Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ร้อยเอ็ดจัดใหญ่ “บุญสรงกู่” ปี 2569 สืบสานประเพณีเก่าแก่ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    ร้อยเอ็ดจัดใหญ่ “บุญสรงกู่” ปี 2569 สืบสานประเพณีเก่าแก่ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    ร้อยเอ็ดจัดใหญ่ “งานบุญสรงกู่ ปี 2569” สืบสานประเพณีเก่าแก่ จัดขบวนแห่สุดอลังการ ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ปรางค์กู่ ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่โบราณสถานปรางค์กู่ หมู่ 9 ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด นางสาวปราณี วงศ์บุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงาน “ประเพณีบุญสรงกู่ ประจำปี 2569” ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก

    ภายในงานมีบุคคลสำคัญเข้าร่วม อาทิ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นายจิรศักดิ์ ศรีบุญลือ นายอำเภอธวัชบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมสืบสานประเพณีอันเก่าแก่ของท้องถิ่น 

    สำหรับ “ปรางค์กู่” ถือเป็นโบราณสถานสำคัญ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมโบราณ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–18 ก่อสร้างด้วยศิลาแลง และในปี พ.ศ. 2476 ชาวบ้านได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานภายในปรางค์ เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้สักการะมาจนถึงปัจจุบัน

    ขณะที่กิจกรรมภายในงานปีนี้ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 มีทั้งพิธีอัญเชิญพระอุปคุต ขบวนแห่สุดอลังการ พิธีบวงสรวง รำบวงสรวง พิธีสรงน้ำองค์ปรางค์กู่ รวมถึงการแสดงแสง สี เสียง ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ของปรางค์กู่

    นอกจากนี้ ยังมีการประกวด “ธิดาปรางค์กู่” และการออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และอาหารพื้นถิ่น สร้างรายได้ให้ชุมชน และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมอีสานอย่างใกล้ชิด 

    โดยงานประเพณีบุญสรงกู่ ถือเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ไม่เพียงแต่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยสร้างความสามัคคี และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2924070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WVmPUsBlBRI4lV9VChk4q

  • สงครามฉุดการผลิต ‘เอเชีย’ ชะลอ ดันต้นทุนพุ่ง ธุรกิจเริ่มชะงัก

    สงครามฉุดการผลิต ‘เอเชีย’ ชะลอ ดันต้นทุนพุ่ง ธุรกิจเริ่มชะงัก

    พิษสงคราม กระทบภาคผลิต ‘เอเชีย’ ดัชนี PMI ชะลอตัวถ้วนหน้า เหตุต้นทุนน้ำมันพุ่ง-ฮอร์มุซถูกปิด มีเพียง ‘เกาหลีใต้’ ที่รอดด้วยพลังชิป

    สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานผลสำรวจทางธุรกิจสะท้อนว่า เศรษฐกิจในหลายประเทศใน “เอเชีย” มีกิจกรรมในโรงงานชะลอตัวลงในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อภูมิภาคนี้

    ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเอเชีย เนื่องจากเปราะบางต่อวิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องขนส่งผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถึง 80%  

    ผลสำรวจล่าสุดจากภาคเอกชนระบุว่า ภาคการผลิตของประเทศจีนยังคงรักษาระดับการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่สี่ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีการเติบโตแต่ผู้ประกอบการเริ่มเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ  ราคาสินค้าแพงขึ้น  และปัญหาความตึงเครียดในระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มติดขัดมากขึ้น

    ส่อง  PMI รายประเทศ

    • จีน 

    ภาคการผลิตจีนยังขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 แต่เริ่มแผ่วกำลังลง โดยดัชนี PMI ลดลงมาอยู่ที่ 50.8  จากเดิม 52.1  อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเริ่มกังวลกับต้นทุนที่แพงขึ้นและระบบขนส่งที่ติดขัด

    • ญี่ปุ่น

    ภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น สูงสุดในรอบ 19 เดือน ดัชนี PMI ลดลงเหลือ 51.6  จากเดิม 53.0   เนื่องจากราคาวัตถุดิบและพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาค่าเงินเยนอ่อนค่าและการขาดแคลนแรงงาน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง

    ด้าน กลุ่มอาเซียนและไต้หวัน  กิจกรรมโรงงานชะลอตัวถ้วนหน้า

    • อินโดนีเซีย ดัชนี PMI ร่วงหนักเหลือ 50.1 จากเดิม 53.8 เกือบเข้าสู่ภาวะหดตัว
    • เวียดนาม ดัชนี IPM ชะลอตัวเหลือ 51.2 จากเดิม 54.3
    • ฟิลิปปินส์และไต้หวัน ได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ในขณะที่ประเทศอื่นซบเซา “เกาหลีใต้” กลับทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยกิจกรรมภาคโรงงานขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากการส่งออก “เซมิคอนดักเตอร์” หรือ ชิป และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ  ซึ่งช่วยพยุงเศรษฐกิจโสมขาวให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงานได้ในขณะนี้

    แอนนาเบล ฟิดเดส จาก S&P Global Market Intelligence กล่าวว่า “สงครามยังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก บั่นทอนความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และส่งผลให้การจ้างงานและการซื้อสินค้ามีความระมัดระวังมากขึ้น” 

    อ้างอิง Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3memrXDBtWn6ZDHMK6j7oQ

  • พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐแก้น้ำมันแพง เปิดนำเข้าน้ำมันเสรี-ลดภาษีสรรพสามิต

    พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐแก้น้ำมันแพง เปิดนำเข้าน้ำมันเสรี-ลดภาษีสรรพสามิต

    พรรคเศรษฐกิจจี้รัฐแก้น้ำมันแพง เปิดนำเข้าน้ำมันเสรี-ลดภาษีสรรพสามิต

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงจุดยืนเรื่องการนำเข้าน้ำมันเสรีและการเข้าพบ BRICS ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ว่า เราจะสามารถหาน้ำมันในราคาถูก เข้ามาขายให้กับประชาชนคนไทยได้หรือไม่ วันนี้ที่ประชาชนเจอวิกฤตขาดแคลนน้ำมันและราคาแพง ซึ่งได้มีการเสนอไปยังรัฐบาลหลายข้อ รวมถึงข้อเสนอที่ให้มีการนำเข้าน้ำมันเสรี ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันสำเร็จรูปหรือน้ำมันดิบจากหลายประเทศ ทั้งรัสเซีย อิหร่าน และมาเลเซีย เพื่อที่เราจะได้น้ำมันราคาถูกเข้ามา แข่งขันกับน้ำมันที่ขายหน้าโรงกลั่น ถ้ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้สำเร็จน้ำมันจะราคาลดลงลิตรละ 7-10 บาท

    วันนี้ที่เรานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้ เพราะติดเรื่องข้อกฎหมายการนำเข้าใบอนุญาต นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่อยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ใบอนุญาตการค้าน้ำมันที่อยู่ใน พ.ร.บ.ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และตอนนี้ตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว เท่ากับเราได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ คณะรัฐมนตรีใหม่ นายกรัฐมนตรีใหม่ จึงถือว่ามีอำนาจเต็ม และอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลเปิดให้มีการนำเข้าน้ำมันเสรีเพื่อให้ประชาชนคนไทย ได้ใช้น้ำมันที่ถูกขึ้น และสามารถหาน้ำมันที่ขาดแคลนเข้ามาในประเทศได้

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตทันที หากรัฐบาลทำได้ จะลดราคาน้ำมันทันทีลิตรละ 7 บาท และอยากให้มีการยกเว้นการเก็บ VAT สำหรับน้ำมัน ราคาก็จะลดลงอีกลิตรละ 2 บาท เพราะฉะนั้น 16-19 บาท ที่รัฐบาลสามารถลดได้ทันที อาจจะต้องมีการเสียรายได้ของรัฐบาลบ้างประมาณ 3 แสนล้านบาท ทั้งนี้ภายหลังการพูดคุยกับ BRICS เราสามารถจัดส่งจดหมายถึงประธานได้ เพื่อหาน้ำมันราคาถูก เหล่านี้จากตลาดโลกได้ทันที และขอให้ยกเลิกการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน

    ขณะที่นายมีชัย เถาเจริญ ประธานผู้แทน BRICS Thailand International Alliance ระบุว่า ทางรัสเซียและ BRICS ไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ตนมาเป็นคนเชื่อมระหว่างรัฐบาลไทย กับทาง BRICS และรัฐบาลรัสเซียในเรื่อง พลังงานและราคาน้ำมัน ทางรัสเซียพร้อมที่จะเสิร์ฟน้ำมันสำรองให้กับรัฐบาลไทยไม่จำกัดปริมาณ ขอแค่รัฐบาลไทยทำจดหมายเบื้องต้นแสดงเจตจำนงว่า สนใจที่จะร่วมมือกับทางรัสเซีย และ BRICS หลังจากนั้นจะเชิญรัฐมนตรี พลังงานของไทยไปร่วมเซ็น MOU กับรัฐมนตรีพลังงานของรัสเซีย เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ และจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ปัจจัยค่าครองชีพของประชาชนลดลง และแบ่งเบาภาระของประชาชนคนไทย จึงฝากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ช่วยพิจารณาเรื่องนี้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000031194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wxAaN_sLpZoJTP3qaXAja

  • รีบเติมด่วน! ดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาท/ลิตร หลังกบน.ลดเงินอุุดหนุนเหลือ 17.78 บาท ดันพุ่ง 44.24 บาท/ลิตร

    รีบเติมด่วน! ดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาท/ลิตร หลังกบน.ลดเงินอุุดหนุนเหลือ 17.78 บาท ดันพุ่ง 44.24 บาท/ลิตร

    วันที่ 1 เม.ย. 2569 คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 1 เม.ย.2569โดยที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาท/ลิตร เป็น 17.78 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 44.24 บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.99 บาท/ลิตร เป็น 20.12 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 39.24 บาท/ลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/138699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YAR0uymhJt8M0r2rgwGWA

  • แตกตื่น! ดีเซลพุ่งพรวดอีก 3.50 บาท ปชช.แห่เข้าคิวเติมน้ำมันแน่นปั๊มก่อนปรับขึ้นพรุ่งนี้ | เดลินิวส์

    แตกตื่น! ดีเซลพุ่งพรวดอีก 3.50 บาท ปชช.แห่เข้าคิวเติมน้ำมันแน่นปั๊มก่อนปรับขึ้นพรุ่งนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 เม.ย. จากกรณีปั๊มปตท. ปั๊มบางจาก ได้ประกาศ ปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 1.20 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมี่ยม GSH95 คงเดิม มีผล 2 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ล่าสุดเวลา 21.45 วันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ปั๊ม ปตท. สาขาวิภาวดีรังสิต 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. มีประชาชนผู้ใช้รถแห่เติมน้ำมันกันจนแน่นปั๊ม

    ขณะที่ ปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนวิภาวดีรังสิต ถนน วิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. และตามปั๊มอื่นๆ ทั่วไปก็มีประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันกันแน่นปั๊มเช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5742786/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30PT1mi3nTEEXrmv7ZY0xo

  • พรรคเศรษฐกิจเสนอลดราคาน้ำมันได้ลิตรละ 16-19 บาท | เดลินิวส์

    พรรคเศรษฐกิจเสนอลดราคาน้ำมันได้ลิตรละ 16-19 บาท | เดลินิวส์

    ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า ขอเสนอรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง 3 ข้อ ดังนี้ 1. เปิดนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะจากรัสเซีย อิหร่าน มาเลเซีย เพื่อได้น้ำมันราคาถูกเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันที่ขายจากหน้าโรงกลั่น หากรัฐบาลทำเรื่องนี้สำเร็จราคาน้ำมันจะลดลงอย่างต่ำลิตรละ 7-10 บาท 

    วันนี้ที่เรายังนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปไม่ได้ เนื่องจากติดที่ข้อกฎหมายอยู่หลายข้อเกี่ยวกับการนำเข้า ทั้งเรื่องใบอนุญาตการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง การดำเนินการใบอนุญาตการค้าน้ำมันที่อยู่ในพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรื่องเหล่านี้วันนี้เรามีรัฐบาลแล้ว เท่ากับได้ รมว.พลังงานคนใหม่ คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีใหม่ ทุกคนมีอำนาจเต็มแล้ว วันนี้ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลอยากให้เปิดให้มีการนำเข้าน้ำมันเสรี เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ใช้น้ำมันถูกขึ้น และสามารถหาน้ำมันที่ขาดแคลนเข้ามาขายในประเทศได้

    2. ลดภาษีสรรพสามิตทันที ตอนนี้น้ำมันดีเซลและเบนซินที่ใช้กันอยู่ถูกรัฐเก็บภาษีลิตรละ 7 บาท ซึ่งภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องของภาษีที่เก็บสำหรับสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น หินอ่อน ไพ่ วันนี้ต้องมานั่งคุยกันว่าทำไมเก็บภาษีสรรพสามิตกับสิ่งที่จำเป็นอย่างเช่นน้ำมัน การยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตทันที ถ้ารัฐบาลทำได้ ราคาน้ำมันจะลดลงลิตรละ 7 บาท  

    3. ยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมันหากทำสำเร็จ ราคาน้ำมันจะลดลงได้ลิตรละ 2 บาท ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อนี้ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงลิตรละ 16-19 บาท รัฐบาลสามารถทำได้ทันที อาจจะต้องมีการเสียรายได้ของรัฐบาลอยู่บ้าง เป็นเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท 

    ถ้าวันนี้รัฐบาลพร้อมที่จะตอบรับ พรรคเศรษฐกิจได้พูดคุยกับกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ (BRICS) แล้ว สามารถส่งจดหมายถึงประธาน BRICS เพื่อจัดหาน้ำมันราคาถูกจากตลาดโลกได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5740708/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vr4NYBCydn6-GQsbRaZMY

  • กกร.หั่นเป้าจีดีพีปี 69 โตเหลือ 1.2-1.6% จาก 1.6-2% เหตุราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ นักท่องเที่ยวหาย 1 ล้านคน

    กกร.หั่นเป้าจีดีพีปี 69 โตเหลือ 1.2-1.6% จาก 1.6-2% เหตุราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ นักท่องเที่ยวหาย 1 ล้านคน

    สงครามยืดเยื้อ กกร. 3 สถาบัน หั่นเป้าจีดีพีลงเหลือ 1.2-1.6% หลังราคาน้ำมันพุ่ง กดดันเงินเฟ้อโต 2-3% ต้นทุนเพิ่ม นักท่องเที่ยวต่างชาติหาย 1 ล้านคน

    1 เม.ย. 2569 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุมปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 1.2-1.6% ลงจากเดิมคาดอยู่ที่ 1.6-2% เงินเฟ้อคาดโต 2-3% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดอยู่ที่ 0.2-0.7% ขณะที่ ส่งออกยังคงเดิม -1.5% ถึง -0.5%

    ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ทั้งยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่อาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่ม เพื่อประคองเศรษฐกิจ

    ภาคการผลิตที่ต้องบริหารจัดการต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า 

    “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้อีก หากเหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อสูง (stagflation) สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง”

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือ การขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและไปถึงผู้บริโภค

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่ง Connect the dotsเชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนได้อย่างเหมาะสม พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน

    ดังนั้น จากผลกระทบที่เกิดขึ้น เราจึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted policy) เช่น เอสเอ็มอี และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศ นอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่ม “กันชน” หรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ Reinvent Thailand

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/973355/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d254ZTTrQptuqH2522atK

  • พาณิชย์ ผนึกหอการค้าไทย-15 กลุ่มคลัสเตอร์ ดันทีมไทยแลนด์ รับมือวิกฤติโลก | เดลินิวส์

    พาณิชย์ ผนึกหอการค้าไทย-15 กลุ่มคลัสเตอร์ ดันทีมไทยแลนด์ รับมือวิกฤติโลก | เดลินิวส์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังหารือร่วมกับประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน  15 กลุ่มธุรกิจเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนในฐานะทีมไทยแลนด์รับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก เพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศจากสหรัฐอเมริกาและจีน อีกทั้งไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของผู้ประกอบการ สังคมสูงวัย  

    ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ 20-30% เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว พร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง นอกจากนี้ จะผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร  

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง 2.การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่เอสเอ็มอีและชุมชน 4.การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน

    ด้านภาคเอกชน โดยสมาคม 15 กลุ่มการค้า ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ อาทิ การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5740955/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WQQapxve8d13IGD7Io-oM

  • กบน.เคาะลดเงินชดเชยดีเซลพุ่ง 3.50 บาท! ดันราคาขายปลีกแตะ 44.24 บาท | เดลินิวส์

    กบน.เคาะลดเงินชดเชยดีเซลพุ่ง 3.50 บาท! ดันราคาขายปลีกแตะ 44.24 บาท | เดลินิวส์

    กระเป๋าฉีกรับเมษาฯ! คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 4.11 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มปรับเพิ่มขึ้นทันที 3.50 บาท/ลิตร ไปอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร ส่วนดีเซล B20 ปรับขึ้นเช่นกันมาอยู่ที่ 39.24 บาท/ลิตร

    เมื่อวันที่ 1 เม.ย. คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาท/ลิตร เป็น 17.78 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตรเป็น 44.24 บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.90 บาท/ลิตร เป็น 20.12 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 39.24 บาท/ลิตร (ราคาน้ำมันเบนซินผู้ค้าจะเป็นผู้ประกาศแจ้ง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5742473/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12V0V5UbEYK9AGGjtNRU5k

  • มากกว่าแค่สาดน้ำ! ส่องกลไก

    มากกว่าแค่สาดน้ำ! ส่องกลไก

    มากกว่าแค่สาดน้ำ! ส่องกลไก ‘สงกรานต์’ เครื่องยนต์หลักปั๊ม GDP ไทยให้แกร่งระดับอาเซียน


    1/04/2569 | 87 |

    ในท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ประเทศไทยยังคงสำแดงศักยภาพในการเป็น “จุดผ่อนปรน” และ “ศูนย์กลางความเชื่อมั่น” ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเพณีการเฉลิมฉลอง แต่ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเป็นเครื่องสะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่โลกให้การยอมรับ

    1. สงกรานต์ในฐานะพลัง Soft Power และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    การผลักดันเทศกาลสงกรานต์สู่สายตาชาวโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของภาคบริการและการบริโภคภายในประเทศอย่างก้าวกระโดด ในปี 2026 นี้ พลังของ Soft Power ไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ได้บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลและการจัดกิจกรรมระดับโลก (World Class Events) ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติโดยตรง การไหลเวียนของเงินตราในช่วงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มตัวเลข GDP ในภาพรวม แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและภาคครัวเรือน สร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางความท้าทายจากกำลังซื้อทั่วโลกที่ชะลอตัว

    2. เสถียรภาพด้านการเงินและการคลัง: ป้อมปราการรับแรงกระแทกจากภายนอก

    ปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงเลือกประเทศไทย คือ เสถียรภาพ (Stability) แม้ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับโลกและความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังคงรักษาเสถียรภาพด้านการเงินได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีจุดแข็งที่สำคัญดังนี้:

    • ค่าเงินบาทที่มีความสมดุล: การบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นช่วยให้ค่าเงินบาทสะท้อนความเป็นจริงตามกลไกตลาด และเอื้อต่อการแข่งขันในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว

    • ทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง: ไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระดับทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วน GDP ซึ่งเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

    • วินัยทางการคลัง: การบริหารจัดการหนี้สาธารณะที่อยู่ในกรอบความยั่งยืน ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    3. ไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ (ASEAN Hub) และจุดหมายปลายทางการลงทุน

    ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบราง ถนน และการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยาน ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน แต่เป็น “ประตูสู่ความร่วมมือ” ของอาเซียน ในช่วงเดือนเมษายนที่ภาพลักษณ์ความคึกคักถูกสื่อสารออกไปทั่วโลก ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยและการทำงาน (Workation Hub) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และนักลงทุนที่มองหาเสถียรภาพในระยะยาว

    บทสรุป

    ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน ไม่ได้เกิดจากโชคช่วยหรือเพียงแค่ฤดูกาลท่องเที่ยว แต่เป็นผลลัพธ์จากการประสานกันระหว่าง “เสน่ห์ทางวัฒนธรรม” (Soft Power) และ “ความแข็งแกร่งทางนโยบาย” (Policy Strength) การที่ประเทศไทยสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายโลก เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อระบบเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน และบทบาทการเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง

    เอกสารอ้างอิง (References)

    1. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์): รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสล่าสุด และแนวโน้มการเติบโตของ GDP

    2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): รายงานนโยบายการเงินและสถิติทุนสำรองระหว่างประเทศ

    3. กระทรวงการคลัง: ข้อมูลด้านวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ

    4. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากเทศกาลสงกรานต์

    5. International Monetary Fund (IMF) – World Economic Outlook: การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/490701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XJTxisFvrfRz0yT9gc-Co