Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มก. ประกาศนโยบายไม่รับของขวัญ ขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตและเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร

    มก. ประกาศนโยบายไม่รับของขวัญ ขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตและเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/138757&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1X-TWaUlF_zMhXGebXAR

  • คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง

    คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง

    ดร.นิศานาถ แก้ววินัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กล่าวว่าคณาจารย์และนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.ภายใต้กำกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตระหนักดีถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับภาระค่าปุ๋ยที่แพงขึ้น และความเสี่ยงจากการขาดแคลนปุ๋ย จึงได้ร่วมกันขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปุ๋ยชีวภาพ จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยใช้เอง ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และลดผลกระทบจากปัญหาปุ๋ยแพงและขาดแคลน

    “เราได้ลงมือทำแล้วกับเกษตรกรในพื้นที่หลายกลุ่ม ได้แก่กลุ่มยะวึก กลุ่มไทรงาม กลุ่มบุตาโสม กลุ่มบ้านศรีณรงค์ กลุ่มบ้านหัวนาคำ โดยรณรงค์ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำปุ๋ยใช้เอง จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ เพื่อให้มีปุ๋ยสำหรับใช้ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงเดือน พ.ค.นับจากวันพืชมงคลเป็นต้นไป”

    สอดคล้องกับ ผศ.ชัญญรินทร์ สมพร รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กล่าวว่าคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ จากวัสดุชีวมวลไว้ใช้เอง เพื่อรับมือกับปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและอาจขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากต้นทุนค่าปุ๋ยเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงถึง 40-60% ของต้นทุนการผลิตทางการเกษตร

    “คณะวิจัยได้นำชุดความรู้จากงานวิจัยในการทำปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรทำได้เอง ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกร ด้วยการนำมูลวัว มูลหมู มูลไก่ ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป ไปหมักกับน้ำเชื้อจุลินทรีย์ผสมกับแกลบ โดยน้ำเชื้อจุลินทรีย์ เกษตรก็สามารถทำได้เอง ด้วยการนำเศษผักไปหมัก ซึ่งช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองเรื่องปุ๋ยได้มากขึ้น”

    ภาพประกอบข่าว คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง

    ขณะที่ ผศ.กัมปนาท เภสัชชา อาจารย์และนักวิจัยคณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่าคณะนักวิจัยได้พัฒนาชุดความรู้จากงานวิจัยไปช่วบรรเทาผลกระทบจากปัญหาปุ๋ยแพง รวมทั้งปัญหาอาหารสัตว์ราคาแพง อันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง ด้วยการคิดค้นสูตรอาหารสัตว์ สำหรับเลี้ยงโค ที่เน้นการใช้มันสำปะหลัง และรำข้าว ที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ทดแทนวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ควบคู่ไปกับการรวบรวมมูลโคไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบข่าว คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง

    ผศ.ณรงค์ คชภักดี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และอาจารย์สาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่าได้ขยายผลจากงานวิจัยการทำปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ไปรณรงค์ส่งเสริมเกษตรกร เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยแนะนำเกษตรกรนำใบกระถินไปหมักกับนมเปรี้ยว และกากน้ำตาล เพื่อให้ได้ปุ๋ยชีวภาพที่มีสารอาหารและแร่ธาตุจำเป็นสำหรับพืชครบถ้วน ซึ่งปุ๋ยชีวภาพสูตรนี้ใช้ได้ผลมาแล้วทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วลายเสือและลำใย รวมทั้งผัก

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คณาจารย์และนักวิจัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีชุดความรู้จากงานวิจัยในการทำปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนการพึ่งพาปุ๋ยเคมีอยู่หลายสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ต้นปาล์มน้ำมันไปหมักกับมูลไก่ หรือนำมูลแพะไปหมักกับใบปาล์มน้ำมัน หรือการนำเศษวัสดุจากทะเล อย่างเศษปลา แกนปลาหมึก เปลือกกุ้ง เปลือกหอย เปลือกปู ไปหมักร่วมกับน้ำต้มปลา และน้ำจุลินทรีย์ ซึ่งจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดี สามารถทดแทนปุ๋ยเคมี และช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาปุ๋ยเคมีแพงและขาดแคลน อันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลางได้

    ภาพประกอบข่าว คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง

    ผศ.ปริศนา วงค์ล้อม อาจารย์คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่าได้เร่งรัดพัฒนาสารปรับปรุงดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและขาดแคลน ตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยนำมูลค้างคาวจากถ้ำเขากลาง จ.พัทลุง มาใช้เป็นวัตถุดิบ

    “ปุ๋ยตัวนี้มาจากมูลค้างคาวที่อยู่ในถ้ำจ.พัทลุง ซึ่งมีปริมาณมากเป็นตัน ๆ และในมูลค้างคาวมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่พืชต้องการอยู่สูงมาก สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้อย่างดี”

    ภาพประกอบข่าว คณาจารย์-นักวิจัย พัฒนาปุ๋ยชีวภาพช่วยเกษตรกรสู้วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน-ราคาแพง

    ผศ.พีรนาฏ คิดดี คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้ใช้ความรู้จากงานวิจัยอีกชุดหนึ่งช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและขาดแคลน โดยนำสาหร่ายหางกระรอก ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำ ไปหมักกับมูลโคเป็นปุ๋ยหมักจากสาหร่ายหางกระรอก

    ทั้งนี้นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี และเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คณาจารย์ นักวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก บพท.มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาต่อยอดขยายผลงานวิจัย นำเอาองค์ความรู้จากงานวิจัยไปรณรงค์ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุชีวมวลในพื้นที่ ทดแทนการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ลดผลกระทบแก่เกษตกรจากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง และอาจขาดแคลน ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล

    ทั้งนี้คาดหวังว่าวิกฤตการสงครามที่สร้างปัญหาต่อเกษตรกรในเรื่องปุ๋ยเคมี จะสร้างโอกาสใหม่ที่ดีในการพึ่งพาตัวเองเรื่องปุ๋ยของภาคการเกษตรไทย โดยลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศที่มีปริมาณสูงถึง 5 ล้านตันในแต่ละปี หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่าปีละ 9.4 หมื่นล้านบาทให้น้อยลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์คุณภาพชีวิตเกษตรกร ระบบเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศ

    อ่านข่าว :

    ปลัดเกษตรฯ เรียกถกมาตรการ “ดูแลปุ๋ย-ปัจจัยการผลิต” ไม่ให้กระทบเกษตรกร

    พณ.ตรวจปั๊มน้ำมัน-ร้านขายปุ๋ย-ตลาดค้าปลีก พบทำผิดแล้ว 5 ราย

    พาณิชย์ตรวจพบ 14 ปั๊มน้ำมันทำผิด ไม่ติดป้ายราคา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q1yPIZACiJFFVXYuu0gnH

  • เทียนประสิทธิ์ ผ่าทางตันโรงแรมไทย รับมือวิกฤตพลังงาน-ดัน Green Hotel

    เทียนประสิทธิ์ ผ่าทางตันโรงแรมไทย รับมือวิกฤตพลังงาน-ดัน Green Hotel

    เจาะลึกยุทธศาสตร์ “เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์” สมัยที่ 2: เมื่อโลกเปลี่ยน โรงแรมไทยต้องปรับ

    ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่ดูเหมือนจะฟื้นตัว แต่ในมุมมองของ เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 เขากลับมองเห็น “พายุลูกใหม่” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ยังทรงตัว นั่นคือวิกฤตต้นทุนพลังงานและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ผันผวนราวกับคลื่นสึนามิ
     

    วิกฤตน้ำมัน: กำแพงสูงที่ขวางกั้นท้องฟ้า

    หนึ่งในประเด็นที่นายกสมาคมฯ กังวลอย่างยิ่งคือ “ราคาน้ำมัน” ที่ยังไม่ปรับตัวลดลงตามที่หวัง สิ่งนี้ส่งผลกระทบลูกโซ่มายังราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last Minute) ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์

    “ราคาน้ำมันที่ยังสูงทำให้ค่าตั๋วไม่กลับไปจุดเดิมในเร็วๆ นี้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวคิดหนักก่อนเดินทาง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ตอนนี้ลดลงเหลือต่ำกว่า 10,000 คน ซึ่งน่าตกใจมาก รัฐบาลต้องสื่อสารความชัดเจนเรื่องพลังงานสำรอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นไม่ให้การท่องเที่ยวสะดุด”

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

    MICE Hub: ทางรอดจากวงจร “สึนามิทางการท่องเที่ยว”

    เทียนประสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาการท่องเที่ยวตามเทศกาล (Seasonality) เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง เพราะนักท่องเที่ยวจะมาเป็นระลอกคล้ายสึนามิแล้วหายไป ทางออกที่เขาเสนอก็คือการปั้นไทยให้เป็น ศูนย์กลาง MICE “เราต้องมองสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง เขาจัดงานตลอดปีเพื่อดึงคนเข้าประเทศ การเป็น MICE Hub จะช่วยให้โรงแรมมีผู้เข้าพักสม่ำเสมอ ลดความกังวลจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผันผวน และสร้างเสถียรภาพให้กับรายได้ของอุตสาหกรรมในระยะยาว”
     

    นโยบายสมัยที่ 2: ความยั่งยืนต้องมาพร้อมกับกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์

    สำหรับการกลับมาดำรงตำแหน่งในวาระที่ 2 นี้ เทียนประสิทธิ์วางหมุดหมายไว้ 3 ประเด็นหลักที่ต้องขับเคลื่อนทันที:

    จัดระเบียบโรงแรมเถื่อน: จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับอาคารที่ขายห้องพักรายวันโดยไม่มีใบอนุญาต “มาตรฐานความปลอดภัยตาม พรบ. ควบคุมอาคาร คือหัวใจสำคัญ หากเกิดเหตุร้ายในโรงแรมที่ไม่มีมาตรฐาน ความเชื่อมั่นของไทยในสายตาชาวโลกจะพังทลายทันที”

    ขับเคลื่อน Green Hotel ในวันที่ขาดสภาพคล่อง: แม้เทรนด์รักษ์โลกจะสำคัญ แต่ในสถานการณ์ที่สงครามยืดเยื้อและนักท่องเที่ยวลดลง (Worst Case) ผู้ประกอบการอาจไม่มีเงินทุนไปลงทุนด้านความยั่งยืน เขาจึงเตรียมประสานแบงก์ชาติขอแพ็กเกจดอกเบี้ยต่ำสำหรับการทำ Green รีโนเวท

    ลดภาระภาษีเพื่อต่อลมหายใจ: เตรียมเสนอรัฐบาลพิจารณาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% เหมือนช่วงโควิด เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากช่วงที่ต้นทุนทุกอย่างปรับตัวสูงขึ้น

    แม้จะยังไม่สามารถประเมินผลงานของรัฐมนตรีการท่องเที่ยวฯ คนใหม่ได้ในตอนนี้ แต่นายกสมาคมฯ ยืนยันว่าพร้อมจะยื่น “แผนรวมฉบับเดียว” ที่เกิดจากการระดมสมองของเครือโรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโรงแรมไทยเป็นไปอย่างมีทิศทางและยั่งยืนอย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740296&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wRNeuYJrK1_1Tpqfu9v-F

  • EECO ดัน 5 ธุรกิจบริการ ยกระดับคุณภาพ-สร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก

    EECO ดัน 5 ธุรกิจบริการ ยกระดับคุณภาพ-สร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก

    EECO ดัน 5 ธุรกิจบริการ ยกระดับคุณภาพ-สร้างมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และประธานการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ EEC Select Best Service 2026  เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) สู่มาตรฐานบริการคุณภาพ ด้วยกรอบแนวคิด SERVICE + SMART & SMILE ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญ

    โดยเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการ EEC Select Best Service 2026 ซึ่งมองว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นกลไกการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของพื้นที่ชุมชนในเขต EEC ครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในพื้นที่ สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงจากการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยการสร้างความรู้และความเข้าใจให้ประชาชนก้าวทันต่อการพัฒนาสู่การยกระดับมาตรฐานทั้งด้านการบริการ และผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ

    “การดำเนินการกังกล่าวป็นความร่วมมือของ สกพอ. รวมถึงสำนักงานท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตร ภายใต้ความหมาย E EXPERT ผู้ผลิตมีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ สร้างความแตกต่างและโดดเด่น  E EXCELLENCE   ผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการ และตอบโจทย์ Lifestyle คนวิถีปัจจุบัน C CERTAINTY  ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจ เชื่อใจ ที่ได้รับสินค้าที่เป็นธรรม” 

    ดร.จุฬา กล่าวอีกว่า กำลังนำ Local Wisdom หรือภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์มาเจียระไนใหม่ให้กลายเป็นจุดขายระดับสากล เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพื้นที่ EEC มีของดีที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมายตรารับรองมาตรฐานในบริการและผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มโอกาสการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในเขตพื้นที่อีอีซี มุ่งต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสานนวัตกรรมและมาตรฐานสากล เพื่อผลักดันบริการชุมชนไทยสู่การยอมรับในระดับสากล Local Roots to Global Reach 

    ในการคัดเลือกครอบคลุม 5 กลุ่มประเภทบริการ ได้แก่

    • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 
    • ธุรกิจสปาและสุขภาพ 
    • ธุรกิจที่พักและโรงแรม 
    • ธุรกิจสถานประกอบการท่องเที่ยวชุมชน 
    • ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ

    สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกได้กำหนดกรอบการประเมินใน 5 ด้านที่สำคัญ เพื่อสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน ได้แก่ ด้านปัจจัยที่ใช้ในการผลิต/ให้บริการ ด้านการสร้างคุณค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้านขั้นตอนและกระบวนการให้บริการ ด้านความโดดเด่นการให้บริการ ด้านการตลาด

    นายอัครวิชย์ เทพาสิต รองผู้ว่าการด้านบริหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า EEC Select Best Service คือการยกระดับบริการชุมชน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีเรื่องราว ถือว่าเป็น 3 จังหวัดหลักด้านการท่องเที่ยว เป็นหัวใจหลักของภาคตะวันออกที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก 

    “บทบาทของ ททท. คือทำให้ของดีของชุมชน ถูกมองเห็นในตลาดที่ใช่ เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่เส้นทางการท่องเที่ยวหลักของประเทศ” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UAMfZcN-BEJHcPOxZkm21

  • อุบลฯ แถลงข่าว เตรียมจัดใหญ่! มหาสงกรานต์ 2569

    อุบลฯ แถลงข่าว เตรียมจัดใหญ่! มหาสงกรานต์ 2569

    ภูมิภาค

    อุบลฯ แถลงข่าว เตรียมจัดใหญ่! มหาสงกรานต์ 2569

    วันพุธ ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.58 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค. 69  เวลา 18.00 น.  ณ  ลานศาลหลักเมืองอุบลราชธานี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับเทศบาลนครอุบลราชธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้ชื่องาน “ถนนดอกไม้และสายน้ำ มหาสงกรานต์นครอุบล ยลฮีตศรีศิลป์ กินแซ่บ” ระหว่างวันที่ 12–15 เมษายน 2569 ณ บริเวณทุ่งศรีเมือง ใจกลางเมืองอุบลราชธานี

                   
    การแถลงข่าวการจัดงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรีกรกฏ ประเสริฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน พร้อมด้วย นายกตภัน แก้วสง่า รองนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี นางพนารัตน์ คนขยัน วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี  นางธนภร พูลเพิ่ม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานอุบลราชธานี และพ.ต.ท.ณัฐกร พลภักดี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองอุบลราชธานี ร่วมแถลงข่าว โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานประเพณีสำคัญของท้องถิ่นสู่ระดับสากล
                   
    การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาศักยภาพรูปแบบการท่องเที่ยวของจังหวัดในมิติที่หลากหลาย มุ่งเน้นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “วิถีถิ่น วิถีไทยอุบล (ฮีตสิบสอง คองสิบสี่)” เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

                   
    ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนอัตลักษณ์อีสานใต้ อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีพื้นบ้าน การรำถวายท้าวกบิลพรหม การสาธิตและจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นรสแซ่บ นิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การประกวดลีลานางไหกั๊บแก๊บ การประกวดส้มตำลีลา และการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันผ้าไทย”
                  
    ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเนรมิตพื้นที่ทุ่งศรีเมืองให้เป็น “ถนนดอกไม้และสายน้ำ” ที่สวยงามและชุ่มฉ่ำ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมสนุกกับเทศกาลสงกรานต์ในบรรยากาศปลอดภัย สะอาด และสร้างสรรค์ ตลอด 4 วันเต็ม โดยบริเวณศาลหลักเมืองจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความสุข การเรียนรู้ และการสืบสานวัฒนธรรมไทย

                  
    จังหวัดอุบลราชธานี ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารอีสาน ในงาน “ถนนดอกไม้และสายน้ำ มหาสงกรานต์นครอุบล ยลฮีตศรีศิลป์ กินแซ่บ” ณ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/471163&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35rpEk–3IMWUU5-1zSLiv

  • “แกร็บ”ชี้แก้ปากท้อง-เศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “แกร็บ”ชี้แก้ปากท้อง-เศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เชื่อว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยก็จะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ชุดที่ 66 ภายใต้ผู้นำคนเดิม คือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 เช่นเดียวกับบรรดา “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล ก็คงยังเป็นคนเดิมๆ ที่ยอมร่วมหัวจมท้ายมากับนายอนุทิน ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ 

    ที่สำคัญ การเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเผชิญสารพัดปัญหา สารพัดวิกฤติมากมาย!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องและการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    แก้ปัญหาต้องรอบด้าน

    อย่างไรก็ตามในมุมมองของภาคธุรกิจ การควบคุมและแทรกแซงราคาอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายหรือแนวทางแก้ปัญหาที่ส่งเสริมให้เกิดความยืดหยุ่นและความสมดุลของทุกภาคส่วนโดยพิจารณาถึงกลไกตลาดเป็นสำคัญ จะดำเนินการอย่างไรให้เกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด และยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ท่ามกลางความท้าทาย 

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย บอกว่า การแก้ไขวิกฤตพลังงานและปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและสำคัญที่สุดของครม.ชุดใหม่ โดยแกร็บในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้คนนับล้านในประเทศไทยและเป็นตัวกลางในการบริหารอุปสงค์ (ผู้ใช้บริการ) และอุปทาน (ร้านค้าและคนขับ) แกร็บอยากให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงผลกระทบที่รอบด้าน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องและการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ 

    ไม่ว่าจะเป็น การเดินเครื่องผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงรายได้เข้าประเทศ การใช้เงินอัดฉีดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นอย่างโครงการคนละครึ่งพลัสในเฟสต่อไป หรือแม้แต่การผ่อนปรนกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้ประชาชนคนไทยยังสามารถมีหนทางในการสร้างรายได้เพื่ออยู่รอดในภาวะสงครามและวิกฤตทั่วโลก 

    เกาะติดสถานการณ์ตลอด

    ทั้งนี้แกร็บได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจและคนในอีโคซิสเต็มอย่างต่อเนื่อง โดยได้เตรียมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ในฝั่งของผู้ใช้บริการ แกร็บได้นำเสนอทางเลือกของบริการที่ประหยัดขึ้นสำหรับผู้ใช้บริการทั้งการเดินทางและเดลิเวอรี ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางด้วยรถยนต์  รถจักรยานยนต์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นถึง 250% หรือการจัดส่งอาหารแบบประหยัด ซึ่งมีอัตราการใช้บริการเติบโตขึ้นถึง 77% 

    ช่วยค่าน้ำมัน10ล้านบาท

    ตัวเลขนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ฟากคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการทั้งการรับ-ส่งผู้โดยสารและการจัดส่งอาหาร-สินค้า ที่ผ่านมาแกร็บได้พิจารณาให้อินเซนทีฟพิเศษ เพื่อแบ่งเบาภาระโดยช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการรวมมูลค่า 10 ล้านบาทที่เริ่มตั้งแต่ 18 มี.ค.-1 เม.ย.นี้ 

    แกร็บยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินผลกระทบและจะพิจารณาแนวทางการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งขณะนี้ยังคงราคาค่าบริการต่างๆ ให้อยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด และพร้อมปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทและรักษาความสมดุลให้เกิดกับทุกภาคส่วนมากที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5740505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GBbkRyToqwkBLpHfz02mm

  • “ศุภจี” นำทัพ 3 กระทรวงเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมัน ดูแลประชาชน บูรณาการแผนลดค่าครองชีพ

    “ศุภจี” นำทัพ 3 กระทรวงเศรษฐกิจ รับมือราคาน้ำมัน ดูแลประชาชน บูรณาการแผนลดค่าครองชีพ

    3 กระทรวง พาณิชย์-พลังงาน-คลัง นำโดยรองนายกฯ “ศุภจี” พร้อมดูแลประชาชน รับมือราคาน้ำมันผันผวน เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด

    นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน

    นางศุภจี กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง)จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

    ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง–ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค  และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม

    นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2923975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qm_y95W7XpC2-cnJ3Rdrb

  • พรรคเศรษฐกิจ หนุนเปิดนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน เชื่อทำราคาถูกได้ทันที

    พรรคเศรษฐกิจ หนุนเปิดนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน เชื่อทำราคาถูกได้ทันที

    “พรรคเศรษฐกิจ” ร่วมกับตัวแทน BRICS จับมือเสนอทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนเปิดนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ ยกเลิกกองทุนน้ำมัน พร้อมประสาน BRICS จัดหาน้ำมันราคาถูกทำได้จริงทันที

    วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา  นายคริส โปตระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย สส. พีรพล กนกวลัย และ สส. อังสณา เนียมวณิชกุล เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับผู้แทนกลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เพื่อแสวงหาแนวทางนำเข้าน้ำมันเสรีในราคาที่เหมาะสมเข้าสู่ประเทศไทย โดยการหารือดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากที่พรรคได้อภิปรายในสภาเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน  พรรคเศรษฐกิจจึงขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

    1. เปิดให้นำเข้าน้ำมันเสรี ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุน และลดราคาน้ำมันได้ 7-10 บาท

    2 ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จากอัตราปัจจุบันที่เก็บประมาณลิตรละ 7 บาท

    3 ยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมัน เพื่อลดราคาขายปลีกเพิ่มเติม และลดราคาได้ลิตรละ 2 บาท

    สามารถลดราคาได้ทันที

    นายคริส โปตระนันท์ ระบุว่าพรรคประเมินว่า หากดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างครบถ้วน จะสามารถลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณ 16–19 บาทต่อลิตร แม้รัฐอาจสูญเสียรายได้ในระยะสั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจพร้อมทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่ม BRICS ในการจัดหาน้ำมันจากตลาดโลกทันที หากรัฐบาลแสดงความพร้อมในการดำเนินนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอให้มีการทบทวนบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบพลังงานของประเทศ

    มั่นใจเกิดขึ้นได้จริง

    ด้าน ดร.มีชัย เถาเจริญ ในฐานะผู้แทน BRICS ประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Iurii Filatov ที่ปรึกษา ผู้แทน BRICS Thailand International Alliance ระบุว่า ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะรัสเซีย มีศักยภาพที่จะเกิดขึ้นได้จริง หากรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน และสามารถนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานของทั้งสองประเทศในลำดับถัดไป

    พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P2D5Tewxzamkq0AwDtBHr

  • พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ ( 1 เม.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน เช่น  ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง /สมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    โดยปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน

    ซึ่งในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์เตรียม สินค้า ไทยช่วยไทย เริ่มวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 58% ในสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาสินค้าชุมชนและ SMEs เข้าร่วมสินค้าไทยช่วยไทยในอนาคต ให้มีช่องทางตลาดมากขึ้น

    ภาพประกอบข่าว พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุน วัตถุดิบทางการเกษตรราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จ(ข้าวแกง) โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ส่วนในระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Extreme Polarization) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งปัจจุบันการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    ไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน (Up-skill / Re-skill) และขยายตลาดต่างประเทศควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ20–30%  เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว ไปพร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง นอกจากนี้ จะยังผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร (Future Food และ Food Tech) รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ

    ภาพประกอบข่าว พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    สำหรับการวางกรอบนโยบายในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่  1.Competitiveness การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง  2.Security & Stability การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.Inclusive การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่ SMEs และชุมชน  และ 4.Resilient Agility การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน

    ด้านภาคเอกชน โดยสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ เช่น การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานแบบบูรณาการทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว:

    พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส.อ.ท.หวั่นกระทบส่งออกรถยนต์ไทย

    ส่งออกข้าวไทย 2 เดือน ร่วง 15% อิรักหยุดซื้อ-ค่าระวางเรือพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mPe4_EiC3gGhdWupoJErd

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 01 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 01 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : รีบาวด์
    แนวรับ : $4,600 หรือ 71,800
    แนวต้าน : $4,760 หรือ 73,400

    .

    ทองคำกำลังกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งหรือเป็นเพียงรีบาวด์ระยะสั้นเท่านั้น หลังจากแรงกดดันจากสถานการณ์อิหร่านเริ่มผ่อนคลายลง ราคาทองยังมีโอกาสไปต่อได้แค่ไหน ปัจจัยอย่างดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์ลด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอ รวมถึงความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก จะเพียงพอหรือไม่ที่จะหนุนให้ทองคำกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญอีกครั้ง

    .

    ราคาทองคำเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังบรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดย Donald Trump ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจสามารถปิดเกมกับอิหร่านได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ทำให้ตลาดลดความกังวลต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงและแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทองคำยังไม่หมดแรงหนุน เพราะในอีกด้านหนึ่งตลาดเริ่มเห็นภาพของดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ลดลงมาอยู่แถว 4.32% สะท้อนว่าตลาดเริ่มคาดหวังต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจชะลอตัวลง และทำให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ผ่อนคลายลง ปัจจัยนี้จึงยังช่วยประคองราคาทองคำเอาไว้ได้ แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นใจต่อระบบการเงินก็ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ หลัง Warren Buffett ออกมาเตือนถึงความเปราะบางของภาคธนาคารที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม Non-bank และ Private Credit ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบหากเกิดแรงขายสินทรัพย์พร้อมกันในวงกว้าง มุมมองนี้ยิ่งตอกย้ำว่าทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะกลางถึงยาว

    ฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดขึ้นเช่นกัน โดยตัวเลขตำแหน่งงานว่าง JOLTS ลดลงมาอยู่ที่ 6.9 ล้านตำแหน่ง และอัตราการจ้างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด สะท้อนว่าโมเมนตัมของเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบันจะยังทรงตัวได้ดี แต่ดัชนีคาดการณ์อนาคตกลับอ่อนลง แปลว่าตลาดยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้า ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ทองคำยังมีความน่าสนใจ

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มสร้างฐานฟื้นตัวหลังลงไปทดสอบโซนสำคัญ โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาและ RSI รายวันเริ่มยกตัวขึ้นจากเขต Oversold หากราคายังยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 71,800 บาทได้ ก็มีโอกาสเกิดการรีบาวด์ต่อเพื่อขึ้นไปทดสอบแนวต้านแถว 4,760 ดอลลาร์ หรือประมาณ 73,400 บาทอีกครั้ง

    .

    ภาพรวมทองคำในระยะนี้ยังอยู่ในจังหวะรีบาวด์ โดยมีแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์ลด ความเสี่ยงในระบบการเงิน และสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอ แม้แรงกดดันจากประเด็นสงครามจะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ทองคำยังไม่เสียโครงสร้างการฟื้นตัว หากยืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ได้ ยังมีลุ้นขึ้นทดสอบ 4,760 ดอลลาร์ กลยุทธ์จึงยังเน้นรอซื้อบริเวณแนวรับและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-01-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03r5B0yZRV3UQMDrKneaO4