหน้าของโครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (ECRL) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในคาบสมุทรมาเลเซีย โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟเดิมผ่านสถานีเชื่อมต่อ (interchange) ซึ่งจะทำให้ระบบการขนส่งมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ในเชิงโอกาส โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคการส่งออกและบริการด้านโลจิสติกส์ เข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ระยะการทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการ หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและเร่งการลงทุนในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน หากเกิดความล่าช้าหรืออุปสรรคในช่วงเริ่มต้น อาจส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์เกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vjysc7sw75ycq9gsncu1kpqj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y-VhlZxgdmDjTDEXXOv5g

  • “สินค้าละเมิด” ทะลัก 3 เดือน ยึดกว่า 7.2 แสนชิ้น กิจเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

    “สินค้าละเมิด” ทะลัก 3 เดือน ยึดกว่า 7.2 แสนชิ้น กิจเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

    วันนี้ (30 มี.ค.2569) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาด ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – มีนาคม) สามารถจับกุมสินค้าละเมิด 150 คดี ยึดของกลางได้กว่า 5.2 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 690 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้น 65.58% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568

    ทั้งนี้ ผลการบูรณาการปราบปรามการละเมิดฯ ในท้องตลาดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถจับกุม 1,180 คดี ยึดของกลาง 3.5 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,175 ล้านบาท

    ภาพประกอบข่าว

    ส่วนการปราบปรามฯ ในช่องทางออนไลน์ ในช่วง 3 เดือนจับกุมสินค้าละเมิด 57 คดี ยึดของกลางได้กว่า 2 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 67 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้น 362% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 ทั้งนี้ ผลการปราบปรามการละเมิดฯ ในช่องทางออนไลน์ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา จับกุม 275 คดียึดของกลาง 4.75 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 183 ล้านบาท

    นางอรมน กล่าวอีกว่า  การดำเนินงานดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และผู้ประกอบการด้านการค้า ลงพื้นที่ตรวจค้นแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดในพื้นที่เสี่ยงสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าละเมิดผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ภาพประกอบข่าว

    นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปสู่การจับกุมผู้นำเข้าและผู้กระทำผิดรายใหญ่ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าละเมิดเข้ามาในประเทศ โดยพบว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ ก่อนกระจายเข้าสู่ท้องตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

    เรามีแผนยกระดับการปราบปรามให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเอกชนอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น และใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อกวาดล้างตัดวงจรผู้กระทำความผิดรายใหญ่

    ภาพประกอบข่าว

    นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิด บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ในการขยายผลการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และสร้างความตระหนักรู้ในภัยอันตรายของการใช้ของปลอม รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ตลอดจนการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคให้ตระหนักถึงผลกระทบของสินค้าละเมิด และส่งเสริมการเลือกซื้อสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย

     อ่านข่าว:

    พณ.-DSI ลุยยึดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กว่า 1 แสนชิ้น มูลค่า 30 ล้านบาท

    “สหรัฐฯ” เปิดรายงานตลาดขายสินค้าปลอมออนไลน์ ไม่มีชื่อ “ไทย”

    บุกทลายโกดังของเถื่อน เจอเครื่องสำอางปลอมกว่า 2.23แสนชิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Cvt_HIXJrQVhdKRLCWVg9

  • กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    สถานการณ์พลังงานโลกที่ตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น

    ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรลดลงและสภาพคล่องตึงตัว

    แหล่งข่าวจากแวดวงภาคการส่งออกระบุว่า อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลักต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวของไทยอาจยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หากสถานการณ์ความไม่แน่นอนไม่ลุกลามจนกระทบการเดินทางระหว่างประเทศ

    ในด้านนโยบาย ภาครัฐอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานบางส่วน หรือมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องพิจารณานโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากเกินไป

    สำหรับภาคเอกชน ควรเร่งปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น และบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม รวมถึงกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่ผันผวน

    ในส่วนของประชาชน ควรปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยเน้นความจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ หรือเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงวางแผนการเงินอย่างรอบคอบเพื่อรองรับความไม่แน่นอน

    นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก การสู้รบในตะวันออกกลางส่อเค้าบานปลาย กระทบต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลกรวมทั้งไทยและนำมาซึ่งการกดทับการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศและกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

    มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากแรงกดดันด้านพลังงานและเงินเฟ้อ แต่หากทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ก็ยังมีโอกาสประคองตัวและฟื้นตัวได้ในระยะกลางถึงยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/655331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tAp2slfhfjSzkxH70BQaA

  • ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ในการวิเคราะห์ทิศทางของค่าเงินบาทไม่อาจมองข้ามอิทธิพลของ “ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก” ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเสถียรภาพของค่าเงินและต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดังนี้

    1. กลไกการส่งผ่านผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด

    งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ใช้แบบจําลองทางเศรษฐมิติยืนยันว่า ราคานํ้ามันดิบเป็นหนึ่งในตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะยาวอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้นําเข้านํ้ามันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบสูงถึงร้อยละ 86 ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 6.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 

    ประเทศไทยจําเป็นต้องใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ จํานวนมหาศาลเพื่อชําระค่าพลังงานที่นําเข้า การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล 

    จากการประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคานํ้ามันดิบโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลงร้อยละ 0.9 ของ GDP ซึ่งสะท้อนความเปราะบางอย่างมาก สภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้จะสร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่าลง” ตามกลไกตลาดในที่สุด

    2. ผลกระทบแบบทวีคูณต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศ

    ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น.37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที 

    ดังนั้น เมื่อเกิดสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

    3. แรงกระเพื่อมถึงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทได้สร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ ในภาคการขนส่งทางอากาศ ราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นบีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 15-20 ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    นอกจากนี้ ภาวะต้นทุนพลังงานแพงยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสําหรับนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 ในขณะที่ต้นทุนการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและการบริการก็ขยับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว จะย้อนกลับมาบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ฉากทัศน์ที่ 1 ค่าเงินบาทตํ่ากว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (วิกฤตความสามารถในการแข่งขัน) 

    ฉากทัศน์นี้จัดเป็นสภาวะจําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: หากค่าเงินบาทแข็งค่าถึงระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะบั่นทอนรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลงถึงร้อยละ 15-17 การแข็งค่าระดับนี้ทําให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าการเดินทางมาประเทศไทยมีราคาแพงเกินจริงอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับ การหดตัวจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกา เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร

    ความท้าทายของภาคธุรกิจ: อุตสาหกรรมโรงแรมจะเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน Oversupply อย่างหนักหน่วง ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็นร้อยละ 15 ของอุปทานทั้งหมด) เมื่ออุปสงค์หดตัวลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 15-17 สงครามราคา จะปะทุขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการโรงแรมระดับ3 ดาวลงมา นําไปสู่การลดคุณภาพบริการ การปลดพนักงาน และปัญหาหนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมบริการ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะถูกฉุดรั้งอย่างรุนแรง ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่สองของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

    ฉากทัศน์ที่ 2 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและคัดกรอง)

    นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

    การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบนักท่องเที่ยว ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น 

    กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพและ Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก 

    ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ: การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 – 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

    ฉากทัศน์ที่ 3 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (จุดสมดุลเชิงยุทธศาสตร์)

    ระดับอัตราแลกเปลี่ยนในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการประเมินจากภาคเอกชนและหอการค้าไทยว่าเป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์” (Strategic Sweet Spot) ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด

    ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจํากัดทางจิตวิทยาในการตัดสินใจเดินทาง อํานาจซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนขนาดใหญ่ (Group) ให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง: การใช้จ่ายที่ผ่อนคลายขึ้นของนักท่องเที่ยวในฉากทัศน์นี้ จะก่อให้เกิดตัวคูณผลสัมฤทธิ์ (Multiplier Effect) ที่มีประสิทธิภาพ เม็ดเงินจะไหลทะลักออกจากโรงแรมหรูใจกลางเมือง กระจายลงสู่ร้านอาหารริมทาง ธุรกิจนวดแผนไทย รถรับจ้างสาธารณะ และตลาดนัดชุมชนช่วยบรรเทาปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่ 

    ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมายร้อยละ 2.5 ได้สําเร็จ

    นายยุทธศักดิ์ ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทยการพึ่งพากลยุทธ์การลดราคาและเน้นปริมาณการรองรับนักท่องเที่ยวจํานวนมากเช่นในอดีต สร้างความเปราะบางเมื่อประเทศต้องเผชิญกับสภาวะเงินบาทแข็งค่า ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามผ่านวงจรอุบาทว์ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจําเป็นต้องดําเนินการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    1. การปรับจุดยืนทางการตลาดจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” เร่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจ โดยลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อราคา และหันมามุ่งเน้นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง การใช้ประโยชน์จากกระแส “Silver Economy” หรือสังคมผู้สูงวัย โดยบูรณาการภาคการท่องเที่ยวเข้ากับบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) จะช่วยเพิ่มระยะเวลาการพํานักและมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวได้อย่างมีนัยสําคัญ 

    ธุรกิจโรงแรมจําเป็นต้องชูจุดเด่นด้านคุณค่าของประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพของการบริการระดับเวิลด์คลาส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มชดเชยความเสียเปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน

    2. การปกป้องและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการโรงแรมและบริการร้านอาหารควรลดสัดส่วนการนําเข้าวัตถุดิบลงจากปัจจุบันที่ร้อยละ 30-35 และหันมาใช้กระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูงจากเครือข่ายเกษตรกรภายในประเทศ 

    การทําเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าเงิน แต่ยังเป็นการกระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานราก ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการ SMEs จากการทุ่มตลาดของสินค้านําเข้าราคาถูก เพื่อรักษาเอกลักษณ์และขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของที่ระลึกและไลฟ์สไตล์ของไทย

    3. นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการบริหารจัดการค่าเงินแบบบูรณาการ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังประสานการทํางานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเชิงนโยบายในสภาวะที่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นการลงทุนและชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจถูกจํากัดด้วยความกังวลด้านเสถียรภาพและภาวะเงินเฟ้อ 

    ภาครัฐจึงจําเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างตรงจุด (Targeted Measures) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมทั้งกําหนดมาตรการแยกบัญชีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากการซื้อขายทองคําออกจากระบบแลกเปลี่ยนเงินตราปกติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การประเมินค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ให้บิดเบือนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นทั้งบททดสอบและตัวเร่งปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจไทย การที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจุดสมดุล (Sweet Spot) ที่เอื้ออํานวยต่อทั้งการเติบโตของการส่งออกและการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกําลัง 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้จํากัดอยู่เพียงตัวเลขของอัตราแลกเปลี่ยน หากแต่อยู่ที่ความสามารถของกลไกภาครัฐและเอกชนในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามขีดจํากัดด้านการแข่งขันด้วยราคาและรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวของไทยให้มีความยืดหยุ่น ทรงคุณค่า และพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zLgcLlbgYkcS-Q7-znFAQ

  • “ทองคำ” สินทรัพย์การออม สะท้อนทุนสำรอง “เศรษฐกิจไทย”

    “ทองคำ” สินทรัพย์การออม สะท้อนทุนสำรอง “เศรษฐกิจไทย”

    ปัจจุบัน “ทองคำ” ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการออมของคนไทยเท่านั้น แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระแสเงินทุนและทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะในช่วงปี 2568  ที่ “ราคา” ทองคำในตลาดโลกปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ภาพประกอบข่าว

    ประเทศไทยซึ่งเป็น “ศูนย์กลางการค้าทองคำ” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง ทำให้กิจกรรมการซื้อขาย รวมถึงการส่งออกและนำเข้าทองคำขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อภาคการเงิน ค่าเงินบาท และภาคเศรษฐกิจบางส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปี 2568 ทองคำได้ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ จาก “ราคาทองคำโลก” ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกทองคำของไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเงิน ภาคการผลิต และภาคการค้า พร้อมสะท้อนความจำเป็นในการแยกวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่รวมและไม่รวมทองคำ เพื่อให้การประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายมีความแม่นยำยิ่งขึ้น

    ทองคำปี 2568 สถิติแห่งการขาย “ทำกำไร”

    ผอ. สนค. กล่าวว่า ปี 2568 มูลค่าการส่งออกทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยทองคำแท่งมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าการส่งออกรวม (เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปี 2567) ขยายตัวถึง 48.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโลก  ขณะที่การนำเข้า แม้ปริมาณการนำเข้าทองคำแท่งจะลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำที่สูงขึ้น การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่ทำระดับสูงสุดใหม่ยังจูงใจให้นักลงทุนและผู้ถือครองทองคำในประเทศทยอยขายทำกำไร สำหรับราคาทองคำในประเทศ เมื่อต้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42,500 บาทต่อบาททองคำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี หรือเพิ่มขึ้นราว 53% ภายในปีเดียว

    ภาพประกอบข่าว

    แม้ทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในภาคการผลิตจริง ทองคำนำเข้าถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 7 แสนคน  ไทยนำเข้าทองคำดิบและกึ่งแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องประดับ เช่น ทองคำ 18K และ 22K ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการออกแบบและฝีมือช่าง ช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและศักยภาพการส่งออกของไทย  นอกจากนี้ ทองคำยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณจำกัด สำหรับแผ่นวงจรพิมพ์และขั้วต่อสัญญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกของประเทศ

    “ทองคำ” ดีด เพิ่มทุนสำรอง “เศรษฐกิจไทย”

    การขยายตัวของการส่งออกทองคำช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 262,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 305,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 16.6% ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าทางบัญชีของทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกทองคำ

    ภาพประกอบข่าว

    ในขณะที่ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท ปลายปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมัน เครื่องจักร และวัตถุดิบ และช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศบางส่วน อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าที่รวดเร็วและสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีอัตรากำไรต่ำและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก

    ผอ. สนค. กล่าวว่า ประเทศไทยมีตลาดทองคำที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจขายทองคำเพื่อทำกำไร เฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมักอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในบางกรณี เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐถูกแลกกลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาทในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในบางช่วงเวลา และอาจมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะสั้น

    ภาพประกอบข่าว

    ค่าเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกรรมทองคำเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่น เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายอัตราดอกเบี้ย และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

    แต่ในบางช่วงเวลาที่ราคาทองคำผันผวนมาก มูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กระแสเงินจากธุรกรรมดังกล่าวอาจมีบทบาทต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญความพยายามลดผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อค่าเงินบาทเพื่อลดผลกระทบจากธุรกรรมทองคำต่อค่าเงินบาท ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้สนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Gold Wallet และ USD Trading เพื่อลดความจำเป็นในการแลกเงินบาทโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป

    ภาพประกอบข่าว

    อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่รวมทองคำอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของภาคส่งออกไทย ดังนั้น การพิจารณาสถิติการส่งออกที่ไม่รวมทองคำจึงมีความสำคัญต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำรายงานมูลค่าการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัยเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสะท้อนศักยภาพการส่งออกที่แท้จริงของไทย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในอนาคต

    YLG ชี้ 4 ปัจจัยหนุน “ทองคำ” แกร่ง เป้าปีนี้ 5,824 ดอลลาร์

    ด้านกูรูในวงการทองอย่าง วายแอลจี มองว่า ทองคำดีดตัวแรงระยะสั้นหลังจากผ่านภาวะขายมากเกินไป จนล่าสุดเกิด Bullish Divergence แต่แนะต้องระวังหากแรงดีดไม่ผ่าน 4,996 ดอลลาร์ หรือ 77,300 บาทต่อบาททองคำ อาจเป็นการ “ดีดเพื่อลงต่อ” ไปเข้าสู่การ “พักตัวระยะกลาง” ชี้การพักตัวระยะกลางเป็นโอกาสสะสม ส่วนระยะยาวยังไปต่อเทรนด์ขาขึ้นยังชัดเจน ราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง คงเป้าหมายปีนี้ที่ 5,596-5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 86,600-90,000 บาทต่อบาททองคำ แนะคนมีทองมาทยอยขายทำกำไรตามรอบ ส่วนคนไม่มีทองหาจังหวะซื้อช่วงราคาพักตัว

    ภาพประกอบข่าว

     นางพวรรณ์  นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯละอิหร่าน กดดันตลาดแต่ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทางเทคนิคที่ประเมินไว้มองว่าการปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นการ “พักตัวระยะกลาง” (Correction) เท่านั้น ขณะที่ภาพรวมระยะยาวยังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนจากการที่ราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ประเมินเป้าหมายการปรับฐานรอบนี้มีแนวรับสำคัญที่ 4,096-3,926 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 63,300 – 60,700 บาทต่อบาททองคำ และระดับลึกสุดที่ 3,556 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 55,000 บาทต่อบาททองคำ มองว่าโอกาสที่จะลงไปถึงระดับลึกสุดนั้นมีน้อย หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง แต่หากการปรับฐานเสร็จสิ้นและราคาทะลุผ่านแนว 4,996 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ ไปได้ จะเป็นสัญญาณยืนยัน (Confirm) การกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่อีกครั้ง โดยคงเป้าหมายปีนี้ที่ 5,596-5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 86,600-90,000 บาทต่อบาททองคำ

    ภาพประกอบข่าว

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม (All Time High)  ส่วนผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคา (Buy on Dip) เป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096-3,926 ดอลลาร์

    ทั้งนี้ในระยะยาววายแอลจียังคงมองว่าทองคำเป็นขาขึ้นต่อไปจากปัจจัยสนับสนุนหลัก ไม่ว่ะเป็น   ความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอย (Recession) รวมไปถึงภาวะ Stagflation แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะ “ไม่ฟันธง” ว่า เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลา รวมถึงแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็น “ตัวเร่ง” ของเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ De-dollarization และ Central Bank Gold Buying ให้เร่งตัวมากขึ้น และนั่นจะเป็นปัจจัยที่คอยหนุนทองคำให้ปรับตัวขึ้นเป็นระยะตลอดปี 2026 ซึ่งล่าสุด ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงเข้าซื้อทองคำเพิ่มในเดือน ก.พ. เป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน โดยถือทองเพิ่มขึ้น 30,000 ทรอยออนซ์ หรือ 0.93 ตันสู่ระดับ 74.22 ล้านทรอยออนซ์ หรือ 2,308 ตัน

    ภาพประกอบข่าว

    สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) แม้ CME FedWatch Tool จะปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ยังคง ไม่เปลี่ยนแปลงสมมติฐานหลัก ที่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25 % ในเดือนกันยายนและธันวาคมของปีนี้ ในขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุน ETF ทองคำ กระแสเงินลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความต้องการทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกในปี 2025 โดยกองทุน ETF ทองคำมีการเข้าซื้อสุทธิประมาณ 800 ตัน อย่างไรก็ดี ปีนี้เริ่มเกิดกระแสเงินทุนไหลออก นำโดยกองทุน SPDR ที่มีการลดการถือครองทองคำลง -13.5 ตันในปีนี้

    อ่านข่าว:

    “ทองคำ” ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กรุงไทยฯชี้ตลาดการเงินโลกผันผวน

    ราคา “ทองคำ”ดิ่งเหว เฟดยืนลดดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง น้ำมันขึ้นทะลุ $110

    “ทองคำ” แค่ปรับฐาน YLG มั่นใจปีนี้ ทะลุ 5,596 ดอลลาร์/ออนซ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m_MtBUJs_5Z4hXIERdibX

  • วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

    วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

    วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

    วันนี้ 30 มีนาคม 2569 วัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งข่าวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวอยู่บำรุง โดยระบุข้อความว่า“ครอบครัวอยู่บำรุง ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบโดยทั่วกันว่า คุณแม่ลำเนา อยู่บำรุง ได้ถึงแก่กรรมโดยสงบแล้วทั้งนี้ กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรม ทางครอบครัวจะเรียนแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบพระคุณทุกท่านสำหรับความห่วงใยและกำลังใจ”

    วัน อยู่บำรุง

    ภายหลังการโพสต์แจ้งข่าวเศร้าของ วัน อยู่บำรุง ชาวเน็ตจำนวนมาก เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณแม่ลำเนากันอย่างล้นหลาม เช่น

    “ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว (อยู่บำรุง) ด้วยครับ ต่อการจากไปของ คุณแม่ ลำเนา อยู่บำรุง”

    “ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวอยู่บำรุงด้วยนะครับพี่หนุ่ม”

    “ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับป๋า”

    “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งครับพี่หนุ่ม”

    “ขอแสดงความเสียใจทอย่างสุดซึ้งครับ”

    “ขอแสดงความเสียใจมา ณ โอกาสนี้นะคะ”

    “ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะพี่หนุ่ม”

    “ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ พี่หนุ่ม”

    “ขอแสดงความเสียใจครับพี่”

    “ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างสูงด้วยนะคะพี่หนุ่ม”

    “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่านด้วยครับผม”

    “ขอแสดงความอาลัย และเสียใจด้วยครับ”

    วัน อยู่บำรุง

    วัน อยู่บำรุง

    สำหรับประวัติของ นางลำเนา อยู่บำรุง ท่านมีชื่อเล่นที่รู้จักกันในครอบครัวว่า แป้น เป็นบุตรของนายประเสริฐ คำสุภาพ ในด้านประวัติการศึกษานั้น ท่านสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนย่านบางขุนเทียน และระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสิงหราชพิทยาคม ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน

    ในส่วนของชีวิตครอบครัว นางลำเนา ได้เข้าพิธีสมรสกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ทั้งคู่เพิ่งจะจัดงานฉลองครบรอบวันแต่งงานปีที่ 56 ไปอย่างอบอุ่น โดยนางลำเนา และ ร.ต.อ.เฉลิม มีบุตรชายด้วยกันทั้งหมด 3 คน ได้แก่ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง, ร.ต.ต.วัน อยู่บำรุง (หนุ่ม),  พ.ต.ต.ดวง อยู่บำรุง

    วัน อยู่บำรุง

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัน อยู่บำรุง, เฟซบุ๊ก Bell Tong Love Ella

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/955717&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xbq2lBTjNNL_Lf8kyWtq4

  • สื่อศรีราชาผนึกพันธมิตร “ปันน้ำใจเพื่อการศึกษา” ชลบุรี-มุกดาหาร ส่งอุปกรณ์เรียนช่วยเด็กห่างไกล

    สื่อศรีราชาผนึกพันธมิตร “ปันน้ำใจเพื่อการศึกษา” ชลบุรี-มุกดาหาร ส่งอุปกรณ์เรียนช่วยเด็กห่างไกล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/138201&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sm5Llbn3Xouecv96l0ytn

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารหอพัก นักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 52 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการบริหารหอพัก นักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 52 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fAoDszPHrhDjMUys-F0lf

  • จุฬาฯ – สถานเอกอัครราชทูตกรีซ หารือความร่วมมือทางวิชาการ

    จุฬาฯ – สถานเอกอัครราชทูตกรีซ หารือความร่วมมือทางวิชาการ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ-สถานเอกอัครราชทูตกรีซ หารือความร่วมมือทางวิชาการ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.ปาลนี อัมรานนท์ รองอธิการบดีด้านวิรัชกิจและเครือข่ายนานาชาติ ให้การต้อนรับ H.E. Mrs. Magdalini Nicolaou, Ambassador of Greece to Thailand พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตกรีซ ประกอบด้วย Mr. Georgios Oikonomou, Deputy Head of Mission, Miss Saranya Jehnoh, Personal Assistant to the Ambassador ซึ่งมาเยือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4 

    ในการนี้ เอกอัครราชทูตกรีซประจําประเทศไทยและคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับสถาบันอุดมศึกษาของกรีซ

    โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตกรีซประจำประเทศไทยได้แสดงความประสงค์ที่จะเริ่มต้นการหารือเชิงลึกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของกรีซกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการในหลากหลายมิติ อาทิ การพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษา โครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากร ตลอดจนกิจกรรมความร่วมมืออื่น ๆ ที่สนับสนุนเป้าหมายร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

    การหารือในครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถานเอกอัครราชทูตกรีซ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ และขยายโอกาสทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) ในอนาคต

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/296194/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QliTkbwNaeH4VmVcyc1RA

  • วิจัยใหม่ศึกษาโครงสร้าง “คลิตอริส” ยกระดับการผ่าตัดอวัยวะเพศหญิง

    วิจัยใหม่ศึกษาโครงสร้าง “คลิตอริส” ยกระดับการผ่าตัดอวัยวะเพศหญิง

    วิจัยใหม่ศึกษาโครงสร้าง “คลิตอริส” ยกระดับการผ่าตัดอวัยวะเพศหญิง

    การศึกษาใหม่เผยแผนผังเครือข่ายเส้นประสาททั้งหมดของ “คลิตอริส” ทีมวิจัยชี้ สิ่งที่แพทย์เคยเรียนรู้เกี่ยวกับกายวิภาคของคลิตอริสบางส่วนอาจผิดพลาด

    “คลิตอริส” (Clitoris) หรือ “ปุ่มกระสัน” อวัยวะที่รับผิดชอบต่อความสุขทางเพศ เป็นหนึ่งในอวัยวะที่ได้รับการศึกษาน้อยที่สุดในร่างกายมนุษย์

    แต่ล่าสุด มีการเผยแพร่งานวิจัยใหม่ที่นอกจากจะเปิดเผยขอบเขตของเส้นประสาทที่สำคัญต่อการถึงจุดสุดยอดแล้ว งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่แพทย์เรียนรู้เกี่ยวกับกายวิภาคของคลิตอริสบางส่วนอาจผิดพลาด และที่ผ่านมา ผู้หญิงบางคนที่ได้รับการผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกรานและอวัยวะเพศมีปัญหาเรื่องทางเพศที่แย่ลงจากความผิดพลาดในส่วนนี้

    งานวิจัย/Neuroanatomy of the clitoris
    ภาพสแกน 3 มิติของคลิตอริส เผยให้เห็นแผนผังเส้นประสาท

    เฮเลน โอคอนเนลล์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะจากเมลเบิร์น กล่าวว่า อวัยวะเพศหญิงส่วนคลิตอริสถูกนักวิจัยมองข้ามมานานเกินไปแล้ว “มันถูกลบออกไปจากวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าสอดคล้องกับความไม่รู้ของสังคม”

    เพื่อให้เข้าใจการทำงานภายในของอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสุขนี้ได้ดียิ่งขึ้น จู ยัง ลี นักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ และทีมวิจัย ได้ใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานสูงสร้างภาพสแกน 3 มิติของอุ้งเชิงกรานหญิง 2 คนซึ่งได้รับบริจาคผ่านโครงการบริจาคอวัยวะ

    ภาพสแกนเผยให้เห็นเส้นทางของเส้นประสาทที่ซับซ้อน 5 เส้นซึ่งแตกแขนงคล้ายต้นไม้ที่วิ่งผ่านคลิตอริสในรายละเอียดที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเส้นที่กว้างที่สุดมีความกว้าง 0.7 มิลลิเมตร

    “นี่คือแผนที่ 3 มิติแรกของเส้นประสาทภายในส่วนปลายของคลิตอริส” ลีกล่าว เธอประหลาดใจที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ เมื่อพิจารณาว่าความรู้ในระดับเดียวกันเกี่ยวกับอวัยวะเพศชายนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1998

    ลีและทีมวิจัยแสดงให้เห็นว่า เส้นประสาทคลิตอริสบางส่วนไปถึงเนินหัวหน่าว ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อกลม ๆ เหนือกระดูกหัวหน่าว ส่วนเส้นประสาทอื่น ๆ ไปถึงหนังหุ้มคลิตอริส ซึ่งอยู่เหนือส่วนนอกที่บอบบางและเล็กของคลิตอริส ซึ่งคิดเป็นเพียง 10% ของอวัยวะทั้งหมด และเส้นประสาทอื่น ๆ ไปถึงรอยพับของผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศหญิง หรือโครงสร้างแคมช่องคลอด

    งานวิจัยอื่นก่อนหน้านี้ระบุว่า เส้นประสาทด้านหลังขนาดใหญ่ของคลิตอริสจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเข้าใกล้ปลายคลิตอริส อย่างไรก็ตาม การสแกนใหม่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่แพทย์เรียนรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์บางส่วนนั้นผิดพลาด และเส้นประสาทนั้นยังคงแข็งแรงไปจนถึงปลายสุด

    จอร์จา ลองเฮิร์สต์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์กายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ ลอนดอน กล่าวว่า “ฉันรู้สึกทึ่งเป็นพิเศษกับภาพความละเอียดสูงภายในส่วนปลายของคลิตอริส ซึ่งเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกมากที่สุด เพราะเส้นประสาทส่วนปลายเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นได้ในระหว่างการผ่าตัด”

    โอคอนเนลล์กล่าวว่า ผลการค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจกลไกการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของสตรีที่อยู่เบื้องหลังการกระตุ้นทางเพศและการถึงจุดสุดยอดผ่านการกระตุ้นคลิตอริส “การถึงจุดสุดยอดเป็นการทำงานของสมองที่นำไปสู่สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงมีผลดีต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์และอาจรวมถึงภาวะเจริญพันธุ์ด้วย”

    การทำแผนที่เส้นประสาทของคลิตอริสมีแนวโน้มที่จะให้ข้อมูลสำหรับการผ่าตัดเพื่อฟื้นฟูหลังจากการตัดอวัยวะเพศหญิง

    จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ปัจจุบันมีเด็กหญิงและสตรีมากกว่า 230 ล้านคนใน 30 ประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ที่เคยถูกตัดอวัยวะเพศหญิง (female genital mutilation) ซึ่งอาจรวมถึงส่วนที่มองเห็นได้ของคลิตอริสและส่วนหนึ่งของแคมอวัยวะเพศด้วย

    การกระทำดังกล่าวไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและอาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น เลือดออกมาก การติดเชื้อ ปัญหาในการปัสสาวะ ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน และภาวะแทรกซ้อนในการคลอดบุตร

    ลีกล่าวว่า ประมาณ 22% ของผู้หญิงที่เข้ารับการผ่าตัดแก้ไขหลังจากถูกตัดอวัยวะเพศหญิง พบว่าประสบการณ์การถึงจุดสุดยอดลดลงหลังการผ่าตัด ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตของเส้นประสาทให้ดียิ่งขึ้น อาจช่วยลดเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวได้

    โอคอนเนลล์กล่าวว่า งานวิจัยนี้ยังสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการผ่าตัดรักษามะเร็งช่องคลอด การผ่าตัดแปลงเพศ และการผ่าตัดตกแต่งอวัยวะเพศ เช่น การผ่าตัดตกแต่งแคมช่องคลอด ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นถึง 70% ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2020

    อ่านงายวิจัยฉบับเต็ม ที่นี่

    เรียบเรียงจาก The Guardian

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/272100&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FpWhfECBFYKzmiGANOFsZ